กระทู้ผีพันทิป : “ของฝากจากสุพรรณ” วิทยากรต้องเดินทางเสมอ…แต่ไม่นึกว่าจะได้ผีติดกลับมา

 

 

จากเรื่อง : เรื่องเล่า ไม่ควรเล่า : ของฝากจากสุพรรณฯ
เรื่องเล่าจาก : เรื่องเล่าสยองขวัญ พันทิป
เล่าโดย : สมาชิก วิทยากร ร่อนเร่

 

 

รถทัวร์สาย 88 กรุงเทพฯ – สุพรรณ กำลังวิ่งอยู่บนถนนมาลัยแมน มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองสุพรรณบุรี ซึ่งเหลืออีกไม่ถึง 50 กิโล เสียงเขย่าเหรียญในกระบอกเก็บตั๋วดังขึ้นพร้อมกับเสียงของคนที่ถือมัน ตะโกนบอกจุดจอดที่กำลังจะถึง
“อู่ทองจ่ะ อู่ทอง มีลงเตรียมตัวนะจ๊ะ”

 

แม้ระยะทางจากนครปฐมมาสุพรรณจะไม่ไกลมากนัก แต่เนื่องจากวันเดินทางเป็นช่วงวันหยุดยาวของเทศกาลวันแม่จึงมีผู้โดยสารแน่นเต็มคันรถ โดยเฉพาะนักศึกษา ม.ศิลปากร วิทยาเขตสนามจันทร์ ที่ขึ้นมากันเป็นกลุ่มใหญ่ โชคดีที่ช่วงผมขึ้นตอนแรกคนยังไม่เต็ม จึงยังมีที่ว่างอยู่บ้าง เบาะท้ายสุดริมหน้าต่างถูกผมตีตั๋วพร้อมกระเป๋าสัมภาระอีกหนึ่งใบ ชีวิตของอาชีพวิทยากรต้องเดินทางตลอดไปทั่วประเทศ เมื่อวานกับเมื่อเช้านี้ผมทำงานอยู่ที่นครปฐม หลังจากเสร็จงานแล้วก็เดินทางมาที่สุพรรณเพราะมีงานบรรยายต่อ เนื่องจากงานเมื่อเช้าต้องลงเดินตลาดกับลูกค้าด้วย ตั้งแต่เก้าโมงเช้ายันเที่ยง เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน ความเพลียบวกกับบรรยากาศที่แออัดบนรถ ทำให้ผมงีบหลับเป็นระยะ ถึงแม้ระยะทางจะไม่ไกลกันมากแต่ก็ใช้เวลาถึงสองชั่วโมงกว่าในการเดินทาง

 

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้มา จ.สุพรรณฯ อย่างจริงจัง ที่ผ่านมาก็แค่มาผ่านๆ แวะกินข้าวหรือเป็นเพียงทางผ่านเท่านั้น ไม่เคยมาพักค้างคืนสักที และที่สำคัญครั้งนี้ผมมาคนเดียว….!!!

 

ถึง บขส.ก็สี่โมงเย็นเข้าไปแล้ว ผมรีบเรียกรถสามล้อรับจ้างที่หน้า บขส.เพื่อเข้าโรงแรมทันที เพราะฝนบนท้องฟ้าทำท่าจะตกลงมาเมื่อไรก็ไม่รู้ โรงแรมที่ผมเข้าพักเป็นโรงแรมใหญ่เก่าแก่ของเมืองสุพรรณ แต่ก็ไม่มีแขกพลุกผล่านเท่าที่ควร ดูเงียบสงบดีด้วยซ้ำไป
หลังจากเช็คอินแล้วพนักงานต้อนรับของโรงแรมยื่นกุญแจห้องพร้อมคูปองอาหารเช้า
“ชั้น 6 ค่ะ ลิฟท์อยู่ด้านซ้ายมือนะคะ” เธอบอกทางด้วยน้ำเสียงและใบหน้าที่ยิ้มแย้มพร้อมผายมือ บ่งบอกว่าผ่านการอบรมเรื่องการบริการมาเป็นอย่างดี
ผมได้ห้องพักที่ อาคาร 2
ชั้น 6
ห้อง 18
เมื่อลิฟท์เปิดออกที่ชั้น 6 ผมก้าวออกมาจากลิฟท์ ด้านซ้ายมือถัดไปประมาณ 2 เมตร เป็นบานกระจกใสโปร่ง สูงตั้งแต่พื้นยันเพดาน คนออกแบบคงต้องการให้แสงผ่านเข้ามาในตัวตึกนั่นเอง ตรงพื้นมีกระถางต้นไม้ในร่ม 2 กระถางวางอยู่คนละมุม ด้านหน้าลิฟท์เป็นผนังทึบของห้องพัก ติดภาพวาดสีน้ำมันสูงระดับสายตา ด้านขวามือเป็นทางแยกไปด้านซ้ายและขวา ซึ่งมีห้องพักอยู่ทั้งสองด้านรวมแล้วไม่น่าจะต่ำกว่า 30 ห้อง ไม่ทันที่ผมจะมองหาป้ายบอกทางว่าห้องพักผมอยู่ด้านไหน ผมก็มองเห็นตัวเลข 2618 ติดอยู่หน้าประตูห้องพักตรงทางแยกพอดี ใช่แล้วห้องที่ผมพักอยู่ตรงกับบานกระจกสูงข้างลิฟท์ และตรงตำแหน่งทางสามแยกพอดี…!!!

