ออเจ้าฟังแล้วยังต้องขนลุก! ตำนานอาถรรพ์วัดพระศรีสรรเพชญ์ แห่งอยุธยา ฝรั่งยังกลัว!!

วัดพระศรีสรรเพชญ์ หรือ วัดพระศรีสรรเพชญ เป็นวัดหลวงในพระราชวังโบราณ อยุธยา ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ซึ่งเป็นต้นแบบของ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพมหานคร

 

วัดพระศรีสรรเพชญ์ เดิมในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ใช้เป็นที่ประทับ ต่อมาสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ยกเป็นเขตพุทธาวาส เพื่อประกอบพิธีสำคัญต่าง ๆ ของบ้านเมือง จึงเป็นวัดในเขตพระราชวังที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา แตกต่างกับวัดอื่นๆ ที่มีพระสงฆ์จำพรรษา รวมไปถึงวัดมหาธาตุ สุโขทัย,วัดพระศรีสรรเพชญ์ อยุธยา และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ต่างก็ถูกสถาปนาขึ้นในมูลเหตุการสร้างวัดเดียวกันนั่นคือ “สร้างเพื่อเป็นวัดประจำพระราชวัง”

 

 วัดพระศรีสรรเพชญ์

 

จนมาถึงปัจจุบันนี้ วัดพระศรีสรรเพชญ์ กลายเป้นแหล่งท่องเที่ยงที่โด่งดัง ด้วยความสวยงามที่แสดงถึงเอกลักษณ์ควมเป็นไทย จึงทำให้ทั้งคนไทนและชาวต่างชาติต่างนิยมมาท่องเที่ยวที่วัดนี้กันเป็นอย่างมาก

 

กระทั่ง เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ได้ทำการจัดอันดับ 10 สถานที่ท่องเที่ยวชวนพิศวงในเอเชีย วัดพระศรีสรรเพชญ์ ของไทยเราก็ติดโผชวนหลอนด้วย เรียกได้ว่าเป็นการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยอีกทางเลยก็ว่าได้ ซึ่งเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกได้นำเสนอ 10 สถานที่สุดหลอนในเอเชีย ผ่านรายการ I Wouldn’t Go In There “วัดพระศรีสรรเพชญ์ พระนครศรีอยุธยา” ติด Top10

 

สำหรับใครที่อยากทราบว่าสถานที่ Top 10 ที่น่าสะพรึงกลัวของเอเชียมีที่ใดบ้าง ดูได้จากด้านล่างเลยค่ะ

 

1. สุสานตั๊ด ตั๊ค ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงของจีน ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ร้าง และมีฮวงซุ้ยฝังศพ มีการกล่าวขานกันถึงวิญญาณหลอน และเกิดเหตุอาเพทหลายอย่างที่นี่ รวมถึงการฆ่าตัวตาย และวิญญาณผู้หญิงในชุดเสื้อผ้าสีแดง คนขับรถแท็กซี่ในฮ่องกงส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะรับผู้โดยสาร ที่เรียกใช้บริการเดินทางผ่านสุสานแห่งนี้ในยามค่ำคืน

 

2. ตึกโบราณ ลาวัง เซวู อินโดนีเซีย อาคารผีสิงในเมืองเซมารัง จังหวัดชวากลาง สร้างในยุคอาณานิคม ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดการสู้รบดุเดือดระหว่างทหารกองทัพญี่ปุ่น กับกองทัพอินโดนีเซีย บริเวณด้านหน้าอาคารหลังนี้ และด้านล่างชั้นใต้ดินของอาคาร เคยถูกใช้เป็นที่กักขังทรมาน และสังหารเชลยศึก

 

3. ถ้ำชิบิชิรี เกาะโอกินาวา ช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นถูกผู้บังคับบัญชาสั่งให้ฆ่าตัวตาย แทนการยอมจำนนต่อกองทัพสหรัฐ ทหารกองทัพลูกพระอาทิตย์หลายสิบคนทำตามคำสั่ง ภายในถ้ำหลายแห่งทั่วเกาะโอกินาวา ทางใต้สุดของญี่ปุ่น นอกจากนั้นยังมีพลเรือนเสียชีวิตด้วยเป็นจำนวนมาก มีทั้งถูกฆ่าและฆ่าตัวตาย โครงกระดูกของทหารและพลเรือนภายในถ้ำต่างๆ ยังมีให้พบเห็น โดยเฉพาะถ้ำชิบิชิรี ที่ประชาชนท้องถิ่นลือกันว่า วิญญาณเฮี้ยนมาก

 

4. โรงพยาบาลคลาร์ก ฟิลิปปินส์ อดีตโรงพยาบาลของกองทัพสหรัฐ กล่าวกันว่า มีผู้พบเห็นวิญญาณทหารที่เสียชีวิตในโรงยาบาลบ่อยครั้ง เมื่อปี พ.ศ. 2534 เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงของภูเขาไฟปินาตูโบ กองทัพสหรัฐโยกย้ายกองกำลังออกจากฐานทัพอากาศคลาร์ก และโรงพยาบาลถูกทิ้งร้างจนถึงปัจจุบัน

 

5. คุกบากัว ไต้หวัน อยู่บนเกาะกรีน หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม นอกชายฝั่งทางใต้ของเกาะใหญ่ไต้หวัน สถานที่แห่งนี้ในอดีตเคยเป็นที่คุมขัง และสังหารนักโทษการเมือง ร่ำลือกันว่าผีดุมาก

 

6. บ้านผีสิง เยืองเดือก เกาหลีใต้ อยู่ในจังหวัดเกียงซังเหนือ เล่าขานกันว่า หญิงสาววัยรุ่นฆ่าตัวตายภายในบ้านหลังนี้ หลังถูกชายหนุ่มคนรักทอดทิ้ง ดวงวิญญาณของเธอหลอกหลอนผู้คน จนกลายเป็นเรื่องดังไปทั่วประเทศ นอกจากนั้นยังมีวิญญาณของกลุ่มทหารที่เสียชีวิต ระหว่างการยกพลขึ้นบกในสงครามโลกครั้งที่ 2 และศพถูกฝังไว้ที่เนินเขา ไม่ไกลจากบ้านหลังดังกล่าว ปรากฏให้คนเห็นบ่อยครั้ง

 

7. เนินเขาปีศาจ มาเลเซีย พิพิธภัณฑ์สงครามผีสิง บนยอดเนินเขาที่เคยเป็นค่ายทหารอังกฤษ เล่ากันว่าดวงวิญญาณที่สิงสถิตอยู่ในที่แห่งนี้ เป็นอดีตทหารญี่ปุ่นที่เคยประหารชีวิต ตัดศีรษะนักโทษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และต่อมาเมื่อทหารรายนี้เสียชีวิตร่างถูกฝังไว้ที่นั่น

 

8. วัดพระศรีสรรเพชญ์ จ.อยุธยา ไทย วัดหลวงในพระราชวังโบราณ ต้นแบบของวัดพระแก้วในปัจจุบัน ถูกพม่าเผาเอาทองไปตั้งแต่สมัยเสียกรุงครั้งที่ 2 ซึ่งความโบราณที่หลายจุดกลายเป็นซากปรักหักพังนี้ ทำให้สถานที่แห่งนี้ดูขลังและหลอนในสายตาของชาวต่างชาติ มีการเล่าขานว่า เมื่อ 50 ปีที่แล้ว กลุ่มหัวขโมยลักลอบเข้าไปขุดหาสิ่งของมีค่า ทองคำและเพชรนิลจินดา ตามลายแทง ภายในบริเวณวัดโบราณแห่งนี้ ต่อมาหัวขโมยเหล่านั้นต้องจบชีวิตลงอย่างน่าสยดสยองทุกคน

 

9. คุกฟู บิน เวียดนาม อยู่บนเกาะกงเด่า สร้างโดยทหารกองทัพฝรั่งเศส และกองทัพสหรัฐ ในอดีตใช้เป็นที่คุมขังและทรมานนักโทษชาวเวียดนาม และต่อมาทหารกองทัพเวียดนามใต้ ใช้เป็นที่ทรมานเชลยศึกเวียดกง

 

10. หอแห่งความเงียบ เมืองดิอู อินเดีย เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า ดัคมา ในอดีตเป็นสถานที่สำหรับนำศพผู้ตายไปวางไว้ สำหรับให้ฝูงนกแร้งมากินซาก เป็นอีกแห่งที่มีผู้กล่าวขานถึงความเฮี้ยนของดวงวิญญาณ

 

 

“เปิดประสบการณ์ขนหัวลุกเมืองกรุงเก่า” รอง ผวจ. เผยเคยโดนมาแล้วกับตัว ได้ยินเสียง “มโหรี” ปริศนาแว่วมากลางดึก ขณะที่กองถ่ายละครเจอดี เห็นผีสาวสวมชุดไทยไร้หัว นั่งบนกำแพงวัดพระศรีสรรเพชญ์! อาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 15.49 น.

จากกรณีที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาเที่ยวชมโบราณสถานในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา แล้วหยิบเศษอิฐเก่ากลับไป 3 ชิ้น แต่ภายหลังปรากฏว่า ต้องพบกับเรื่องราวและความเดือดร้อนจนต้องส่งพัสดุคืนมาให้กับการท่องเที่ยว โดยทางเจ้าหน้าที่และชาวบ้านเชื่อกันว่า วิญญาณบรรพบุรุษกรุงศรีอยุธยาตามทวงคืน ตามที่เสนอข่าวไปนั้น ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 4 ก.พ. นายเรวัต ประสงค์ รอง ผวจ.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า สมัยที่เป็นหน้าห้องของ นายประเสริฐ โยธีพิทักษ์ รอง ผวจ.พระนครศรีอยุธยา ขณะนั้นมี นายบรรจง กันตวิรุฒ เป็นผวจ.พระนครศรีอยุธยา ประมาณปี 2539 ได้มีคนแอบลักลอบขุดบริเวณจวนผู้ว่าฯ และพบเงินพดด้วงจำนวนมาก จากนั้นนำไปขายให้กับร้านค้าในเกาะเมืองรวมทั้งแผงของเก่า ซึ่งทางราชการได้ประกาศให้นำมาคืน แต่ปรากฏว่าไม่มีใครนำมาคืนเวลาผ่านไปประมาณ 1 เดือน ก็มีคนทยอยนำเงินพดด้วงและสร้อยสังวาลโบราณไปคืนให้ที่สำนักงานอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ส่วนใหญ่เป็นญาติๆของคนที่เอาไปบอกว่าคนที่เอาไปจริงๆประสบอุบัติเหตุ และเรื่องราวเดือดร้อนในชีวิต จึงนำเงินพดด้วงทั้งหมดมาคืน

 

นายเรวัต ยังเปิดเผยประสบการณ์ตรงด้วยว่า เมื่อคราวที่จัดงาน”ยอยศยิ่งฟ้าอยุธยามรดกโลก” ปี 57 บริเวณลานวัฒนธรรมตรงข้ามวัดมงคลบพิตร ใกล้กับวัดพระราม มีการนำภาพเก่ามาแสดงและมีการแสดงลิเกดนตรีไทยปรากฏว่า ภายหลังงานเลิกไปแล้วเวลาประมาณเที่ยงคืน ตนอยู่กับเจ้าหน้าที่บริเวณพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง จู่ๆพวกตนทั้งหมดได้ยินเสียงระนาด ปี่พาทย์ บรรเลงอยู่ จึงกันได้ชวนกันไปดู แต่ก็ปรากฏว่าไม่มีใครเลยจึงรีบเดินทางกลับ ช่วงเช้าวันถัดมาจึงได้มีการกราบไหว้ขอขมาและบวงสรวงอีก ซึ่งเชื่อว่าเป็นวิญญาณของบรรพบุรุษ มาเที่ยวชมงาน ซึ่งเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ส่วนที่บริเวณวัดมหาธาตุ และวัดพระศรีสรรเพชญก็ยังพบว่ามีนักท่องเที่ยวนำอิฐเก่ามาเรียง หลายคนเชื่อว่าเป็นความเชื่อหรือบางคนได้นำอิฐเก่าเหล่านั้นกลับมาคืนนั่นเอง

 

ขณะที่ นายกรพจน์ หากวี อายุ 35 ปี อดีตเคยรับจ้างถ่ายภาพให้กับนักท่องเที่ยวบริเวณทางเข้าวัดพระศรีสรรเพชญ์ เปิดเผยว่า เคยเห็นนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศส หยิบอิฐเก่าๆบริเวณวัดพระศรีสรรเพชญ์ขึ้นมา แล้วขอไกด์นำกลับไปด้วยอยากเก็บเป็นที่ระลึก ซึ่งไกด์ก็บอกว่าไม่อยากให้เอาไป แต่นักท่องเที่ยวไม่ฟังหยิบใส่กระเป๋าไป 1 ชิ้น ปรากฎว่าเวลาผ่านไปเกือบเดือนพบกับไกด์คนเดิมนำก้อนอิฐที่นักท่องเที่ยวเอาไปนำมาคืน โดยไกด์เล่าให้ฟังว่านักท่องเที่ยวดังกล่าวเจอเรื่องร้ายๆและประสบอุบัติเหตุจึงได้ส่งพัสดุมาให้ตนแล้วให้ตนนำมาคืน ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่ออีกทั้งกองถ่ายละครหลายกองที่เข้ามาถ่ายทำที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ เวลากลางคืนก็มักจะพบเจอผู้หญิงสวมใส่ชุดไทยมีสะใบแต่ไม่มีศีรษะ นั่งพับเพียบบนกำแพง จนต้องมีการจุดธูปขอขมาซึ่งเชื่อว่ายังมีวิญญาณของบรรพบุรุษอยู่มากมายอิฐทุกก้อนจะมีส่วนในอดีตไม่ควรที่จะเอาไป

 

ส่วนนายไพโรจน์ ตั้งภักดีธรรม นักสะสมเจ้าของพิพิธภัณท์ตั้งภักดีธรรม ต.สวนพริก อ.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ตนเปิดพิพิธภัณท์ให้นักท่องเที่ยวชมมาหลายปี มีของเก่าและของโบราณมากมาย ซึ่งทุกชิ้นที่ได้มาเป็นของเก่าสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยจะมีการอธิษฐานและการทำบุญให้กับเจ้าของเดิมเป็นประจำ และยังไม่เคยเจอเรื่องร้ายๆ เนื่องจากตนเจตนาที่จะนำสิ่งของเก่าเหล่านั้น บอกเรื่องราวความเป็นอดีตให้คนรุ่นหลังได้ทราบ….

 

 

กรณีมีชาวต่างชาติส่งพัสดุถึงสำนักงานงาน ททท. ภายในเป็นซากอิฐเก่าอยุธยา 3 ชิ้น พร้อมมีข้อความระบุ “เอาไปอยู่ไม่เป็นสุข ฝากส่งคืนเจ้าของ” ซึ่งเป็นที่ฮือฮาและวิพากษ์วิจารณ์ โดยเชื่อวิญญาณบรรพบุรุษกรุงศรีอยุธยาตามทวงนั้น คืบหน้าเมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 3 ก.พ. นายปฎิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์ อายุ 70 ปี อดีตผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 7 จ.น่าน และเป็นอดีตหัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นผู้ที่เคยพบเห็นวิญญาณของบาทหลวงก่อนที่จะนำไปสู่การขุดค้นพบกระดูกของชาวโปรตุเกตอีก 254 โครงในเวลาต่อมา ได้เปิดเผยยอมรับว่า เขตพื้นที่โบราณสถานอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาโดยเฉพาะบริเวณย่านวัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และบริเวณข้างเคียง ซึ่งเป็นใจกลางเมือง มีเรื่องราวและความทรงจำในอดีต เคยผ่านเรื่องราวของศึกสงคราม แม้จะพิสูจน์ไม่ได้แต่ความทรงจำของเรื่องราวทำให้รู้สึกได้ว่าวิญญาณมากมายนับหมื่นนับแสนยังอยู่ที่นั่น เรื่องราวที่นักท่องเที่ยวหยิบเศษซากอิฐเก่าไปแล้วเจอกับความเดือดร้อนเป็นไปได้ และเคยมีเหตุการณ์ของการเอาสิ่งของหรือของมีค่าไปแล้วเกิดเหตุถึงชีวิตมาแล้ว

 

จากคำให้การของคนร้ายที่เข้าไปขุดกรุที่วัดราชบูรณะทำให้เห็นชัดเจนว่า การนำสิ่งของหรือสมบัติในเขตโบราณสถานออกไปทำให้กลุ่มคนร้ายเสียชีวิตทั้งหมดย้อนไปเมื่อปี 2500 ซึ่งรัฐบาลมีการบูรณะวัดมหาธาตุและได้พบพระพุทธรูปและของมีค่าทำให้กลุ่มคนร้ายเห็นว่าวัดราชบูรณะมีความสมบูรณ์มากกว่าวัดมหาธาตุจึงทำการลักลอบขุดลงไปในปีต่อมา ซึ่งจากปากคำให้การของคนร้ายทำให้ทราบว่ามีการลงไปขุดพบพระแสงดาบและสมบัติเครื่องราชูปโภค นำขึ้นมาโดยตัวของหัวหน้าเอาพระมหามกุฎมาสวมและพระแสงดับไปใส่เดินและวิกลจริตเสียชีวิตเมื่อปี 2530 คนอื่นๆ ตายด้วยอุบัติเหตุปีเดียวกันประมาณ 8 คน

 

นอกจากนี้บริเวณแยกเจ้าอ้ายเจ้ายี่ ซึ่งเป็นแยกที่มีเรื่องราวของการพบเห็นวิญญานเล่าขานมาต่อเนื่อง จนยอมรับว่าเป็นจุดที่มีผีดุ ถึงขนาดเคยมีการนำเซียนมาไล่จับผีกันเลย เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์สมัยที่พระบิดาสมเด็จเจ้าสามพระยาสวรรคตมีการแย่งชิงสมบัติ และเจ้าอ้ายเจ้ายี่สิ้นพระชนม์ โดยมีการนำทรัพย์สมบัติที่ทำให้เกิดการฆ่าฟันกันไปไว้ที่พระปรางค์วัดราชบูรณะ ซึ่งเป็นแห่งเดียวในอยุธยา จึงมีความศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก และต่อมาก็ยังมีเรื่องราวมากมายที่ใครที่เข้าไปขุดกรุหรือนำของจากโบราณสถานไปต้องมีอันเป็นไปต่างๆ นานาเนื่องจากแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาไม่ได้สร้างด้วยใครบางคน แต่มีเลือดเนื้อของกษัตริย์และบรรพบุรุษนับไม่ถ้วน จึงไม่ควรที่จะลบหลู่หรือนำไป ใครเอาอะไรจากแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาไปก็ควรจะเอามาคืน.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *