เรื่องผีพันทิป : พี่นพตายไปแล้ว. . .แต่รักเราไม่มีวันจางหาย เราคบกับผีมา 5 ปีแล้ว!!

 

 

จากเรื่อง : วันที่ความรักอยู่เหนือไสยาศาสตร์…ฉันคบกับแฟนที่เป็นวิญญาณมา 5 ปีแล้ว!!
เรื่องเล่าจาก : เรื่องเล่าสยองขวัญ พันทิป
เล่าโดย : สมาชิก Flaneurphilic

 

 

สวัสดีค่ะชื่อฝน อายุ 30 ปี ตอนนี้ฝนทำงานอยู่แถวสาธร ก็เป็นพนักงานบริษัททั่วๆไปของบริษัตต่างชาติ เรื่องที่ฝนจะมาเล่าวันนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวฝนเองทุกประการ ตัดสินใจนานมากว่าจะมาแชร์ให้เพื่อนๆในพันทิปดีมั้ย นี่เป็นกระทู้แรกเลยค่ะ ปกติแอบอ่านอยู่เงียบๆแต่พอรวบรวมความกล้าได้ก็ยืมล็อกอินเพื่อนมาโพส ผิดพลาดยังไงก็ขออภัยด้วยนะคะ

 

 

เริ่มเลยดีกว่าเนอะ เห็นหัวข้อแล้ว ก็อย่างที่ทุกคนเดาๆ กันค่ะ ฝนมีแฟนแล้ว แต่แฟนของฝนไม่มีร่างกายอยู่แล้วค่ะ ตอนนี้เราก็ใช้ชีวิตคู่ปกติทั่วไป ไม่รู้ว่าฝนคิดไปเองรึป่าว แต่ฝนก็รู้สึกจริงๆว่าเค้ายังอยู่กับฝนตลอดเวลา ไม่ว่าจะกินจะนอนหรือไปที่ไหน เค้าไปกับฝนตลอด ครอบครัวฝนก็รู้ค่ะแล้วทุกคนก็ยินดี ฟังดูแปลกนะคะ แต่มันเป็นเรื่องจริงค่ะ

 

 

ฝนกับนพคบกันตั้งแต่สมัยอยู่ปี 1 ที่มหาลัยในเมืองแห่งหนึ่ง เราสองคนเริ่มคบกันตั้งแต่งานรับน้อง ด้วยความใกล้ชิดที่ได้ทำกิจกรรมด้วยกัน ฝนจะโดนแกล้งเป็นประจำเพราะฝนเป็นคนตัวเล็ก ขาวๆ หมวยๆ ตาไม่ค่อยมี พวกรุ่นพี่กับเพื่อนๆ ก็เลยพากันแกล้งประจำ แถมฝนก็ไม่ค่อยสู้คนก็เลยใครจะแกล้งอะไร เราก็เอ็นจอยไปซะทุกอย่างค่ะ แต่ก็มีแค่นพค่ะที่ไม่เคยแกล้งฝนมีแต่ดูแลฝน เอาน้ำมาให้ พาไปกินของอร่อย แล้วก็ไปส่งที่รถไฟฟ้าทุกวัน เวลาฝนโดนแกล้งให้เปียกเค้าก็จะเอาเสื้อคลุมมาคลุมให้ฝนบ่อยๆ จนกระทั่งฝนรู้ว่าเค้าต้องคิดกับฝนมากกว่าเพื่อนก็เลยลองถามไปตรงๆ เพราะฝนเขินมาก เก็บไม่ไหว สรุปวันนั้นใต้สะพานลอยหน้าร้านป้าขายน้ำ เราสองคนก็เลยเป็นแฟนกันค่ะ

 

 

นพไม่เคยห่างจากฝนเลย แม้ว่าเค้าจะต้องไปเล่นบอลทุกเย็นกับเพื่อน แต่หลังจากนั้นนพก็จะโทรหาฝนตลอด เพราะบางครั้งฝนก็ทำแลปดึก นพก็จะเตะบอลรอ ไม่ก็มาอยู่เป็นเพื่อนฝนในห้องแลปตลอด  คอยซื้อข้าวซื้อน้ำมาให้ จนบางทีฝนก็แอบแปลกใจว่าทำไมเค้าถึงได้ต้องทำดีกับฝนมากขนาดนี้ ตอนมัธยมก็มีแฟนบ้าง แต่ไม่เห็นจะมีใครดูแลฝนแบบนี้เลย

 

 

เราคบกันในสายตาของพ่อแม่ตลอด ที่บ้านฝนก็โอเคกับนพนะคะ แม่ว่าฐานะของเราจะต่างกันก็ตาม พ่อแม่ก็ยังไว้ใจให้นพพาไปไหนต่อไหนได้กันสองคน แล้วบางทีแม่ก็จะชวนนพไปเที่ยวและทานข้าวด้วยกันประจำเหมือนว่าเป้นครอบครัวเดียวกัน

 

 

จนกระทั่งมาถึงปีที่สองที่เราคบกัน เราไประยองด้วยกัน คืนนั้นเราสองคนเดินเลียบชายหาด จับมือกันเหมือนคู่รักทั่วไป แล้วก็ได้นั่งเล่นกันบนชายหาดูดาวกันบนฟ้า ดาวเป็นเยอะมากเลยเพราะวันนั้นเป็นคืนเดือนมืดและมีแค่เราสองคนอยู่ตรงนั้น

 

 

จู่ๆ นพก็พูดขึ้นมาว่า “ฝนเรารู้สึกแปลกๆ เรารู้ว่าทำไมยิ่งอยู่กับฝน เราก็ยิ่งไม่อยากไปไหนไกลๆ อยากอยู่กับฝนตลอด อยากตามฝนไปทุกที่ อยากให้เราอยู่ด้วยกันแบบนี้ตลอดไป” ตอนนั้นฝนรู้สึกชา ซึ้งก็ซึ้งแต่พูดอะไรไม่ออกเพราะน้ำเสียงของเขาดูจริงจังมาก ปกตินพก็ไม่ใช่คนที่จะพูดจาแบบนี้ แล้วอะไรบางอย่างก็ทำให้ฝนแปลกๆ ขนลุกเกรียวเมื่อเขาพูดต่อ “ฝนสัญญากับนพได้มั้ย ว่าฝนจะไม่มีใคร จะมีแต่นพคนเดียว”
“พูดอะไรเนี่ย บ้าหรอนพ เราไม่ได้เลิกกันซักหน่อยนะ บรรยากาศดีๆ พูดซะเสียหมดเลย” จริงๆ ที่เราพูดไปอย่างนั้น ไม่ใช่ไม่รักเขา แต่เราแค่รู้สึกว่ามันแปลกๆ เหมือนมันไม่ใช่เค้าเลย แววตาดูลอยๆ แปลกๆ
“สัญญามาสิฝน” นพย้ำและคว้ามือเราไปกุม แต่แรงบีบนั้นทำให้เราตกใจ
“แน่นอนอยู่แล้ว” เราพูดปนตลก แต่ในก็รู้สึกไม่ค่อยโอเคเพราะเพิ่งรู้จักกันมาแค่ปีกว่าเอง ฝนก็แอบคิดว่ามันเร็วเกินไปรึป่าวที่จะมาสัญญาอะไรจริงจังแบบนั้น ตอนนั้นก็อยู่แค่ปี 2 เอง
“สัญญาจริงๆ นะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นพจะไม่มีวันแยกจากฝนและฝนจะไม่มีวันแยกจากนพ”
ฝนยังไม่ทันพูดอะไรต่อเลย นพก็จูบฝนแล้ว นี่คือจูบแรกของเราพร้อมคำสัญญาแรกๆ ที่เขาอยากให้ฝนสัญญา คืนนั้นเราเกือบจะมีอะไรกันเพราะอารมณ์พาไป ฝนเองก็ยินยอมค่ะ แต่มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะว่าระหว่างเรากำลังมีอะไรกัน ฝนสังเกตใบหน้าของนพ…. ซึ่งไม่ใช่นพ!

 

 

มันแปลกมากๆ หน้าของเขาคล้ำๆ อย่างบอกไม่ถูก แววตาก็ดูแข็งกร้าว เหมือนมันไม่ใช่ตัวเค้าเลย แล้วอะไรบางอย่างก็ทำให้เรารู้สึกอยากร้องไห้ออกมา ตอนนั้นพูดตรงๆ กลัวมาก แม้จะรู้ว่าเป็นเค้า แม้จะคิดบอกว่าไฟสลัวมองไม่ชัด แต่เราก็รู้สึกขนหัวลุกแล้วก็ร้องไห้ออกมา แต่พอนพเห็นเราร้องไห้ เค้าก็หยุดค่ะ แล้วก็มาปลอบและขอโทษเรา แล้วก็บอกว่าจะไม่ทำแบบนี้อีกถ้าเราไม่พร้อม

 

 

ตอนนั้นกอดกันแน่น ไม่ใช่เราไม่อยาก แต่เราทำไม่ได้จริงๆ เรากลัว ไม่รู้ว่ากลัวอะไร กลัวเค้าก็คงไม่ใช่เพราะเราก็คุ้นเคยกันมาก แต่ถ้าจะพูดให้ถูกจริงๆ เรารู้สึกว่าคืนนั้นมันไม่ใช่…นพ

 

 

หลังจากคืนนั้นเราก็ไม่เคยไปต่างจังหวัดด้วยกันสองต่อสองอีกเลย นพไปคอนโดเราซะส่วนใหญ่ เราสองคนก็ใช้เวลากันด้วยกันตรงนั้น แต่ไม่เคยมีอะไรกันเพราะนพให้เกียรติเรามาก เรารู้สึกโชคดีจริงๆ ที่ได้เค้าเป็นแฟน แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เริ่มแสดงพฤติกรรมที่เรารับไม่ได้ เช่นแอบเช็คมือถือ ไม่ยอมให้ทำแลปดึกเกินไป เพราะเดี๋ยวนี้นพเองก็ต้องเข้าชอป เค้าไม่มีเวลามานั่งเฝ้าเราเหมือนช่วงปีหนึ่ง เขาเองก็ยุ่งกับการเรียน เราเข้าใจเพราะยังไงทุกเย็นเราก็เจอกัน แต่นพไม่เคยให้เราออกไปไหนเลย แม้จะไปกินข้าวกับสายรหัสที่มีแต่ผู้หญิงก็ตาม ไปไหนต้องรายงานตลอด บางครั้งก็มาแอบดักเจอทำเหมือนบังเอิญแต่เรารู้ว่าเค้าพยายามจะตามมา เช็คแม้กระทั่งเฟสบุ้ค ว่าเราไปเม้นใคร กดไลค์ใคร บังคับให้เราให้พาสเวิดทุกอย่าง จนเรารู้สึกอึดอัด เรามีปากเสียงกันมากขึ้นเพราะคิดว่านพแปลกไป ไม่เคยให้อิสระเราเลย จะให้เราไปไหนต่อไหนด้วยตลอดก็คงไปเป็นไปได้ยากแล้ว เรียนหนักขึ้น สังคมก็ไม่เหมือนเพื่อนคนละกลุ่ม เราก็อยากมีเวลาไปทำอะไรส่วนตัวบ้าง เราทะเลาะกันบ่อยเกือบทุกวัน แต่นพก็ยืนยันว่าทุกอย่างที่ทำไปเพราะว่ารักมาก…

 

 

จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่เราอยู่แลปดึก เราเห็นมิสคอของนพโทรเข้ามา 40 กว่าสาย ซึ่งแม่เราพ่อเรายังไม่ทำขนาดนี้เลย โทรศัพท์ก็สั่นไปเรื่อยๆ แต่เรากลับไม่อยากจะแตะต้องมันอีก ระหว่างนั้นเองรุ่นพี่ข้างๆ ที่ทำแลปด้วยกันชื่อ “พี่ที” ก็ทักเรา

 

 

“น้องฝน ทำไมไม่รับโทรศัพท์ล่ะ สั่นจนบิกเกอร์พี่จะเลื่อนไปตกขอบโต้ะแล้ว” เราจึงได้สติ ระหว่างที่กำลังกลุ้มใจกับเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ
“ขอโทษค่ะ ฝนปิดสั่นไม่เป็น” เราเป็นคนโลเทคจริงๆ
“มานี่พี่ทำให้” เรายื่นโทรศัพท์ให้พี่เค้า แต่ตอนนั้นไม่มีพาสเวิดแล้วเพราะนพให้เอาออก พี่ทีกดๆ แล้วก็ยื่นคืนมาให้เรา พร้อมกับยิ้มๆ เรารับมือถือมาดู ก็เห็นเลข 9 หลักบนหน้าจอด้วย เราเลยมองหน้าพี่เค้าอย่างงงๆ
“มีอะไรก็โทรมา ไม่สดใสเหมือนก่อนเลยนะเรา” เราตกใจมาก แต่ก็ขอบคุณเค้าไป หลังจากนั้นก็กลายเป็นเราที่แอบมองเค้าอย่างเงียบๆ แล้วก็เพิ่งจะรู้ว่าพี่ทีมักจะมาเข้าทำแลปเวลาเดียวกับเราตลอด

 

 

พี่ทีเป็นร่นพี่ปี4 ที่หน้าตาค่อนข้างดีแต่ดูเหมือนไม่ค่อยสนใจอะไรเลยนอกจากงาน ทุกครั้งที่เข้ามาในแลปพี่เค้ามักจะง่วนทำอะไรบางอย่าง แต่หลังๆ มานี้เราสบตากันบ่อยขึ้น

 

 

จนกระทั่งวันนั้นพีทีชวนเราไปกินข้าวหลังทำแลป บังเอิญว่าเป็นวันที่นพไปขึ้นค่ายที่ต่างจังหวัด เราเลยตอบตกลงไป เพราะเราคิดว่าคงไม่มีอะไร ก็แค่กินข้าวกัน ตอนนั้นหิวมากเลย

 

 

พี่ทีพาเราไปที่จอดรถของคณะ เราเพิ่งรู้ว่าพี่ทีขับบีเอ็ม ด้วยความเราก็ชอบรถอยู่แล้วก็เลยตื่นเต้นมาก ระหว่างที่นั่งในรถ เราสองคนก็คุยไปกันเรื่อยเปื่อย เรื่องคณะ เรื่องฝึกงาน แล้วก็จิปาถะ สุดท้ายก็ตกมาที่เรื่องนพ เพราะพี่ทีถามว่าทำไมแฟนไม่ค่อยมาแลปเลย เราก็ตอบไปตามตรงว่าต่างคนต่างยุ่งเวลาไม่ตรงกันแล้วก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว ให้ช่องว่างระหว่างกัน ประโยคนั้นเราต้องโกหกเพราะไม่อยากให้ใครมองนพไม่ดี แต่พี่ทีก็หัวเราะหึๆ แล้วก็เอามือมาวางบนหัวเรา แล้วบอกว่า “ไม่ต้องโกหกก็ได้ พี่รู้ว่าเรามีปัญหา เราดูไม่สดใสเหมือนกันเลย” เราหันไปมองหน้าพี่ทีอย่างเหวอๆ ทำตัวไม่ถูกเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผู้ชายคนอื่นแตะตัวเราเลยหวิวๆ

 

 

พี่ทีลูบหัวเราเบาๆ แล้วบอกว่า “ไม่ต้องเก็บหรอก พูดมาเหอะ พี่เป็นห่วง” ประโยคสั้นๆนั้น คือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกเปลี่ยนไปทันที

 

เราเริ่มเล่าเรื่องของนพให้พี่ทีฟัง ไม่รู้ว่าทำไมรู้สึกไว้ใจเค้ามาก พี่ทีให้คำปรึกษาทุกอย่างและบอกให้เราใจเย็นๆ หลังจากนั้นเราก็เริ่มทำตัวแบบที่พี่ทีบอก ไม่นอย ไม่ขัดใจ นพก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ใจเรามันไม่เหมือนเดิมแล้ว

เราตื่นเต้นทุกครั้งที่ที่จะได้เจอพี่ทีที่แลป รู้สึกว่าพี่เค้าพูดอะไรก้จริงไปหมด ถูกไปหมด แม้ว่าจะเป็นเรื่องเรียน เรื่องความรัก พี่ทีก็ให้คำปรึกษาได้ทุกเรื่อง เราเลยคิดไปว่าเราคงแอบปลื้มเค้า ไม่มีอะไรมาก

จนกระทั่งเราเทอมต่อมา เราก็สนิทกับพี่ทีเรื่อยๆ ไปที่ห้องพี่เค้าให้ช่วยติวบางวิชา แล้วก็มีวันนึง เราก็พลาดจนได้ เรามีอะไรกับพี่ทีอย่างเต็มใจและ ไม่รู้สึกผิดต่อนพ ไม่กลัวเหมือนตอนที่จะมีอะไรกับนพ แล้วพี่ทีก็สารภาพว่าแอบชอบเรามานานแล้ว แต่เห้นมีแฟนเลยไม่ได้เข้ามาจีบ แต่พอได้มาใกล้ชิดกันก็อดใจไม่ไหว เราผิดเองแหละที่ไม่ห้ามใจ

เรากับพี่ทีเริ่มไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ โดยที่นพไม่รู้สึกเอะใจเลย เพราะเราทำตามคำแนะนำของพี่ที ตอนนั้นใจมันไปหมดแล้ว ก็คิดว่ารอเวลาอีกสักหน่อย เราก็บอกเลิกนพแหละ แต่ไวกว่าที่คิด จนสุดท้ายนพก็จับได้ว่าเราแอบคบพี่ที วันนั้นนพนกเอะใจอะไรไม่รู้เลยมาดักรอเราที่หน้าห้องแลป พอเห็นว่าเรากับพี่นพเดินจูงมือกันออกมาเท่านั้นแหละ นพก็โมโหแลัวก็เข้ามาผลักพี่ทีหงายหลังไปเลย นพพยายามจะลากเราให้ไปด้วยกัน บอกให้กลับบ้านๆแต่เราไม่ยอม เราพยายามสบัดนพให้หลุดแต่ก็แทบจะสู้แรงไม่ได้เลย พี่ทีเห็นอย่างนั้นก็เข้ามาชกนพเข้าอย่างจัง นพทำท่าจะต่อยพี่ทีกลับแต่เราไม่ไหวแล้ว เราเอาตัวเข้าแทรกระหว่างนพกับพี่ทีกันไม่ให้นพชกพี่ที ในตอนนั้นสีหน้าของนพทั้งเดือดดาลทั้งเสียใจ เราเดินหนีนพไปกับพี่ทีอย่างไม่หันกลับมามองอีก นพตะโกนขู่ไล่หลังมาว่าจะฆ่าเราแล้วก็ฆ่าตัวตายตามถ้าเราไปกับพี่ที แต่ถึงตอนนั้น…ไม่มีอะไรที่นพพูดออกมาที่จะหยุดเราได้แล้ว

เรากลัวมากเลยบอกครอบครัว แม่เราเลยให้ย้ายกลับมาอยู่บ้านแล้วก็ปรึกษากับเพื่อนพ่อที่เป็นตำรวจ
แล้ววันต่อมา ระหว่างที่เราจะเข้าไปเก็บของที่คอนโด เราเปิดประตูเข้าก็ได้กลิ่นแปลกๆ แต่สิ่งที่ทำให้เราล้มทั้งยืนก็คือร่างของนพที่แขวนอยู่กับพัดลมเพดานซึ่งอยู่เหนือเตียงนอน

ร่างของนพที่ขึ้นอืดเหมือนคุ้งไปทั้งห้อง มีน้ำเหลืองไหลออกมาอย่างสยดสยอง!!!!!

แต่เราก็ทนดูอยู่ได้ไม่นาน เราวิ่งออกมาสติแตกร้องลั่นไปทั้งตึกคอนโดจนมีคนเปิดประตูออกมาดูเต็มไปหมด กว่าเราจะตั้งสติได้ก็มีคนโทรเรียกตำรวจกับรถพยาบาลให้แล้ว ไม่นานนักตำรวจก็มา เราร้องไห้อกแทบแตก ตอนนั้นรู้เลยว่าใจจะขาดมันเป็นยังไง เราไม่ได้อยากให้นพทำแบบนี้ ทั้งรู้สึกผิด ทั้งเสียใจจนพูดอะไรไม่ได้ คิดโทษตัวเองแล้วก็ร้องไห้อย่างนี้เรื่อยๆ

จนกระทั่งเจ้าหน้าที่หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งมาให้เราอ่าน เขาบอกว่ากระดาษแผ่นนี้อยู่ยัดในปากของนพ…

มีข้อความว่า … มึงเป็นของกู…

 

หลังจากที่นพเสีย เราก็ไม่เป็นเสีย เราก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ รู้สึกหดหู่ แล้วก็ไม่อยากจะคุยกับใคร มันเป็นเศร้าที่อึดอัดแบบบอกไม่ถูก ทางครอบครัวเราและนพเองก็เสียใจมาก แต่เราทั้งสองบ้านช่วยกันจัดงานศพนพผลัดกันเป็นเจ้าภาพ ที่บ้านนพไม่โกรธเราเลยสักนิด แต่เราเป็นฝ่ายที่มองหน้าเค้าไม่ติดเพราะเราเป็นต้นเหตุที่ทำให้นพเสีย

ส่วนพี่ทีก็ไม่ได้มางานศพนพ เพราะว่าเราไม่อยากให้เค้าเข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วก็เกรงใจพ่อแม่นพด้วย แต่เค้าก็คอยเป็นกำลังใจให้เราตลอด ยกเว้นเวลาเข้าวัด เหตุการณ์ก็ดำเนินมาอย่างเศร้าๆ จนกระทั่งวันที่ 7 หลังเผานพ เรากลับบ้านมาแล้วตอนค่ำวันนั้น พี่ที่ก็โททีเข้ามาแล้วพูดอย่างติดๆ ขัดๆ ว่า

“ฝน พี่ขอโทษ… นะ” ตอนรับสายก็ยังงงๆ อยู่

“เป็นไรรึเปล่าคะพี่” พี่ทีกลืนน้ำลายอึกใหญ่

“พี่คงดู..แลฝน… ไม่ไหวแล้ว”…. “พี่ขอโทษนะ”
“พี่ทีเป็นอะไรคะ” เรางงมาก เสียงพี่ทีฟังดูสั่นๆแปลกๆ

“ฝน…ฝนเคยคิดมั้ย ว่าทำไม…พี่ไม่เคยลงจากรถหรือเข้าไปในบ้านฝนเลยเวลาไปหาฝน” เรารู้สึกชะงักไปทีนึง หลังจากนพเสียพี่ทีก็มักจะมาหาเราหรือมารับเราไปกินข้าว เค้าพยายามจะอยู่เป็นกำลังใจเสมอซึ่งเราก็ยินดีที่จะไป แต่มันก็จริงอย่างที่พี่ทีว่า เค้าไม่เคยลงจากรถหรือเข้ามาในบ้านเราเลยแม้ว่าแม่จะชวนแค่ไหนก็ตาม
“ฝน พี่กลัว พี่จะไม่ไหวแล้ว พี่เป็นห่วงฝนมากนะ แต่…ไอ้แฟนฝนน่ะ…ไอ้นั่นน่ะ!”

“อะไรคะ เกี่ยวอะไรกับนพ นพตายไปแล้วนะ!” เราถามอย่างปวดใจเพราะเพิ่งจะเผานพไปเมื่อเย็น

“มันมายืนเฝ้าอยู่หน้าบ้านฝนทุกวันเลย!!!” ทันทีที่ได้ยินใจเราหล่นไปอยู่ตาตุ่ม สันหยังเย็นวาบ รู้สึกทั้งร้อนทั้งหนาวเหมือนจะไม่สบายขึ้นมาทันที
“พี่ชอบฝนนะ…แต่พี่กลัว ไม่เคยกลัวอะไรแบบนี้เลย” เสียงพี่ทีตวาดด้วยความกลัวจนตัวสั่น เราได้ยินที่ทีทั้งหอบทั้งสะอื้นอยู่ที่ปลายสาย เราพูดอะไรไม่ออก ห้องทั้งห้องหมุนไปหมด
“ลาก่อนนะฝน” นั่นก็คือคำพูดสุดท้ายที่พี่ทีพูดกับเราจนถึงปัจจุบัน

เวลาผ่านล่วงเลยไปปีนึง เราก็อายุย่างเข้า 25 แล้ว อยู่มีอยู่วันนึงตอนเช้า เรากับแม่ก็ตื่นเช้ามาตักบาตรให้นพตามปกติ แต่วันนี้มีอะไรพิเศษเมื่อหลวงพี่ พระรูปประจำเอ่ยทักเราขึ้น

“ทำบุญต่อไปนะโยม เค้าดูหิวมาก” หลวงพี่พูดเบาๆ เหมือนกับไม่อยากให้พระรูปอื่นได้ยิน แม้กระทั่งแม่เราด้วย แววตาหลวงพี่นั้นหวาดหวั่นแปลกๆ เมื่อพูดจบรับบาตร หลวงพี่ก็รีบเดินนำขบวนหนีไปเลย
ขนเราลุกเกรียว รู้สึกเสียววาบๆ แต่เราก็ไม่ได้เล่าให้ใครฟัง จนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้นเราก็ไม่เจอหลวงพี่รูปนั้นอีกเลย ทั้งๆที่เป็นรูปที่ตักบาตรประจำ

เราเก็บเอาคำพูดของหลวงพี่มาคิด ประจวบกับตั้งแต่คืนนั้นหมาแถวบ้านก็หอนเป็นระรอกๆ อย่างโหยหวน ทั้งๆ ที่ปกติ ซอยบ้านเราจะเงียบสนิทในเวลากลางคืน คืนนั้นเรานอนกอดหมอนข้างและคุมโปงด้วยความหวาดกลัว เสียงหมาหอนนั้นก้องเข้ามาในโสตประสาทเหมือนกับว่าหอนอยู่รอบๆ บ้าน แต่เราไม่มีหมา

น้ำตาเราไหลออกมาโดยทันทีอย่างไม่มีเหตุผล เรารู้ว่าต้องเป็นนพแน่ๆ
เราไม่เข้าใจเลย เค้าเสียไปได้จะปีแล้ว ทำไมเค้าถึงเพิ่งกลับมา? หรือว่าไม่ใช่นพ? หรือถ้าใช่ ทำไมไม่ไปเกิด? เราเคยอ่านหนังสือว่าคนที่ตายยังไม่ถึงฆาตหรือคนที่ฆ่าตัวตายมักจะมีห่วงติดตัว และจะต้องทำแบบเดิมๆ ซ้ำไปเรื่อย จนชั่วอายุขัย…

แต่เราก็ปลอบใจตัวเองว่า ไม่หรอก เราทำบุญให้ทุกวัน ทุกอย่างก็เป็นพิธีที่ถูกต้อง แต่ที่คอนโดก็ไม่มีใครเห็นหรือได้ยิน ได้กลิ่นนพอีกเลย แม้ว่าจะเอาให้คนอื่นเช่า ก็ไม่มีปัญหา นพน่าจะไปสู่สุขคติแล้ว ไม่น่าจะมาวนเวียนอีก แล้วก็ไม่ได้มีใครเพราะไม่มีใจจะเริ่มต้นกับใครแล้วจริงๆ นพก็คงไม่หึงไม่มีห่วงหรอก เพราะทุกๆ วันนี้เราก็คิดถึงแต่เค้าคนเดียว

เราคิดวกวนไม่ตก จนกระทั่งหลับไป แน่นอนเราฝัน แล้วมันก็เป็นความฝันที่น่ากลัวและประหลาดมาก

ในความฝัน เราเห็นตัวเองกำลังวิ่งหนีอะไรสักอย่างอยู่ในอุโมงค์ที่แสงสลัวๆ อยู่ เราเห็นข้างๆ แต่ไม่ชัดเจนนัก รู้ว่าโกยสุดแรงเกิด แต่ก็ไม่เห็นว่าวิ่งอะไรมา สิ่งที่มานั้นมันไม่มีรูปร่าง ไม่มีรูปทรง ไม่มีเงา ไม่มีเสียง แต่รู้ว่าเป็นพลังงานบางอย่างที่นักมาก

เราในความฝันยังคงวิ่งหนีต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาโผล่ปลายอุโมงค์ซึ่งเป็นเหมือนวัดเก่าๆ เต็มไปด้วยเถาวัลย์รายล้อม มีเจดีย์เก่าๆ เป็นซากปรักหักพังอยู่รอบๆ เราในความฝันสะดุดเข้ากับอะไรสักอย่าง แต่ทนที่จะเป็นแผลถลอกเหมือนปกติทั่วไป สิ่งที่เราเห็นตรงขาเราก็คือกระดูกซึ่งเป็นสีดำไม้เหมือนตอตะโก ซึ่งเราไม่คิดว่าแค่สะดุดล้มกลับจะทำให้เนื้อเปิดจนเห็นกระดูกแบบนี้ แถมกระดูกก็สภาพไม่ปกติ
เราเอื้อมมือไปแตะที่แผลแล้วก็รู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่กระดูกมากจนเรากรีดร้องออกมาลั่น แต่ก็รู้สึกว่าเสียงร้องนั้นไม่ได้ดังกังวานเหมือนเสียงคน แต่กลับเป็นเสียงโหยหวนแบบหวิวๆ แทน จากนั้นเราก็รู้ว่าวัดดูเล็กลงเรื่อยๆ อยู่ไกลมาขึ้นเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีเราก็ได้มาอยู่ยอดใบลานแล้ว แต่ไม่ใช่เพราะเราปืนนะ ร่างกายของเราสูงขึ้นเทียมฟ้า ฝ่ามือเล็กๆ ใหญ่ยักษ์เหมือนไม้พาย วินาทีนั้น เรารู้เลยว่าฉันกลายเป็น….เปรต!!!

น้ำตาไหลออกมาไม่ขาดสาย แต่เรากลับส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือไม่ได้
เราคิดอยู่ในใจ
เราไปทำอะไร ทำไมเราต้องกลายเป็นเปรต!!! ใครก็ได้ช่วยด้วย แม่?! พ่อ?! เราจำได้ว่าเราร้องอย่างสุดเสียง แต่เหมือนมีอะไรมาอุดปากไว้ คำพูดของเราเลยไม่เป็นภาษา เราก้าวขายาวๆออกไปเรื่อยๆ เพื่อจะหาความช่วยเหลือ แต่ว่าก็ไม่มีใครเลย นอกจากพระรูปหนึ่งที่นั่งธุดงค์อยู่ เราพยายามจะส่งเสียงเรียกร้อง แต่พระในความฝันรูปนั้น กลับแผ่เมตตาให้เราแทน ตอนนั้นความกลัวก็หายไป กลับเป็นความรู้สึกร่มเย็น เราพยายามจะนั่งลงฟังพระรูปนั้นใกล้ๆ แต่ด้วยร่างกายที่ซูบเซียวเก้งก้างมีแต่หนังหุ้มกระดูก นั่งไปตรงไปก็เหมือนตะปูเป็นพันๆ ตัวมาตำจะร้องให้ช่วยยังไงก็ไม่เป็นภาษามนุษย์เลยแม้แต่คำเดียว

เราตัดใจที่จะนั่งฟังหลวงพี่ต่อ เพราะเจ็บเหลือเกิน เราเลยพยายามลุกขึ้นยืนและมองไปรอบๆ อีกครั้ง จากนั้นเองก็มองเห็นเงาคนเหมือนมีไฟลุกท่วมอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากพระรูปนั้น เงานั้นกำลังวิ่งหนีเหมือนกับเรา ด้วยความสงสัย เราจึงก้าวขาตามไปดู แม้เงานั้นจะเล็กมาก แต่ก็เคลื่อนที่ไวกว่าเราซึ่งมีร่างกายใหญ่ยักษ์เป็นเปรต เราเดินตามไปจนกระทั่งเงานั้นไปหยุดอยู่ตรงแม่น้ำที่มีเศษขี้เถ้าลอยอยู่รอบๆ เราเลยได้โอกาสมองเงานั้นอย่างพินิจอีกครั้ง

ปรากฏว่า… เงาที่กำลังมีไฟลุกท่วมตัวอยู่นั้นคือ…นพ!!!

ทันทีที่รู้ว่าเป็นเค้า เราก็ส่งเสียงร้อง แต่เหมือนว่านพจะไม่ได้ยินอะไรเลย เขากรีดร้องอย่างทรมาน ราวกับจะขาดใจ เนื้อตัวไหม้เกรียม แถมยังมีโซ่ตรวนคล้องอยู่เต็มร่างเหมือนกับเขาติดบ่วงพันธนาการบางอย่างที่แสนมานแม้จะมองจากไกลๆ เราก็รับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดของเขา

ร่างของนพกับยังดิ้น ชัก ทุรนทุรายในกองไฟนิ้วมื้อค่อยๆ หงิก เราพยายามจะเอื้อมมือใหญ่ๆ ไปช่วยแต่ก็มีบางสิ่งปัดมือเราตลอด เอื้อมยังไงก็เอื้อมไม่ถึง เราได้แต่กรีดร้องมองเห็นเค้าทรมานกระอักตายไปต่อหน้า แต่ก่อนที่เขาจะสิ้นลม เขาก็หันขึ้นมามองฉันแล้วก็ชี้หน้าด้วยนิ้วที่หงิกงอเป็นเถ้าถ่าน

เขาพูดเสียงดังลั่น “ มึงเป็นของกู!!!!”

 

ความฝันสยดสยองนั้นเกิดขึ้นกับเราทุกคืนจนกระทั่งเราทนไม่ไหว เราเลยเล่าเรื่องนี้ให้ที่บ้านฟัง แม่เราก็ตกใจมาก เลยแนะนำให้เราสวดมนตร์ไหว้พระทุกคืนแต่ก็ไม่เป็นผล เราฝันซ้ำๆ กับคำพูดสยองๆ ของนพจน สุดท้ายเราก็ทนไม่ไหว แม่เลยแนะนำให้ไปหาเพื่อนแม่ที่รู้จักกับร่างทรงเพื่อช่วยสื่อสารกับนพ เผื่อว่าอะไรมันจะดีขึ้นบ้าง เราก็เลยทำตามคำแนะนำของแม่เพราะเราก็ไม่ร้จะไปพึ่งพาใครที่ไหน ช่วงเสาร์อาทิตย์หนึ่งเพื่อนแม่คนนั้ที่ชื่อป้าภาก็มารับแม่และเราจากบ้านไปตำหนักของคนทรงที่ป้าภารู้จัก

ป้าภาจอดเลี้ยวรถเข้าซอยเล็กๆในชุมชนย่านคนรวยใจกลางเมือง พอสุดซอยก็จอดรถริมรั้วปูนเตี้ยๆของบ้านหลังหนึ่ง ประตูเหล็กดัดสีขาวหน้าบ้านไม่ได้ล็อคอยู่แต่อย่างใด ป้าภาเปิดประตูพาเราเดินเข้าไปอย่างคนคุ้นเคย เราผิดคาดมากพอได้เห็นตัวบ้าน เพราะเมื่อนึกถึงบ้านร่างทรง เราก็จะนึกถึงตำหนักที่ดูขลังๆ ที่มีคนพลุกพล่านหรือไม่ก็ควันธุปขโมง แต่บ้านที่เราไปกลับเป็นแค่บ้านชั้นเดียวธรรมดาๆ มีสวนร่มรื่นอยู่หน้าบ้านและมีน้องแมวสามสีนอนเป็นยามอยู่เป็นชุดโต๊ะหิน ด้วยความที่เราเป็นทาสแมวคนหนึ่งเราจึงพุ่งตัวเข้าไปหาเจ้าสามสีที่ม้าหินอย่างรวดเร็ว
“เมี้ยวๆ น้องแมวววว ชื่อไรอ่ะ” เราลูบเจ้าสามสีเบาๆอย่างที่ทาสแมวทั่วๆ ไปจะทำ แต่ลูบไปได้ไม่กี่ทีเจ้าแมวที่นอนสงบนิ่งอยู่กลับพองตัวขู่ฟ่อและตบมือเราอย่างแรงก่อนที่จะกระโดดหนีไปไหนไม่รู้ รอยข่วนเจ้าสามสีไม่ได้ยาวมากมายแต่ก็ทำเอามือเราเลือดออกนิดๆเลยทีเดียว
“อ้าวเจ้าเสือน้อย ทำไมดุจังวันนี้ ธรรมดาไม่เคยตีใครเลยนะเนี่ย”
ป้าภาว่า “สงสัยติดสัตว์ละมั้ง”
“สวัสดีค่ะป้าภา” เสียงๆ หนึ่งดังมาจากตรงประตูบ้าน พอเราตามที่มาของเสียงจึงได้เห็นเจ้าของเสียงที่เป็นหญิงสาวอายุรุ่นๆเดียวกับเรา เธอเป็นหญิงสาวตัวเล็กๆ บางๆ ที่ดูธรรมดาๆคนนึง แต่มีบางอย่างเกี่ยวกับรอยยิ้มอันเยือกเย็นบนใบหน้าเปล่งปลั่งที่ทำให้เราขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
“สวัสดีจ้า น้องปราง” ป้าภากล่าวสวัสดีหญิงสาวคนนั้นอย่างสนิทสนม
“คนนี้หรอคะที่จะพามาหา ‘พ่อ’ ” ผู้หญิงที่ชื่อปรางถามยิ้มๆแล้วมองมาทางเรา ป้าภาพยักหน้าหนักๆ สองที
“งั้นเข้ามาคุยกันก่อนเถอะค่ะ” แล้วปรางก็เช่นเราทั้งสามคนเข้าไปนั่งคุยกันในบ้าน เราก็เล่าให้ฟังทุกเรื่องที่ผ่านมา ตั้งแต่ตอนคบกันนพจนถึงบัจจุบันที่เรานอนฝันถึงแต่เรื่องน่ากลัวซ้ำไปซ้ำมา ปรางค์นั่งฟังโดยไม่ขัดหรือถามอะไรเราเลย พอเล่าเสร็จปรางก็บอกว่า
“แผลที่เสือน้อยข่วนเจ็บมั้ย”
“ไม่เป็นไรมากหรอกค่ะ”
“ธรรมดาเสือน้อยไม่ข่วนใครหรอก แต่เค้าคงตกใจ คุณเล่นเอาแฟนคุณมาด้วยแบบนี้อ่ะ”
เราตกใจมาก!! รู้สึกหนาววาบไปทั้งตัว ขนลุกซู่ไปหมด เหมือนจะหน้ามืดทันใด
“คุณปล่อยเค้าเถอะ อย่าไปกดหัวเค้าแบบนั้นเลย” ปรางพูดลอยๆมาทางเราแต่ไม่ได้พูดกับเรา สายตาของปรางดูเหมือนจะมองเลยไปข้างหลังเรา “ไปหาพ่อกันดีกว่าค่ะ”
เราทั้งสามเดินเข้าไปในบ้าน ไปในห้องโถงใหญ่ๆที่อยู่ลึกที่สุดในบ้าน ฉันไม่ได้มองอะไรมาก เพียงแต่รู้ตัวอีกทีก็รู้แต่ว่ารอบกายมีรูปปั้นสิ่งศักดิ์สิทธ์เรียงราย ทั้งเทพจีน เทพแขกและเทพที่เราไม่รู้จักเต็มไปหมด ดูน่ากลัวมากจริงๆ เราไม่เคยอะไรแบบนี้เลยในชีวิต รูปปั้นพวกนั้นดูว่างเปล่าไร้ชิวิตแต่ก็ทำให้อึดอัดได้เพราะจำนวนและความรู้สึกที่เหมือนทุกสายตานั้นหันจ้องเรา
ไม่กี่อึดใจปรางที่นั่งก้มหน้าอยู่บนอาสนะสีแดงสดกลางห้องก็เงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าปรางก็คือปรางคนเดิมทุกประการ แต่สายตากลับแข็งกร้าวดุดันอย่างบอกไม่ถูก เแล้วปรางก็เปล่งเสียงที่ทุ้มต่ำที่แสนแหบกร้าวเหมือนกับเสียงของชายชรา
“ไอ้หนุ่มนั่นที่มาด้วย นั่งสิ” น้องปรางที่เข้าทรงแล้วหันไปมองหน้าประตูที่ไม่มีใครอยู่แล้วพูดด้วยเสียงดุๆ
“บอกให้นั่งก็นั่ง ชั้นต่ำอย่าง-ึงอย่ามาจองหองกับ-ู!” พวกเราเข้าอ่อนนั่งกันหมดแล้ว ใครล่ะยืนอยู่?
“-ึงมีอะไรก็พูดมา!” ปรางหรือ ‘พ่อ’ ในร่างปรางหันไปพูดกับความว่างเปล่าที่มุมห้องอีกครั้ง คิ้วขมวดเป็นบนหน้าผากยับเป็นชั้น แล้วปรางก็ไม่พูดอะไรได้แต่พยักหน้าเหมือนกับรับฟังใครอยู่อยู่พักหนึ่ง แล้วปรางก็โบกมือไล่สิ่งที่ไม่มีตัวตน
“-ึงไปซะ ออกไปก่อนไป” ในที่สุด ‘พ่อ’ ก็หันมามองเราด้วยสายตาเครียดๆแล้วก็ชี้นิ้วมาที่หน้าเรา
“อีหนู -ึงนี่ร้ายนัก”
“คะ?”
“มันเป็นเรื่องของกรรมเก่า -ึงไปทำเขาไว้เยอะ”
“หนูไปทำอะไรเค้าคะ”
“เฮ้อ….อนิจจา ถึง -ึงจะจำไม่ได้ แต่เค้าไม่เคยลืม อีหนู -ูช่วยอะไรไม่ได้หรอก กลับไปเสียเถิด” พูดเสร็จปรางก็ค่อยห่อตัวลงเหมือนคนหมดแรง ป้าภาคลานเข้าไปหาช้าๆ ที่อาสนะพร้อมเรียกปรางเบาๆ ปรางเหมือนตื่นขึ้นจากภวังค์แล้วค่อยๆ ลงจากอาสนะมานั่งพับเพียบข้างหน้าเรา ปรางยื่นมือมาจับมือเราพร้อมสายตาเป็นห่วง
“คุณฝน เรื่องนี้ปรางจะไม่ยุ่ง ไม่ใช่ปรางไม่อยากช่วยแต่ปรางช่วยไม่ได้จริงๆ คุณฝนเข้าใจปรางนะ กรรมมันของใครของมันจริงๆ” กล่าวเสร็จปรางก็ลุกเดินออกไปหน้าบ้าน เราก็งงๆ ตามปรางไปอย่างไร้สติ เมื่อไปถึงหน้าบ้านที่ประตูเหล็กดัด ปรางก็เริ่มพูดกับความว่างเปล่าอีกครั้ง
“รู้มั้ยว่าการจองเวรกันมันไม่ช่วยให้คุณหลุดพ้นหรอกนะ อะไรที่ปล่อยวางได้คุณก็น่าจะปล่อย คุณรู้ใช่มั้ย…สวรรค์ไปทางไหนนรกไปทางไหน” ปรางสีหน้าเครียดแล้วก็หันมาหาเรา
“ทำบุญเยอะๆนะคุณฝน เค้าคงไม่ไปง่ายๆ หรอก”
วันนั้นเราจากบ้านปรางมาพร้อมกับคำถามมากที่มีมากกว่าคำตอบ เรารู้สึกไม่ปลอดภัยกว่าเดิม แต่อีกในนึงก็ทั้งสงสารและสงสัยว่าเราไปทำอะไรให้นพนอกเหนือไปจากที่เราได้ทำมา เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำกับนพมันมากเกินกว่าที่จะให้อภัย แต่สิ่งที่ทั้งปรางและ ‘พ่อ’ พูดกับเรามันฟังเหมือนจะมากกว่านั้น ความสงสัยที่เพิ่มมากขึ้นไม่ได้ช่วยให้เราเป็นสุขขึ้นเลยซักนิด

หลังจากที่เราได้รู้เรื่องราวบางอย่าง ก็เข้าใจว่านพคงทรมานอยู่ไม่น้อย ตัวเราเองก็ใจคอไม่ดีเช่นกัน จิตใจก็แย่ลง แต่วันนี้ก็ยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปอีกเมื่อฉันต้องยอมรับว่าจริงว่าตอนนี้ฉันกำลังนั่งอยูในศาลาสวดศพของพี่ที… ผู้ชายอีกคนในชีวิตของเรา
เสียงพระสวดดังกระหึ่มแต่ก็ไม่ได้ดังไปกว่าเสียงหัวใจฉันก็เต้นรัวอยู่ในอก ฉันไม่อยากจะเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงเลย ทำไมพี่ทีถึงต้องมาจากเราไปอีกคน
ทางครอบครัวพี่ทีบอกว่าพี่ทีมีอาการซึมเศร้าและเก็บกดหลังจากที่เลิกกับเราไป เขาดื่มเหล้าและติดการพนัน ออกไปข้างนอกกับเพื่อนบ่อยขึ้น ทั้งๆ ที่จริงๆ พี่ทีไม่ได้เป็นคนแบบนั้นเลย แม่ของพี่ทีบอกว่าพี่ไม่อยากอยู่คนเดียว เขาเคยบ่นว่าเหมือนโดนคนตาม จนต้องไปพบจิตแพทย์หลายครั้ง ทานยาหลายตัว พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง กระทั่งมาประสบอุบัติเหตุรถคว่ำแล้วก็จากไป
เรารู้สึกเหมือนว่าเราเป้นต้นเหตุอีกแล้ว เราไม่อยากจะอยู่ที่นี่อีก ไม่อยากเจอหน้าพ่อแม่พี่ที เพื่อนๆ เขา แม้ว่าเรื่องระหว่างเราสองคนจะไม่ค่อยมีใครรู้ก็ตาม แต่ความรู้สึกผิดและยางอายมันทำให้ฉันอยากหนีไปไกลๆ แต่ก็ไปไหนไม่ได้เหมือนโดนโซ่ตรวนคล้องเอาไว้กับความรู้สึกกดกัน
เหมือนมือยักษ์มาบีบหัวใจ ทำไมมันถึงได้ทรมานแบบนี้
บรรยากาศในงานเป็นไปอย่างเศร้าสร้อย เขาเป็นคนมีอนาคตไกล ไม่น่ามาจบชีวิตลงแบบนี้จริงๆ
นพก็เช่นกันสินะ…
เขาเองก็ไม่น่าทำร้ายตัวเองเลย…
ความรู้สึกผิดมันกัดกินหัวใจ จนทำให้เรากลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว สุดท้ายเราก็ปล่อยโฮออกมากลางงาน โดยไม่มีใครปลอบโยนแม้แต่คนเดียว
เรากลับบ้านมาพร้อมกับร่างไร้วิญญาณของตัวเอง กินไม่ได้ นอนไม่หลับมาหลายคืนแล้ว จิตใจยังคงหวาดหวั่นกับเรื่องราวที่แสนสยองที่เกิดขึ้นกับตัวเองและคนรอบข้าง
และเมื่อจุดที่ต่ำสุด เราก็หันหน้าเข้าหาธรรมะ ซึ่งทำให้ทุกอย่างดีขึ้น

เราเริ่มจากการนั่งสมาธิในห้องพระที่บ้าน ออกไปบำเพ็ญประโยชน์ ช่วยเหลือคนอื่น แล้วก็ไม่ลืมที่กรวดน้ำอุทิศผู้ล่วงทั้งสอง ฉันใส่บาตรทุกวัน สถานการณ์รอบๆ บ้านก็ดีขึ้น หลวงพี่รูปเดิมกลับมารับบาตร หมาไม่หอนในเวลากลางคืน คงจะเป็นเพราะด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ตั้งใจอุทิศให้
เราไปบริจาคเลือดและทำทุกอย่างที่นึกได้ ถวายผ้าไตร ทอดกระถิน พระป่า สร้างพระ ไถ่ชีวิตโคกระบือ ซื้อโลงศพ ปล่อยกบ ปล่อยหอย พิมพ์หนังสือธรรมะ สร้างหลังคาโบสถ์ ปิดทองลูกนิมิตร ชักช่อผ้า ลงเสาเอกโบถส์ โอยพูดไม่หมดค่ะ เอาเป็นว่าเราพยายามทำทุกอย่างที่เป็นบุญและยกให้เค้าให้หมด
อยู่มาวันนึงแม่เข้ามาพูดกับฉัน
“ฝนไปพักผ่อนที่ต่างประเทศมั้ยลูก” แม่แตะบ่าฉันและยิ้มอย่างอ่อนโยน

“อยากกลับซานฟรานหรือจะไปเมืองอื่นดี แม่เห็นฝนเหนื่อยมากเลย ฝนควรจะพักบ้างนะ ไปเปลี่ยนบรรยากาศ เปลี่ยนที่เปลี่ยนทาง ไปเปลี่ยนดวงแก้เคล็ด เค้าบอกให้ข้ามน้ำข้ามทะเล เบญจเพสร้ายจะกลายเป็นดี ฝนก็ใกล้จะ 25 แล้วนะ อีกสองเดือนเอง”
“จะดีหรอคะ ตอนนี้ฝนก็ดีขึ้นเยอะแล้ว”
“ไม่เป็นไรหรอกลูก แม่คุยกับพ่อแล้วล่ะ ฝนจะไปเรียนภาษาเพิ่มด้วย เผื่อถ้าชอบก็อยู่ไปเลย ลูกคนเดียวทำไมพ่อกับแม่จะส่งไม่ไหว เอาตามความสบายใจเถอะ” เราซึ่งใจในความรักของแม่จริงๆ
“ฝนจะลองหาข้อมูลดูค่ะ แล้วยังไงตัดสินใจได้จะบอกแม่อีกที ฝนว่าอาจจะลองไปช่วยสอนภาษาเด็กๆ ที่วัดไทยด้วย เห็นว่ามีเพื่อนๆ ไปทำเหมือนกัน แม่ว่าดีมั้ย”
“ฝนนี่เป็นเด็กดีจริงๆ แม่ภูมิใจในตัวลูกนะ” แม่เอ่ยสั้นๆ พร้อมกับยิ้มอ่อน
ส่วนเราก็เริ่มหาข้อมูลที่จะสมัครเรียน
จริงๆ ไปก็ดีเหมือนกันเผื่ออะไรๆ จะเปลี่ยนแปลง…

เดือนนึงผ่านเราก็ได้รับวีซ่านักเรียนและคอนเฟิมที่อยู่ที่ทางวัดช่วยหา มันเป็นบ้านเช่าเล็กๆ ใจกลางไทยทาวน์ที่แอลเอ เจ้าของบ้านเป็นลูกศิษย์วัด แกแต่งงานกับฝรั่งที่นี่มีลูกเล็กๆ สองคนจะให้ฉันเช่าอยู่ใต้ในห้องดิน แล็วก็คอยดูแลลูกเค้าเวลาไ่ม่อยู่ด้วย
เราโอเค และทุกๆ อย่างก็ลื่นไหลราวกลับจงใจ ไม่ทันได้ตั้งใจ ตอนนี้ฉันก็มาอยู่ที่แอลเอสองอาทิตย์ ชีวิตเปลี่ยนจากร้ายไปเป็นดี เด็กๆ และน้าแอนนาน่ารักมาก เรามาเรียนภาษาเพื่อธุรกิจแต่ขณะเดียวกันก็ไปช่วยสอนหนังสือที่วัดด้วย ชีวิตมีความสุขดี บ้านที่อยู่ก็น่าอยู่ ห้องเล็กๆ ของเรา อบอุ่น ปลอดภัย เงียบสงบมาก จะมีแต่เจ้าตัวยุ่งของบ้านที่วิ่งให้ได้ยินอยู่เวลากลางคืน หรือบางทีก็ลงมาเล่นกับฉัน หายเหงาไปได้เยอะเลยล่ะ
คืนนี้ฉันกลับบ้านมาค่อนข้างค่ำหลังจากที่ไปสอนภาษาที่วัดเล็ก อากาศเริ่มหนาวเพราะกำลังจะเข้าฤดูใบไม้ร่วง ก็กลับมาแช่น้ำอุ่นๆ ฟังเพลงแล้วหลับตาลงอย่างผ่อนคลาย วันนี้น้าแอนนากับครอบครัวไม่อยู่ พวกเขาไปเยี่ยมญาติของบิลที่บอสตัน เราก็เลยได้โอกาสทำตัวสบายๆ เปิดเพลงฟัง
แต่ก็มีความรู้เหมือนว่าพื้นห้องมันสั่นๆ โคมไฟเพดานในห้องน้ำที่ทิ้งตัวระย้าลงมาก็ขยับเอง
คงจะเป็นลมละมั้ง แต่เราก็ลืมไปว่า…นี่มันห้องใต้ดิน
ไม่มีหรอกฝน แกคิดไปเอง อาจจะเป็นรถดับเพลิงที่วิ่งอยู่วัน แล้วทำไมถึงไม่มีเสียงไซเรนล่ะ
เรารู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่มากขึนเรื่อยๆ จนเอาหูฟังออก
พอเงี่ยหูฟังดีๆ…
มันคือเสียงฝีเท้าคน..
ต่อกแตก ต่อกแตก ต่อกแตก
และค่อยๆ หนักขึ้นเรื่อยๆ เหมือนเป็นเสียงกระทืบเท้า
เราตั้งสติฟังอยู่ซักพัก
หรืออาจจะเป็นขโมย? เรารีบมองไปข้างๆ ตัวเพื่อหามือถือ แต่มันประหลาดตรงที่มือถือที่เพิ่งชาร์ตมาเต็มๆ นั้นแบตหมดเกลี้ยงจะโทรหาใครก็ไม่ได้
เราลุกขึ้นต่างๆ เอาผ้าเช็ดตัวมานุ่งแต่ไม่กล้าออกไปข้างนอกเพราะกลัวจะโดนดีเข้าให้ จึงแอบอยู่ในนี้เงียบๆ และฟังเสียงฝีเท้า
ตึ้ง! ตึง! ตึ้ง ครืด… ครืด… ครืด…
ไม่ใช่แค่เสียงกระทืบเท้าแล้ว เหมือนเจ้าของฝีเท้านั่นลากอะไรมาด้วย แล้วก็วนอยู่ตรงนั้นทั้งคืน เราก็ได้แต่กอดเข่าอยุ่ตรงมุมห้องน้ำอย่างวิตกจริต ทั้งหนาวทั้งกลัวอยู่อย่างนั้น จนกระทั้งเช้า…

 

หลังจากคืนนั้นที่เราได้ยินเสียงเดินลากของ ทุกอย่างก็ดูจะเป็นปกติดีอยู่ระยะหนึ่ง เราเองก็ยุ่งๆกับการเตรียมงานปีใหม่ที่วัดช่วงปลายปีเลยลืมเล่าเรื่องนั้นให้น้าแอนนาฟังไปสนิท ชีวิตเราก็ดำเนินไปเรื่อยๆอย่างมีความสุขตามท้องเรื่อง พอปิดเทอมที่เรียนภาษาเช้าๆ เราก็ไปวัดแล้วก็อยู่ช่วยสอนหนังสือหรือไม่ก็งานทั่วไปจนบ่าย เย็นๆ ก็กลับบ้านมาเล่นกับลูกชายแฝดของน้าแอนนา เด็กๆ มีชื่อว่ามิคกี้กับไมเคิล

วันหนึ่งในช่วงต้นกลางเดือนธันวาคม น้าแอนนาและบิลฝากให้เราดูแลเจ้าฝาแฝดให้หนึ่งคืน เพราะทั้งสองจะออกไปฉลองครบรอบแต่งงานกัน เราก็ยินดีที่จะดูให้เพราะเด็กๆ ก็คุ้นเคยและสนิทสนมกับเราเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แล้วค่ำของวันนั้นน้าแอนนากับบิลก็ออกไปดินเนอร์
โดยฝากให้เราจัดการกับเจ้าแฝดตั้งแต่เรื่องอาหารเย็น จับอาบน้ำ และพาเข้านอน การที่ต้องจัดการเจ้าสองคนนี้มันจับปูใส่กระด้งชัดๆ!! เด็กผู้ชายอายุสี่ขวบสองคนวิ่งวุ่นกันทั่วบ้าน ลมจะใส่! แต่หลังจากจับทั้งมิคกี้และไมเคิลอาบน้ำแปรงฟันได้แล้ว เจ้าเด็กแฝดก็ออดอ้อนเชิงต่อรองขอเล่นของเล่นก่อนนอนอีกที เราก็ต้านทานพลังลูกอ้อนมิคกี้และไมเคิลไม่ไหวก็เลยต้องยอม
เด็กแฝดดีใจกันใหญ่แล้วก็พากันไปลากกองของเล่นมาแผ่กระจายกันกลางห้องนั่งเล่น กองนั้นที่เราเพิ่งจะเกิดไปหมาดๆ เลยนะเด็กๆ ว่าแล้วเด็กแฝดตัวแสบก็เทคอลเลคชั่นรถของเล่นสีสันฉูดฉาดออกมากระจายอีกกอง แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือ…ทำไมมิคกี้ผู้พี่ถึงได้บรรจงเลือกรถคันหนึ่งมาจากก้นกองรถของเล่น แล้วเอาไปวางไว้ที่ข้างช่องประตูเข้าห้องนั้งเล่นด้วยหละ?
“มิคกี้ครับ ทำไมหนูเอารถไปไว้ตรงนั้นหละครับ” เราถามเด็กน้อยตาสีน้ำตาลอ่อนๆ เป็นภาษาอังกฤษ
“ฝน ฝนไม่เห็นผู้ชายคนนั้นหรอ เค้าบอกว่าเค้ามาหาฝนนะ” มิคกี้ตอบเรามาด้วยแววตาไร้เดียงสา
“ใช่ๆ ฝนมาเล่นด้วยกันซิ คนนั้นเค้าก็อยากเล่นเหมือนกันนะ”
ไมเคิลผู้น้องขมวดคิ้วทำหน้าตาจริงจังอย่างน่าเอ็นดูพร้อมกับยื่นรถของเล่นมาให้เราหนึ่งคัน เรารับมาด้วยสีหน้าเจื่อนๆ อยู่บ้านกันแค่สามคน…คนที่สี่มาจากไหนกัน แต่เราก็ไม่ได้พูดอะไรก็ได้แต่เล่นตามเด็กแฝดทั้งสองเพราะไม่อยากให้เด็กกลัว ใจหนึ่งเราก็คิดว่าเคยอ่านมาว่าเด็กๆ มักจะมีเพื่อนในจิตนาการไปเรื่อยโดยเฉพาะในช่วงวัยนี้ แต่อีกใจนึงก็นึกย้อนไปถึงเรื่องเสียงเดินที่ไม่ได้นึกถึงมาหลายอาทิตย์

เด็กน้อยสาละวนแข่งรถกันอยู่ไม่นานก็เริ่มงองแงด้วยความง่วง ได้เวลาที่เราจะต้อนเจ้าตัวแสบทั้งสองไปนอนได้แล้ว เราก็จัดแจงพาเด็กทั้งสองขึ้นไปห้องนอนที่อยู่ชั้นสองของบ้าน ทั้งมิคกี้และไมเคิลยอมขึ้นเตียงโดยดีเพราะง่วงมากแล้ว ก่อนนอนทั้งสองก็ขอกอดเราคนละทีและให้เราอวดพรให้ทั้งคู้ฝันดีตามที่พ่อแม่ทำให้เป็นประจำ
“ฝันดีนะมิคกี้ ไมเคิล” เราลูบหัวเจ้าฝาแฝดคนละทีอย่างเบาๆ
“ฝันดีนะฝน” มิคกี้ผู้พี่พูดตอบด้วยสายตาบ่องแบ๊ว
“ฝน ฝันดีนะ” ไมเคิลผู้น้องก็พูดตอบเช่นกัน เราก็ลุกจากบริเวณที่นอนของเด็กแฝดไปที่สวิทช์ไฟ แต่ก่อนที่เราจะได้ปิดไฟห้องนอน ไมเคิลก็โพล่งออกมาว่า
“ฝนพาใครมากันแน่อ่ะ” เราชงักทันที
“ไมเคิล หนูหมายถึงใครหรอ”
“ก็คนที่มาเล่นรถกับเราอ่ะ เค้าบอกว่าเค้ามากับฝน” ประโยคท้ายที่เราได้ยินจากไมเคิล สร้างความรู้สึกหนักอึ้งในหัวให้แก่เรา หัวใจเริ่มเต็นแรง แก้มร้อนผ่าว อากาศในห้องรู้สึกหนาแน่นขึ้นมาอย่างประหลาด
“ใช่ เค้ามากับฝน แต่เค้าบอกว่าเค้าโกรธฝนอยู่ เลยไม่พูดกัน”
“แล้วเค้าหน้าตาเป็นยังไงหรอจ๊ะ” เราถามเด็กทั้งสองอย่างใจดีสู้เสือ แต่ก็รู้สึกได้ว่าตัวเองถอดสีหน้าไปแล้วแบบไม่ได้ตั้งใจ
“ตัวดำๆ”
“ช่ายๆ ตัวดำๆ แต่ทำไมต้องใส่ปลอกคอมาด้วยไม่รู้” ใจเราตกไปอยู่ตาตุ่ม..สิ่งที่เราไม่ได้และไม่อยากคิดถึงมานานกลับเข้ามาอัดแน่นอยู่สมองทันที
“หรอจ๊ะ…นอนเถอะนะเด็กๆ” เราเอามือทาบสวิทช์ไฟเตรียมตัวจะกดปิด
“ฝนพาเค้าไปนอนด้วยนะ เรากลัว” มิคกี้ผู้ร่าเริงผู้ขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่หวาดหวั่น เราหันหน้าไปมองเด็กแฝดผู้พี่ที่หน้าตาจะดูมีอารมณ์ดีตลอดเวลา แต่ตอนนี้เราเห็นความกลัวบนใบหน้าน้อยๆนั้นอย่างชัดเจน แต่ไมเคิลกลับทำหน้าตาเฉยเมยไม่ได้กลัวแต่อย่างใด ได้แต่มองไปที่ประตูห้องนอนเหมือนว่ามีใครยืนอยู่ตรงนั้น
“ฝันดีนะ…ฝน” ไมเคิลกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นิ่งทุ้มเกินวัย เราตกใจมาก! สีหน้าเฉยชาของเด็กอายุสี่ขวบคนนี้แลดูเยือกเย็นเกินเด็ก เรารีบปิดไฟแล้วออกมาจากห้องทันที

คำถามหลายคำถามแล่นเข้ามาในหัวเรา นี่มันอะไรกันแน่…เด็กๆเห็นจริงอย่างที่พูดรึป่าว หรือเค้าจะจินตนการไปกันเอง หรือเค้าจะหลอกเราเห็น ไม่น่าน่ะ…เด็กอายุแค่นี้ ไร้เดียงสาเกินกว่าจะโกหกใครได้ คิดไปเราก็เดินไปล็อคบ้านไฟในห้องต่างๆ หัวที่หนักอึ้งทำให้รู้สึกเหมือนคนกำลังขาดน้ำ สายตาพร่ามัวไประดับหนึ่ง เราเข้าไปล้างจานในครัวกับความเงียบสงัดยามสี่ทุ่มของคืนวันธรรมดา ความรู้สึกเสียวสันหลังมีอยู่ตลอดเวลาที่เรายืนล้างจาน ด้วยความที่ซิ้งค์ล้างจานอยู่ตรงกับหน้าต่างที่มองไปในความมืดของสนามหลังบ้าน เราก็ได้แต่ก้มมองจานที่ล้างอยู่กับมือเพราะไม่กล้าเงยหน้ามามองอะไรทั้งนั้น

เราพยายามข่มใจและรีบยัดจานเข้าเครื่องล้างให้เสร็จๆ พอเครื่องล้างจานเริ่มทำงานเราก็เผ่นไปที่ห้องตัวเองแล้วก็ล็อคทุกกลอนประตูทุกอันที่มีอยู่ เอายังไงดีล่ะ…เราถามตัวเอง สิ่งที่รู้สึกอยู่ตอนนี้มันทำให้เราเหมือนจะไม่สบาย เราเลยเข้าไปอาบน้ำร้อนๆ เพื่อช่วยผ่อนคลายบ้าง ซึ่งการที่เราเข้าไปอาบน้ำร้อนเป็นการตัดสินใจที่ดี เราผ่อนคลายและสบายตัวสบายใจขึ้นมามาก คืนนั้นเราหลับไปอย่างรวดเร็ว หัวถึงหมอนก็หลับไปทันทีด้วยความเหนื่อยกายจากการจับปูใส่กระด้งและความเหนื่อยใจกับเรื่องน่ากลัวๆ เรารู้ว่าคืนนั้นเราหลับสนิทมาก ไม่ได้ฝันเห็นอะไรทั้งสิ้น เป็นการหลับที่ลึกนานและสบายสุดๆ เรามารู้สึกตัวเพราะแสงแดดอ่อนๆที่ลอดผ่านหน้าต่างบานใกล้หัวนอนสาดมาที่ข้างๆ หน้า ในความนึกคิดตอนนั้นสมองมันว่างเปล่า
มันคือระดับสติตอนของคนที่เพิ่งจะตื่นนอนใหม่ๆ แม้ในหัวจะยังว่างเปล่าเพรายังไม่ได้ตื่นอย่างเต็มที่ แต่ประสาทสัมผัสอย่างอื่นก็เริ่มที่จะที่จะรับรู้ได้ถึงสิ่งรอบกาย ตาเราปิดอยู่แต่หูเราก็ได้ยินเสียงฝ่าเท้าเล็กๆ ที่คุ้นหูมาจากชั้นบน
เด็กๆคงตื่นกันแล้ว ร่างกายของเรายังรู้สึกหนักๆ จากความง่วงอยู่ แต่ก็อบอุ่นสบายอยู่ใต้ผ้าห่มและพ้นจากความหนาวเหน็บจากภายนอก ชั่งเป็นการนอนหลับที่สบายจริงๆ…เราคิดกับตัวเอง

กล้ามเนื้อส่งสัญญาณแห่งความเมื่อยล้าเพราะเราตงนอนตะแคงข้างเดียวมาหลายชั่วโมง เมื่อรู้อยู่อย่างนั้นเองเราก็เลยผลิกตัวจากที่ตะแคงด้านซ้ายไปทางด้านขวา แต่พอเราวาดแขนไปวางทางด้านขวา…เราก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่ไม่นิ่มเท่าเตียงหรือหมอน มันทำให้เราตื่นตัวขึ้นมาอีกนิดหน่อย แต่ก็เหมือนถูกกดให้ไม่ตื่นตกใจในทีเดยว สิ่งๆ นั้นมีสัมผัสที่อุ่นราวกับมีกระแสเลือดวิ่งหล่อเลี้ยงอยู่

เมื่อเราลองลูบไปบนสิ่งนั้นก็รู้สึกถึงไรขนบางๆที่ขึ้นอยู่ตาม…ตัวของสิ่งนั้น สติเริ่มกลับเข้ามาหาเรามากขึ้นเรื่อยๆ พอรู้ตัวว่าจับไปเจอสิ่งที่ไม่ควรเข้าแล้วเราก็สะดุ้งตื่นและกระโดดมายื่นที่ข้างเตียงโดยเร็ว! สายตาที่ถูกบังคับให้เข้ากับแสงในห้องยังคงมัวๆ อยู่บ้าง แต่หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอก เตียงฝั่งขวาข้างๆ ที่ๆ เรานอนดูเหมือจะมีอะไรซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม! เรางงและกลัว
เลือดสูบชีดไปทั่วจนรู้สึกร้อน
เราค่อยๆ ยื่นมือที่สั่นเทาไปจับผ้าห่มและสะดับขึ้นอย่างรวดเร็วให้พ้นไปจากเตียง
คุณพระ!!! ไม่มีอะไรอยู่ใต้ผ้าห่มเลยนี่!
แต่เตียง…เตียงบุ๋มลงไปเป็นรูปตัวคน!!!
เราปล่อยเสียงกริ๊ดแหลมสั้นออกมาโดยไม่รู้ตัวแต่ตาก็ยังจับจ้องอยู่รอยบุ๋มไร้ร่างกายบนเตียงนั้น แต่พอเราถอยหลังไปจากเตียง รอยบุ๋มนั้นก็ค่อยหายไปช้าๆ ราวกับร่างไร้รูปนั้นค่อยๆลอยหายไปขึ้นจากเตียง

วันนั้นเราไม่ออกไปไหนทั้งวันแต่เราก็ไม่ได้อยู่ในห้องตัวเอง เราพยายามคลุกอยู่กับเด็กๆ และทำงานบ้านให้ยุ่งอยู่ตลอดวันเวลา ช่วงใกล้ๆ ปีใหม่น้าแอนนากับบิลก็เชิญเพื่อนสนิทมากินปีใหม่ล่วงหน้ากัน เราก็ช่วยน้าแอนนาทำอาหารเย็นที่มีไก่อบทั้งตัวแบบฝรั่งด้วย ไก่ตัวใหญ่ชุ่นเนยและเครื่องเทศระอุหอมน่ากินอยู่ในเตา ระหว่างที่เพื่อนๆ ของน้าแอนนาและบิลกำลังพูดคุยกันอย่าออกรส เราก็ยืนรอไก่อบอยู่ในครัว วันนี้ดีหน่อยที่มีคนเยอะเราเลยไม่ได้หวาดระแวงอะไรมาก ยืนอยู่ได้ซักพักเตาอบอันโตก็ส่งเสียงเตือนว่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว น้าแอนนาก็โผล่หน้าเข้ามาในครัว
“เสร็จแล้วใช่มั้ย ฝน”
“เรียบร้อยแล้วค่ะ โต๊ะพร้อมมั้ยคะ”
“เรียบร้อย ให้น้าช่วยยกมั้ย ไหวรึป่าว”
“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่หนักเลย” น้าแอนนาพยักหน้าแล้วก็กลับไปเชิญทุกคนไปที่ห้องกินข้าวที่อยู่ติดกันกับครัว เราก็เปิดเตาอบจนสุดแล้วก็ปล่อยให้ไอร้อนออกมาเล็กน้อย เจ้าไก่อบตัวใหญ่บึ้มนอนกลิ่นฝุ้งอยู่บนถาด เราก็ใส่ถุงมือกันความร้อนทั้งสองมือแล้วก็ลากถาดไก่ออกมาจากตบ ไก่อบตัวใหญ่ก็หนักอยู่เหมือนกัน เรายกถาดออกมาแล้วก็บ่ายหน้าไปทางห้องครัว
แต่ตอนที่เรากำลังเดินเข้ามาในห้องกินข้าว…เรารู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมา แต่มันไม่ใช่สายตาของแขกหรือเจ้าบ้านที่ตั้งหน้าตั้งตารอไก่อบกันอยู่รอบโต๊ะ สายตาที่เรารู้สึกได้มาจากทางปลายคางของเราเอง สายตาที่ดุดันและร้อนด้วยความโกรธพอๆกันกับเตาอบไก่
หูของเราแว่วได้ยินเสียงเรียกชื่อมาจากไกลๆ
และเมื่อเรามองลงไปที่มือที่ถือถาดไก่อบ…เวลาและบรรยากาศเหมือนจะหยุดนิ่งไป ณ ตอนนั้น
บนถาดที่ควรจะมีไก่อบกลับกลายเป็นหัวของมนุษย์ที่นอนหันหน้าออกไปข้างหน้าเรา!
เรารู้ตัวว่าจะยังอ้าปากจะร้อง
แต่ไม่ทันเสียงจะหลุดออกมาจากลำคอ…
หัวนั้นก็หันมามองหน้าเราด้วยสายตาโกรธแค้น!!!
เราไม่แน่ใจว่าเป็นเสียงกริ๊ดหรือถาดไก่กันแน่ที่ตกลงถึงพื้นห้องกินข้าวก่อนกัน เรารู้แค่ว่าเรายืนตัวแข็งอยู่ตรงนั้นพร้อมความกลัวจับใจ แล้วก็จำอะไรต่อไม่ได้เลยจนกระทั้งตื่นมาบนเตียงตัวเองเช้าวันรุ่งขึ้น

ความหวาดระแวงเริ่มเข้ามาแทนที่ความสุขที่ค่อยๆ หดเหลือน้อยลงเรื่อยๆ ตอนนี้เรารู้สึกไม่ปลอดภัย แม้จะอยู่ในสถานที่ๆ คิดว่าโอเคแล้ว แต่เค้าก็ยังตามมาเรื่อยๆ… ตามมาทุกๆ ที่ จนทำให้เราสติแตก ไม่เป็นอันทำอะไรเลย นอกจากอยากจะนั่งกอดเข่าร้องไห้เงียบๆ อยู่คนเดียว
คิดถึงครอบครัวเหลือเกิน เราอยากกลับบ้านแล้ว
ทำไม ทำไม ต้องตามมา
ทำไม ต้องเป็นเรา!
ก็ทำทุกอย่างให้แล้วไม่ใช่หรอ ทำไมนพถึงไม่เข้าใจ ทำไมถึงไม่ให้อภัยเราเสียที
ต้องทำยังไงนพถึงจะหยุดทำแบบนี้
เรานั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ที่มุมห้อง
“ฝน! ฝน! อยู่บ้านรึป่าว”
เสียงของหน้าแอนนาร้องเรียกเรา แต่เราไม่อยากจะตะโกนขานรับเลย
“ฝนๆ ฝนๆๆ” น้ายังคงเรียกเราต่อ
จะมาเรียกอะไรกันตอนนี้ เราคิด… ไม่อยากจะก้าวขาออกไปไหนเลย
“ฝน!!!”
“ฝนนนน อยู่รึเปล่าน่ะ”
“ฝน!!!”
“ค่ะ!” เราเงยหน้าขึ้นจากเข่าทันทีที่เริ่มทนไม่ไหว แล้วขานออกไปด้วยความรำคาญ
แต่เมื่อเราเงยหน้าขึ้นมา คำพูดก็ถูกดูดกลืนจากลำคอไปหมด อยากจะเบือนหน้าไปทางอื่นเพราะภาพที่อยู่ต่อหน้าไม่เกินคืบมันน่าสยดสยองเหลือเกิน

น้ำตาที่ไหลออกมาก็ไหลออกมาเรื่อยๆ เม็ดเหงื่อผุดขึ้นออกมาจากใบหน้า ขนลุกเกรียว เราอยากจะวิ่งหนีออกไปแต่เหมือนมีอะไรมาถ่วงขาเอาไว้ แม้แต่จะลุกขึ้นก็ไม่ไหวเลย
วินาทีนั้นเป็นวินาทีที่ยาวนาน…
เบื้องหน้าของฉันคือใบหน้าของใครบางคนที่ไม่เหลือเค้าโครงความเป็นคนเท่าไหร่… ดวงตาหลุดออกจากเบ้ากำลังจ้องเขม็ง ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงเต็มไปด้วยคราบเหนียวๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยคล้ำรอยช้ำเลือดช้ำหนอง… กำลังแลบลิ้นแสยะยิ้มให้เราอย่างสยดสอง… แต่ที่สำคัญใบหน้านั้นห้อยลงมาจากไหนก็ไม่รู้
แต่ฉันรู้อย่างเดียวว่า… คนๆ นั้นคือ… นพ!!!

เมื่อเราได้สติขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าเราอยู่ในสถานที่ๆ ไม่คุ้นตา เมื่อสายตาปรับความกระจ่างชัดได้มากขึ้น เราก็มองไปรอบๆ…
เราเอื้อมมือไปกุมที่หัวพยายามทบทวนความจริงที่เกิดขึ้น…
เรายืนขึ้นออกไปสำรวจสถานที่แปลกตาที่นั่น… ก้าวขาเดินออกไปข้างนอก
พอรวบรวมสติก็คิดได้

 

Loading...
Loading...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: Content is protected !!