 

ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปในห้องก็มีลมพัดสวนมาวูบใหญ่ จนทำให้ผมต้องผงะ…
และมองเห็นเหมือนมีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ในห้องนั้น ผมรีบเสียบการ์ดที่ติดกับลูกกุญแจเข้าที่ช่องเสียบด้านขวามือทันที ไฟในห้องสว่างขึ้น ขับไล่ความมืดสลัวหายไปสิ้น…

ที่แท้เป็นผ้าม่านที่หน้าต่างนั่งเองที่ถูกลมพัดกระพืออยู่เป็นจังหวะ แม่บ้านที่เข้ามาทำความสะอาดคงจะลืมเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ ท้องฟ้ายามเย็นที่ถูกเมฆฝนปกคลุมไว้จนดำครื้มนั้น มันทำให้บรรยากาศดูเย็นค่ำมากกว่าที่ควรจะเป็น

 

“ปั้ง..!!!!”
ผมสะดุ้งสุดตัว
ประตูห้องถูกปิดด้วยแรงลมที่พัดมาจากช่องหน้าต่างเสียงดังลั่น เหมือต้องการจะกักขังอาคันตุกะจากต่างถิ่นไว้ตลอดกาล ผมรีบเดินไปปิดหน้าต่างทันที ทุกอย่างกลับสู่ความเงียบ เงียบจนผมได้ยินเสียงเต้นถี่ๆของหัวใจตัวเอง

 

ภายในห้องพักก็เหมือนโรงแรมใหญ่ที่เปิดมานานทั่วๆไป (คนเคยพักน่าจะนึกภาพออก) พื้นห้องปูด้วยพรมที่แถมมากับกลิ่นอับ และกลิ่นอับจะหายไปภายในครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง เพราะจมูกของเราชินกับกลิ่นแล้วนั่นเอง ติดกับประตูห้องด้านขวามือเป็นห้องน้ำ เปิดเข้าไปเจอโถชักโครก ด้านขวาเป็นอ่างล้างหน้า ด้านซ้ายเป็นอ่างอาบน้ำ ซึ่งถ้าไม่มีน่าจะทำให้เราอาบน้ำได้สะดวกขึ้น หน้าห้องน้ำเป็นตู้เสื้อผ้า ถัดไปเป็นตู้เย็นและทีวี มีโต๊ะเล็กๆ และเก้าอี้สองตัวที่ข้างหน้าต่าง ตรงกลางห้องเป็นเตียงนอน

 

ผมล้มตัวลงนอนบนที่นอนที่น่าจะยุบถึงจุดสุดท้ายของมันแล้ว เปิดทีวีดูข่าวช่วงเย็นพร้อมกับเช็คข้อมูลข่าวสารต่างๆผ่านมือถือ ตั้งใจว่าอีกสักพักจะลงไปหาอะไรกินมื้อเย็นแถวหน้าโรงแรมสักหน่อย ซึ่งตอนที่สามล้อพาผมมาส่ง ผมเล็งร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำที่แม้ค้ากำลังกุลีกุจอตั้งร้านกางร่มเพื่อรอรับลูกค้าในคืนฝนพรำไว้แล้ว

 

เวลาตอนนี้น่าจะห้าโมงเย็นกว่าๆ แต่แสงสว่างจากภายนอกไม่เหลือให้เห็นแล้ว มันถูกแทนที่ด้วยสายฝนที่โปรยปรายไม่แรงนัก ด้วยขนาดห้องพักไม่น่าจะเกิน 20 ตารางเมตร ถ้ามีอะไรเคลื่อนไหวในห้องผมน่าจะรู้ได้ในทันที ขณะที่ผมวางโทรศัพท์มือถือเพื่อเอื้อมมือจะไปหยิบรีโมททีวีที่วางอยู่หัวเตียงเพื่อปิดมัน และเตรียมตัวจะลงไปกินก๋วยเตี๋ยวหน้าโรงแรม หางตาของผมสังเกตเห็นเหมือนมีอะไรดำๆ ค่อยๆขยับอยู่ที่หน้าห้องน้ำ
ผมหยุดและหันไปมองในทันทีขณะที่ยังครึ่งนั่งครึ่งนอนอยู่บนเตียง
ภาพที่ผมเห็นทำให้ผมตกใจจนสะดุ้งสุดตัว หลุดปากตะโกนออกไปสุดเสียง
“เฮ้ย..!!! เข้ามาได้ไงวะ…!!!”

 

ภาพที่เห็นตรงหน้าคือหญิงสาวในชุดเสื้อสีขาว กระโปรงสีดำคลุมเข่า ดูไปแล้วเหมือนชุดของนักศึกษาสมัยก่อน ผมดำยาวถึงเอวยุ่งรุงรัง สีหน้าเรียบเฉยซีดเซียว แต่นัยตาฉายแววความเศร้าเกินบรรยาย
ยังไม่ทันที่ผมจะเอ่ยอะไรออกไปอีก
แววตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าก็เปลี่ยนเป็นเบิกโพรงจนแทบถลน จ้องเขม็งด้วยความดุดันเกรี้ยวกราดในทันที
ปากที่ซูบซีดเริ่มอ้ากว้างออกจนกลายเป็นแสยะยิ้มแยกเขี้ยว เห็นลิ้นสีแดงเหมือนอมเลือดไว้ในปาก ตัดกับสีของใบหน้าที่ขาวซีดอย่างชัดเจน
ร่างนั้นค่อยๆ ย่อตัวลงอย่างช้าๆ ช้าๆ ช้าๆ
ทันทีที่มือของร่างนั่นแตะพื้น มันกระโดดวูบเดียวจากหน้าห้องน้ำลอยสูงเกือบติดเพดานห้อง
มายืนโก้งโค้งอยู่บนเตียงในพริบตา…!!!!
แรงกระโดดทำให้ที่นอนยุบฮวบ มันเกือบจะคล่อมตัวผมอยู่แล้ว..!!!
ผมถอยตัวเข้าไปขดชิดอยู่ที่หัวเตียงในทันทีเช่นกัน จนแทบจะแทรกร่างให้ทะลุผนังห้องหนีไปยังอีกห้องหนึ่ง
“อย่า……….” ผมตะโกนลากเสียงยาว สะดุ้งผวาจนลุกขึ้นมานั่งตัวสั่น….



ทีวียังเปิดส่งเสียงเจื้อยแจ้วอยู่ตามเดิม
เหงื่อผุดขึ้นมาเป็นเม็ดๆเต็มใบหน้าไปหมด ทั้งที่แอร์ในห้องเย็นเฉียบ
‘นี่กูฝันไปเหรอวะ’ ผมรำพึงกับตัวเองในใจ
ก้มมองดูนาฬิกาข้อมือ บอกเวลาทุ่มครึ่ง
‘เราหลับไปเกือบสามชั่วโมงเลยเหรอ’
คงเพราะความเพลียจากการเดินทางและการทำงานเมื่อเช้านี้จึงทำให้ผมเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
ผมค่อยๆ ชะโงกหัวไปมองที่หน้าห้องน้ำ ทุกอย่างยังเป็นปรกติเหมือนที่ผมเข้ามาตอนแรก
มองไปรอบบริเวณห้องอย่างช้าๆ เพื่อยืนยันกับตัวเองว่ามันคือความฝัน แต่สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจที่สุดนั่นคือ
หน้าต่างห้องพัก
มันเปิดอยู่…!!!
ผมรีบลุกไปปิด ดึงตัวล็อคและลองขยับเพื่อให้แน่ใจว่าปิดสนิทเรียบร้อยแล้ว อันที่จริงหน้าต่างเป็นแบบกระจกบานเลื่อน ไม่ใช่บานพับ ไม่น่าจะถูกลมพัดให้เปิดอีกได้ นอกเสียจากว่า….
จะมีใครจงใจเปิดมันเอง….!!!!

 

ผมรีบล้างหน้าล้างตา แล้วลงมาข้างล่างเพื่อหาของกิน
เป้าหมายยังเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำตามเดิม ฝนที่โปรยปรายลงมาเมื่อช่วงเย็นแทบจะขาดเม็ดไปแล้ว จากหน้าโรงแรมมาไม่ถึงร้อยเมตรก็ถึงร้าน
“เส้นเล็กต้มยำที่นึงครับ”
“จ้า นั่งก่อนจ้า”
หญิงวัยเลยห้าสิบซึ่งเป็นเจ้าของร้านตอบรับพร้อมเชิญชวนโดยไม่ได้หันมามอง มือยังคงลวกเส้นให้ลูกค้าโต๊ะก่อนหน้าด้วยความชำนาญ
เมื่อก๋วยเตี๋ยวถูกยกมาเสิร์ฟ ผมเอ่ยขึ้นเหมือนชวนคุย
“ป้า โรมแรมนี้มันเคยมีเรื่องอะไรแปลกๆ หรือเคยเกิดเรื่องอะไรขึ้นมั๊ย”
“อู๊ยยยย ที่เนี่ยเหรอ มันมี…”
คำพูดต่อไปยังไม่ทันจะหลุดจากปากเจ้าของร้าน ก็ถูกขัดจังหวะ
“ป้า ก๋วยเตี๋ยวที่หนูสั่ง ได้ยัง ?”
ผมหันมองไปที่ต้นเสียง เห็นหญิงวัยกลางคนยืนถือถุงของกินอีกสองสามถุงอยู่ที่หน้าหม้อก๋วยเตี๋ยว ดูจากการแต่งกายแล้ว ลูกค้าคนล่าสุดน่าจะเป็นพนักงานของโรงแรมนี้นั่นเอง และคงจะเป็นลูกค้าประจำกันมานาน
ป้าเจ้าของร้านรีบกลับไปทำหน้าที่ของแกทันที
ผมสังเกตท่าทางการพูดคุยกันเหมือนจะเกี่ยวกับเรื่องราวที่ผมเพิ่งจะถามไป และพนักงานคนนั้นคงไม่อยากให้พูดอะไรอีก เห็นท่าทางป้าแกเกรงใจอยู่เหมือนกัน
ก๋วยเตี๋ยวเกลี้ยงชาม ผมเรียกเก็บเงิน
“สรุปว่าไงป้า โรงแรมนี้มีอะไรหรือเปล่า…?”
“มันก็ไม่มีอะไรหรอก ป้าก็เห็นมีคนเข้าพักทุกวัน”
แกตอบโดยไม่สบตา ในขณะที่ควานหยิบเงินทอนค่าก๋วยเตี๋ยวในกระเป๋าเอี๊ยมกันเปื้อนที่ใส่อยู่

 

ผมเดินกลับมาที่โรงแรม เห็นที่ลานจอดรถมีรถทัวร์เข้ามาหลายคัน
จึงถามเด็กยกกระเป๋า ได้ความว่าคืนนี้มีทัวร์จีนมาลง และมีคณะดูงานจาก อบจ.โคราช มาด้วย หน้าล็อบบี้ยังวุ่นวายจากการเช็คอิน ผมเดินแทรกกลุ่มคนเหล่านั้นมาขึ้นลิฟท์ ซึ่งก็มีแขกบางส่วนขึ้นลิฟท์มาพร้อมผมด้วย แต่ที่ชั้น 6 มีผมออกมาคนเดียว…

 

แปลก ทั้งที่ค่ำนี้มีแขกเข้าพักเยอะ แต่ชั้น 6 เงียบกริบ แสงไฟที่สลั่วลางบริเวณหน้าลิฟท์และทางเดิน ทำให้บรรยากาศเงียบวังเวงพิกล ก่อนที่จะไขกุญแจเข้าไปในห้องผมนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในความฝันอีกครั้ง มันทำให้มือที่ถือกุญแจสั่น สั่นจนต้องใช้มืออีกข้างประคองจึงจะเสียบลูกกุญแจเข้าไปได้
ผมค่อยๆเปิดประตูเข้าไปอย่างช้าๆ
ยังไม่ก้าวเข้าไปในห้อง
แต่เสียบการ์ดให้ไฟในห้องสว่างขึ้นก่อน
ทันทีที่ไฟในห้องสว่าง ผมต้องประหลาดใจ จนขนลุก
‘เฮ้ย..ก็กูปิดไปแล้วนี่หว่า…!!!’

 

ผมดึงกุญแจออก ปิดห้องและลงไปที่ล็อบบี้ชั้นล่างทันที
หาโซฟาว่างได้หนึ่งที่พร้อมหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านรอเวลา โดยสมองไม่ได้จดจ่ออยู่กับตัวหนังสือที่อยู่ตรงหน้า แต่ยังคิดถึงเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นตั้งแต่เข้ามาพักที่นี่โดยตลอด เวลาผ่านไปไม่เกิน 20 นาที ลูกทัวร์ที่เพิ่งมาลงทั้งสองคณะก็ทยอยเข้าห้องพักจนหมด อาจเพราะด้วยการเตรียมความพร้อมในการต้อนรับของโรงแรมและการประสานงานที่ดีของหัวหน้าคณะทัวร์ จึงทำให้ใช้เวลาในการบริหารจัดการไม่มากนัก แต่เวลาในการรอคอยสำหรับผมมันช่างเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานและทรมานยิ่ง

 

หลังจากทัวร์จีนกลุ่มสุดท้ายเข้าลิฟท์ไปพร้อมกับเสียงล้งเล้งเจี้ยวจ้าวฟังไม่ได้ศัพท์
ผมวางหนังสือพิมพ์แล้วลุกไปที่เคาเตอร์ทันที
“น้อง มีห้องว่างอีกมั๊ย เปลี่ยนให้พี่หน่อย” ผมเอ่ยไปด้วยน้ำเสียงตึงเครียด
“มีอะไรเหรอคะ”
“เอ่อ….” จะบอกตรงๆ ก็ยังไงอยู่
“พี่เหม็นกลิ่นบุหรี่ในห้อง เนี่ยเป็นภูมิแพ้ด้วย” ผมพูดพลางเอามือขยี้จมูก
“แต่ในห้องพักทางโรงแรมไม่ให้ลูกค้าสูบบุหรี่นะคะ ไม่น่าจะมีกลิ่นบุหรี่” เจ้าหน้าที่ต้อนรับสาวสวยให้ข้อสังเกตบวกโต้แย้ง
“ผมไม่รู้ แขกคนก่อนอาจจะสูบก็ได้ ตกลงมีห้องว่างหรือเปล่า” ผมทำเสียงเข้มกว่าเดิม
“มีค่ะ แต่ว่า…”
“แต่ว่าอะไร ?” ผมถามสวนไปทันที
“มีที่อาคารหนึ่งค่ะ น่าจะ 10 ห้อง แต่ว่าเพิ่งให้ช่างมาทาสีใหม่ ในห้องยังมีกลิ่นสีอยู่บ้าง อันที่จริงจะเปิดใช้อาทิตย์หน้าค่ะ”
“โอเค เปลี่ยนให้พี่หน่อย”
“พี่ไม่ภูมิแพ้สีเหรอคะ” ผมไม่รู้ว่าเธอถามมาด้วยความเป็นห่วงลูกค้าหรือประชดกันแน่
“พี่ทนได้”
“ค่ะ เดี๋ยวจัดการให้ค่ะ คุณพี่ขึ้นไปเก็บของได้เลยนะคะเดี๋ยวจะให้แม่บ้านไปเตรียมห้องให้ค่ะ”
เธอตอบเสร็จก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์สั่งแม่บ้านให้ดำเนินการให้ทันที

 

ผมมองไปที่เด็กยกกระเป๋าของโรงแรมอายุไม่น่าจะเกิน 20 ที่ยืนอยู่ข้างเคาท์เตอร์และได้ยินบทสนทนาระหว่างผมกับพนักงานต้อนรับโดยตลอด ดูหน้าตาซื่อๆ น่าจะได้ความอะไรบ้าง
“น้องไปช่วยพี่ย้ายของหน่อย”
เบลบอยหนุ่มทำหน้าเหรอหรา เอามือชี้ที่หน้าอกตัวเองเหมือนจะให้ผมยืนยันสิ่งที่พูดอีกครั้ง
“อือ น้องนั่นแหละ”

 

เบลบอยหนุ่มรับกุญแจห้องพักห้องใหม่จากสาวหลังเคาท์เตอร์ แล้วเดินตามหลังมาซื่อๆ
ระหว่างรอลิฟท์ ผมเริ่มบทสนทนา
“น้อง ทำงานที่นี่นานหรือยัง”
“อ๋อ ทำมาเกือบสามชั่วโมงแล้วครับ ผมเข้ากะหกโมงเย็น”
“ม่ายช่ายยยยยย หมายถึงทำงานที่เนี่ยมากี่เดือนกี่ปีแล้ว..”
“อ๋อ เกือบปีแล้วครับ พี่ก็ไม่ถามให้เคลียร์” ประโยคท้ายมันพูดเหมือนบ่นกับตัวเอง
ฟังจากสำเนียงแล้ว ไม่ต้องขอดูบัตรประชาชนหรือกางเล่มทะเบียนบ้านก็รู้ว่า ไอ้หมอนี่คนสุพรรณแน่นอนพันเปอร์เซ็นต์

 

เมื่อขึ้นมาถึงหน้าห้อง ขณะที่ผมกำลังไขกุญแจเข้าห้องพัก ผมเอ่ยขึ้น
“เดี๋ยวเข้าไปช่วยพี่ขนของหน่อยนะ”
มันมองซ้ายมองขวา เหมือนกลัวอะไรบางอย่าง ทั้งสองมือกุมที่เป้ากางเกง ยืนก้มตัวด้วยความนอบน้อม
“เอ่อ ผู้จัดการสอนว่า พนักงานไม่ควรเข้าไปรบกวนลูกค้าในห้องพักครับ ผมขอรอหน้าห้องดีกว่า”
มันตอบแบบใบหน้าที่ยิ้มแหยๆ ปนกวนนิดๆ
ผมไม่ได้ต้องการให้ช่วยขนของอย่างจริงจังนักหรอก เพียงแต่ต้องการคนขึ้นมาเป็นเพื่อนเท่านั้นเอง
“ตกลงจะรออยู่หน้าห้องนะ?” ผมถามย้ำ
“ครับ”

 

ภายในห้องพัก ทุกอย่างยังเป็นปรกติ ยกเว้นหน้าต่างที่เปิดอ้าอยู่ โดยมีสายลมที่ความสูงของตึก 6 ชั้นพัดให้ผ้าม่านขยับเพยิบพยาบอยู่ไหวๆ
ผมรีบเก็บสัมภาระทุกอย่างยัดใส่กระเป๋าอย่างลวกๆ เอาแค่ให้พอถือได้สะดวกเท่านั้น แล้วรีบเข้าไปตรวจดูของในห้องน้ำ
ทันทีที่ผมเปิดประตูห้องน้ำเข้าไป
ผมต้องสะดุ้งด้วยความตกใจ..!!!
“เฮ้ย..!!!”
“เฮ้ย..!!!” เสียงที่อุทานด้วยความตกใจไม่แพ้กันดังขึ้นพร้อมกับเสียงผม
“ไหนบอกจะรออยู่หน้าห้องไง”
“ผมปวดฉี่” มันตอบมาแบบซื่อๆ
ไม่มีของในห้องน้ำ ผมหิ้วกระเป๋าออกมาทันที
“งั้นรอหน้าห้องนะ”
“ไม่ฉี่แล้วพี่ ไปก็ได้”

 

ระหว่างที่เบลบอยมาดซื่อแต่แฝงไปด้วยความกวน…โดยที่ตัวมันก็ไม่รู้ตัว พาผมไปยังห้องพักห้องใหม่ ผมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอย่างจริงจัง ซึ่งผมก็มั่นใจว่าไอ้หนุ่มคนนี้ต้องรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับห้องนั้นบ้าง ไม่อย่างนั้นคงไม่แสดงท่าทางหวาดๆ ตอนอยู่ที่นั่นแน่นอน
“เอาจริงๆ นะ บอกพี่มาตรงๆ เลย ห้องนั้นมีอะไร”
มันหันมองหน้าผมด้วยความลังเล เหมือนไม่อยากจะเล่า กลืนน้ำน้ำลายลงคอจนเห็นลูกกระเดือกกลิ้ง แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแทบกระซิบ
“ผมก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า เคยได้ยินพี่ๆที่นี่เค้าคุยกัน ว่าเคยมีนักศึกษามาพักกับแฟนแล้วทะเลาะกันก็เลยโดดตึกตาย บางคนก็ว่าผู้ชายเป็นคนทำ อีกคนก็ว่าเป็นเมียน้อยเสี่ยแล้วโดนทิ้งก็เลยเสียใจ แต่เค้าก็ว่ากันว่ามันนานมาแล้วนะพี่”
“แล้วโดดยังไง”
“ก็โดดตรงหน้าต่างนั่นแหละ…!!!”
ผมขนลุกเกรียว เย็นวาบไปทั้งตัว

 

ไอ้หนุ่มหน้าซื่อพาผมมาส่งถึงหน้าห้องพักห้องใหม่ แม่บ้านเตรียมห้องยังไม่เรียบร้อย
“พี่.. แต่ลูกค้าหลายคนเค้าก็ไม่เจอนะ”
“ไม่เจอผีนะเหรอ.?”
“เปล่า ไม่เจอผม เพราะวันนั้นผมหยุด”
“จะมามุขอะไรตอนสองทุ่มห้าสิบสาม”
ผมรำพึงกับตนเอง พร้อมกับหันไปเอาหัวโขกกำแพงห้อง
แม่บ้านจัดห้องเสร็จเรียบร้อย เดินออกมาจากห้องพรางยิ้มให้แทนคำพูดว่าเรียบร้อยแล้วเข้าพักได้
แต่ไอ้หนุ่มเบลบอย ยังยืนทำหน้ากะลิ้มกะเหลี่ยอยู่ที่หน้าห้อง ผมกำลังจะปิดประตู จึงถามไปว่า
“มีอะไรอีกหรือเปล่า?”
“เอ่อ พี่ไม่มีทิปค่าเล่าเรื่องให้ผมบ้างเหรอครับ” มันถามมาด้วยสีหน้ายิ้มเขินๆ ไร้พิษภัย
“ไอ้น้อง แกอดได้ตั้งแต่จะเข้าไปฉี่ในห้องน้ำเมื่อกี้นี่แล้ว”
“ขอบคุณมาก” ผมปิดประตู
“เล่นเอากูตกใจเกือบฉี่ราด”

 

ผมอาบน้ำด้วยความรวดเร็ว ตอนนี้สามทุ่มกว่าแล้ว ไฟในห้องทุกดวงถูกเปิดให้สว่าง ทีวีก็ไม่ปิด
แม้จะมีกลิ่นของสีที่เพิ่งทาห้องหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ก็ไม่สร้างความรำคาญมากนัก
ก่อนนอนผมนึกขึ้นได้ว่ามีเหรียญหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม ที่เพิ่งบูชามาจากป้าแก่ๆ ที่ตลาดปัฐวิกรณ์ ติดกระเป๋าสัมภาระมาด้วย จึงหยิบขึ้นมาห้อยไว้คู่กับพญางิ้วดำที่ผมคล้องคอไว้ตลอดเวลาเมื่อต้องเดินทางมาต่างถิ่น
“พุธธัง อาราธนานัง”
“ธัมมัง อาราธนานัง”
“สังฆัง อาราธนานัง”
ผมยกมือพนมท่วมหัว แล้วเข้านอนในทันที
แม้จะหลับไม่สนิทนัก เพราะแสงไฟที่เปิดสว่างทั้งห้อง และเสียงของทีวีที่ดังอยู่ตลอด แต่ค่ำคืนนี้ก็ผ่านไปได้ด้วยดี….

 

เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์ ดังเตือนเมื่อเวลา 07.00 น. ผมตื่นมาด้วยอาการที่ไม่สดชื่นนัก เนื่องจากเมื่อคืนนอนหลับไม่สนิท ใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัวไม่เกินครึ่งชั่วโมง ก็ลงมาทานอาหารเช้าที่ชั้นล่าง และเช็คเอาท์ นั่งรออยู่ที่ล็อบบี้ไม่เกิน 15 นาที พี่เชนวิทยากรรุ่นพี่ของบริษัทก็มารับไปทำงาน แม้อากาศของวันนี้จะปลอดโปร่งสดใส แต่มันช่างตรงกันข้ามกับสิ่งที่อยู่ในใจผมสิ้น

 

หลังเสร็จงานบรรยายประมาณสี่โมงเย็นกว่าๆ พี่เชนมาส่งผมที่ บขส.สุพรรณ จุดเดิมที่ผมลงรถเมื่อวานนี้ นอกจากรถทัวร์ที่จอดเรียงรายอยู่หลายคัน ที่มีมากกว่านั้นคือรถตู้ร่วมบริการ ที่เดี๋ยวนี้มีให้บริการแทบทุกจังหวัดที่ระยะทางไม่ไกลจากกรุงเทพฯมากนัก รวมถึงที่นี่ด้วย ทันทีที่ผมหิ้วกระเป๋าเข้าไป ไม่ต้องเอ่ยปากถาม ก็มีลุงร่างเล็กท่าทางกระฉับกระเฉงปรี่เข้ามาสอบถามทันที
“กรุงเทพฯเปล่าครับ เข้าหมอชิต”
“ผ่านรังสิตหรือเปล่าลุง” ผมถาม
“ผ่านๆ คันนี้เลย จะออกแล้ว” แกพูดพลางชี้มือบอกทาง
หญิงวัยกลางคนที่ตั้งโต๊ะพับอยู่ที่หน้ารถตู้คันที่ผมจะขึ้น เงยหน้าขึ้นมามอง แล้วเอ่ยถาม
“ลงไหนจ๊ะ”
“รังสิตครับ”
“200 จ่ะ ขึ้นรถเลยน้อง รถจะออกแล้ว”
เธอเขียนตั๋วแล้วฉีกยื่นให้ ก่อนที่ผมจะควักเงินจ่ายเสียอีก
ผมวางแบงค์ร้อยสองใบแล้วรับตั๋วรีบยัดลงกระเป๋ากางเกง ก้าวขึ้นรถทันที และรถก็ออกในทันทีเช่นกัน
ตลอดเส้นทางเข้ากรุงเทพฯ ผ่านวิเศษชัยชาญ อ่างทอง เข้าอยุธยา มีผู้โดยสารขึ้นลงตลอด
แม้การเดินทางด้วยรถตู้จะใช้เวลาน้อยกว่ารถทัวร์ แต่ก็ต้องแลกกับที่นั่งที่อาจจะคับแคบไม่สะดวกสบายนัก
ผมนั่งแถวที่สองติดหน้าต่าง โชคดีที่เบาะข้างๆ ไม่มีผู้โดยสารทำให้นั่งได้สบายยิ่งขึ้น
ผมหลับตลอดเส้นทางเพราะความเพลีย แม้บางช่วงคนจะเกือบเต็มก็ตาม

 

ไม่ถึงหกโมงเย็นผมลงรถตู้ที่หน้าห้างฯฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต บรรยากาศบนท้องฟ้าเริ่มมืดครื้ม แสงแดดอ่อนๆของตอนเย็น ถูกแทนที่ด้วยแสงไฟหลากสีของเมืองกรุง ผู้คนยังพลุกพล่านวุ่นวายจากการเดินทาง เพราะเป็นจุดต่อรถจุดใหญ่ของผู้ที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดทั้งสายเหนือและสายอีสาน ผมหิ้วกระเป๋าเดินไปต่อรถตู้ที่หน้าเมเจอร์รังสิต ใช้เวลาเดินทางอีกประมาณหนึ่งชั่วโมง ก็ถึงปากซอยทางเข้าบ้าน ผมควักเงินจ่ายให้คนขับ แล้วเปิดประตูลงรถ มีผู้หญิงอีกสองคนลงป้ายเดียวกับผม เสียงโชว์เฟอร์รถตู้ตะโกนตามหลังแว่วๆมาว่า
“น้องๆ ยังไม่ได้จ่ายค่าโดยสาร”
แต่ผู้หญิงสองคนที่ลงรถตามหลังผมมาก็ไม่เห็นมีทีท่าสนใจแต่อย่างใด
ผมไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก เพราะกำลังจะข้ามถนนไปอีกฝั่งเพื่อนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างเข้าบ้าน อีกทั้งกระเป๋าสัมภาระก็หนักพอควร

 

เมื่อเดินไปถึงวินรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง มีผู้โดยสารยืนรออยู่ก่อนแล้วสองคน รถก็ยังไม่มาสักที ผมรออยู่เกือบ 10 นาที ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมา กระเป๋าเป้สัมภาระถูกสะพายขึ้นหลังอีกครั้ง ผมตัดสินใจเดินเข้าบ้านเอง เพราะก็เคยเดินเข้าออกอยู่เป็นประจำ และถ้าเดินเข้าตั้งแต่ทีแรกป่านนี้ผมคงถึงบ้านไปแล้ว

 

ระยะทางจากปากซอยถึงบ้านประมาณ 300 เมตร ซึ่งซอยที่ผมอยู่นั้นเป็นซอยตัน จึงไม่มีรถราวิ่งพลุกพล่าน และยังเป็นถนนส่วนบุคคลอีกด้วย ดังนั้นเสาไฟส่องสว่างเหมือนกับซอยสาธารณะโดยทั่วไปไม่ต้องพูดถึง เพราะอยู่นอกเหนือเขตบริการของการไฟฟ้านครหลวง จะมีแสงสว่างอยู่บ้างก็ที่หน้าตึกที่เปิดเป็นห้องเช่าเท่านั้น ยิ่งช่วงท้ายๆ ซอย แสงสว่างยิ่งน้อยเต็มที ที่สำคัญบ้านของผมอยู่สุดซอยพอดี

 

เวลาตอนนี้แค่ทุ่มกว่าๆเท่านั้น ผมอาศัยแสงไฟระหว่างทางที่มีอยู่ไม่มากนักเป็นเพื่อนพออุ่นใจ เสียงพื้นรองเท้าบดกับพื้นถนนคอนกรีตดังเป็นจังหวะตามการเดิน เมื่อเดินผ่านไปได้ครึ่งซอย หมาจรจัดที่หากินอยู่ในซอยนี้ตั้งแต่เกิด ส่งเสียงเห่าหอนรับกันระงม มันทำให้ผมขนลุกขึ้นมาอย่างประหลาด จนทำให้ต้องเร่งฝีเท้าเพิ่มขึ้น ไม่กี่อึดใจผมก็เดินมาถึงทางแยกเข้าบ้าน ซึ่งโดยปรกติแล้วจะมีหมาสาธารณะอยู่สามตัว (คือทุกคนที่อยู่แยกนี้เป็นเจ้าของมันหมด) เมื่อผมกลับมาจากทำงานมันจะวิ่งมาต้อนรับคลอเคลียตลอด ประหนึ่งว่าผมเป็นเจ้านายมันก็มิปาน ซึ่งไอ้สามตัวนี้ผมเห็นมาตั้งแต่มันเกิด แล้วก็เคยให้เศษอาหารมันกินบ่อยๆ แต่วันนี้ทุกอย่างผิดปรกติ…!!!

 

จากที่เคยกระดิกหาง วิ่งหูตกมาล้อมหน้าล้อมหลังหวังของกิน วันนี้มันเห่ากระโชกเหมือนผมเป็นคนแปลกหน้า หางตกจนม้วนจุกตูด เหมือนเห่าขู่เพราะความกลัว บางตัวได้ยินเพียงเสียงเห่าเท่านั้นเพราะวิ่งเข้าไปหลบอยู่ใต้ท้องรถของเพื่อนบ้านที่จอดอยู่ ผมตวาดเบาๆ แต่พวกมันยังไม่หยุด

 

ผมรีบเดินเข้าบ้าน แม่กำลังอุ้มหลายชายวัย 3 เดือนอยู่ คือลูกชายของผมนั่นเอง น่าจะเพิ่งกินนมเสร็จ ผมวางกระเป๋าสัมภาระ แล้วเข้าไปอุ้มต่อทันที เพราะความคิดถึงที่ไม่ได้เจอกันมาหลายวัน และแม่จะได้ไปอาบน้ำด้วย
ทันทีที่ลูกน้อยอยู่ในอ้อมกอด…!!!
เด็กส่งเสียงร้องลั่น หลับตาปี๋ มือทั้งสองข้างกำแน่นจนตัวเกร็ง ทั้งที่ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ผมอุ้มกล่อมอยู่สักพักก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เสียงร้องดังขึ้นอีก จนตัวลูกเริ่มแดง แม่จึงมาคว้าไปอุ้มเหมือนเดิม กล่อมอยู่ไม่ถึงอึดใจก็เงียบ ผมไม่รู้ว่าเป็นอะไร เพราะปรกติลูกจะเล่นกับผมตลอด….

 

เช้าวันต่อมา ผมตื่นนอนด้วยความสดชื่นเพราะเมื่อคืนนอนหลับสนิทตลอดทั้งคืน ลูกและแฟนยังนอนอยู่ในห้อง ผมลงมาล้างหน้าแปรงฟันที่ห้องน้ำชั้นล่างของบ้าน ยังไม่ทันที่ผมจะเดินเข้าห้องน้ำ แม่ซึ่งกำลังทำงานบ้านอยู่ก็เอ่ยกับผมด้วยน้ำเสียงจริงจังเจือไปด้วยความกังวลใจ
“วันนี้ถ้าว่างก็ไปใส่บาตรทำบุญนะลูก”
ผมหันไม่มองยังไม่ได้พูดอะไร แม่ก็พูดต่อมาว่า
“เมื่อคืนแม่ฝันไม่ดีเลย ฝันว่ามีผู้หญิงตามเรามาด้วย มันมาเดินวนอยู่ที่หน้าบ้าน แต่ในฝันแม่ไม่ให้มันเข้าบ้านนะ แม่ไล่มันตั้งนานมันก็ไม่ยอมไป”
“แม่คิดมากไปหรือเปล่า เลยเก็บไปฝัน” ผมพูดพร้อมกับอ้าปากหาว
คงเป็นเพราะเมื่อวานนี้เห็นหลานร้องงอแงตอนผมอุ้ม ก็คงจะคิดเลยเถิดไป ผมพยามยามคิดเชื่อมโยง
“ยังไงถ้าว่างก็ไปทำบุญแล้วกัน มันไม่เสียหายอะไรนักหรอก วัดก็อยู่ใกล้แค่นี้ ไปถวายสังฆทานก็ได้ จะได้สบายใจ แม่ใจคอไม่ดีเลย” แม่ยังบ่นแกมบังคับ
ก่อนผมเข้าห้องน้ำผมหันไปถามแม่ว่า “แล้วผู้หญิงคนนั้นหน้าตาเป็นไงแม่?”
แม่วางไม้กวาดในมือที่กำลังกวาดพื้นอยู่หันมาพูดออกท่าทาง
“เห็นหน้ามันไม่ชัด เสื้อขาวๆนี่เเหละ แต่ผมมันยุ่งๆ ยาวถึงเอวเลยนะ มันเดินวนไปวนมาอยู่ที่หน้าบ้านเรา จ้องเข้ามาในบ้านตลอดเลย อย่างกะคนบ้าแน่ะ”
…!!!!!!

ขนที่แขนของผมตั้งชันขึ้นมาอย่างสามัคคี รู้สึกหนาวๆร้อนๆ อย่างไรพิกล ผมไม่ถามอะไรต่อ รีบเข้าห้องน้ำทันที

 

หลังจากทำธุระส่วนตัวออกมาจากห้องน้ำก็เจอแฟนผมอุ้มลูกลงมาจากห้องนอนพอดี แม่ขึ้นไปอาบน้ำที่ชั้นสองจึงไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วย
ประโยคแรกที่เธอเอ่ยกับผม ทำให้ผมถึงกับพูดอะไรไม่ออกและไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เธอเอ่ย
“เมื่อคืนนี้ตอนตีสองกว่าๆ เค้าลงมากินน้ำข้างล่าง เห็นผู้หญิงเสื้อขาวๆ ไม่รู้ว่าใคร อยู่บ้านหลังไหนก็ไม่รู้ มาเดินอยู่หน้าบ้าน ผมยุ่งรุงรัง เดินวนไปวนมาอยู่ตั้งนาน นึกแล้วก็น่ากลัว ไม่รู้คนหรือ… ฮึ้ยยย..”
เธอพูดพลางห่อไหล่ด้วยความรู้สึกที่ไม่ดีนัก

 

จากสิ่งที่ผมฝันที่โรงแรม…!!
จากความฝันที่แม่เล่าให้ฟังในเช้านี้…!!!
และจากเรื่องที่แฟนผมเล่าให้ฟังตอนนี้….!!!!

 

ผมวิ่งขึ้นไปในห้องนอน ค้นกางเกงตัวที่ใส่เดินทางเมื่อวานนี้ออกมาจากตะกร้าผ้า แล้วล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงทุกจุด…แล้วผมก็เจอ..!!!
ตั๋วรถตู้จากสุพรรณ ผมดึงออกมาจากกระเป๋า ค่อยๆคลี่ตั๋วออกด้วยมืออันสั่นเทาและชุ่มไปด้วยเหงื่อแห่งความกลัว
เมื่อมันกางออกจนเต็มสายตา ผมเย็นวาบตั้งแต่หัวยันปลายเท้า มีอาการเหมือนจะยืนไม่อยู่
สิ่งที่ผมไม่อยากจะเห็นนั่นก็คือ..!!!
ในตั๋วกระดาษใบเล็ก มีลายมือหวัดๆของหญิงคนขายเขียนไว้ในช่องจำนวนผู้โดยสาร
2 คน …!!!!
คูณด้วย 100 เท่ากับ 200 บาท

 

ภาพการเดินทางเมื่อวานนี้ย้อนกลับเข้ามาในมโนสำนึกของผมอีกครั้ง เหมือนกับฟิล์มภาพยนต์ที่ถูกกรอมาฉายใหม่
แต่คราวนี้มีตัวละครที่ไม่ต้องการเพิ่มมาอีกหนึ่ง…!!!
ทำไมบนรถตู้ไม่มีคนนั่งข้างๆผม
ทั้งที่บางจุดผู้โดยสารเต็มคันรถ
แต่เบาะที่นั่งข้างผมยังว่าง
และคนขับก็ไม่จอดรับคนอีก ทั้งรถตู้ที่มาจากสุพรรณ และรถตู้ที่ขึ้นมาจากรังสิต…
ทำไมคนขับรถตู้จากรังสิตจึงทวงค่าโดยสาร ทั้งที่ทุกคนจ่ายหมดแล้ว…
ทำไมหมาที่เคยกระดิกหางให้ ถึงเห่าด้วยอาการที่หวาดกลัว…
มือผมสั่นจนตั๋วหลุดจากมือ ไม่มีเรี่ยวแรงจะถือ
ทรุดตัวลงนั่งบนเตียงนอน



มันตามผมมาจากสุพรรณ เลยหรือนี่…!!!



จบ !!!

Loading...
Loading...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *