สายแข็ง! รวม 50 เรื่องเล่าสยองขวัญ จาก 5 “มหา’ลัยรัฐฯหัวแถว” …ที่ใครก็ต้องรู้จัก

เรื่องเล่าขนหัวลุก กับเรื่องผีในมหาวิทยาลัย ขึ้นชื่อชวนขนหัวลุก จากปากคำศิษย์เก่าศิษย์ใหม่ช่วยเล่าขาน ว่าแต่ตำนานผีในมหาวิทยาลัยไหนหลอนที่สุด ตามไปอ่านกันเลยค่ะ

 

ว่ากันว่าผีและวิญญาณล้วนมีแฝงตัวอยู่ทุกถิ่นที่ และหนึ่งในสถานที่ที่มีการเล่าขานตำนานผี ๆ มากที่สุดแห่งหนึ่งก็คือ “มหาวิทยาลัย” ซึ่งมีหลายมหาวิทยาลัยที่มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงเรื่องราวลี้ลับชวนขนหัวลุกเล่าต่อกันมา และวันนี้กระปุกดอทคอมขอนำ เรื่องสยองขวัญในมหาวิทยาลัยไทย (อัพเดทใหม่) จาก คุณ SteeL14s สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ซึ่งคุณ SteeL14s ได้ตระเวนสัมภาษณ์จากปากคำบรรดาศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันของมหาวิทยาลัยนั้น ๆ มาโดยตรงเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ตำนานไหนเล่าต่อ ๆ กันมาในอินเทอร์เน็ตจนไม่รู้ก๊อบปี้ไปก๊อบปี้มากันกี่ต่อจะไม่ขอพูดถึง จึงรับประกันเรื่องราวจากบรรทัดนี้ไปคือความสยองขวัญที่เหล่าคนมีเซ้นส์ต่างช่วยเข้ามาคอนเฟิร์มแล้วว่า “ของเขาแรงจริง ๆ”

 

5. มหาวิทยาลัยศิลปากร เขตพระราชวังสนามจันทร์

 

มหาวิทยาลัยศิลปากร เขตพระราชวังสนามจันทร์ ขึ้นชื่อเรื่องผีดุ อันดับต้น ๆ ของเมืองไทย พูดถึงมหาวิทยาลัยศิลปากร แน่นอนว่าบุคคลแรกที่เราจะต้องนึกถึง คงไม่พ้น ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี “นาย… ถ้าฉันตาย นายนึกถึงฉัน นายรักฉัน นายไม่ต้องไปทำอะไร นายทำงาน” ประโยคนี้ เป็นประโยคที่ผมได้ฟังได้อ่านทีไร ยังรู้สึกขนลุกทุกครั้งครับ มหาวิทยาลัยศิลปากร เขตพระราชวังสนามจันทร์ ตั้งอยู่บนเนื้อที่เดิมของอาณาบริเวณเขตพระราชฐานพระราชวังสนามจันทร์ครับ เป็นพระราชวังฤดูร้อนในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เรื่องราวของที่นี่ส่วนใหญ่คล้ายคลึงกับที่สวนสุนันทาพอสมควรครับ อาจจะด้วยความที่เป็นวังเก่าเหมือนกัน

 

– ลานทรงพล

ทุกวันนี้ก็เป็นลานที่สวยงานครับ ร่มรื่นด้วยหมู่ไม้ แต่พอฟังประวัติก็ถึงกับเสียวสันหลัง เพราะว่าลานทรงพลที่ผมไปยืนอยู่ ณ เวลานั้น เค้าบอกว่าเป็นลานประหารเก่า (คือเค้าเคยฟันหัวกันตรงที่ผมยืนนั่นเอง) บ้างก็ว่าห้ามสวดชินบัญชร บ้างก็ว่าเห็นผู้หญิงนุ่งห่มสไบ

 

– ชั้นสองตึกอักษรฯ

คณะอักษรศาสตร์ ก็นับได้ว่าเป็นคณะแรกของวิทยาเขตสนามจันทร์เลยนะครับ (ข้อมูลผิดพลาดยังไงขออภัย) ก็เล่ากันว่าที่ชั้นสองของตึกคณะ มีหลายคนเคยพบเห็นคนโบราณนุ่งโจงกระเบนสีแดงสด

 

– ศาลหน้าตึกอักษรฯ

ผมมีพี่คนหนึ่งเรียนอยู่ที่นี่ครับ ชื่อพี่โดนัท พี่โดนัทเล่าให้ฟังว่าเคยมีเพื่อนเค้าคนหนึ่ง จู่ ๆ ก็ขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาไหว้ศาลแล้วก็ขี่ออกไป สักพักคนที่ขี่ก็ได้ยินเสียงอะไรครูดคราดที่ด้านหลัง หันกลับไปเห็นคนครึ่งตัวคลานตามมา (ผมว่าถ้าเรื่องนี้เป็นจริง เพื่อนพี่โดนัทไม่น่าจะทำแค่ไหว้ น่าจะทำอะไรร้ายแรงกว่านั้น ไม่งั้นคงไม่โดนคลานตาม)

 

เรื่องของศาลตึกอักษรฯ ยังไม่หมดครับ น้อง ๆ ในคณะหลายคนบอกกันว่า ศาลที่คณะจัดได้ว่าศักดิ์สิทธิ์มาก ขออะไรส่วนใหญ่จะสำเร็จทุกทีไป แต่มีกฎก็คือ “ขอได้ แต่ห้ามบน” น้องคนเดิมเล่าให้ฟังต่อว่าเคยมีรุ่นพี่มาบนเรื่องสอบ แล้วปรากฏว่าสอบได้จริง ๆ แต่ดันไม่ไปแก้บน คืนหนึ่งรุ่นพี่คนนี้ก็ฝัน ว่าตัวไปอยู่ในโรงละครทรงพลพร้อมกลุ่มเพื่อน ๆ ที่ไปบนด้วยกัน แล้วก็มีเพชฌฆาตร่างสูงใหญ่ เดินมาฟันหัวพวกเค้าทีละคน

 

– สะพานข้ามดาว

เวลาเที่ยงคืนห้ามปั่นจักรยานผ่านสะพานข้ามดาว (สะพานจะอยู่แถว ๆ ลานทรงพล) หากไปปั่น ว่ากันว่าจะไม่ได้กลับมายังที่เดิม (น่าจะหมายถึงทะลุมิติอะไรแบบนั้นครับ)

 

– เพลงกลิ่นจันทร์

เพลงนี้เห็นว่าเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยครับ หากใครร้องยามค่ำคืนต้องร้องให้จบ ไม่งั้นจะเห็นผู้หญิงใส่ชุดไทย (เรื่องนี้คล้ายๆกับตำนานเพลง “เจ้านกน้อย” ของมหิดลอยู่เหมือนกันครับ แต่ของมหิดลนี่ถ้าร้องไม่จบจะมีผีมาช่วยร้องต่อให้จบ เรื่องเพลงเจ้านกน้อยที่มหิดลนี่ดังพอตัวเลยนะครับ เพื่อนผมอยู่ ม.กรุงเทพ ยังเคยได้ยิน)

 

– ตึกศิลป์ 3 คณะมัณฑนศิลป์

เรื่องนี้เกิดขึ้นกับตัวพี่โดนัทเองเลยครับ พี่โดนัทเรียนอยู่คณะมัณฑนศิลป์ ช่วงรับน้องก็อยู่มหาวิทยาลัยกันดึกดื่นเตรียมทำพร็อพ ระหว่างนั้นเองก็มีเพื่อนอีกคนนึง ควักเอากล้องวิดีโอขึ้นมาถ่าย ปรากฏว่าระหว่างถ่ายเค้าเห็นผู้หญิงใส่ชุดขาววาบผ่านหน้ากล้องไป เพื่อนคนนี้ก็ตกใจรีบเรียกเพื่อน ๆ มาดู ก็กรอเทปย้อนกลับไป (สมัยนั้นเป็นเทปมินิ DV ครับ) แล้วพอเปิดเล่นใหม่อีกครั้ง ก็ยังพบว่าถ่ายติดผู้หญิงชุดขาวคนนั้นอยู่ในกล้องด้วย ทุกคนต่างก็ตกใจ จึงรีบลบออกทันที (ถ้าเป็นสมัยนี้คงได้ไปออกคลิปแบทเทิลแล้วนะครับ)

 

เรื่องยังไม่จบง่าย ๆ ครับ คืนต่อมาพวกพี่โดนัทก็ยังคงทำพร็อพกันต่อ เพื่อนอีกคนที่เพิ่งมาใหม่ (พี่โดนัทเล่าว่าเพื่อนคนนี้เป็นคนมีเซ้นส์) เพื่อนคนที่มีเซ้นส์นี้เองที่ได้บอกพี่โดนัทว่าให้บอกเพื่อนให้เบา ๆ หน่อย มีคนมาดูอยู่นะ เป็นผู้หญิงชุดขาว (ทั้ง ๆ ที่พี่คนนี้ไม่ได้รู้เรื่องผู้หญิงชุดขาวในกล้องมาก่อนเลย)

 

เรื่องนี้ยังมีภาค 2 นะครับ คือพี่โดนัทเนี่ยมีเพื่อนคนนึงชื่อพี่เอ (ทุกวันนี้เป็นอาจารย์สอนที่ศิลปากรด้วย) พี่เอเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องผีอย่างรุนแรง พอพี่เอรู้เรื่องที่เพื่อน ๆ ถ่ายติดผี แกก็ไม่เชื่อครับ ก็มานั่งทำงานพร็อพด้วยกันในอีกคืนหนึ่ง ระหว่างนั่งกันอยู่พี่เอก็ดีดฝาน้ำเล่น ๆ แต่ฝาที่ว่า กลับลอยไซด์โค้งไปปิดสวิตซ์ไฟดับ ซึ่งไอ้สวิตช์ไฟที่ว่าเนี่ยอยู่ไกลมากกกก แค่ดีดให้ฝาน้ำไปปิดสวิตช์ไฟดับได้ก็ยากแล้ว นี่ลอยไซด์โค้งข้ามกลุ่มเพื่อนไปดับได้อีก นั่นล่ะครับ ทุกคนพากันวิ่งป่าราบอยู่ไม่ไหวแล้วหลังโดนกันมาหลายคืน (ผมมีโอกาสได้ไปคุยกับพี่เอด้วยนะครับ แกก็ยังยืนยันว่าไม่ใช่ผีหรอก บังเอิญ 55555)

 

เช้าวันต่อมาทุกคนก็เอาดอกไม้ เอาลำไยมาขอขมาล่ะครับ โดยวางไว้บนตู้ดับเพลิง ตกเย็นมาดูปรากฏว่าลำไยถูกแกะซะงั้น พี่โดนัทก็บอกว่าไม่น่าจะใช่ฝีมือสัตว์ เพราะตู้ดับเพลิงมันอยู่สูง ก็เป็นอีกเหตุการณ์ที่อธิบายไม่ได้ครับ

 

 

– เรือนนางสนม

นี่เป็นเรื่องที่พูดได้ว่าน่ากลัวที่สุดของที่นี่เลยครับ เรือนนางสนมนี่นางสนมเป็นใครไม่มีข้อมูลใด ๆ บอกไว้เลย แต่เท่าที่ฟังมานี่คือมีอายุเก่าแก่มาก บางกระแสว่าเผลอ ๆ เก่าประมาณสมัย ร.5 ด้วยซ้ำ เรื่องเล่าเรือนนางสนมนี่เยอะมากครับ มีตั้งแต่ถ้าไปปั่นจักรยานหน้าเรือนนางสนมตอนดึก ปั่น ๆ ไปจะรู้สึกว่ารถหนักขึ้น หันหลังไปจะเห็นมีผู้หญิงชุดไทยไม่มีหน้านั่งซ้อนหลังอยู่ แถมไม่นั่งอย่างเดียว เอาเล็บยาวเฟื้อยลากพื้นไปด้วยอีกต่างหาก

 

อาจารย์เอ (ขอเรียกอาจารย์นะครับ พี่เค้าเป็นอาจารย์แล้ว) แกเล่าว่าเคยฟังมาว่าเหตุผลที่บ้านหลังนี้ปัจจุบันต้องปิดหน้าต่าง ก็เพราะว่าคนผ่านไปผ่านมาชอบเห็นผู้หญิงรำอยู่ในตัวเรือน (เรือนจะเป็นสถาปัตยกรรมยุคเก่าครับ ยกใต้ถุนขึ้นสูง) และทีเด็ดมันอยู่ตรงที่คนเข้าไปในเรือนน่ะ จะไม่เจอ คนเจออะ จะเป็นคนที่รออยู่ข้างนอก !!

 

ผมได้ลองขึ้นไปกันมาแล้วด้วยนะครับ เอาจากเริ่มแรกก่อน ก็ไปเดินสำรวจใต้ถุน แค่ใต้ดินก็วิ่งกันแล้วครับ ไปเจองูเหลือมตัวเบ้อเริ่ม เพื่อนผมว่าเป็นงูเหลือมจุดทอง (ลายจุดทอง ๆ ตามตัว) โบราณว่าถ้ามีงูเหลือมลักษณะนี้อยู่ใต้ถุนบ้าน แปลว่าเป็นงูเจ้าที่ ก็ขึ้นไปบนเรือนกันครับ ไปสำรวจกันดู (ไม่ได้ไปทำลายอะไรเลยนะครับ กล่าวขอโทษเด็กทับแก้วมา ณ ที่นี้) ลักษณะภายในก็เป็นเหมือนที่เราเห็นตามหนังย้อนยุคแหละครับ ยุคคนไทยแต่งสูทใส่หมวกนั่งรถม้า จะลองก็ต้องลองให้สุดครับ ผมก็เลยไปลองรำดูใกล้หน้าต่าง ถามว่ากลัวไหมก็กลัวอยู่แล้วครับ แต่ไปทั้งทีต้องเอาให้สุด ระหว่างรำอยู่นี่ได้ยินเสียงอะไรรอบตัวตลอดเลยครับ แต่บอกไม่ได้ว่ามันเสียงอะไร จนมาตัดสินใจหยุดแล้วลงดีกว่าตอนได้กลิ่น ๆ หนึ่งครับ เป็นกลิ่นคล้าย ๆ กลิ่นสาบคนแก่ พอลงมาก็ไปถามน้อง ๆ ที่อยู่ด้านล่างครับว่าเห็นอะไรตามเรื่องเล่าบ้าง น้องมันบอกไม่รู้ไม่กล้ามอง (ยิ้ม !)

 

 

– สระแก้ว

แต่เดิมใช้เป็นที่ถ่วงน้ำนักโทษครับ เคยมีคนมาเล่าให้ฟังด้วยว่าเคยงมพบลูกตุ้มถ่วงน้ำจากในสระ อันนี้จริงเท็จยังไงผมไม่ทราบจริง ๆ เพราะไม่ได้ลงไปดำดู

 

– สไบเขียว-สไบแดง

อาจารย์เอ (ผู้ไม่เชื่อเรื่องผี) เล่าให้ฟังครับ ว่าซัก 8-9 ปีที่แล้วนับจากสมัยแกยังเป็นนักศึกษา สมัยนั้นส่วนใหญ่คนจะขี่จักรยานในมอกัน หากปั่นเส้นเลียบคลองตอนเที่ยงคืน (ตอนนี้เป็นตึกหมดแล้ว) ปั่นไปเค้าว่าจะเจอผู้หญิงใส่ชุดไทยโบกมือให้จากริมคลอง ถ้าเจอสไบขียวก็โชคดีไป แต่ถ้าเจอสไบแดง ห้ามหันไปมองให้เค้ารู้ตัวเด็ดขาด ไม่งั้นเค้าจะตามกลับไปบ้าน

 

 

4. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

ไปลองของมาหลายมหาวิทยาลัยครับ แต่ที่จุฬาฯ เป็นที่เดียวเลยที่แตกต่างจากที่อื่น คือเรื่องผีของที่นี่ มันจะแฝงไปด้วยอารมณ์อุ่น ๆ ใส ๆ เหมือนโทนหนังญี่ปุ่น feel good ให้ความรู้สึกดีมากกว่าจะรู้สึกกลัว สำหรับผู้ที่จะพาผมบุกเรื่องผีในมหาวิทยาลัยนี้แบ่งได้เป็น 2 คน 2 ทางครับ คือน้องอาร์ตตี้ เป็นคนพาทัวร์คณะรัฐศาสตร์ และน้องไอซ์ จะพาทัวร์ฝั่งนิเทศฯ สำหรับเรื่องความเก่าแก่นั้นหายห่วงครับ ที่นี่คือมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย มาเริ่มเรื่องแรกกันเลยครับ (ผมขอไม่พูดถึงเรื่องเก่า ๆ ตามอินเทอร์เน็ตแล้วกันนะครับ เอาเฉพาะเรื่องที่ผมไปค้นข้อมูลมาในมหาวิทยาลัยด้วยตัวเอง)

 

– ชั้น 2 ตึกรัฐศาสตร์

ตึกรัฐศาสตร์ที่นี่เก่าเกือบร้อยปีเลยนะครับ เห็นว่าตอนนี้เป็นตึกอนุรักษ์ของกรมศิลปากรแล้วด้วย และเรื่องผีเรื่องนี้ผมฟังมาจากแม่บ้านที่อยู่ในมหาวิทยาลัยนี้มาตั้งแต่เกิด (ตั้งแต่เกิดจริง ๆ ครับ แกเล่าว่าแกคลอดในจุฬาฯ) แกว่าที่ตามตึกกิจฯ (กิจการนิสิต) ตามตึกรัฐศาสตร์ ไอ้เรื่องได้ยินเสียงดนตรีนี่เรื่องปกติครับ มีไม่ปกติก็ที่ชั้น 2 แกเล่าว่าเคยมีคนนั่งอ่านหนังสืออยู่ ระหว่างอ่านก็มีร่างของคนคนหนึ่งเดินผ่าน คนที่อ่านหนังสืออยู่ก็ไม่ได้คิดอะไร ก็คนผ่านไปผ่านมาธรรมดา จนเล่นเอาช็อกเกือบตกเก้าอี้ ก็ตรงมาเห็นว่าคนที่เดินผ่านไปเมื่อกี้นั้น เป็นคนคนเดียวกับบุคคลในรูปที่ได้เสียชีวิตไปแล้ว (ตามทางเดินชั้น 2 ตึกรัฐศาสตร์ เมื่อก่อนจะแขวนรูปบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยไว้ครับ ส่วนบุคคลตามเรื่องเล่าท่านเป็นใครผมขอไม่เอ่ยถึงละกัน ขอเซฟตัวเองนิดนึงครับ เดี๋ยวโดนด่าว่า มาอ้างว่าอาจารย์ฉันกลายเป็นผีได้ยังไงอีก)

 

– ตึกกิจการนิสิต

อาร์ตตี้เล่าให้ฟังครับว่าตึกกิจฯ แต่ก่อนนี่น่ากลัวได้เรื่องอยู่ เป็นอาคารไม้ 1 ชั้นครึ่ง (อีกครึ่งเป็นชั้นใต้หลังคา) เห็นว่ามีคนผูกคอตายตรงใต้หลังคาด้วย แต่ทุกวันนี้ตึกกิจฯ ไม่น่ากลัวแล้วครับ ปรับปรุงใหม่กลายเป็นตึกลงทะเบียนดูสวยงาม เส้นทางเดินไปยังตึกกิจฯ ถ้าเรานึกภาพตามสมัยนั้นก็คงน่ากลัวจริง ๆ ครับ เพราะก่อนถึงตึกกิจฯ จะต้องเดินผ่านต้นไทรต้นเบ้อเร่อ ผ่านต้นไทรยังมาเจอตึกไม้เก่า ๆ อีก ก็เข้าใจทำไมแต่ก่อนนักศึกษาถึงไม่ค่อยอยากเดินผ่านตึกกิจฯ ตอนดึก ๆ

 

มาเรื่องผีกันบ้างครับ อาร์ตตี้เล่าให้ฟังว่าเค้าเคยมาเก็บของที่ตึกกิจฯ ตอนหัวค่ำ (ห้องสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์) เปิดประตูเข้าไปพบคนยืนหันหลังอยู่ในห้อง อาร์ตตี้ ก็ตะโกนถามไปว่า “ใครน่ะ ?” คนคนนั้นไม่ตอบครับ แต่วิ่งหนีไปด้านหลัง อาร์ตตี้ก็ตามไป เรื่องมันมาหลอนตรงนี้ครับ เพราะห้องมันห้องนิดเดียว แต่อาร์ตตี้หาตัวคนที่ว่าไม่เจอ ทางเข้าทางออกก็มีประตูเดียว แล้วมันหายไปไหน

 

– เชียร์ลีดเดอร์

เรื่องต่อมาเป็นเรื่องของสาว ๆ เชียร์ลีดเดอร์คณะรัฐศาสตร์ครับ พวกเธอเล่าให้ฟังว่าก็ซ้อมเต้นกันอยู่หลังตึกคณะตัวเอง (หลังตึกรัฐศาสตร์จะเป็นตึกกิจฯ) ก็เต้นไปตามท่าเค้าล่ะครับ แล้วมันจะมีอยู่ท่าหนึ่งที่ทำให้ต้องมองลอดใต้หว่างขาโดยบังเอิญ จังหวะนั้นล่ะครับ เธอเล่าให้ฟังว่าเห็นคนนั่งห้อยขาอยู่บนขอบดาดฟ้าตึกรัฐศาสตร์

 

– อิฐ 9 ก้อน

ที่หน้าตึกเศรษฐศาสตร์จะมีอิฐอยู่ก้อนหนึ่งครับ ที่เกยขึ้นมาไม่ตรงร่องต่างจากก้อนอื่น ๆ ตรงจุดนี้ผมเคยไปมาสองรอบครับ ระยะเวลาห่างกันประมาณเกือบครึ่งปี กลับไปมันก็ยังเกยขึ้นมาอยู่ยังงั้น เด็กนักศึกษาเค้าว่าห้ามไปเดินเหยียบอิฐก้อนนั้นนะครับ ไม่งั้นเช้ามาที่ขาจะมีรอยช้ำเป็นจ้ำ ๆ ผมไปได้ทราบประวัติที่มาของเรื่องอิฐ 9 ก้อนนี้มาครับ เจ้าของเรื่องเค้าบอกว่าเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว (ถ้านับตอนนี้ก็น่าจะ 6 ปีครับ เพราะผมไปมาปีที่แล้ว) เค้าเล่าว่ามีนักศึกษาคณะบัญชีปี 4 ครับ ทะเลาะกับแฟน (คณะอะไร ปีอะไรไม่ทราบครับ) ข้อมูลที่ได้มานี่ ผมได้มาเป็นบทสนทนาเลยครับ

ผู้ชาย : “จะเลิกใช่ไหม ?”

ผู้หญิง : “อืม จะเลิก”

ผู้ชาย : “จะเลิกใช่ไหม ?”

ผู้หญิง : “อื้อ”

ผู้ชาย : “จะเลิกแน่นะ”

สิ้นเสียง “จะเลิกแน่นะ” ผู้ชายเค้าก็กระโดดตึกลงไปต่อหน้าผู้หญิงเลยครับ แล้วจุดที่ผู้ชายเค้าตกลงมาตายนั่นล่ะครับ คือจุดเดียวกับที่อิฐมันเกยขึ้นมา สาเหตุน่าจะเกิดจากการที่ร่างตกลงมากระแทกกับพื้น หลังจากนั้นเห็นว่าพยายามยังไง เปลี่ยนพื้นเท่าไหร่อิฐตรงนั้นก็ไม่เคยสมานเรียบกันได้ซะทีครับ (ส่วนทำไมชื่อเรื่องมันชื่ออิฐ 9 ก้อนนี่ผมไม่รู้จริงๆ)

 

– สนามฟุตซอล คณะสถาปัตยฯ

ที่คณะสถาปัตย์ จุฬาฯ เค้าจะมีสนามฟุตซอลภายในตัวตึกด้วยนะครับ ตอนเห็นครั้งแรกนี่อิจฉามาก และเรื่องผีของที่นี่ก็สืบมาจากสนามที่ว่านี้ล่ะครับ (ตอนรู้เริ่มไม่ค่อยอิจฉาละ) ตอนเย็น ๆ ยาวไปถึงค่ำ ๆ เนี่ย จะมีเด็กนักศึกษามาเตะบอลกันแหละครับ และระหว่างเตะก็มีคนเห็นผู้หญิงคนหนึ่งมายืนดูอยู่ตรงระเบียงชั้นสอง มาดูทุกวันเลยนะครับ เห็นทุกวันแถมเห็นกันทุกคน จนวันหนึ่งน้องคนนึงมันก็ทนสงสัยไม่ไหว ก็ขึ้นไปกะชวนคุย ถามว่าเป็นใคร มีธุระอะไรรึเปล่า ? ก็เดินขึ้นบันไดคดเคี้ยวเลาะไปครับ พอขึ้นไปถึง ปรากฏว่าผู้หญิงคนนั้นมีแค่ครึ่งตัว แถมยังหันมายิ้มให้แล้วก็หายไป

 

– ตึกมหามกุฏ

ตึกมหามกุฏนี่เรื่องผีเยอะมากครับ เยอะมาก ๆ ๆ ๆ มีทั้งเสียงร้องไห้ คนโดดตึก ผู้หญิงชุดขาวเดินทะลุกำแพง (เห็นว่าตึกนี้หลัก ๆ จะเป็นคณะวิทยาศาสตร์ ผิดถูกยังไงขออภัยครับ) เรื่องผีเยอะจริงครับ แต่เรื่องที่เด็ดที่สุด ผมว่าเป็นเรื่องนี้

 

คือจุฬาฯ จะมีเพลงประจำมหาวิทยาลัยชื่อเพลง “มหาจุฬาลงกรณ์” ครับ แล้วที่ชั้น 11 ตึกมหามกุฏ ว่ากันว่าถ้าอยากเจอให้ขึ้นไปที่ชั้น 11 เดินไปหาจุดที่มองออกไปนอกตึกได้ แล้วร้องเพลงที่ว่านี้ พอร้องไปจนถึงท่อนว่า “นิสิตพร้อมหน้า…” จะเห็นนิสิตหลายคน กระโดดตึกลงมาพร้อมหน้าตามเนื้อเพลงเลยครับ

 

ทีนี้เราจะข้ามถนนไปอีกฝั่งนึงแล้วนะครับ ไปยังฝั่งนิเทศฯ พร้อมน้องไอซ์ น้องไอซ์เป็นผู้ชายหน้าตาดีครับ เซอร์ ๆ ดิบ ๆ มาดตากล้อง เห็นว่าในคณะก็ดังพอตัว เรื่องแรกนี้เกิดขึ้นที่ชั้น 4 ตึกนิเทศฯ ตึกใหม่ครับ ที่เกิดเหตุมันเป็นประมาณชานยื่นออกไปนอกตัวตึก รุ่นพี่ไอซ์เค้าไปถ่ายหนังสั้นกัน เป็นหนังผีซะด้วย เนื้อหาก็ประมาณว่าจะมีผีอยู่ข้างล่าง 5 คน ทำท่าโบกมือไปมา ทีนี้พอเอาฟุตเทจมาเตรียมจะตัดต่อกัน มือคน 5 คนที่ควรจะมีแค่ 10 มือ ดันมีเพิ่มมากลายเป็น 11 มือ

 

 

เรื่องที่ชั้น 4 นี่ยังมีต่อเนื่องอีกเรื่องครับ เรื่องนี้ผมได้ฟังมาจากน้องปีหนึ่งจุฬาฯ คนนึง ไปเห็นเค้ายืนซื้อลูกชิ้นอยู่ป้ายรถเมล์หน้ามอพอดี เลยบวกซะเลย น้องเค้าเล่าให้ฟังว่ามีรุ่นพี่เรียนการแสดงอยู่คนนึงครับ เห็นว่าคืนนั้นเป็นวันเกิด ก็เลยกะจะแกล้งเซอร์ไพรส์กันด้วยการปลอมเป็นผีไปหลอก ก็นัดเจอพี่เจ้าของวันเกิดคนนี้ที่บันไดหนีไฟ พี่เค้าก็ไปรอครับ พอเป้าหมายมาถึงทุกคนก็ปิดไฟตามแผน ทีนี้พี่เค้าก็กรี๊ดครับ ซึ่งทุกคนก็คาดไว้แล้วล่ะ ว่าพี่เค้าต้องกรี๊ด แต่ทีนี้เหมือนเสียงกรี๊ดมันรุนแรงผิดปกติ ทุกคนก็เลยเปิดไฟรีบเข้าไปดู กลัวเรื่องมันจะเลยเถิด สุดท้ายเรื่องราวเผยออกมาว่าตอนที่ไฟดับลง พี่เจ้าของวันเกิดคนนี้ เค้าดันโดนผีหลอกขึ้นมาจริง ๆ ครับ

 

– พี่ธาดา

เรื่องต่อไปนี้ ถึงขั้นว่ากันว่าพวกรุ่นพี่นิเทศฯ เก่า ๆ ไม่มีใครไม่รู้จักตำนานเรื่องนี้ ตำนานพี่ธาดาแห่งห้องล้างฟิล์ม ว่ากันว่ามีคนเห็นพี่ธาดาเข้าไปล้างฟิล์มในห้องมืด แล้วจากนั้นมา ก็ไม่เคยมีใครได้เห็นพี่ธาดาอีกเลย ไอซ์ได้เล่าเสริมถึงเรื่องนี้ไว้ครับ ว่าสำหรับคณะเค้าเอง เด็กปี 1 จะต้องถูกรับน้องด้วยการไปลองของตำนานผี “พี่ธาดา” ของคณะ ถูกเอาผ้าปิดตาเดินกันเข้าไปในห้องล้างฟิล์มมืด ๆ (ที่ปัจจุบันกลายเป็นห้องเพื่อกิจกรรมอย่างอื่นไปแล้ว) แม้สุดท้ายจะมารู้ภายหลัง ว่าตำนานดังกล่าวถูกแต่งขึ้นโดยรุ่นพี่ (รุ่นพี่คนที่ว่าคือ พี่เก้ง จิระ มะลิกุล หัวเรือใหญ่แห่ง GTH ค่ายหนังที่แค่ชื่อ ก็การันตีความฮิต) แต่ใจความสำคัญไม่ได้อยู่ตรงนั้น เรื่องจริงเรื่องแต่งไม่เกี่ยว…

 

มันสำคัญตรงที่เรื่องผีที่เกิดขึ้นนี้ ได้สร้างความผูกพันกลับบ้านก็ต้องชวนกันกลับ เพราะเดินคนเดียวมันเสียว สร้างเรื่องราวที่หวนกลับไปคิดถึงเมื่อไร เป็นต้องอมยิ้มทุกครั้ง ศิษย์เก่าศิษย์ใหม่ไม่เคยรู้จักกัน แต่พอเอ่ยถึงพี่ธาดา ประสบการณ์เดินเอาผ้าผูกตาเป็นได้โม้สู่กันฟังเป็นฉาก ๆ ไอซ์รีบสรุปปิดท้าย (อาจเพราะอยากไปนั่งกระดกเบียร์กับพวกเราเต็มทีแล้ว) ว่าเข้าใจว่าสำหรับผู้ใหญ่ในมหา’ลัย เป็นธรรมดาที่จะมองเรื่องผีว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสีย ทำให้สถาบันเสียชื่อเสียง แต่แง่มุมดีๆของมันก็ใช่ว่าจะหาไม่เจอ อย่างน้อยตัวเค้าเองก็ได้เพื่อนที่ทุกวันนี้เดินกอดคอกันได้แบบไม่เคอะเขินจากคืนล่าท้าผีคืนนั้น คืนที่เค้าได้รู้จักกับพี่ธาดา

 

“ผมว่าคงไม่มีเด็กคนไหนที่ย้ายที่เรียน หรือเลือกไปเรียนที่อื่นเพราะมหา ‘ลัยมันมีผีหรอก” ไอซ์พูดสรุปเรื่องลงในที่สุดครับ

 

มาถึงเรื่องสุดท้าย ถ้าใครตามอ่านกระทู้มาตั้งแต่แรก คงจำได้ว่าผมเคยเล่าให้ฟังว่า เคยไปให้คนดูว่าลองของกันมาขนาดนี้ ทุกวันนี้มีผีอะไรตามกลับมาบ้าง ก็อย่างที่เล่าไป ผมโดนตามมาสองตัว เด็กกับพี่สาว ประเด็นอยู่ที่เพื่อนผม คุณฟิล์มครับ (คนคนนี้ก็ไปกับผมทุกที่เหมือนกัน) ฟิล์มโดนหนักกว่าผมเยอะครับ โดยนางไม้ใส่ชุดไทยตามกลับมา 2 คน เกาะบ่าซ้ายบ่าขวา แถมเป็นพี่น้องกันอีก ซึ่งที่มาก็มาจากที่มหาวิทยาลัยจุฬาฯ นี่เองครับ ต้นไทรหน้าตึกรัฐศาสตร์คนนึง อีกคนนี่จากต้นไทรตรงโรงอาหารแถวตึกกิจฯ (ต้นไทร 2 ต้นนี้ประวัติเยอะครับ บ้างว่าเห็นผู้หญิงชุดไทยเดินออกมาจากต้นไม้ ว่าก็เห็นนั่งอยู่) ถามว่ารู้ได้ไงว่าเค้าตามมาจากจุฬาฯ คือพี่คนที่มีสัมผัสวิญญาณเค้าดูฟิล์มแล้วก็ทักครับ ว่าเคยไปชมต้นไม้ที่ไหนว่าเค้าสวยรึเปล่า จบประโยคเท่านั้นฟิล์มอ๋อเลยครับ พี่คนที่มีสัมผัสวิญญาณเค้าบอกว่า นางไม้ที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นไม้เค้าคิดว่าชมเค้าสวย เค้าก็เลยตามมา และเค้าไม่ได้มาคนเดียว น้องเค้าก็ตามมาด้วย เพราะเค้าต้องอยู่เป็นคู่ (ภายหลังฟิล์มเค้ามาเล่าให้ฟังครับ ว่าตอนนั้นกูไม่ได้ชมต้นไม้โว้ย กูบอกว่าเฟรมกล้องมุมนี้สวยจัง ตอนนั้นถ่ายวิดีโอกันไปด้วยครับ ก็ซวยไป เดือดร้อนต้องไปซื้อดอกไม้ 5 สี 5 กลิ่น 5 ชนิดมาแก้)

 

พี่คนที่มีสัมผัสวิญญาณก็แนะนำมาครับ เวลาไปที่ ๆ มีของหรือคิดว่าน่าจะมีผี อย่าไปพูดชมอะไร ๆ ออกมามั่วซั่ว เพราะเค้าจะเข้าใจว่าเราชมเค้า ฟังดูโคตรไม่มีเหตุผลใช่ไหมครับ แรก ๆ ผมก็คิดแบบนี้ จนทุกวันนี้หลังจากไปข้องเกี่ยวกับเรื่องผี ๆ เข้ามาก ๆ ฟังมาหลาย ๆ เรื่อง เริ่มเฉย ๆ และทำใจครับ ว่าพวกผีหลาย ๆ ครั้งมันไม่มีเหตุผลจริง ๆ

 

มีครั้งนึงลงใต้ไปลองของที่ ม.หาดใหญ่ครับ ก็เกือบโดนกับตัวที่มหาวิทยาลัยนั้นมันจะมีตึกร้างอยู่ตึกนึง (ตึกร้างนี่ ม.ทักษิณ) ก็มีห้อง ๆ นึงครับ แปะวอลเปเปอร์สวยมาก ผมก็เผลอชมไปว่าห้องนี้สวยแฮะ ก่อนมานึกได้ว่าห้ามชมก็เลยบอก เฮ้ย ไม่สวยละ แต่มาคิดอีกทีเค้าจะโกรธเปล่าวะบอกไม่สวย สุดท้ายเลยบอกผมไม่ได้พูดอะไรเลยนะครับ (เหนื่อยกว่าเจอผีอีกฮะบางที)

 

3. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

สำหรับที่นี่ ก็พูดไม่ได้เต็มปากว่าผีดุครับ เหตุเพราะมีเรื่องผี มีเรื่องเล่าเยอะ แต่ยังไม่เคยมีใครประสบพบเจอกับตัวเอง แต่สำหรับตัวผม ขอยกให้มหาวิทยาลัยนี้ตื่นเต้นที่สุดครับ เหตุเพราะมีผู้หญิงคนที่ผมแอบชอบ ร่วมเดินทางมาลองของด้วย (โอ๊ย !!) การมาลองของที่มหาวิทยาลัยนี้ ผมก็ได้ความช่วยเหลือจากชมรมดนตรีลูกทุ่งของที่นี่ครับ ซึ่งได้ส่งน้องโชน นักศึกษาคณะประมงปี 2 มาเป็นผู้นำทาง (น้องโชนนี่พอได้เจอตัว บอกเลยน้องเค้าเหมาะเรียนประมงจริง ๆ ครับ ทั้งรูปร่างและสีผิว คือถ้าเดินลากอวนมาด้วยนี่ก็ออกทะเลได้เลยแหละ)

 

– จะมีตึกอยู่ตึกหนึ่งครับ (ขอสงวนชื่อตึกครับ น้องเค้าขอมา)

ว่ากันว่าเมื่อตอนก่อสร้างดำเนินมาถึงขั้นทาสี ก็ได้มีคนงานเกิดเสียชีวิตลง โดยก่อนเสียเค้าได้ทาสีค้างไว้ยังไม่เสร็จ อาถรรพ์เกิดขึ้นเมื่อคนงานคนที่มาทาสีต่อจากเค้าก็เสียชีวิตลงตามไปเช่นกัน จนเกิดเป็นเรื่องเล่าขานว่าหากใครมาทาสีตรงจุดนี้ จะมีอันเป็นไป ผมได้ไปดูที่เกิดเหตุมาครับ ลักษณะกำแพงเป็นจุดด่าง ๆ ไม่ได้ทาสีจริงอย่างที่ว่า และก็ลองเอาสีไปทาทับมาด้วยครับ ทาไปตั้งแต่ปีที่แล้ว จนถึงวินาทีนี้ผมก็ยังไม่ตายครับ ยังมานั่งพิมพ์เรื่องผีให้ทุกท่านอ่านกันเพลิน ๆ เอาเป็นว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องจริงครับ

 

– ตู้โทรศัพท์ข้างตึกวิทย์ฯ

ตรงข้างตึกคณะวิทยาศาสตร์จะมีตู้โทรศัพท์แบบหยอดเหรียญอยู่ครับ เค้าเล่ากันว่ามีคนเคยเห็นนักศึกษายืนอยู่ในนั้น แต่นักศึกษาคนดังกล่าวไม่มีหัว

 

– Loving Way

เรื่องผีแฝงความโรแมนติกแห่งมหาวิทยาลัยนี้ครับ เป็นอีกเรื่องที่หากค้นหาหัวข้อเรื่องผีเกษตรศาสตร์ ทุกเว็บต้องมีเรื่อง เลิฟวิ่ง เวย์ รวมอยู่ด้วย ถนนเส้นนี้เด็กเกษตรฯ ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดีครับ เพราะเชื่อว่าหากกลางวันหนุ่มสาวมาปั่นจักรยานซ้อนกัน ดวงชะตาก็จะนำพาให้ได้เป็นแฟนกัน แต่หากมาปั่นกลางคืน โดยคนปั่นกับคนซ้อนนั่งหันหลังชนกัน เค้าว่าคนที่ซ้อนจะเห็นอะไรบางอย่างระหว่างปั่นอยู่ในถนนเส้นนี้ครับ

 

– พ.ว. 9 ศพ

เรื่องนี้เกิดขึ้นข้าง ๆ รั้วมหาวิทยาลัยครับ หากใครยังจำกันได้ เมื่ออดีตเคยมีข่าวเด็กสาวคนหนึ่งได้ซิ่งรถเก๋งชนเข้ากับรถตู้โดยสารบนทางด่วน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตร่างกระเด็นออกมานอกตัวรถ สภาพศพกระจัดกระจาย

 

รวมแล้วเสียชีวิตถึง 9 ศพด้วยกัน จากภาพข่าวนี่น่ากลัวมากครับ บางคนนี่ร่างห้อยคาอยู่กับสะพายลอยเป็นที่พรั่นพรึงอย่างยิ่ง

 

เรื่องต่อไปนี้ พี่วินมอเตอร์ไซค์ข้างสะพานลอยดังกล่าว เป็นผู้เล่าให้ฟังครับ ว่าช่วงหลังเกิดเหตุใหม่ ๆ นี่เฮี้ยนมาก จะต้องได้ยินเสียงดังกระแทกบนสะพานลอยเวลาเดิม ๆ ทุกวัน (เสียงเหมือนศพตกลงมากระแทกสะพาน) บางคนโดนถึงกับว่า มีผู้โดยสารเรียกให้ไปส่ง พอถึงที่หมายหันกลับมาไม่มีใคร พี่วินแกยังเล่าว่ามีช่วงนึงที่ตกเย็นปั๊บ ไม่มีวินคนไหนกล้าอยู่กันเลยล่ะครับ ขอกลับบ้านไปอยู่กับลูกกับเมียดีกว่า ผมไปดูสะพานที่ว่ามาด้วยครับ เมื่อราว ๆ ปีครึ่งถึง 2 ปีที่แล้ว ตามยอดต้นไม้ติดกับสะพานยังมีสายสิญจน์พันอยู่เลยนะครับ สร้างความกดดันตั้งแต่ยังไม่ขึ้นกันเลยทีเดียว พอเดินขึ้นไป (เวลาราวเที่ยงคืน) ก็ยอมรับล่ะครับ ว่าจากเรื่องเล่าที่ได้ฟัง จากประวัติที่มีผู้เสียชีวิตตรงนี้จริง ๆ ทำให้ประสาทหลอนเตลิดไปได้เหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่ถ้าใครเคยเห็นจุดเกิดเหตุจะเข้าใจครับ ว่ามันไม่น่ากลัวแม้แต่น้อย รถข้างล่างนี่วิ่งกันขวักไขว่ตลอด

 

แต่ตอนนั้นจะก้าวเท้าได้แต่ละก้าวนี่บอกเลยว่าหนักมากครับ ความกลัวกดทับ ตรงจุดที่มีคนตกลงมาเสียชีวิตห้อยติดกับสะพาน ยังมีดอกไม้มาลัยอยู่เลยนะครับ สภาพยังใหม่ด้วย

 

 

– อนุสาวรีย์สามบูรพาจารย์ หรือ อนุสาวรีย์สามเสือแห่งเกษตร

เป็นอนุสาวรีย์รูปเหมือนของสามบูรพาจารย์ ผู้ริเริ่มสถาปนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ครับ เรื่องเล่าบอกว่าทั้งสามท่านนี้ชอบเล่นหมากรุกมาก หากใครนำหมากรุกมาเล่นหน้าอนุสาวรีย์ดังกล่าวนี้ตอนเที่ยงคืน

 

เค้าว่าหนึ่งในสามท่านนี้จะลงมาเล่นด้วยครับ และต่อจากนี้จะเป็นคิวของน้องโชนแล้วครับ ที่จะพาเราทัวร์คณะประมง ประโยคแรกที่โชนพูดกับผมนี่น่ากลัวกว่าผีอี

กครับ โชนหันมาถามผมว่า “พี่เห็นอะไรในตัวผมไหม?” แล้วโชนก็ผายมือออก ตอนนั้นยอมรับความงงกับความกลัวผสมปนเป (คือโชนจะสื่ออะไรรรรรรร ????)

 

– ตึกเพาะเลี้ยง คณะประมง

โชนบอกว่าที่ตึกนี้มีผีเดินกันพลุกพล่านเลยครับ และจากที่ผมไปเดินสำรวจดูจะมีผีก็ไม่แปลกครับ ตึกเก่ามาก เถาวัลย์นี่ขึ้นตามหน้าต่างกันสร้างบรรยากาศน่าดู โชนบอกว่าถ้าจุดไคลแม็กซ์เลยต้องหน้าต่างชั้น 2 ครับ รุ่นพี่ของโชนบอกว่ามีเวลาเรียน 4 ปี ต้องได้เจอผีตรงนี้เข้าซักวัน

 

– นางเงือก

ตอนได้ยินครั้งแรกตื่นเต้นมากครับ ผมอยากเจอนางเงือกตัวเป็น ๆ มาทั้งชีวิต ก็ไปที่ตึกประมงตึกใหญ่เลยครับ (ผมไม่รู้ว่าชื่อเต็ม ๆ คืออะไร) โชนบอกว่าห้องน้ำชั้น 3 เคยมีรุ่นพี่คนหนึ่งล้างหน้า อยู่ ๆ ไฟก็ดับ รุ่นพี่คนนี้เลยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่องไปที่สวิตช์ไฟตรงประตู จังหวะที่เอื้อมมือไปจะเปิดสวิตช์นั้นเอง ก็มีมือลื่น ๆ เป็นเมือก มีเกล็ดคล้ายเกล็ดปลามาคว้าหมับเข้าที่มือ ! (เรื่องนี้ผมไปลองมาไม่เจออะไรเลยครับ เสียใจมาก)

 

– ตึก SCL

เป็นตึกแล็บเคมีครับและน่าจะเป็นตึกที่มีเรื่องเล่าเยอะที่สุดของมหาวิทยาลัยนี้แล้ว ตั้งแต่หากยืนหน้าตึกแล้วมองลอดใต้หว่างขาขึ้นไป จะเห็นคนนั่งห้อยขาอยู่ที่ดาดฟ้าตึก หากไปอ่านหนังสือใต้ตึกตอนดึก ๆ เห็นว่าบ้างก็เจอคนเลือดท่วมเดินผ่าน บ้างก็ว่าจะได้ยินเสียงสวดชินบัญชร (ไอ้เรื่องเสียงสวดชินบัญชรนี่ผมไขคดีได้เรียบร้อยครับ พี่ยามเค้าเฉลยว่า เสียงสวดที่ได้ยินกันน่ะ พวกยามกันเองนี่แหละเป็นคนเปิด แต่จะเปิดเพราะสาเหตุอะไร หรือเปิดให้ใคร ? พี่ยามไม่ยอมบอกครับ ปล่อยเป็นปริศนาดำมืดต่อไป) สำหรับเรื่องตึก SCL มีเรื่องที่ผมไม่เข้าใจอยู่เรื่องเดียวครับ คือเค้าเล่าว่ามีคนเคยเห็นผีแม่บ้านที่ห้องน้ำหญิงชั้น 2 หรือ 3 ไม่แน่ใจ พวกผมก็ลองขึ้นไปกันดูครับ

 

เมื่อเข้าห้องน้ำหญิงไปก็พบกับคำเตือนว่า “อันตราย ห้ามเข้าห้องน้ำคนเดียว” เป็นคำเตือนที่ชวนสยองมากครับ ว่าทำไมห้องน้ำถึงต้องห้ามเข้าคนเดียว อีกทั้งยังเป็นห้องน้ำในตัวสถานที่อย่างมหาวิทยาลัยอีกต่างหาก ชวนสงสัยมาจนทุกวันนี้

 

– บันไดสำหรับคนอยากเห็นผี

ที่ตึกบัณฑิตครับ จะมีบันไดด้านข้างตัวตึกอยู่ เค้าว่าถ้าอยากเห็นผีให้เราลองไปนอนที่บันไดนั้น แล้วแหงนหน้า ตั้งจิตแล้วพูดว่า หากวิญญาณมีอยู่จริง ขอให้แสดงอะไรออกมาก็ได้ ไม่ว่าจะมาในรูป รส กลิ่น เสียง แล้วเห็นว่าผีจะโผล่มาให้เห็นครับ

 

– ศ.ร. 4 ใต้ตึกศูนย์เรียนรวม 4 จะมีสถาปัตยกรรมอันหนึ่งครับ เกือบ ๆ จะเรียกได้ว่าเตียงละ แต่มันพิสดารกว่านั้น เค้าว่าหากมานอนมานั่งเล่นบริเวณนี้ จะเริ่มได้ยินเสียงเด็ก ๆ วิ่งเล่นกัน ถ้าได้ยินแล้วให้แหงนหน้าขึ้นไป จะเจอกลุ่มผีเด็ก ชะโงกหน้ามาหัวเราะให้เราเต็มไปหมด

 

2. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

เรื่องที่ 1 : ผีป๊อก..ป๊อก..ครืด

เรื่องผีอันดับหนึ่งของ มหาลัยเชียงใหม่ ในแง่ของความเศร้า ระยะเวลาที่เกิดเหตุการณ์ไม่ทราบแน่ชัด แต่สถานที่เกิดคือ หอ 7 หญิง ในสมัยที่ มช. ยังเป็นที่รกร้างอยู่มาก ถนนยังเป็นลูกรัง ถนนหน้าฝนเป็นโคลน รถไปมาลำบาก ตอนกลางคืนมืด ไม่มีแสงไฟ

 

เรื่องเกิดกับนักศึกษาสาวคู่หนึ่ง อาศัยอยู่ที่ประมาณ ชั้น 2 หรือ 3 ของหอหญิงเจ็ด ช่วงนั้นเป็นช่วงสอบ นักศึกษาต่างกำลังอ่านหนังสือกันอยู่ ประมาณว่านักศึกษาหญิงคนหนึ่งไม่สบาย อ่านหนังสือในห้องตอนหัวค่ำื แล้วรูมเมทชวนไปทานข้าว แต่เพราะเป็นไข้อยู่ จึงไปไม่ไหว อยากพักผ่อน พอเมทคนนั้นเห็นเพื่อนไม่สบาย ด้วยความเป็นห่วง จึงบอกว่าเดี๋ยวไปทานข้าวเองก็ได้ แล้วจะห่อข้าวมา ฝากเพื่อนคนที่ไม่สบายก็บอกว่า ฝากซื้อราดหน้า (หรือผัดไทซักอย่างที่เป็นเส้นๆ) มาให้ทีละกัน กินแล้วจะได้กินยา เมทคนนั้นก็บอกว่า ได้ เดี๋ยวจะรีบไปรีบกลับ

 

หลังจากที่เพื่อนออกไปจากห้อง เมทคนที่ไม่สบายก็นั่งอ่านหนังสือต่อ อ่านได้ซักพักก็ไม่ไหวเพราะไข้ขึ้นจึงนอน ตอนนอนอยู่นั้นสลึมสลือ แต่มีความรู้สึกว่านานมากแล้ว ทำไมเพื่อนยังไม่กลับมาซะที ตกดึก ฝนเริ่มตกหนัก เมทคนนั้นก็ตื่นขึ้นมาอ่านหนังสือต่อ ในใจเป็นห่วงเพื่อน เพราะออกไปนานมากยังไม่กลับ ซักพักนักศึกษาคนนั้นได้ยินเสียงเบาๆ ดังจากชั้นล่างจากทางบันได ” ป๊อก…………ป๊อก………ป๊อก………ป๊อก…….” เสียงนั้นดังเป็นระยะๆ ใกล้เข้ามา จากทางบันไดดังขึ้นเรื่อยๆ เสียงเหมือนคนกำลังแบกของหนักบางอย่างขึ้นมา และเสียงนั้นก็ดังมาจนถึงชั้นที่ห้องนักศึกษาหญิงคนนั้นอยู่ แล้วเสียงก็เปลี่ยนไป “ ครื……..ด……..ครื………..ด…….ค..รื…ด ” เสียงเหมือนคนกำลังลากอะไรซักอย่างใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่ที่หน้าห้อง

 

นักศึกษาหญิงเริ่มเอะใจ และมองไปทางประตู ในใจนึกว่าเพื่อนกลับมาแล้ว แต่ยังเงียบได้อึดใจนึงก็มีเสียงเคาะห้อง “ ก๊อก ก๊อก ก๊อก ” แล้วเงียบไป นักศึกษาสะดุ้งสุดตัว คิดว่าไม่ใช่เพื่อนแน่แล้ว ถ้างั้นทำไมไม่เปิดเข้ามาเลย จึงเดินไปเปิดประตู ตรงลูกบิดประตูมีถุงใส่ห่อลาดหน้าแขวนอยู่ พอเห็นห่อลาดหน้า ก็งง แล้วเพื่อนอยู่ไหน ทำไมไม่กลับมา หรือติดฝนเลยฝากคนอื่นเอามาให้ แต่ทำไมต้องเอามาแขวน ไม่รอเจอกันก่อนจะได้รู้ว่าเป็นใคร แล้วทำไมเดินเร็วจัง มีแต่รอยเปียกน้ำเป็นทางจากบันได… .คิดต่าง ๆ นา ๆ แต่แล้วก็แกะห่อลาดหน้าออก ทานเสร็จก็ทานยาตาม ได้ซักพักก็ม่อยหลับไป

 

รุ่งเช้า…………….มีคนมาเคาะห้องบอกว่าเพื่อนตายแล้ว นักศึกษาหญิงคนนั้นถูกฆ่าข่มขืน ตรงพงหญ้าข้างทาง คาดว่าเหตุเกิดประมาณหัวค่ำ ลักษณะศพสภาพแขนและขาทั้งสองข้างหัก อาจเกิดจากการที่คนร้ายเอาท่อนไม้ทุบตีเพื่อไม่ให้หนี นักศึกษาหญิงที่ตายกำลังเดินทางกลับจากตลาดหลังจากทานข้าวเสร็จ (ไม่แน่ใจว่าเป็นฝายหินหรือตลาดต้นพะยอม) ทุกทีจะไปกับเพื่อน แต่เพื่อนไม่สบายจึงไปคนเดียว โดยเพื่อนฝากซื้อข้าวห่อ คนร้ายอาจเห็นว่าเป็นคนเดียวจึงลงมือ แล้วลาดหน้าเมื่อคืนล่ะ? ไม่มีใครรู้คำตอบแน่ชัด แต่จากที่ฟังกันมาคือ หลังจากที่ตายไปแล้ว ด้วยความเป็นห่วงเพื่อนเพราะว่าไม่สบาย และยังหิว จึงนำห่อลาดหน้าที่ซื้อมาฝากไปส่งให้แต่จะไปส่งยังไง แขนหัก ขาหักหมด

 

แล้วลักษณะที่เขาเล่ามาคือ เพื่อนคนนั้นใช้ปากคาบถุง แล้วใช้คางเกยพาตัวเองมาจนถึงหอพักแล้วใช้คางเกยบันได ลากตัวเองขึ้นมา เป็นเสียง “ ป๊อก ป๊อก ” เสียง “ ครืด ”ที่ได้ยิน คือเสียงลากตัวเองจากบันได มาจนถึงหน้าห้องปรากฎเป็นรอยเปียกน้ำยาวติดต่อกัน หลังจากส่งห่อลาดหน้าให้ได้แล้วก็หมดห่วง… ตอนแรกทุกคนไม่เชื่อที่นักศึกษาคนนั้นเล่า แต่หลังจากที่นักศึกษาที่พักอยู่ข้างๆ ห้องยืนยันว่า ในคืนนั้นได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังยกของหนัก และลากของหนักจากข้างล่างขึ้นมา แล้วทุกคนต่างเชื่อสนิทใจ มิตรภาพอยู่เหนือความตาย…

 

เรื่องที่ 2 : เปรตหอนาฬิกา

 

อันเนื่องจากเคยเป็นป่าช้าและลานประหารเก่ามาก่อน ทำให้เรื่องเล่าเรื่องผีทั้งเก่าและใหม่มีมากมาย เรื่องนี้อยู่ที่หอนาฬิกาใหญ่ ตรงสี่แยกจากประตูหลังมอ ตรงนั้นจะเป็นวงเวียนสี่แยก ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้เป็นคณะวิศวะ ฝั่งตะวันออกเฉียงใต้เป็นคณะศึกษา และโรงเรียนสาธิต ฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือ เป็น หอ 4 ชาย และฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือเป็นหอ 6 หญิง เรื่องนี้เล่ากันว่า ตรงหอนาฬิกา กลางวงเวียน มีเปรต หากไปลองของ อาจโดนดีได้

 

วิธีการลองดีคือ ตอนเที่ยงคืน ให้ไปขับรถวนทวนเข็มที่หอนาฬิกา สามรอบ
(ปกติวงเวียนจะให้รถขับวนตามเข็มนาฬิกา) เล่ากันว่า ผู้ที่ลองทำอย่างนั้นไม่เคยมีใครขับรถทวนเข็มนาฬิกาได้ครบสามรอบซักคน ผู้มีประสบการณ์เล่าว่าในขณะที่วนรถอยู่นั้น จะรู้สึกได้ถึงลมที่เย็นผิดปกติ

 

แต่วนไปรอบสองก็ไม่เกิดอะไรขึ้น มาเกิดตอนที่จะครบรอบที่สาม
จู่ ๆ ก็มีเสาสองต้นมาตั้งขวางถนนอยู่ ทำให้ต้องหักรถหลบ รถล้มบ้างแฉลบบ้างไปตามๆกัน ใครอยากรู้ก็ลองดูอง

 

อีกกรณีหนึ่งมีข่าวอยู่บ่อย ๆ ว่านักศึกษาที่พักอยู่ในหอพักชาย 4 และหญิง 6 ฝั่งที่ติดกับหอนาฬิกา มักได้ยินเสียงแหลมๆเล็ก ดังมาจากทางหอนาฬิกา สอบถามแล้วคืนนั้น เด็กสาธิตไม่มีการทำกิจกรรมและคณะวิศวะไม่มีกิจกรรม หรือการก่อสร้างใดๆ และที่สำคัญบางห้องได้ยิน บางห้องไม่ได้ยินทั้งที่อยู่ติดกัน?

 

เรื่องที่ 3 : ห้องสีชมพู

เรื่องนี้เกิดที่หอหญิง ไม่แน่ใจว่า 7 หรือ 4 เป็นเรื่องของนักศึกษาหญิงที่เข้ามาพักในหอใน แล้วไปมีอะไรกับผู้ชายแล้วเกิดพลาดตั้งครรภ์ขึ้นมา รู้ตัวเอาตอนท้องได้ 4 เดือนแล้ว แต่มันยังไม่ป่องออกมาจึงปิดเงียบไม่ให้ใครรู้ แม้แต่เมท ทำยังไงถึงจะเอาออกได้ พลาดไปแล้ว แต่ไม่อยากเสียอนาคต ไม่มีเงินทำแท้ง แฟนไม่รับผิดชอบ จึงตัดสินใจเอาออกเองในห้องพัก โดยเลือกตอนช่วงที่เพื่อนไม่อยู่ ทำเองคนเดียว โดยไม่ทราบวิธีการ ปรากฎว่าผลร้ายกว่าที่คิด นักศึกษาคนนั้นตกเลือดตายในห้อง เพื่อนมาพบศพตอนเย็น เห็นรอยเลือดกระจัดกระจายติดฝาผนังบ้างก็มี

หลังจากจัดการเรื่องศพเรียบร้อยแล้ว (รวมถึงทำความสะอาดห้อง) โดยที่เมทของคนตายก็ย้ายไปอยู่ที่อื่น แม่บ้านเข้ามาทำความสะอาด เห็นรอยเลือดสีจางๆ ติดอยู่ที่ผนังสีขาว ก็เลยให้คนเอาสีขาวมาทาทับ วันรุ่งขึ้นเปิดเข้าไปทำความสะอาดรอยเลือดยังมีอยู่เหมือนเดิม ไม่ว่าจะทำยังไง ทั้งขัด ทั้งถู หรือทาสีใหม่ รอยเลือดนี้ก็ยังไม่หายไป จนสุดท้ายทางหอพักจึงต้องนำสีชมพู ไปทาทั้งห้อง เพื่อไม่ให้เห็นรอยเลือด กลายเป็นห้องสีชมพูตั้งแต่นั้นมา ปัจจุบันเป็นห้องเก็บของที่ปิดตาย เคยมีแม่บ้านเข้าไปทำความสะอาดที่ห้องนี้ แล้วออกจากห้องไม่ได้ เพราะลูกบิดถูกล๊อค (ทั้งที่ตัวล๊อคอยู่ในห้อง)

 

เรื่องที่ 4 : ผีห้องน้ำหอ 7 ญ.

รุ่นน้องอยู่หอ 7 หญิงเหมือนกัน เล่าว่า ไปอาบน้ำที่ห้องอาบน้ำ (รวมตอนกลางคืน) ชั้น 3 เข้าไปอาบน้ำในห้องที่เขากั้นให้อาบน้ำ โดยไปอาบที่ห้องในสุด ซักพักได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาอาบน้ำในห้องข้าง ๆี่ ได้ยินเสียงฝักบัว แถมยังมีน้ำกระเซ็นเข้ามาที่ห้องตัวเองอาบอยู่อีกต่างหาก แต่รุ่นน้องอาบน้ำช้า ห้องข้าง ๆ เลยกลับออกไปก่อน
พอรุ่นน้องอาบน้ำเสร็จ เปิดห้องออกมา ตอนออกก็ต้องเดินผ่านห้องข้าง ๆ อยู่แล้ว เพราะตัวเองอาบห้องในสุด แต่ห้องข้าง ๆ ไม่มีร่องรอยการอาบน้ำเลย ตรงฝาผนังและพื้นแห้งสนิท !

ที่ห้องอาบน้ำชั้น 2 รุ่นพี่ซึ่งแก่กว่าประมาณ 3 ปี เล่าให้ฟังว่า กำลังจะเข้าไปอาบน้ำ ทั้งห้องมีอยู่คนเดียว กำลังจะสระผม รู้สึกว่ามีน้ำกระเด็นมาจากห้องข้างๆ แต่ไม่มีเสียงน้ำ ด้วยความสงสัย จึงหยุดแล้วไปดูห้องข้างๆ ก็ไม่เห็นมีน้ำรั่วหรือซึม ทั้งผนังและเพดาน เรียบร้อยทุกอย่าง พอเข้าห้องมาจะอาบ น้ำก็กระเซ็นมาอีก คราวนี้ไม่อยู่แล้ว เก็บของออกจากห้องน้ำไปเลย

 

เรื่องที่ 5 : ผีคณะสังคมฯ

ที่ห้องน้ำคณะสังคมศาสตร์ ที่เก่า ๆ หน่อย ลองไปหาดูเอาเอง ลักษณะห้องน้ำคือ ประตูทางเข้าอยู่ตรงกลาง เมื่อเข้าไปแล้วโถฉี่จะอยู่ทางซ้ายมือ ส่วนอ่างล้างหน้า กับกระจกส่องหน้าจะอยู่ทางขวา รุ่นพี่ที่อยู่คณะสังคมฯ เล่าว่ามีคนเล่าให้ฟังว่า(ฟังเขามาอีกต่อหนึ่ง) ตอนกลางคืนช่วงใกล้สอบ ได้ไปอ่านหนังสือที่คณะสังคมฯ แล้วปวดฉี่เลยไปฉี่ที่ห้องน้ำแห่งนี้ (เริ่มนึกออกหรือยังว่าห้องน้ำที่ไหน) ไปเข้าห้องน้ำคนเดียว คนอื่นๆ ก็นั่งอ่านหนังสือต่อ คนไปฉี่ก็เข้าไปฉี่ธรรมดา ในห้องน้ำมีโถฉี่สองอัน อันแรกติดประตู อันที่สองอยู่ด้านขวา ถัดไปข้างในอีก เขาบอกว่า ตอนจะฉี่ ก็จะฉี่ที่โถแรก เพราะใกล้ แต่ไม่รู้นึกยังไง เลยเดินเลยไปฉี่ที่โถด้านใน ตอนกำลังฉี่ก็ยังไม่มีอะไร แต่ตอนฉี่เสร็จแล้ว มองออกไปที่กระจก ภาพในกระจกสะท้อนให้เห็นว่า กำลังมีคนยืนฉี่อยู่ที่โถฉี่อันแรก! (แต่หันหลังให้) นึกว่าตาฝาดเพราะหันไปดูก็ไม่มีอะไร แต่พอไปดูในกระจก ก็เห็นเหมือนเดิม?

 

คืนนั้นเลยไม่ได้อ่านหนังสือกันพอดี พวกขี้เหล้าทั้งหลายที่ชอบไปกินแถวนั้นก็ระวังหน่อยละกัน

 

เรื่องที่ 6 : ผีตึกฟิสิกส์

เรื่องนี้โด่งดังมากในเรื่องความเย็น แต่ไม่เคยเจอกับตัวซักที เรื่องมีอยู่ว่า ที่ใต้ถุนตึกฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มช. จะมีม้านั่ง มีที่ให้อ่านหนังสือ ตอนกลางวันเย็นสบาย แต่ตอนกลางคืนจะเย็นยะเยือก เล่ากันว่า มีนักศึกษาหญิงที่ถูกแฟนบอกเลิก ไปผูกคอตายที่นั่น ประมาณว่าตอนคบกันไปนั่งอ่านหนังสือที่นั่นกันบ่อยๆ พอคิดสั้นเลยใช้ที่นั่นเป็นที่สุดท้าย นับแต่นั้น มาเล่ากันว่านักศึกษาคู่ไหนที่เป็นแฟนกัน แล้วไปนั่งอ่านหนังสือที่นั่น มักจะไม่ได้อ่าน จะโดนกวนตลอด ถ้านั่งคู่กัน จะรู้สึกว่ามีคนมองข้างหลัง ถ้านั่งตรงกันข้ามกัน ไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่ง มักจะเห็นอะไรแปลกๆ

ใครที่มีแฟนลองไปนั่งดูนะ

 

เรื่องที่ 7 : โค้งดอยสุเทพ

นานมาแล้ว ที่ มช. นั่นแหละ สมัยนั้นเวลากลางคืน ดอยสุเทพยังปิดตอนกลางคืน อย่างหนึ่งก็คือ เวลาเมา ๆ นักศึกษาทั้งหลายมักจะขับรถขึ้นดอยกัน ไปดูเมืองเชียงใหม่ยามค่ำคืน มันสวยดี (แต่ดันขับรถตอนเมาไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง) วันหนึ่งนักศึกษา คณะวิศวะฯ สองคนเพิ่งเลิกจากกังสดาล (แต่ก่อนร้านนี้ฮิตครับ) ครึ้ม ๆ ขึ้นมา ก็ขับรถเลยจากทางเข้า มช. กะขึ้นดอยไปชมเมืองเล่น คนขับก็ขับไป ข้างหลังคนซ้อนก็นั่งไป เมาๆ ขึ้นมาคนซ้อนก็เลยหลับ (สมัยก่อน 80 % นักศึกษาจะขับแมงกะไซค์ ไม่ใช่รถยนต์อย่างทุกวันนี้) ซักพักคนซ้อนก็ตื่น กำลังเข้าโค้งพอดี
เห็นหญิงสาวคนหนึ่งยืนโบกรถอยู่ข้างทาง
แต่คนขับก็ขับเลยผ่านไป ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษจัด ก็เลยถามคนขับว่าู่ ” ทำไม mung ไม่จอดรถลงไปถามหน่อยล่ะ เผื่อเขามีปัญหาอะไร? ”
คนขับ “kuไม่จอดด้วยหรอก คนนี้เขารอโบกทุกโค้งเลย เจอมาหลายโค้งแล้ว เดี๋ยวโค้งหน้า mung กะ ku ก็เจอเขาอีกแหละ…”

 

เรื่องที่ 8 : หอ 7 ญ. (อีกแล้ว)

หอหญิงจะมีเวลาปิดที่สามทุ่ม วันศุกร์-เสาร์ สี่ทุ่มครึ่ง นักศึกษาหลายๆ คนที่กลับเกินเวลาก็ต้องปีนหอแล้วก็คงมีพลาดกันมั่งแหละ ที่หอ 4 หญิง เล่ากันว่าหลาย ๆ ครั้งคนที่กำลังปีน ๆ เข้าหอด้วยความเมามันส์ มักจะเงยหน้าขึ้นไปเจอรุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ ที่ระเบียง เมื่อสบตากัน พี่คนนั้นก็จะบอกว่า ” …น้อง…อย่าปีนเลย…เดี๋ยวจะเป็นอย่างพี่… ” แล้วเธอคนนั้นก็จะ replay โดยการร่วงจากชั้นบนลงมาที่พื้นให้น้อง ๆ ชมเป็นตัวอย่าง

เค้าว่ากันว่า หอ 7 หญิง เมื่อก่อนมี นักศึกษาอยู่คนนึง ขยันเรียนมาก มักจะออกไปกินข้าวตอนหัวค่ำ แล้วกลับมาอ่านหนังสือตลอด ไม่ค่อยออกไปเที่ยวไหน (ตรงข้ามกะเราเลย) วันนึงเค้าก็ออกไปกินข้าวตามปกติ แต่ไม่ได้ไปพร้อมกับเมทร่วมห้อง ขณะนั้นเมทคนที่ 2 กินข้าวแล้ว เลยนอนอยู่ในหอ ส่วนเมทคนที่ 3 อีกคนจะออกไปกินข้าวทีหลัง พอเมทคนที่ 1 กินข้าวเสร็จ เธอก็กลับมาอาบน้ำ แล้วนั่งอ่านหนังสือเหมือนเดิม ประมาณ 3 ทุ่ม เมทคนที่ 2 ลงมาข้างล่าง เจอกับเมทคนที่ 3 บอกว่าเธอคนนั้น (เมทคนที่ 1) เพิ่งโดนรถชนตายที่หน้ามอ เมทคนที่ 2 นึกว่าล้อเล่น เมทคนที่ 3 เลยพาไปดูที่เกิดเหตุ แต่เหตุการณ์ไม่จบเพียงแค่นี้ ปรากฎว่าเมื่อเมทคนที่ 2 และ 3 กลับขึ้นห้อง เมทคนที่ 1 เธอก็ยังอ่านหนังสืออยู่ที่เดิม เมทคนที่ 2 และ 3 เลยย้ายไปนอนที่อื่น โดยที่ไม่ได้บอกเธอ แล้วขนของย้ายออกไปเลยในวันรุ่งขึ้น
แต่ทุกคนในหอนั้นยังเห็นเธอคนนั้นทำกิจวัตรประจำวันตามปกติ ทุกคนในหอถึงกับจะขนของย้ายออกหมดทั้งปีก (ปีกอื่นก็คงเจอ แต่ไม่บ่อย) ร้อนถึงป้าที่ดูแลหอ ต้องนิมนต์พระมาสวด แล้วเอาสายสิญจน์มาล้อมรอบหอไว้

คืนนั้นทุกคนที่ผ่านหอ 7 จะเห็นเด็กผู้หญิงยืนร้องไห้อยู่ตรงระเบียง ในวันรุ่งขึน ต้องเอาสายสิญจน์ออก แล้วนิมนต์พระมาสวดใหม่ เพราะคาดว่าคราวที่แล้ว เธอโดนสายสิญจน์ล้อมไว้ เลยออกจากหอไม่ได้ี

 

เรื่องที่ 9 : พยาบาลชุดแดง

เรื่องพยาบาลในชุดแดงของคณะแพทย์ฯ ม.ช เล่าว่ามีนักศึกษาชายคนหนึ่งของคณะแพทย์ฯ ทำงานในตึกของฝั่งสวนดอก (ไม่แน่ใจว่าเป็นโรงพยาบาล หรือตึกแพทย์ คนเล่าไม่ยืนยัน แต่ 2 ตึกนี้ก็ใกล้กัน) เขาคนนี้ก็ทำงานอยู่จนดึก เสร็จจากงานก็เลยว่าจะลงลิฟต์มา ระหว่างที่รอ เขาก็ได้ยินเสียงเดินมาข้างๆ หันไปมองเห็นพยาบาลคนนึงเดินมา็ ก็ไม่ได้สงสัยอะไร เพราะพยาบาลกับแพทย์ก็ต้องเจอกันบ่อยๆอยู่แล้ว ระหว่างรอลิฟต์นักศึกษาคนนี้ก็ได้กลิ่นอะไรแปลกๆ เลยหันไปมองพยาบาลคนนี้ ก็ไม่เห็นมีอะไร ซ้ำพยาบาลคนนี้ยังยิ้มให้ด้วย สักพักต่อมาเมื่อเข้าไปในลิฟต์ พยาบาลคนนี้ก็ถามว่า ” มาทำอะไรดึกๆ อย่างนี้ ” เขาเลยตอบว่า ” มาศึกษาเรื่องการผ่าตัดภายใน เพราะว่าจะสอบ ” พยาบาลคนนี้เลยบอกว่า ” งั้นให้ฉันช่วยนะ ” นักศึกษาคนนี้ก็เลยงง และเริ่มสังเกตว่า ที่คอของพยาบาลสาวเริ่มมีเลือดไหลออกมาจากคอเรื่อยๆ เขาตกใจมาก และพยายามที่จะหนีออกมาจากลิฟต์ แต่ลิฟต์เหมือนค้าง หรืออะไรไม่ทราบได้ เลือดยังไหลนองไปทั่วชุดของนางพยาบาลคนนี้ แล้วเธอก็เริ่มสอนนักศึกษาแพทย์คนนี้ ตั้งแต่ลำไส้ ปอด สมอง หัวใจ พร้อมทั้ง ควักส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ออกมา้ รุ่งขึ้นมีคนพบนักศึกษาชายคนนี้นอนอยู่ที่ประตูลิฟต์ซึ่งเปิดคาอยู่ แล้วเขาก็เอาแต่พร่ำเพ้ออย่างคนบ้าว่า ” พยาบาลชุดแดง พยาบาลชุดแดง ”

 

เรื่องที่10 : ทางเดินคณะวิดวะ

เป็นทางเดินยาว อยู่ตรงข้ามหอ 5 ชาย วันหนึ่ง เมื่อปี 43 วันนั้นฝนตก ประมาณตี 1 กว่า ๆ มีคนสี่คนเข้าไปเล่นผีถ้วยแก้ว มีผีผู้ชายเข้ามา พอถามว่าชื่ออะไร ก็ไม่ตอบ ถามว่ามาคนเดียวใช่รึไม่ใช่ ก็ตอบว่า ” ไม่ใช่ ” จึงถามต่อว่ามากันเท่าไหร่ เค้าก็ตอบว่า ” เก้า (ไปเลข 9) ” คนเล่นรู้สึกกลัวขึ้นมาจึงเชิญออก แล้วรีบกลับมาที่หอข มีเพื่อนถามว่า ” ไปไหนกันมา ” ก็บอกว่า ” ไปเล่นผีถ้วยแก้วในคณะวิดวะ ” เพื่อนก็ว่า ” อ๋อ..ที่ยืนมุงกันเยอะๆ ตรงทางเดินน่ะนะ ! ” แต่ตอนเล่นนั่งเล่นกัน มีแค่สี่คนเท่านั้นนะ

 

 

1. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เอาเรื่องตัวเองมาเล่า

 

เคยถูกผีอำที่หอใน ๒ รังสิต ชั้น ๒ ห้องผมเอง ขนาดจะพนมมือสวดมนต์ มันยังกระชากมือสองข้างที่พยายามประกบกันออกได้ ของมันแรง แต่มันก็พ่ายพุทธคุณอยู่ดี สวดมนต์ปากเปล่าไม่พนมมือได้สักพัก ก็หายไป

อีกวัน นั่งเล่น Civilization ที่ desktop ตัวเองในห้อง ประมาณตีสามกว่าๆ มีเสียงฝีเท้าคนเดิน เคาะประตู พอเปิดออกไปก็มิมีใคร เหอะๆ

 

ของเพื่อน หอเอโซน C หอ C10 ห้อง 611

วันฝนตก นอนๆอยู่เตียงติดระเบียง ปิดประตูระเบียงไว้ อยู่ๆเหมือนมีลมพัดม่านปลิว ทั้งๆที่ประตูกระจกยังปิด
คลุมผ้าโปง รู้สึกมีคนเดินผ่านปลายเตียง ออกไปเปิดประตูหน้าห้อง ตึง! แล้วหายไป
เปิดโปงผ้าห่ม มีรอยเท้าหยดน้ำทิ้งไว้จากประตูกระจกระเบียงถึงประตูห้อง แต่ม่านไม่เปียกเลย

 

ของรุ่นพี่ชุมนุม คณะวิศวะ

มีเด็กภาคเคมีคนนึง เค้าตั้งใจจะทำโปรเจค เรื่องอะไรซักอย่างไม่รู้ ที่ห้องแลปชั้น 3 ชั้นของคณะ แต่ปรากฏว่า ในซัมเมอร์ของปี 3 นั้น เด็กวิศวะ จะต้องไปฝึกงาน ตามโรงงานต่างๆ แล้วปรากฏว่ามีคนนึง เค้าออกไปกินเหล้ากับรุ่นพี่ในโรงงาน แล้วขากลับ รู้สึกว่าจะหักหลบอะไรซักอย่าง (มีคนบอกว่าซาเล้ง)ไปชนเสาไฟฟ้า ตาย พอเปิดเทอม ขึ้นปีใหม่ หลายๆ คนเริ่มทำโปรเจคกัน

แต่มีอยู่คืนนึง นักศึกษาทำโปรเจค ในห้องแลป เหมือนมีเสียง คนกะลังใช้แท่งแก้วคนสารอยู่ จากอีกฝั่งที่ไม่ได้เปิดไฟไว้
ทั้งๆที่ห้องแลปนั้นก็มีกันแค่ 2 คน หลังจากนั้น เวลา 2 คนนี้ทำแลปทีไร จะลากเพื่อนๆไปอยู่ในห้องด้วย ราวๆเกือบ 10 คน

 

อีกอัน เป็นเรื่องที่รุ่นพี่เล่าให้ฟัง ไม่รู้จริงหรือเปล่า

 

ตอนปี 2000 หากจำกันได้ จะมีข่าว นศ.หญิงไปโดดตึกตายที่ จุฬา แต่เธอคนนั้นเป็นเด็ก ธรรมศาสตร์ แล้วทีนี้ ในวันที่เกิดเหตุ ช่วงเย็นๆ ประมาณ 4-5โมงเย็น มีรุ่นน้องเจอเธอที่หอพักในหญิง ก็ทักทายไป แต่เธอไม่ตอบ แถมทำหน้าเศร้าหมองมาก รูมเมทที่อยู่ในห้องก็เจอเธอ ก็คุยๆไป ว่าทำไมวันนี้ไม่เข้าเรียน อ. ให้ตามหาไปคุยเรื่องเกรด พอหันมาเธอไม่อยู่แล้ว ทีนี้ วันรุ่งขึ้นเลยมีข่าวลงหนังสือพิมพ์ว่าเธอไปโดดตึกตาย ที่จุฬา

 

แต่…

 

เธอโดดตึกตายตอนน 10 โมงกว่าๆ ของเมื่อวาน แล้วตอน 4 โมงเย็นที่มีรุ่นน้อง + รูมเมท + คนอื่นเห็น คืออะไร?

 

ผีไอติม

เรื่องมีประมาณว่า ตรงถนนจากคณะแพทย์มาศูนย์ญี่ปุ่นศึกษา จะเป็นถนนตรงยาวเลย แต่จะมีเลี้ยวหักมุม (ตอนนี้เป็นวงเวียนต้นโพธิ์)อยู่ ตรงหน้าญี่ปุ่นศึกษา

 

ทีนี้ เมื่อไหร่ไม่รู้ เค้าบอกว่ามีรถไอติม กุ๊งกิ๊งๆโดนรถ 10 ล้อชนตายมั้ง หลังจากนั้นแถวนั้น ตอนกลางคืน ก็จะมีคนเห็นรถไอติมมาขายตอนดึกๆ ไม่ก็มีเสียง กุ๊งกิ๊งๆ แบบรถไอติมผ่านมา แต่ไม่มีอะไร

 

เสียงเคาะ

ตอนซ้อมละคอนคณะอยู่ชั้น5ตึกกิจ เวลานอนห้องข้างๆจะว่าง  แต่ทุกเช้าจะต้องได้ยินเสียงเคาะจากห้องข้างๆทุกวัน ย้ำว่าห้องข้างๆไม่มีคนอยู่ ประตูก็ล็อคไว้ไม่มีมนุษย์ตนใดจะสามารถเข้าไปได้

 

“เดินไปที่ลิฟท์แดงอันเลื่องชื่อ ของ มธ.


ลมกระชากวูบหนึ่งหอบเอา กลิ่นเหม็นสาบให้ความรู้สึกเหมือนเศษอาหารถูกย่อยสลายอยู่ในท่อระบายน้ำ ในความมืดมิดของราตรีวันเดือนดับ ให้ความรู้สึกวังเวงอย่างบอกไม่ถูก

 

กลิ่นเหม็นค่อยๆ ส่งกลิ่นฉุนขึ้นตามระลอกของลมที่เริ่มโชยอ่อนๆ ผมเพิ่งสังเกตว่าตนเองอยู่ใต้ลม…

 

ผมชะงักเท้าปักหลักมั่นระแวดระไวด้วยความผิดสังเกต ด้วยประสาทสัมผัสที่หกมันร้องเตือน…

ผมหรี่ตามองเข้าไปในความมืด หน้าลิฟท์แดงนั่นเอง

หญิงสาวผมยาวสยายคลุมระพื้น นอนคว่ำหน้าลงกับพื้นเธอค่อยยันตัวขึ้นอย่างยากลำบาก ค่อยๆหันหน้ากลับมาทางผม ในท่าเหมือนแมงมุมหันคอมาด้านหลังเพื่อจ้องมองเหยื่อ….

 

ผมถอนเท้าด้านซ้ายที่ว่ามั่นคงแน่นหนักอย่างรวดเร็ว ถอยกรูดไปด้านหลังด้วยความเร็วที่ไม่เคยบรรลุถึงในชีวิต

ผมหวนประหวัดไปนึกถึงผีในหนังเรื่องเดอะชัตเตอร์…

 

เธอหันหน้ามาด้านหลังเอียงคอ สี่สิบห้าองศา เลียริมฝีปากที่เต็มไปด้วยคราบ ก่อนถอนมือซ้ายจากพื้นชี้มาทางผม

 

โอว โนววววววววววววววววว

 

เธอค่อยๆร้องว่า ช่วยยยยยย ช่วยยยยย…….

ผมตกใจแทบสิ้นสติ…

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *