เรื่องเล่าสยองขวัญ : “พระเปรต” บวชมา 100 พรรษาก็ยังมิวายเป็นเปรต เพราะทำสิ่งนี้!

 

แม้บวชมา100พรรษา…แต่ก็กลายเป็น”เปรต” ! หลวงปู่จันทา เล่าเรื่อง “เมื่อพระกลายเป็นเปรต” ด้วยเหตุเพราะประพฤติตนเช่นนี้เสมอ ขณะครองสมณะเพศ

 

เปรตพระบนถ้ำภูพานสารภาพกับหลวงปู่จันทาสิ้นไส้! บวชพระตั้งร้อยพรรษา…ทำไมถึงพลาดพลั้งมาเป็นเปรตได้?

หลวงปู่จันทา ถาวโร เป็นพระอริยสงฆ์แห่งวัดป่าเขาน้อย อ. วังทรายพูน จังหวัดพิจิตร

สมัยที่หลวงปู่จันทา ถาวโร ไปวิเวกกับพระอาจารย์บุญพินกตปุญโญ และพระจ่อย ไปอยู่ที่ถ้ำจำปา อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ที่ถ้ำจำปาอยู่บนภูพาน โยมก็พาไปทำที่พักให้อยู่หน้าถ้ำ พอค่ำลง ก็ทำความเพียร เดินจงกรมจนถึง ๓ ทุ่ม จากนั้น ก็ไหว้พระ สวดมนต์แล้วอุทิศส่วนบุญ เสร็จแล้วก็เข้าที่ นั่งภาวนา พอจิตสงบ เกิดแสงสว่างจ้า ไม่นานเห็นเทพบุตรมาคุย เมื่อเทพบุตรลากลับไป จากนั้นไม่นาน ก็มีเปรตพระ ๓ ตนเข้ามาหา เป็นคนโบราณรูปร่างสูงใหญ่ มีเครายาวถึงหน้าอก เข้ามานั่งใกล้ ๆ ลูบขาข้างซ้าย แล้วพูดว่า…

(เปรตพระ) : “ ท่าน ๆ ผมกับท่านใครจะแก่พรรษากว่ากัน ? ”

เรา(หลวงปู่จันทา)ก็ตอบเขาไปว่า “ หลวงพ่อนั่นแหละ แก่กว่า ”

(เปรตพระ) : “ ก็คงจะจริงอย่างท่านว่านั่นแหละ พรรษาของผมนั้นแก่กว่าท่าน แต่ว่าคุณธรรมของท่านนั้น แก่กว่าผมนะ ”

(หลวงปู่จันทา) : “ แก่กว่าเพราะเหตุใด? ”

(เปรตพระ) : “ แก่เพราะท่านเจริญธรรม เดินจงกรม ยืนภาวนา นั่งสมาธิ อดนอนผ่อนอาหาร นี่มันแก่อย่างนี้ เพราะการเจริญธรรมถูกต้อง ”

จากนั้นเรา(หลวงปู่จันทา)ก็เลยถามเขาต่อไปอีกว่า…

“พวกท่านเป็นพระ บวชเข้ามาในศาสนาพุทธอันบริสุทธิ์แล้ว สมควรที่จะเจริญสมณธรรม อย่างต่ำก็ไปสวรรค์ ๖ ชั้น

อย่างกลางก็พรหมโลก (รูปพรหม ๑๖ ชั้น) อย่างสูงก็อรูปพรหม ๔ ชั้น และอย่างถึงที่สุด ก็วิมุตติหลุดพ้นไปพระนิพพาน ข้ามโลกสงสารไปได้ เพราะมีกิจอันเดียว แต่เหตุใดท่านจึงมาเป็นเปรตค้างอยู่ที่นี่ ”

(เปรตพระ) : “ท่านเอ๊ย…พวกข้าพเจ้าเกิดมาพบปะศาสนาในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐา (เป็นเจ้าเมืองเวียงจันทร์เรืองอำนาจและสร้างวัดต่าง ๆ มากมาย) เมื่อบวชมาแล้ว อุปัชฌาย์อาจารย์ก็ไม่แนะนำพร่ำสอนให้เดินจงกรม ยืนภาวนา นั่งสมาธิ อดนอน ผ่อนอาหาร พิจารณาธาตุขันธ์ เหมือนอย่างพวกท่านในขณะนี้….

…บวชเป็นพระตั้ง ๑๐๐ กว่าพรรษา ก็ไม่ได้ภาวนาอะไร อยู่สนุกสนาน ฉันเช้า ฉันเพล แล้วก็ทำกิจการงานต่าง ๆ ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงม้า เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย เหมือนอย่างฆราวาสญาติโยมเขา …

….บวชมาแล้วก็ล่วงเกินสิกขาบทวินัยไตรสิกขาน้อยใหญ่เสียสิ้น ศีลวัตร ศีล ๒๒๗ ก็ล่วงเกิน จะเหลือก็แต่ปาราชิก ๔ ถึงเหลือก็เศร้าหมอง….

….อุปัชฌาย์อาจารย์บอกว่า พระเราเป็นนาคนะ ฤดูนี้เราเป็นนาค เล่นน้ำได้ ไม่เป็นบาปเป็นกรรม นั่นแหละ มันก็สนุกสนาน เล่นน้ำปล้ำผู้สาว จับอกจับก้น จับของลับกันสนั่นหวั่นไหว แต่อาจารย์ไม่ให้เสพนะ ถึงอย่างนั้นมันก็เกิดความกำหนัดยินดีในกาม นั่นแหละกระทำกันอยู่อย่างนั้นเป็นนิจ เสร็จแล้วก็มีการขอขมาลาโทษกัน ทำพิธีสู่ข้างเล่าขวัญ (พิธีขอขมา) อันนี้ต้องอาบัติทุกกฎนะ …

… นั่นแหละ ความไม่ดีทั้งหลายที่พวกข้าพเจ้าทำขึ้นจึงได้ส่งผลให้มาเกิดเป็นเปรตตกค้างอยู่ที่นี่ ”

พอถามว่าหลวงปู่จันทา เมื่อไหร่จะพ้นกรรม เขาก็บอกว่าไม่รู้ ถามว่าทำอย่างไรจึงจะพ้นกรรมได้ เขาก็ไม่ทราบ จึงได้กำหนดจิตถามพระธรรมว่า..“ เปรต ๓ ตนนี้ เคยเป็นญาติของเราบ้างไหม ? ”

จึงพบว่า

“ ….เป็นมาหลายภพหลายชาติแล้ว แต่มาภพนี้ชาตินี้ เขาทำกรรมไม่ดี จึงมาเกิดเป็นเปรต นั่นแหละ จงช่วยเหลือเขาเสีย ถ้าเราไม่ช่วยแล้ว ก็ไม่มีใครช่วยเขาหรอก ”

จากนั้น จึงพูดกับเปรตเหล่านั้นว่า…

“ พระพุทธรูปที่อยู่ในถ้ำนั้น อย่าเพิ่งหึงหวงห่วงอาลัยนะ เมื่อมีพระเณรหรือญาติโยมมาเอา ก็ให้เขาไปเถิด เราจะได้พ้นจากบาปกรรมได้ เอ้า…เตรียมรับพระไตรสรณคมน์และศีล ๕ จะช่วยให้พ้นจากสภาพเปรตไปเกิดเป็นมนุษย์ได้อีก และเมื่อข้าพเจ้าเดินจงกรมเสร็จแล้ว ก็มารับส่วนบุญนะ ” เรา(หลวงปู่จันทา)ก็เจริญสมณธรรมอยู่ที่นั่น

ทีนี้พอล่วงมาถึงเดือน ๖ ก็ได้บอกพวกเปรตทั้งหลายว่า ปีนี้จะกลับไปจำพรรษากับหลวงปู่บัว สิริปุณโณ ที่วัดป่าบ้านหนองแซง อ.หนองบัวซอ จ.อุดรธานี ปีหน้าถ้าบุญพาวาสนาส่ง จะกลับมาโปรดอีกนะ แต่แล้วก็อย่าได้ประมาท ขอให้พากันเดินจงกรม บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เอาบุญ ยืนภาวนา บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เอาบุญ ไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิ ฝึกจิต อบรมจิต สอนจิต ทรมานจิต ให้มันเป็นไปในธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้จิตอยู่กับนักปราชญ์ คือ พุทโธธัมโม สังโฆ นั่นแหละ จะเป็นจิตเกษมสำราญ พ้นจากกำเนิดเป็นเปรต ไปเกิดเป็นมนุษย์ได้อีก โดยเร็วพลัน ช่วยตัวเองนะ อัตตาหิ อัตตะโนนาโถ (ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตน) พึ่งคนอื่นชื่นใจเป็นบางครั้ง ไม่เหมือนดั่งพึ่งตนผลทวี ตนจะเป็นคนดี หนีทุกข์โทษภัย ในวัฏฏสงสาร

มีพระนิพพานเป็นที่ไปเบื้องหน้า ก็เพราะตนทำดี สะสมบุญดีให้เกิดมีขึ้น เพราะตนพึ่งตน อันนี้ข้อสำคัญมั่นหมาย

นั่นแหละ ต่อแต่นั้น ก็ไปจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่บัว สิริปุณโณอยุู่วัดป่าหนองแซง บ้านหนองแซง อ.หนองบัวซอ จ.อุดรธานี

พอออกพรรษาแล้วก็กลับมาที่เก่าอีก ไปแล้วรู้สึกว่าเป็นเบาๆ นะ พวกเปรตทั้งหลายนั้นหายไปหมดแล้ว

เมื่อภาวนาจิตสงบแล้ว มีพวกเทวดาทั้งหลายมาขอรับพระไตรสรณคมน์และศีล ๕ เสร็จแล้วเทศน์ให้ฟัง แล้วเราก็ถามเขาว่า….“ พวกเปรตพระ ๓ ตน กับแม่ชีทั้งหลาย หายไปไหนกันหมด ”

พวกเทวดาเขาก็ตอบว่า…“ ท่านมาโปรดเขา เมื่อปีกลายโน้น เขาก็ได้เจริญสมณธรรมตามอย่างที่ท่านสอนนั้น แล้วก็รักษาศีลอย่างบริสุทธิ์ จึงได้ไปเกิดที่เมืองมนุษย์กันหมดแล้วละท่าน ”

นั่นแหละ เรื่องการไปวิเวกตามสถานที่ต่าง ๆ ก็ได้สงเคราะห์ฝูงเปรตทั้งหลาย และผีสางคางแดงทุกอย่างนี่แหละการไปเจริญสมณธรรมในที่ต่าง ๆ นั้น ก็ได้ธรรมะเกิดขึ้นสอนใจ เขาเป็นอย่างไรตกทุกข์ได้ยาก เป็นเปรตเป็นผีค้างโลกโลกีย์อย่างนั้น ก็เพราะทำบาปหยาบช้าลามก ลืมตน คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต ๆ พาไปหาผล คบคนชั่วพาตัวยากจน คบใครก็เป็นอย่างนั้น ทีนี้ก็น้อมมาเป็นธรรมะสอนเรา ถ้าเราเป็นผู้ประมาทแล้ว ต่อไปก็จะไม่แคล้วคลาดจากสมบัติ อย่างที่เขาได้นะ นั่นแหละ ข้อสำคัญมั่นหมาย…

ณัฐวุฒิ สำนักข่าวทีนิวส์ รายงาน

คัดลอกจากหนังสือ ” ธรรมพเนจร ” อัตโนประวัติหลวงปู่จันทา ถาวโร ๒ ตุลาคม ๒๕๕๙

 

 

แม้จะปลงอาบัติ…แต่ก็หนีบาปกรรมไม่ได้! ประสบการณ์จริง หลวงพ่อจันทร์เรียน เจอ”เปรตพระ”! ที่ต้องมาเป็นเปรตเพราะทำอาบัติแบบนี้อยู่เสมอ!

 

ได้บันทึกเรื่องนี้ไว้จากประสบการณ์เที่ยววิเวกของศิษย์ผู้พี่ หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร กับ หลวงพ่อสมศรี อัตตสิริ ที่ศิษย์ผู้พี่ทั้งสองท่านพบเจอกับภูมิลึกลับ…

หลวงพ่อสมศรีเล่าให้ฟังว่า หลังออกพรรษาปีพุทธศักราช ๒๕๑๑พรรษาที่สามของท่าน องค์ท่านหลวงปู่ชอบ ฐานสโม บอกหลวงปู่จันทร์เรียนให้พาหลวงพ่อสมศรีออกฝึกหัดเที่ยววิเวกภาวนาหลวงปู่จันทร์เรียนท่านได้พาหลวงพ่อสมศรีและสามเณรอีกสองรูปออกเที่ยววิเวกมาทางเขตอำเภอภูเรือ-ด่านซ้าย

หลวงพ่อสมศรีท่านบอกตอนพักอยู่บ้านโคกงาม อำเภอด่านซ้ายหลวงปู่จันทร์เรียนชวนท่านไปเยี่ยมญาติคนบ้านหนองบัวบานที่มาแต่งงานมีสามีอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งทางตำบลนาหอ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลยหลวงปู่จันทร์เรียนพาท่านกับสามเณรอีกสองรูปเดินลัดภูเขาจากบ้านโคกงามมาถึงเขตตำบลนาหอเวลาพลบค่ำ แล้วไปพักที่วัดร้างแห่งหนึ่ง

กลางคืนราวสองทุ่มหลวงพ่อสมศรีท่านได้ยินเสียงผู้ชาย เดินร้องไห้ผ่านที่พักของท่านไปทางที่หลวงปู่จันทร์เรียนพักภาวนาอยู่ เสียงผู้ชายร้องไห้มาหยุดเงียบตรงที่พักของหลวงปู่จันทร์เรียน

ตกดึกหลวงพ่อสมศรีท่านได้ยินเสียงผู้ชายร้องไห้ดังขึ้นมาอีกครั้ง แล้วเงียบหายไปทางด้านหลังวัด…

ตอนเช้าหลวงปู่จันทร์เรียนเล่าให้หลวงพ่อสมศรีฟังว่า

“ศรี เมื่อคืนนี้มีเปรตพระองค์หนึ่งร้องไห้มาหาเราเปรตพระองค์นี้นุ่งอังสะเหมือนกับพระเณรเราทั่วไปแต่ข้างล่างนุ่งผ้าซิ่นผ้าถุงลายดอกแบบผู้หญิง”

หลวงปู่จันทร์เรียนท่านพิจารณาถึงบุพกรรมที่มาของเปรตพระตนนี้

เปรตพระนุ่งผ้าซิ่นผ้าถุงตนนี้ เมื่อสมัยบวชอยู่ เคยเป็นเจ้าอาวาสที่วัดร้างแห่งนี้มาก่อน ตอนสมัยบวชมักประพฤติผิดพระวินัยอาบัติ “ปาจิตตีย์” อยู่เป็นอาจิณ มีจิตลามกเจ้าชู้ ชอบพูดจาเกี้ยวพาราหญิงสาวด้วยใจกำหนัด กิเลสพาคิดเหมาเอาเองว่าเป็นอาบัติปาจิตตีย์ปลงแล้วจะหายได้หารู้ไม่ว่าอาบัติปาจิตตีย์นี้เป็นอาบัติบาปทางจิตใจ พอตายแล้วจิตติดคาในอาบัติที่ตนเองข้องอยู่กรรม จึงส่งผลให้มาเกิดเป็นเปรตพระนุ่งผ้าซิ่นผ้าถุง…

อาบัติปาจิตตีย์ แปลว่าบาปทางจิต ภิกษุเมื่อต้องอาบัตินี้แล้วจะทำให้จิตเศร้าหมอง อาบัติปาจิตตีย์มีทั้งหมด ๙๒ ข้อ อาบัติปาจิตตีย์เป็นอาบัติที่สละปลงได้ แต่ถ้ากลับมาประพฤติผิดซ้ำซากโดยเจตนาเพราะคิดว่าผิดแล้วก็ปลงได้ องค์ท่านหลวงปู่ชอบเคยบอกเอาไว้มันจะเป็นบาปที่สละไม่หลุดองค์ท่านบอกพระเราเป็นเปรตหรือตกนรกเพราะอาบัติปาจิตตีย์นี้ มากกว่าทุกอาบัติ องค์ท่านถึงสอนลูกศิษย์ให้พึงสังวร)

เปรตพระนุ่งผ้าถุงตนนี้มาแสดงตนร้องไห้ ขอให้หลวงปู่จันทร์เรียนช่วยเหลือสงเคราะห์หลวงปู่จันทร์เรียนบอกกับเปรตพระตนนี้ว่า เราไม่สามารถช่วยท่านได้ กรรมผิดธรรมผิดวินัยสงเคราะห์กันไม่ได้ ให้ยอมรับผลกรรมของตนเองเสีย เปรตพระนุ่งผ้าถุงพอรู้ว่า หลวงปู่จันทร์เรียนสงเคราะห์ธรรมให้ตนเองพ้นกรรมไม่ได้ เปรตพระตนนี้จึงเดินร้องไห้ออกไปทางหลังวัด…

หลวงพ่อสมศรีบอกวัดแห่งนี้ร้างพระเณรมาได้ร่วมปี ก่อนที่หลวงปู่จันทร์เรียนจะพาท่านเข้ามาพัก หลังจากเจ้าอาวาสรูปนี้มรณภาพไปแล้ว พระเณรองค์อื่นๆ ก็พักอยู่ที่วัดแห่งนี้ไม่ได้ เนื่องจากถูกผีเปรตเจ้าอาวาสตนนี้รบกวน แม้แต่ชาวบ้านก็ไม่กล้าเข้าวัดเพราะกลัวผีเจ้าอาวาส วัดนี้จึงถูกทิ้งให้ร้างจนตราบเท่าทุกวันนี้…

จินต์จุฑา รายงาน

ที่มา : http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=50220

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: Content is protected !!