กระทู้ผีพันทิป : สมิงเขาขวาง Ep.2 “ไอ้ห่า ไอ้เสือร้าย…มึงจะหนังเหนียวเคี้ยวยากไปถึงไหนวะ”

จากเรื่อง : เรียงร้อยเรื่องเล่า ตอน สมิงเขาขวาง
เรื่องเล่าจาก : เรื่องเล่าสยองขวัญ พันทิป
เล่าโดย : สมาชิกพันทิป Rhythm in the Air  FB : Krittanont

 

จะด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ สติร้อยโทหัวหน้าชุดคงอยู่ครบถ้วนไม่ตื่นกลัว ซ้ำยังคิดถึงบางสิ่งที่สามารถตรวจสอบได้ดีและง่ายที่สุด
ว่าคนตรงหน้าเป็นมิตรหรือศัตรู สิ่งนั้นคือ ‘ไฟ’

 

ฤทธิ์ล้วงไฟแช็คขึ้นมาจุดเสียงดัง แช๊ะ แช๊ะ แล้วเปลวไฟสีส้มก็สว่างวาบขึ้นในความมืด…
แม้จะช้าไปบ้าง แต่ร้อยโทคิดว่าที่ตนเองกล้าเผชิญอย่างอาจหาญมาจากสัญชาตญาณนักล่าของตนเริ่มกลับคืนมาทีละน้อย
เขาโยนไฟแช็คลอยคว้างกลางอากาศ และตกลงสู่พื้นแทบเท้าชายฉกรรจ์ที่ยืนประจันหน้ากันอยู่

 

“ตาแกล่ะ… มหันต์ ถ้าไม่จุดเจอยิงไส้แตกแน่”

 

ฤทธิ์เล็งปืนไปที่ศีรษะของจ่ามหันต์ ระยะใกล้เพียงเท่านี้ ถึงพลาดเป้าก็คงไม่เกินคืบ ทั้งคู่ยืนสบตากันนิ่ง
อดีตสิบโทถอนหายใจก้มลงไปหยิบไฟแช็คขึ้นมาพลิกซ้ายพลิกขวา
“ฉลาดดี แต่ทีหน้าทีหลังเพิ่มความเฉลียวเข้าไปด้วยนะพี่ฤทธิ์ คิดยังไงวิ่งพรวดพราดมาคนเดียวแบบนั้น” แล้วจ่ามหันต์ก็จุดไฟแช็ค
ไกวไปมาตรงหน้า แล้วโยนเจ้าสิ่งนั้นคืนให้หมวดผู้พิสมัยการล่าสัตว์

 

“พี่รู้ได้ยังไงว่านั่นเป็นเสียงของลูกน้องพี่ ไม่ใช่เสียงไอ้ลาย” จ่ามหันต์พูดพร้อมสำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัว
เยื้องเหนือศีรษะไปเกือบเมตรเป็นลานหินโล่ง ซึ่งรายล้อมไปด้วยต้นประดู่ และหากจำไม่ผิด ถ้าเดินเท้าผ่านลานหินสูงขึ้นไปอีกราวร้อยเมตร
จะถึงผา ที่เขาเคยเห็นเงาของใครบางคน

 

“ไม่รู้โว้ย ไม่รู้อะไรทั้งนั้นล่ะ พอมาถึงตรงนี้ เสียงมันก็ดันหายไป สับสนไปหมด ไม่รู้ว่าโดนเสือคาบไปแล้วหรือเป็นฤทธิ์เดชไอ้ลายกันแน่” ฤทธิ์สบถเสียงดังด้วยความเครียด “พี่ไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน ยังคิดอยู่ว่าตัวเองฝันไปรึเปล่า เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยเห็นคนกลายเป็นเสือ เสือกลายเป็นคน พี่ยอมรับว่าตอนได้ยินข่าว ยังขำไม่หาย คิดอยู่ว่าใครมันกุข่าวเรื่องเสือผีตัวนี้ ก็ไม่สนคำคน เลือดลมมันสูบฉีดพลุ่งพล่านอยากล่าขึ้นมาซะงั้น แล้วเป็นไง ตอนนี้ต้องเป็นฝ่ายถูกล่าแทนซะงั้น”

 

จ่ามหันต์ตรวจดูปืนคู่ใจให้พร้อมใช้งานอีกครั้ง ณ เวลานี้เขาต้องทะนุถนอมและรักมันยิ่งกว่าเมีย
“เอาเถอะ ยังบอกไม่ได้หรอกว่าใครเป็นฝ่ายถูกล่า พวกเราก็ซัดมันไปโป้งหนึ่ง คงเจ็บไม่น้อย” จ่ามหันต์พยายามพูดโน้มน้าวให้เพื่อนสนิท
ฮึกเหิม ให้จดจำความรู้สึกพลุ่งพล่านตอนเผชิญหน้ากันเมื่อสักครู่ ทั้งที่ในใจของอดีตสิบโทคิดอย่างหวาดๆ ว่า

 

เสือเจ็บนี่ล่ะอันตราย และมันจะทวีความอันตรายมากขึ้นแค่ไหนเมื่อไอ้ลายตัวนี้หาใช่เสือธรรมดา

 

“ว่าแต่ยักษ์ไปไหนวะ” หัวหน้าชุดถาม จ่ามหันต์เองก็ลืมไปสนิท มัวแต่ร้อนใจวิ่งตามหาเพื่อนรักที่ ณ ช่วงเวลานั้นดูสุ่มเสี่ยงมากกว่า
กลายเป็นว่าตามเจอหนึ่ง แต่หายไปอีกหนึ่ง และมันเป็นความสะเพร่าของเขาเอง
“เวรเอ้ย มัวแต่เป็นห่วงพี่เลยรีบวิ่งตามมา ลืมนึกไปว่าไอ้หนุ่มนั่นมันอยู่บนห้าง กว่าจะปีนลงมาคงต้องใช้เวลาสักพัก”

 

ทั้งสองปรึกษากันอย่างเคร่งเครียด ก่อนลงความเห็นกันว่าจะเดินย้อนกลับไปหายักษ์เป็นเบื้องต้น แล้วค่อยตามหาสมาชิกอื่นๆ กันต่อไปตามลำดับ

 

หยาดฝนยังคงโปรยปรายทั่วอาณาเขตเขาขวาง โชคดีที่ลานหินด้านบนกันไว้ส่วนหนึ่ง อีกส่วนถูกซับโดยใบไม้หนาทึบ
หากขึ้นไปยืนบนลานหินโล่งที่ว่า จะมองเห็นทิวเขายาวไปจนบรรจบกับภูเขาอีกลูก ที่คนเฒ่าคนแก่บอกว่าอาถรรพ์แรงไม่แพ้เขาขวางแห่งนี้
ฤทธิ์รู้สึกผิดไม่น้อย ที่ดันทุรังนำทีมตามล่าไอ้ลายทั้งที่หลายคนพยายามคัดค้าน ผลคือเสียทหารในบังคับบัญชาไปแล้วหนึ่ง
ที่เหลือยังไม่รู้ชะตากรรม

 

“ขอโทษจริงๆ ว่ะ ที่ไม่เชื่อแกตั้งแต่แรก จ่าแซมจึงต้องมาทิ้งชีวิตในป่าเวรเนี่ย”

 

จ่ามหันต์ได้ยินเช่นนั้นก็ชักสีหน้าและพูดสั้นๆ เพียงว่า อยู่ในป่าในเขา ให้ระมัดระวังคำพูด ในเมืองศิวิไลซ์ผู้เจริญแล้วทั้งหลายเลือกที่จะเชื่อหลักวิทยาศาสตร์ เชื่อหลักฐานและการพิสูจน์ แต่ในป่าห่างไกลความเจริญ ยังมีบางสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในเงามืดไม่สามารถพิสูจน์ได้
ดังเช่นเจ้าเสือผีจากเทือกเขาแห่งนี้… ฤทธิ์พนมมือขอโทษขอโพยแทบไม่ทัน

 

“พรานชัชก็หายเข้ากลีบเมฆไปเลย ไม่รู้เป็นตายร้ายดียังไง”
“อย่ากังวลไปเลย” จ่ามหันต์เปรย “พรานคนนี้ฝีมือไม่เบาทีเดียว คงไม่พลาดท่าเสียทีไอ้ลายง่ายๆ หรอก แต่ฉันสงสัยอยู่อย่างเดียว”
“อะไรวะ” ฤทธิ์ถามต่อ

 

สายตาของอดีตสิบโทมองกวาดไปในความมืดรอบตัว ก่อนมาหยุดที่หัวหน้าชุด

 

“สงสัยว่าพรานคนนี้สนใจจะปราบไอ้ลายมากกว่าห่วงความปลอดภัยของพวกเรารึเปล่าเนี่ยสิ ฉันสังเกตมาสักพักแล้วนะ
ถ้าไม่นับพี่ พรานชัชดูอยากจะประจันหน้ากับไอ้ลายตัวนี้เหลือเกิน ฉันไม่อยากคิดเลยว่าพรานชัชสนใจอยากจะได้บางสิ่งจากเจ้าเสือตัวนี้
อาจจะเป็นเขี้ยวมันก็ได้ คงมีคนไม่น้อยยอมจ่ายเงินเรือนหมื่นเพื่อมัน”

 

ฤทธิ์ได้ยินเช่นนั้น จึงถามซอกแซกเรื่องราคาค่างวดของเขี้ยวเสือสมิงอยู่เนื่องๆ ความโลภโมโทสันเริ่มเกาะกุมจิตใจตามวิสัย
ของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ ทั้งสองเดินย้อนกลับไปทางเก่า เลียบลานหิน ผ่านพุ่มไม้น้อยใหญ่ และตัดเข้าสู่ดงประดู่
ดอกสีเหลืองละลานเต็มพื้น จ่ามหันต์รู้สึกไม่ค่อยดีนักที่ต้องเดินเข้าในทุมประดู่ พยายามเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้น

 

“ช้าๆ หน่อยสิว่ะ พี่ตามไม่ทัน” ฤทธิ์บ่นอุบ
“ฉันเป็นห่วงไอ้หนุ่มนั่น ไม่น่าบอกให้มันวิ่งตามมาเล้ย” จ่ามหันต์รู้สึกผิดไม่น้อย หากพลทหารหน้าใหม่คนนั้นเป็นอะไร
คงเป็นตราบาปในใจไปชั่วชีวิต จนเมื่อผ่านหมู่หินระเกะระกะ ปกคลุมด้วยต้นประดู่ป่าใหญ่ขนาดสองคนโอบ จ่ามหันต์ได้ยินเสียงดังอยู่ใกล้ๆ

 

“เงียบๆ กันหน่อยถ้าไม่อยากตาย”

 

สองนายทหารวาดปืนไปทางต้นเสียงทันที บนแผ่นหินก้อนใหญ่ ที่คาดว่าทรุดตัวจากลานหิน คราแรกไม่เห็นสิ่งใดนอกจากเงาทะมึนของภูเขาที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลัง แต่เมื่อเพ่งชัดๆ ก็เห็นลำกล้องปืนลูกซองโผล่มาเหนือก้อนหิน ชั่วอึดใจเงาใครคนหนึ่งเขยื้อนกายออกมาจากหมู่ไม้

 

“พรานชัช!” ฤทธิ์แค่นเสียงบอกด้วยความดีใจ

 

เมื่อได้พบกับพรานนำทางอีกครั้งหลังจากที่หายไปนานตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ
“ปลอดภัยดีใช่ไหม แล้วทหารที่ไปกับพี่อยู่ไหน แล้วเจอคนอื่นมั้ย?”
“เจอแล้ว” พรานตอบกลับ “เหลือจ่าคนสนิทของนายทหารคนเดียวที่ยังไม่เจอ ไม่รู้ไปอยู่ไหน สงสัยคงเตลิดกลับไปเชิงเขาแล้วกระมัง”
พรานตอบสายตาจับจ้องไปในความมืด จ่ามหันต์ชำเลืองมองหัวหน้าชุดก่อนตอบเบาๆ

 

“จ่าแซมตายแล้วพราน ตายอยู่บนห้าง โดนไอ้ลายเล่นไปแล้ว”
พรานเหลือบตามามองพินิจบุรษที่ยืนอยู่เบื้องล่าง ก็หันกลับไปมองดงประดู่ ใบหน้าเหี้ยมเกรียม
“ลูกน้องนายไม่ตายเปล่าแน่ ผมจะจัดการไอ้เสือผีตัวนี้ให้จงได้”
“ว่าแต่พรานไปไงมาไงถึงมาซุ่มอยู่ตรงนี้” จ่ามหันต์ถาม

 

พรานมือฉมังค่อยๆ ลำดับเหตุการณ์ “หลังแยกออกมาไม่นาน ผมเจอทหารอีกคนแถวลานหินนี่ล่ะ จากนั้นได้ยินเสียงปืนดังสนั่นลั่นป่าจึงรีบพากันกลับที่ห้างจึงรู้ว่าพวกนายทหารออกตามล่าไอ้ลายกันแล้ว ขอโทษที่ต้องบอกว่ามันเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่าเลยนะ”

 

ฤทธิ์กับจ่ามหันต์ไม่มีคำแก้ตัวใดๆ สำหรับข้อกล่าวหานี้

 

“ผมทิ้งทหารทั้งสองคนไว้ที่ห้าง แล้วตามรอยไอ้เสือผีตัวนั้นมาเรื่อยๆ มันเจ้าเล่ห์ไม่เบาทีเดียว พลางตัว ซ่อนเร้น หลอกล่อ
ทำเอาเกือบหลงทาง ได้ยินมันเลียนเสียงคนเมื่อตะกี้มั้ยล่ะ เหมือนจนน่ากลัว” พรานหัวเราะหึๆ ในลำคอ
“ถ้าไม่เจอทหารที่ชื่อน้อยก่อนหน้านี้ ผมอาจจะหลงกลเหมือนกัน รอยเท้ามันมุ่งย้อนกลับมาแถวนี้ล่ะ ท่าทางเจ็บไม่หยอกทีเดียว
คงโดนพวกนายทหารเล่นมาสิท่า”

 

พรานพยักพเยิดไปทางทุมประดู่ เขาคำรามกับตัวเองเบาๆ “มันอยู่ทางนั้น”
บริเวณที่ว่าเป็นจุดที่จ่ามหันต์ไม่คิดจะเฉียดเข้าไปใกล้แม้สักนิด มันเป็นป่ารกชัฏ ปกคลุมด้วยแนวต้นประดู่ป่าและรกครึ้มไปด้วยวัชพืช
เพียงแค่มองชั่วครู่ ก็เหมือนถูกดูดกลืนเข้าไปในความมืด

 

“แล้วเราจะเอายังไงกับมันดี” ฤทธิ์ถามต่อ
“ไม่ว่าจะจำแลงอยู่ในร่างไหน มันก็ร้ายนัก ถ้าอยากฆ่ามัน ก็คงต้องตัดสินใจตอนนี้เลยก่อนที่จะสายเกินไป” พรานเอ่ยแผ่วเบาไม่ละสายตาจากตำแหน่งเดิมแม้แต่น้อย แล้วพูดต่อ “มันซุ่มอยู่ตรงดงประดู่ใต้ซอกหินตรงนั้น ผมให้นายทหารเป็นคนตัดสินใจ ว่าจะลุยกับมัน
หรือปล่อยให้ไปสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านอีก”

 

ภาระในการตัดสินใจทิ้งลงบนบ่าร้อยโทฤทธิ์ หากเดินหน้าต่อ นั่นหมายถึงความเสี่ยงในระดับเอาชีวิตเข้าแลก แต่กลับกันหากยกเลิกภารกิจเสียแต่ตอนนี้ โอกาสมีชีวิตรอดก็เพิ่มสูงเป็นทวีคูณ นับเป็นการตัดสินใจที่ยากยิ่งครั้งหนึ่งในชีวิต

 

จ่ามหันต์จับจ้องอากัปกิริยาเพื่อนสนิท ก็พอเดาออกว่าอยู่ในภาวะสองจิตสองใจ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
อดีตสิบโทเดินเข้าไปใกล้ จับบ่าและออกแรงบีบ
“พี่กับฉันเคยพูดกันแล้วไม่ใช่เหรอ ในสมัยที่ปฏิบัติภารกิจด้วยกันว่า หลับเถิดชาวประชา อันตัวข้าจะคุ้มภัย”

 

จ่ามหันต์ยิ้มน้อยๆ และเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ “งานนี้ถ้ามันไม่มอดก็เรานี่ล่ะที่ม้วย”

 

ปริมาณฝนเริ่มเบาบางลง เร็วกว่าที่คาดไว้ แต่มันถูกแทนที่ด้วยสายลมโหม แทรกผ่านขุนเขาและแมกไม้
ส่งเสียงครวญครางชวนให้หวั่นใจไม่น้อย กิ่งไม้ขนาดย่อมที่มิอาจต้านทานแรงลม หลุดร่วงเป็นระยะ

 

ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีอยู่บ้าง พรานชัชให้ความมั่นอกมั่นใจว่า ไม่เห็นสิ่งมีชีวิตใดย่างกรายเข้าหรือออกไปจากทุมประดู่
นั่นหมายความว่าสมาชิกคนอื่นๆ ไม่ต้องกังวลกับภัยมืดที่ซ่อนเร้นอยู่ในป่าแห่งนี้

 

ทั้งสามคนตระเตรียมความพร้อมเพื่อการเผชิญหน้าครั้งสุดท้ายกับเจ้าเสือร้ายแห่งเขาขวาง
สิ่งมีชีวิตลึกลับที่พื้นเพเป็นคนหรือสัตว์ก็ไม่อาจสืบทราบ คนเฒ่าคนแก่มักเล่าว่า เสือสมิง คือเสือที่กินคนเข้าไปมากจนมีความคิด
เจ้าเล่ห์เจ้ากล สามารถจำแลงรูปร่างเป็นคนได้โดยที่สามารถซุกซ่อนสัญชาตญาณสัตว์ป่าไว้ภายใต้รูปลักษณ์ของมนุษย์

 

“ไม่ต้องกังวลนะนายทหาร ถึงไอ้ลายตัวนี้มันจะร้ายไม่หยอก แต่ผมแน่ใจว่ากำราบมันได้ ขอเพียงยิงมันด้วยกระสุนนี้ ไอ้ลายสิ้นฤทธิ์แน่”
พรานชัชคำรามด้วยความแน่วแน่ สร้างความอุ่นใจให้หัวหน้าชุดไม่น้อย

 

“กระสุนของพรานชัชเป็นกระสุนเวทย์มนต์ อาคมแบบที่ได้ยินในนิยายรึ ถึงแน่ใจว่ามันจะล้มไอ้ลายได้ ก่อนหน้านี้ พวกฉันซัดโดนเต็มๆ
มันยังลุกขึ้นมาวิ่งปร๋อ”
“ก็ประมาณนั้นครับ เวลาผมแวะเวียนไปตามตะเข็บชายแดนไทยพม่า มักจะไปพบพระธุดงค์ที่เคารพนับถือกันอยู่
ท่านก็เมตตาปลุกเสกให้กระสุนเป็นบางครั้ง แต่จำนวนมันก็ไม่ได้มากมายนัก หากไม่จำเป็นจริงๆ ผมก็ไม่อยากใช้”

 

“มันเด็ดขนาดนั้นเลยเหรอ” ฤทธิ์ถามด้วยความสนใจในขณะที่ก้มมองอาวุธคู่กาย “แต่น่าเสียมันคงใส่ปืนกระบอกนี้ไม่ได้”

 

พรานยิ้มน้อยๆ “แต่ปืนผมกับของจ่าเป็นแบบเดียวกัน จ่าพกติดตัวไว้สักเม็ดสองเม็ดละกัน เชื่อผมเถอะว่าจ่าจะไม่เสียใจ”
พรานชัชยื่นกระสุนปลุกเสกให้สองนัด อดีตสิบโทพยักหน้ารับไว้ด้วยความยินดี
“เอาล่ะ ชักช้าจะเสียการ” พรานชัชยืนหลับตานิ่งและพูดเบาๆ
“เราไปจบเรื่องนี้กันเถอะ”

 

หนึ่งพรานกับสองชายชาติทหารกระชับปืนมั่น สืบเท้าเข้าไปทางดงประดู่ป่าที่แสนมืดมิด…

 

ภูมิประเทศของทิวเขาแถบนี้ส่วนใหญ่เป็นป่าโปร่ง จุดเดียวที่ดูทึบทะมึน คือบริเวณที่บุรุษทั้งสามกำลังเยื้องย่างเข้าไป
มันเป็นลานหินรายล้อมไปด้วยประดู่ป่าและพันธุ์ไม้นานาชนิด ด้านหนึ่งเป็นเนินหินไต่ระดับขึ้นยอดเขา อีกด้านเป็นโตรกสูงราวสามเมตร
เมื่อมียอดพรานอยู่ใกล้ๆ ร้อยโทฤทธิ์รู้สึกอุ่นใจขึ้น ในขณะที่พรานชาวบ้านคนอื่นเลือกที่จะเลี่ยงไม่ยอมเผชิญหน้ากับเสือผีตัวนี้
มีเพียงพรานชัชคนเดียวที่ยังบุกบ่าตามมากับทีมล่าไอ้ลาย

 

ยิ่งใกล้ดงประดู่มากเท่าไหร่ ทั้งสามยิ่งระแวดระวังตัวมากขึ้น สายตาที่ชินกับความมืดจับจ้องทุกสิ่งที่สามารถขยับเขยื้อนได้

 

เมื่อเข้ามาอยู่ใต้ร่มเงาของทุมประดู่ ชายฉกรรจ์ทั้งสามสัมผัสได้ถึงมวลอากาศเย็นเยียบ หมอกจางๆ ลอยเรี่ยสูงระดับเข่า
เสียงพรานกำชับเบาๆ ตลอดเวลาให้เดินช้าอย่างระวัง อย่าแตกกลุ่มเด็ดขาด จากนั้นยอดพรานยกปืนขึ้นมาพนมไว้แนบอก
พึมพำบริกรรมคาถา จ่ามหันต์เองก็ใช่คนไร้ฝีมือ ถึงไม่เชี่ยวชาญถึงแก่นแท้ของไสยศาสตร์ เวทมนต์คาถา แต่ก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือ
เขาล้วงไปหยิบตะกรุดประจำตัวขึ้นมาแล้วส่งให้ฤทธิ์ พร้อมบอกให้เกลอสนิทเก็บไว้ให้ดี ส่วนตนเองยกสร้อยพระขึ้นมาจรดเหนือศีรษะ บนบานอธิษฐานให้แคล้วคลาดผ่านค่ำคืนอันน่าระทึกขวัญ

 

‘ลูกช้างไม่มีเจตนาไม่ดีแม้แต่น้อย ที่ลุกล้ำเข้ามาในที่แห่งนี้ ก็ด้วยต้องการกำราบเสือร้ายที่คุกคามชาวบ้านชาวช่องเท่านั้น
หาได้คิดลบหลู่แม้เพียงสักนิด ขอให้เจ้าป่าเขา เจ้าที่เจ้าทางคุ้มครองปกปักษ์รักษาตนและเพื่อนทุกคนด้วยเถิด’

 

ในขณะที่จ่ามหันต์กำลังอาราธนาทุกบทสวดเท่าที่สมองชายวัยสี่สิบกว่าย่างห้าสิบจะจำได้ พรานชัชซึ่งเดินระวังหลังถามขึ้นมาเบาๆ
“ว่าแต่พวกนายทหารแน่ใจนะว่าจ่าแซมตายแล้ว ตรวจศพกันแล้วใช่มั้ย?”

 

คำถามนั้นทำให้อดีตสิบโทจำต้องชะงักทันที

 

“พรานชัชหมายความว่ายังไง” เขาถามกลับ

พรานจ้องตาอดีตสิบโทก่อนตอบ “จ่าน่าจะรู้นะว่าไอ้ลายมันร้ายแค่ไหน มันอาจจะตบตาพวกเราก็ได้ ผมถึงถามไงว่าตรวจศพจนแน่แก่ใจ
ว่าจ่าแซมตายแล้วใช่มั้ย”

 

จ่ามหันต์เหลือบตาไปมองหัวหน้าชุดทันที ความเป็นจริงคือเขาเพียงเห็นศพและบาดแผลจากระยะสามเมตรในความมืดสลัวเท่านั้น
ยังไม่มีโอกาสเข้าไปสำรวจตรวจสอบให้แน่ใจเพื่อนตัวดีก็วิ่งตามเสียงลึกลับไปก่อน เดือดร้อนให้เขาต้องวิ่งห้อตามมาติดๆ
ครั้นพรานนำทางทักขึ้น อดีตสิบโทก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองทำพลาดมหันต์ที่ไม่ยอมตรวจสภาพศพให้แน่แก่ใจ
นั่นยังไม่รวมกับที่ทิ้งนายทหารคนหนึ่งไว้คนเดียวในสถานการณ์คาบลูกคาบดอกเช่นนี้

 

“เงียบแบบนี้แสดงว่าคงไม่ได้ตรวจกันล่ะสิ จ่าก็อยู่ในวงการนี้มานาน ไม่น่าพลาดเรื่องง่ายๆ แบบนี้นะ” พรานชัชแสยะยิ้ม ก่อนเปรย
“อย่าหาว่าผมคิดมากเลย บอกตรงๆ ว่าอยู่ใต้ผืนป่าแล้วไม่เคยไว้ใจอะไรนอกจากตัวเองกับปืนกระบอกนี้”

 

จ่ามหันต์นิ่งงันพูดอะไรไม่ออก

 

“น่าเสียดาย” พรานชัชพูดต่อ “น่าจะชวนไอ้หนุ่มที่ชื่อยักษ์มาด้วย ได้ข่าวว่าฝีมือการยิงปืนของมันก็เต้ยไม่เบา
หากอยู่ที่นี่คงเป็นประโยชน์มากกว่าทิ้งให้อยู่เฝ้าห้างนะ”

 

ณ ขณะนี้ ทุกคำพูดของพรานชัช ล้วนแล้วแต่เข้าหูซ้ายบ่ายออกหูขวา จ่ามหันต์จับใจความไม่ได้แม้แต่น้อย
จิตใจหมกมุ่นจมจ่ออยู่กับความกังวลผสมกับความรู้สึกผิด แต่กระนั้นจะพูดว่าเป็นความนิยมชมชอบโดยส่วนตัวที่มีต่อนายทหารรุ่นน้องก็คงได้
ที่ทำให้อดีตสิบโทฉุกคิดอะไรบางอย่าง เขาถามพรานนำทาง

 

“พี่ชัชเจอยักษ์ตอนที่พาทหารไปส่งที่ห้างใช่ไหม ดีเหลือเกินที่ทุกคนปลอดภัย”
“ใช่… ทุกคนปลอดภัยดี เหลือแค่เราสามคนนี่ล่ะยังลูกผีลูกคนอยู่” พรานชัชตอบ

 

ความรู้สึกบางอย่างผุดขึ้นในใจอดีตสิบโท แรกเริ่มเดิมทีเป็นเพียงความกังขา แต่เมื่อประกอบเข้ากับหลายๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมา
ขณะนี้กลายเป็นความไม่ไว้ใจ

 

“พี่ฤทธิ์ถอยออกมาจากตรงนั้น” จ่ามหันต์เอ่ยเสียงแหบพร่า ปลายลูกซองยาวชี้ไปที่พรานชัช
“มหันต์ ทำอะไรของแกวะ” ฤทธิ์ร้องเสียงหลง
“ถอยออกมาก่อน” เสียงอดีตสิบโทกร้าวยิ่งขึ้นจนทำให้หัวหน้าชุดเริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ฤทธิ์ถอยฉากมายืนประชิดเพื่อนสนิท
“พี่ชัช อย่าถือสากันเลยนะ แต่ช่วยจุดไฟให้พวกฉันดูหน่อยเถอะ” จ่ามหันต์พูดจบก็ให้ฤทธิ์โยนไฟแช็คไปให้พรานนำทาง

 

นิ้วมือแข็งกระด้างของอดีตสิบโทแตะนิ่งที่ไกปืน ‘จุดสิพี่ชัช… จุดสิ…’ จ่ามหันต์คร่ำครวญในใจ มือไม้สั่นเทาราวกับเจ้าเข้า

 

พรานชัชยืนนิ่งจ้องตาจ่ามหันต์อยู่ครู่ ก่อนก้มลงไปหยิบไฟแช็ค เขายิ้มพราย แล้วเงื้อมือขว้างไฟแช็คลอยหายไปในความมืดของโตรกผา
จากนั้นย่างเท้าเข้าข้างทางหายลับไปหลังแนวต้นประดู่ แม้จะเตรียมใจยอมรับสถานการณ์เลวร้ายไว้แล้ว แต่สติสตังของทั้งคู่ก็แทบกระเจิง
เมื่อเห็นเสือโคร่งตัวมหึมาโผล่ออกมาจากด้านหลังต้นประดู่ป่า แววตาวาวโรจน์แฝงความอาฆาตจ้องมาที่พวกเขา

 

ฤทธิ์ตระหนักในทันทีว่า เมื่อครั้งที่ตนเองเผชิญหน้ากับจ่ามหันต์กลางป่าสองต่อสองและหาญกล้าท้าทาย เพราะทึกทักคิดเข้าข้างเอาเองว่าสัญชาตญาณนักล่าของตนกลับคืนมา แท้ที่จริงหาได้เป็นเช่นนั้น เพราะลึกๆ แล้วยังมีความรู้สึกว่านั่นคือมนุษย์
ไม่ใช่สิ่งวิปริตผิดปกติจากมนต์มารศาสตร์มืดใดๆ ทั้งสิ้น

 

แต่กับเจ้าสัตว์ร้ายที่กำลังย่างสามขุมเข้ามาหานั่นต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

 

เมื่อประจันหน้ากับมัน… มหันตภัยร้ายที่สร้างความหวาดกลัวให้ผู้คนมานานแรมปี ปากแข็งเกร็งจนไม่อาจเปล่งเสียง
แขนและขาชาจนไร้เรี่ยวแรง ปืนในมือหนักดุจแท่งศิลา สมองไม่สามารถคิดวิเคราะห์หาทางหนีทีไล่ใดๆ
สิ่งเดียวที่ผุดขึ้นภายในสมองขาวโพลนคือ

วันนี้คงเป็นวันตายของตน…

 

เมื่ออยู่ต่อหน้าพญามัจจุราช อวัยวะส่วนเดียวที่เคลื่อนไหว คือก้อนเนื้อบริเวณอกข้างซ้าย… หัวใจของฤทธิ์เต้นระรัว
แม้อดีตสิบโทจะเตรียมตัวรับสถานการณ์เลวร้ายขีดสุดไว้แล้ว แต่เมื่อเห็นรูปลักษณ์ใหญ่โตของไอ้ลายในระยะประชิด
ลมก็แทบจับ แข้งขาสั่น อยากกลับหลังหันวิ่งหนีเสียเต็มประดา ในห้วงวิกฤตเลวร้ายถึงขีดสุด ไร้ซึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์องค์ใด
ยื่นมือมาโอบอุ้ม สิ่งเดียวที่ค้ำจุนไม่ให้อดีตสิบโทยอมถอดใจพลีกายเป็นอาหารอันโอชะเสริมตบะให้ไอ้ลาย คือปืนลูกซองยาวที่อยู่ในมือ

เสือร้ายแห่งเขาขวางย่างเท้าเข้าไปหาบุรุษทั้งสอง มีเลือดซึมเปรอะบริเวณลำตัว แต่บาดแผลเล็กน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกันขนาดตัวของมัน
ถึงอย่างนั้นก็เป็นความหวังเดียวในขณะนี้ เพราะบาดแผลนั้นแสดงเป็นที่ประจักษ์แจ้งแก่ใจแล้วว่า อ้ายเสือผีหาได้เป็นอมตะ…

“ผยองดีนัก กูจะยิงเข้าแสกหน้าเลยไอ้ลาย” จ่ามหันต์คำรามทำใจดีสู้เสือ

เมื่ออยู่ในระยะประจันหน้าห่างกันเพียงไม่ถึงสิบเมตร อดีตสิบโทบรรจงเล็งศูนย์อย่างตั้งใจยิ่งกว่าทุกครั้ง เพราะกระสุนนัดนี้กุมชะตาชีวิตของตนกับเพื่อนสนิทไว้ หากพลาดเป้า แน่นอนว่าไม่มีโอกาสซ้ำสอง จ่ามหันต์แตะไกปืนและเหนี่ยวไก

แช๊ะ!

อดีตสิบโทตาเบิกกว้าง เหงื่อแตกพลั่ก เสียงที่ได้ผิดแผกไปจากเดิมนั้นกระชากหัวใจบุรุษผู้นี้ให้หล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม
เพราะกฤติยามนต์ไอ้ลายอย่างนั้นหรือ… ไม่ใช่ มันเป็นความเลินเล่อของอดีตสิบโทแห่งกองพลทหารอาสาสมัคร
จ่ามหันต์เลือกเชื่อคำพูดของคนอื่นมากกว่าเชื่อจิตใต้สำนึกของตัวเอง ด้วยเหตุที่ต้องต่อกรกับอ้ายเสือร้ายแห่งเขาขวาง
เมื่อได้ยินเรื่องกระสุนลงอาคม และได้รับติดตัวมาเป็นสิ่งกำนัล จึงสลับสับเปลี่ยนกับของเดิม ผลคือกระสุนด้าน!

‘มึง! มึึงเล่นกรูแล้ว ไอ้เสือร้อยเล่ห์’ อดีตสิบโทหน้าถอดสี

“พี่ฤทธิ์ยิงมันสิ!” จ่ามหันต์ตะโกน แต่ร้อยโทฤทธิ์ดูสิ้นสภาพการเป็นนักล่ามือฉมังไปเสียแล้ว แม้จะยกปืนลูกซองในมือขึ้น แต่เป็นเพียงสัญชาตญาณการเอาตัวรอดเท่านั้น กรงเล็บคมกริบวาดเป็นเส้นโค้งตะบบเข้าที่แขนซ้ายพาดผ่านถึงทรวงอกของหัวหน้าชุดปฏิบัติการ
ส่งผลให้ฤทธิ์ทรุดฮวบลงไปทันที

ไม่มีโอกาสให้เสียงใดเล็ดลอดออกมา นายทหารยศร้อยโทนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น

“พี่ฤทธิ์!” จ่ามหันต์สะดุ้งเฮือก ถอยหลังไปพลางเปลี่ยนกระสุนไปพลาง มือไม้สั่นเป็นเจ้าเข้า ยิ่งรีบเหมือนยิ่งลน
เสี้ยววินาทีที่เหลือบไปมองโตรกดำมืดหนึ่งในทางหนีในสถานการณ์คับขัน เงามัจจุราชก็ทาบทับบนเรือนร่าง ไอ้ลายตัวร้ายผงาดยืนขึ้น
เงื้อขาหน้าขึ้นสูง กรงเล็บยาวดุจมีดพับกางออกจนสุด ใกล้เสียจนอดีตสิบโทได้กลิ่นลมหายใจสาบสาง

วาระสุดท้ายของชีวิตคงเป็นเช่นนี้ ภาพต่างๆ แล่นเข้ามาในสมองอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่แรกครั้งยังเป็นทารก อบอุ่นภายในอ้อมกอดมารดา
เติบโตมาเป็นชายฉกรรจ์มีอุดมการณ์แรงกล้ารับใช้ชาติ มีครอบครัวแสนอบอุ่น ภรรยาและลูกที่เป็นดั่งแก้วตาและดวงใจ

ถึงกระนั้น ก็ไร้ซึ่งแรงต่อต้าน…
จ่ามหันต์หลับตา ‘ขอโทษนะ… พี่คงไม่ได้กลับไปแล้ว’
กรงเล็บเจ้าเสือร้ายฟาดลงมา เป้าหมายคือบริเวณลำคอของอดีตสิบโท

ปัง!

 

เสียงปืนดังสนั่นสะเทือนภู กระชากสติจ่ามหันต์ให้กลับคืนมา พร้อมส่งร่างมหึมาของไอ้ลายเซถลาก่อนล้มพังพาบลงกับพื้น
ห่างจากอดีตสิบโทเพียงไม่กี่คืบ

ปลายกระบอกปืนใครคนหนึ่งคายควันโขมง

“พี่ฤทธิ์!” จ่ามหันต์ตะโกนสุดเสียง เมื่อเห็นเพื่อนรักค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เขารีบวิ่งเข้าไปประคอง

“เป็นไปได้ยังไง ฉันเห็นพี่โดนตะปบเข้าไปเต็มๆ” จ่ามหันต์รีบสำรวจร่างกายหัวหน้าชุด แขนเสื้อของฤทธิ์ฉีกขาดตั้งแต่หัวไหล่ไปจนถึงหน้าท้อง
มีรอยช้ำแดงเลือดซึมเป็นทางยาว จากสภาพบาดแผลทำเอาจ่ามหันต์งงเป็นไก่ตาแตก เพราะด้วยขนาดตัว และอุ้งเล็บของไอ้ลาย
บาดแผลควรลึกถึงกระดูกเป็นอย่างน้อย

“โอ้ย…” ฤทธิ์ครวญ “สงสัยไหล่จะหลุดว่ะ แถมรู้สึกเจ็บแปลบตรงไหปลาร้า สงสัยจะหัก”
“เป็นไปได้ยังไงพี่ฤทธิ์ พี่มีของดีอะไรรึเปล่าเนี่ย?” เมื่อประโยคนั้นหลุดออกมา จ่ามหันต์นึกขึ้นได้ทันทีว่า เพื่อนสนิทเขาไม่ใช่คนประเภทนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพียงแต่ไม่ลบหลู่ดูหมิ่นก็เท่านั้น สิ่งที่ทำให้รอดอาเพศเหตุร้ายมาได้อย่างหวุดหวิด น่าจะเป็นอานุภาพของตะกรุดที่เขามอบให้ติดตัวไว้นั่นเอง

ชั่วขณะที่ทั้งสองคนเผลอ เสียงคำรามลอดไรฟันก็ดังมาจากด้านหลัง

กรร…

ไอ้ลายค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แม้เลือดจะโทรมกาย แต่ดูเหมือนบาดแผลไม่ได้สร้างความเจ็บปวดให้มันสักเท่าใดนัก
หางขนาดเท่าต้นแขนชายวัยรุ่น ยังคงสะบัดพริ้วไหวอย่างไม่ยี่หระ

“ไอ้ห่า มึงจะหนังเหนียวเคี้ยวยากไปถึงไหนวะ” ฤทธิ์ครางเสียงอ่อย สภาพของเขาในตอนนี้อย่าว่าแต่ให้ต้องให้ยิงอีกนัด
แค่ประคองตัวให้ยืนขึ้นได้ก็หืดขึ้นคอแล้ว

“หนีไปก่อน” จ่ามหันต์แค่นเสียงบอกเพื่อนสนิท
“อะไรนะ?” ฤทธิ์สงสัย
“พี่ฤทธิ์หนีไปก่อนเดี๋ยวฉันตามไป!” จ่ามหันต์สั่งเสียงเฉียบขาด
“ไม่โว้ย ถ้าจะตายก็ตายด้วยกันนี่ล่ะ!” หัวหน้าชุดสวนกลับพร้อมยัดกระสุนอย่างทุลักทุเล ปืนสองกระบอกเล็งไปที่สัตว์ร้ายที่กำลังควบใกล้เข้ามา

บนคันชั่งแห่งความเป็นความตาย จ่ามหันต์ได้ยินเสียงบางอย่างแว่วเข้ามาในโสตประสาท

‘ทางนี้’

อดีตสิบโทหันขวับไปมอง ใต้ต้นประดู่ป่าขนาดใหญ่ที่ขึ้นอยู่ตรงชะง่อนผา มีชายชราร่างเล็กนุ่งโจงกระเบนไม่สวมเสื้อยืนสงบนิ่งมือข้างหนึ่งไพล่อยู่ด้านหลัง ส่วนอีกข้างชี้ไปที่ความมืดเวิ้งว้างข้างๆ จ่ามหันต์กระพริบตาถี่ๆ อีกหลายครั้ง เงาดังกล่าวก็ยังคงยืนอยู่ในท่าเดิม

‘วิ่งสิ’ เสียงทุ้มกังวานเข้ามาในภวังค์อีกครั้ง…

จะด้วยเหตุผลกลใดไม่อาจทราบ จ่ามหันต์ตะโกนสุดเสียง
“พี่ฤทธิ์… เผ่นโว้ย!”
“ห๊า! แกว่าอะไรนะ” ฤทธิ์ร้องเสียงหลงก่อนถูกเพื่อนเกลอดันให้ออกวิ่งด้วยความทุลักทุเล
ทั้งสองดิ่งตรงไปยังหน้าผาโดยมีไอ้ลายวิ่งควบตามมาติดๆ

ถึงไม่เป็นดังสุภาษิต ‘หนีเสือปะจระเข้’ แต่ก็ต่างกันไม่มาก เมื่อหัวหน้าชุดเห็นชะง่อนผาจึงพยายามชะลอฝีเท้า
แต่ไม่สามารถขืนแรงผลักได้ เขาตะโกนลั่น

“ไอ้มหันต์ข้างหน้านี่มันหน้าผานะโว้ย!”
“ช่างมันเถอะน่า โดดเลยพี่!” แล้วจ่ามหันต์ก็ผลักสุดแรง ร่างหัวหน้าชุดลอยคว้างกลางอากาศ เขาร้องเสียงหลงฟังไม่ได้ศัพท์ ก่อนผลุบหาย
ไปในความมืด จ่ามหันต์กลั้นใจกระโดดตามไปติดๆ เป็นวินาทีเดียวกับที่ไอ้ลายโผทะยานเข้าใส่ มันฟาดกรงเล็บเข้าที่แผ่นหลังอดีตสิบโท
แต่เฉียดไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด!

 

สองเกลอร่วงลงเนิน ม้วนตลบชวนหวาดเสียว อวัยวะกระแทกกับพื้นหลายครั้ง เคราะห์ดีที่บริเวณโตรกนั้นอุดมไปด้วยวัชพืชหนานุ่ม
เมื่อกลิ้งจนถึงเนินด้านล่างทั้งสองนอนแผ่หลา อกกระเพื่อมด้วยความตื่นเต้นและเหน็ดเหนื่อย
“ทะ… ทำบ้าอะไรของแกวะ อยู่ๆ มาผลักลงผา ดีนะมันไม่สูงมากไม่งั้นได้เป็นผีเฝ้าภูนี้ไปแล้ว”
ฤทธิ์ชันกายนั่ง ใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเกด้วยความเจ็บปวด บาดแผลจากกรงเล็บไอ้ลายเริ่มสร้างความระบมขึ้นเรื่อยๆ
จ่ามหันต์เองไม่สามารถตอบข้อสงสัยของหัวหน้าชุดได้พอๆ กับที่ตอบตัวเองไม่ได้ว่าเหตุใดจึงเสี่ยงกระโดดลงผาดำมืดที่มองไม่เห็นก้นเช่นนี้
หากเปลี่ยนจากวัชพืชหนานุ่มเป็นหมู่หิน พวกเขาสองคนคงไม่รอดปลอดภัยครบสามสิบสองเป็นแน่

“เอายังไงต่อดี” หัวหน้าชุดยืนสะโหลสะเหล สายตาสำรวจเบื้องบนอย่างหวั่นใจว่าจะมีสิ่งใดตามลงมาหรือไม่
“ที่คิดไว้ว่าจะฝังมันที่นี่ ไปๆ มาๆ พวกเรานี่ล่ะจะโดนฝังเสียเอง ไอ้เสือผีตัวนี้มันหนังเหนียวจริงๆ แถมยังเจ้าเล่ห์เหลือเกิน”
“อย่าเพิ่งชื่นชมมันตอนนี้ได้มั้ย จะเอายังไงก็รีบว่ามา” ฤทธิ์ลุกขึ้นยืน บัดนี้ปืนประจำกายถูกใช้เป็นไม้เท้าไปเสียแล้ว
“กลับไปตั้งหลักที่ห้างก่อน รวมกันเราอยู่ แยกหมู่ล่ะอิบอายตลอด” จ่ามหันต์บ่นอุบ

ทั้งสองคนเดินโซซัดโซเซไปตามทางเล็กๆ อุดมไปด้วยสุมทุมพุ่มไม้ เสียงลมพัดหวีดหวิวสร้างความกังวลให้ทั้งคู่ตลอดเวลา
อดีตสิบโทนิ่งเงียบไม่พูดสิ่งใดอีก ครุ่นคิดถึงใครคนหนึ่งที่โผล่ออกมาให้เห็นในยามวิกาล ชายชรานุ่งโจงกระเบนไม่สวมเสื้อ
ดูคลับคล้ายคลับคลากับคนที่เขาเห็นก่อนออกเดินทาง

“มหันต์” ฤทธิ์กระซิบแผ่วเบา “พรานชัชที่เราเจอเมื่อตะกี้คือสมิงแปลงมารึเปล่าวะ”
จ่ามหันต์ไม่ตอบคำถาม แต่ในใจครุ่นคิดเรื่องนี้มาสักพักตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง มีหลายสิ่งที่อดีตสิบโทคลางแคลงในตัวยอดพรานไม่น้อย
แต่อย่างไรก็ตาม ไม่เคยคาดคิดว่าพรานนำทางจะเป็นสมิงเสียเอง
“เราอย่าเพิ่งคุยกันตอนนี้ดีกว่า ประเดี๋ยวมันได้ยินก็ตามมาขบสมองเอาเท่านั้น” จ่ามหันต์ตัดบท แล้วเดินนำตัดลงเนินขนาดย่อมไปเรื่อยๆ
บางช่วงต้องปีนลงทางลาดชันซึ่งสร้างความลำบากให้หัวหน้าชุดเป็นอย่างมาก แม้จะเป็นชายชาติทหาร แต่สภาพบาดแผล
คงต้องยอมรับโดยดุษฎีว่า ไม่สามารถนับร้อยโทฤทธิ์เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญได้อีกต่อไป

เมื่อลงมาถึงพื้นราบทั้งสองมะงุมมะงาหราหลงทิศทางเดินวนอยู่นานก็ไม่พบห้าง มองไปทางไหนมีเพียงแต่ต้นไม้หน้าตาคล้ายๆ กันไปหมด
ด้วยพิษบาดแผลทำให้หัวหน้าชุดรู้สึกวิงเวียนศีรษะและเริ่มอาเจียน
“ไหวมั้ยวะพี่” จ่ามหันต์ส่งกระบอกน้ำส่วนตัวให้ฤทธิ์ เขายกดื่มด้วยความกระหายจนเกือบหมด
“เริ่มหายใจไม่ออก ขาก็ล้าแทบจะเดินไม่ไหว แขนก็ปวดตุบๆ ขอนั่งพักสักแป๊บเถอะวะ ไปต่อไม่ไหวจริงๆ”
“แค่สามนาทีนะ นานกว่านี้ไม่ได้” จ่ามหันต์ยกนาฬิกาประจำตัวขึ้นมาดู ขณะนี้ล่วงเข้าตีหนึ่งแล้ว อันที่จริงตัวเขาเองก็ล้าเต็มทน
ที่กล้ำกลืนฝืนทนอยู่ตอนนี้ก็ใกล้ถึงขีดจำกัดอยู่รอมร่อ

“มหันต์… ถ้าคืนนี้พี่ไม่รอด ฝากแกบอกเมียพี่ด้วยนะว่าพี่รักเขามาก และขอโทษด้วยที่ทำตัวไม่สมเป็นสามีที่ดี มัวแต่ทุ่มเทให้ประเทศชาติ
ลุ่มหลงลาภยศชื่อเสียงจนลืมนึกถึงคนที่อยู่ข้างๆ คนที่คอยเป็นกำลังใจให้ตั้งแต่ยังเป็นแค่พลทหารตัวเล็กๆ”
อดีตสิบโทแห่งกองพลทหารอาสาสมัครปากระสุนกำมะลอทิ้งด้วยความฉุนเฉียว พร้อมสับเปลี่ยนเอาของเดิมมาใส่อย่างชำนาญ
เขาตอบกลับเบาๆ

“ฉันไม่ใช่ธนาคาร ไม่รับฝากอะไรทั้งนั้น หากพี่เป็นลูกผู้ชายจริง มีอะไรก็กลับไปบอกเมียด้วยตัวเองซะ เพราะฉันเองก็จะทำแบบเดียวกัน”

สิ้นเสียง ทั้งสองรู้สึกว่าบางสิ่งกำลังเคลื่อนที่ใกล้เข้ามา จ่ามหันต์รีบเข้าไปประคองหัวหน้าชุด กึ่งเดินกึ่งวิ่งอย่างทุลักทุเล
สอดส่องหาที่หลบภัย ครั้นจะขึ้นไปหลบบนต้นไม้ ฤทธิ์คงปีนไม่ไหว อับจนหนทาง คงต้องปักหลักสู้กันให้ตายไปข้าง
ทั้งสองคนยืนขนาบชิดยึดต้นชิงชันสูงลิบลิ่วเป็นที่มั่น ปืนสองกระบอกจ่อไปบริเวณพงรกชัฏเบื้องหน้า
ไม่นานนักมันถูกบางสิ่งแหวกออกมา สองเกลอเตรียมลั่นไกทันที!

 

“อย่ายิง นี่ผมเอง!” ใครคนหนึ่งร้องลั่น

แสงจันทร์สลัวเผยว่าคนๆ นั้นคือหนึ่งในสมาชิกล่าไอ้ลาย บุคคลที่หายไปนานสองนาน
“ไอ้ยักษ์!” ฤทธิ์ตะโกนเรียกชื่อทหารใต้บังคับบัญชา
“นาย! ปลอดภัยดีมั้ย” ทหารหนุ่มยิ้มร่า ปรี่เข้ามา แต่ก็ต้องชะงักกึก เพราะแม้ปืนลดไปหนึ่ง แต่ยังเหลืออีกหนึ่งยังจ่ออยู่ที่กบาล
“ยืนอยู่ตรงนั่นล่ะ อย่าเพิ่งเข้ามา” จ่ามหันต์จ้องพลทหารรุ่นน้องตาเป็นประกายคมกล้า
“อะไรวะลุง นี่คิดว่าฉันเป็นเสือสมิงอะไรนั่นหรือไง” ยักษ์บ่นอุบ
“กันไว้ดีกว่าแก้โว้ย ไอ้เสือเจ้าเล่ห์มันเล่นลูกไม้ตลบหลังพวกเรามาหลายรอบแล้ว”
“อ้าว แล้วลุงจะให้ฉันพิสูจน์ยังไงล่ะ เออ ไฟไง เอาไฟมาสิ เดี๋ยวฉันจะก่อกองไฟใหญ่ๆ มันตรงนี้ซะเลย”

จ่ามหันต์เหลือบไปมองเพื่อนสนิท ไฟแช็คอันเดียวที่มี ถูกร่างจำแลงพรานชัชขว้างทิ้งไปแล้ว
“เอายังไงดีวะ ดูท่าทางมันไม่น่าจะเป็นไอ้ลายนะ บุคลิกแบบนี้มันไอ้ยักษ์ชัดๆ” หัวหน้าชุดพิจารณาอย่างละเอียด
“อย่าไว้ใจทางอย่าวางใจคนจะจนใจเองนะพี่ จำเมื่อกี้ไม่ได้เหรอ เกือบม่องเท่งกันทั้งคู่” ทั้งสองคนกระซิบกระซาบเบาๆ จน
ทหารหนุ่มบ่นด้วยความหงุดหงิด
“อยากพิสูจน์ก็เอาไฟแช็คมาสิลุง ชักช้าอยู่ได้ หมวดดูท่าไม่ค่อยดี รีบพากลับห้างจะดีกว่า”

จ่ามหันต์เริ่มสับสน จิตใจที่เคยแน่วแน่เริ่มเอนเอียนอีกครั้ง
“ไหนล่ะไฟแช็ค ถ้าไม่มีฉันเดินเข้าไปล่ะนะ” ทหารหนุ่มพูดจบก็สืบเท้าเข้าไปหาบุรุษทั้งสองคนอย่างไม่กลัวเกรงลูกตะกั่ว
“อยากยิงก็ยิงมาเลยละกัน แต่เฉี่ยวๆ พอนะอย่าให้ถึงกับพิกงพิการล่ะ ฉันยังไม่มีเมียเลย”

จ่ามหันต์เอานิ้วแตะไก แต่กระนั้นก็ไม่สามารถตัดใจลั่นไก ทำได้แค่ตะโกนห้ามไม่ให้ทหารหนุ่มเดินเข้ามา
และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความพิศวง เมื่ออดีตสิบโทได้ยินเสียงโหวกเหวกดังมาจากด้านหลัง

“ลุง! หลบไป!!”

จ่ามหันต์กับฤทธิ์เหลียวหลังกลับไปมอง และต้องพบกับความพิลึกพิลั่นสุดที่จะจินตนาการได้ ทั้งสองคนอุทานออกมาพร้อมกัน

“เฮ้ย อะไรกันวะ!?”

ห่างออกไปราวยี่สิบเมตร เงาตะคุ่มของใครคนหนึ่งยืนเด่นอยู่บนโขดหิน บุรุษรูปร่างองอาจผึ่งผายที่ตะโกนก้องคือพลทหารยักษ์…
ฤทธิ์กับจ่ามหันต์อ้าปากค้าง ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ แลซ้ายทีขวาที ไม่อยากเชื่อสายตา ด้านซ้ายหรือก็คือทหารหนุ่มที่ชื่อยักษ์
ส่วนทางขวาที่ยืนจังก้าอยู่บนโขดหินก็คือพลทหารใจกล้านามว่ายักษ์เช่นกัน รูปร่าง ท่าทาง การแต่งองค์ทรงเครื่อง
ช่างเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว แม้กระทั่งอาวุธบรรลัยกัลป์คู่กายยังเป็นปืนไรเฟิลแบบเดียวกันไม่ผิดเพี้ยน

อ้ายสมิงตัวร้ายแห่งเขาขวางกำลังหลอกหลอนอีกครั้ง…

“นี่กรูตาฝาดไปรึเปล่าวะ” ฤทธิ์หน้าซีดเผือด จ่ามหันต์กลืนน้ำลายลงคอ ร่างกายสั่นเทิ้มหวาดผวา
ในชีวิตขึ้นเหนือล่องใต้เจอสิ่งลี้ลับอธิบายไม่ได้อยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่มีครั้งใดสร้างความพิศวงงงงวยได้เท่าครั้งนี้ ด้วยกฤติยามนต์ของไอ้ลาย
บัดนี้มันจำแลงกายเป็นทหารหนุ่มที่ชื่อยักษ์เหมือนไม่ผิดเพี้ยนยิ่งกว่าฝาแฝด

คิดสิวะ… คิด’ อดีตสิบโทพยายามหาหนทางที่จะนำพาทุกคนให้พ้นเภทภัยในครั้งนี้ และที่สำคัญต้องคิดให้เร็วเสียด้วย
ก่อนทุกอย่างจะสายเกินแก้

‘ไฟไง…’ จ่ามหันต์นึกย้อนไปในตอนที่ไอ้ลายหลอกล่อด้วยการแปลงร่างเป็นจ่าแซม
และเขาโยนคบไฟลงไปทำให้รู้แจ้งเป็นครั้งแรกว่าสมิงร้ายสามารถกลายร่างได้จริงตามเสียงลือเสียงเล่าอ้าง
และคนที่จุดคบไฟคือทหารหนุ่มนามว่ายักษ์

“เอ็งสองคนใครก้าวเข้ามากูยิงไม่ยั้งแน่” จ่ามหันต์ขู่ฟ่อ สายตาจ้องเขม็งไปยังพลทหารที่ยืนอยู่บนโขดหิน
“ฉันรู้ว่าเอ็งมีไฟแช็คแน่ๆ เอามันออกมา”
ชายหนุ่มที่กำลังยืนจ้องมองตัวเองประดุจเงาในกระจก โดยมีจ่ามหันต์ ฤทธิ์ บดบังทางอยู่ ผละละสายตาจากยักษ์อีกคนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม
“จะไปมีได้ยังไงล่ะ ไม่รู้หล่นไปอีตอนไหน… ลุงหลบไปเถอะน่า ฉันจะซัดมันให้ร่วงเลย”

“อย่านะ เอ็งห้ามขยับไปไหน!” จ่ามหันต์สวนทันควัน ยกมือโบกอุตลุด ที่ทำเช่นนั้นเพราะเกรงว่าหากเป็นร่างจำแลงแปลงมา
ยักษ์ตัวจริงจะเป็นเหยื่อของคมกระสุนโดยไม่มีทางป้องกันตัว

“อะไรวะลุง ฉันนี่ล่ะตัวจริงเสียงจริง”
“หุบปาก!” จ่ามหันต์ตะคอกอีกครั้ง ในตอนนี้เขาไม่สามารถคิดหาหนทางใดมาพิสูจน์ได้อีกต่อไป ความเจ้าเล่ห์ของไอ้ลายปั่นหัวเสียแทบคลั่ง
“อยู่นิ่งๆ นะโว้ย” เขาสั่งเฉียบขาด พยักพเยิดให้ฤทธิ์เฝ้าดูชายที่ยืนอยู่บนโขดหินไว้ ส่วนตัวเองหันไปตะโกนถามยักษ์ ‘อีกคน’

“เอ็งเป็นคนจุดคบไฟให้ฉันกับมือไม่ใช่รึไงวะ แล้วไฟแช็คมันหายไปได้ยังไง”
“โธ่… ลุง ฉันจะไปรู้ได้ยังไง มันคงหล่นหายตอนที่มัวแต่วิ่งตามพวกลุงมานั่นล่ะ คิดยังไงทิ้งฉันไว้คนเดียว”

หน้าจ่ามหันต์หดเหลือสองนิ้ว คิ้วย่นชนกัน หลักฐานที่พิสูจน์ว่าใครคือคน ใครคือสมิงไม่สามารถใช้ได้อีกแล้ว เมื่อทั้งสองคนกลับไม่มีในสิ่งที่ใช้ยืนยันความเป็นมุนษย์ และด้วยสภาพชื้นแฉะหลังฝนตกจะใช้กรรมวิธีแบบพรานโบราณจุดไฟด้วยกิ่งไม้ใบหญ้าก็คงไม่ได้
อดีตสิบโทถึงคราวมืดแปดด้าน…

“เอายังไงดีวะ” ฤทธิ์ถามอย่างอ่อนล้า จะด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ของตะกรุดหรือไม่ ที่ทำให้รอดจากกรงเล็บไอ้ลายมาได้
แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีผลกระทบใดๆ กับร่างกาย อาการบอบช้ำทวีความรุนแรงขึ้น สวนทางกับสติสัมปชัญญะที่เริ่มเลือนลางลงเป็นลำดับ
ยุทธวิธีสิ้นคิดเดียวที่ผุดขึ้นในสมองของอดีตนายทหารคือ ‘ยิงทั้งคู่’ แต่นั่นหมายถึงความเสี่ยงถึงชีวิตของทหารหนุ่มตัวจริงด้วยเช่นกัน

‘เจ้าป่าเจ้าเขา ท่านชี้ทางถูกแล้วหรืออย่างไร’ จ่ามหันต์ครวญคร่ำในใจ ก่อนเล็งศูนย์ไปที่ยักษ์ที่ปรากฏตัวเป็นคนแรก
ทหารหนุ่มตะลึงงันชั่วอึดใจก่อน ยิ้มที่มุมปาก ตะโกนตอบกลับ

“เอาให้ตายนะลุง ไม่เอาพิการ”

คำพูดนั้นทำให้สิบโทเกิดความลังเลอีกครั้ง เขาบีบพานท้ายลูกซองยาวแน่นจนฝ่ามือแดงช้ำ บังเกิดความรู้สึกหลากหลาย
ทั้งหวาดกลัว สับสน และเจ็บใจ… เจ็บใจที่โดนไอ้ลายดัดหลังครั้งแล้วครั้งเล่า จนมีมือข้างหนึ่งตบลงบนบ่าเบาๆ…

“เฮ้ย ตัดสินใจยังไงก็ทำไปเลย พี่กับยักษ์ไม่โทษแกแน่ ที่สำคัญไอ้ลายมันร้ายนัก ยังไงวันนี้ก็ห้ามปล่อยมันไปเด็ดขาด เรามันทหารอาชีพ
ก็ต้องเสี่ยงเป็นธรรมดา” ฤทธิ์สูดลมหายใจลึกและยาวกว่าทุกครั้ง ก่อนยกปืนเล็งไปยังร่างที่ยืนอยู่บนโขดหิน
“ก็อย่างที่แกบอกนั่นล่ะ เพื่อนรัก…” หมวดฤทธิ์พูดต่อ “หลับเถิดชาวประชา อันตัวข้าจะคุ้มภัย”

จ่ามหันต์ตาเบิกโพลง…

เสมือนม่านหมอกที่ถูกสายลมบริสุทธิ์พัดผ่าน ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างกระจ่างชัดขึ้น แม้คราวใดต้องพบอุปสรรคขวางกั้นจนท้อถอย
แต่จำไว้เถิด จะมีทางเล็กๆ ให้เดินต่อไปเสมอ เช่นเดียวกับครั้งนี้ อดีตสิบโทแห่งกองพลทหารอาสาทำเช่นเดียวกับเกลอสนิท
เขาสูดลมและพูดเสียงดังฟังชัด

“เอาล่ะ ฉันจะถามอะไรบางอย่าง คิดดีๆ ก่อนตอบ”

จ่ามหันต์จ้องตายักษ์ทั้งสองคนนานร่วมนาทีอย่างมีนัยยะ จากนั้นจึงยกปืนเล็งไปยังร่างคนที่อยู่บริเวณพงไม้
ส่วนฤทธิ์เล็งไปยังชายที่ยืนบนโขดหิน

“หวังว่าเอ็งคงไม่พลาดนะ” น้ำเสียงอดีตสิบโทก้องกังวานจนฤทธิ์หันกลับมามองด้วยความสงสัย… ยักษ์ที่อยู่คนละฟากยืนสงบนิ่ง
โดยมีจ่ามหันต์ หมวดฤทธิ์และต้นชิงชันขวางกั้นกลางอยู่ จ่ามหันต์บรรจงจรดศูนย์ปืนเข้าที่หน้าอกของชายหนุ่มและถาม

“เอ็งรักอะไรมากที่สุดในชีวิตวะ”
ยักษ์คนแรกยิ้มและตอบกลับ “ฉันก็รักพ่อรักแม่นะสิลุง ถามได้”
“แล้วเอ็งล่ะ” อดีตสิบโทตะโกนถามยักษ์คนที่ยืนอยู่ด้านหลัง เงียบไปชั่วอึดใจทหารหนุ่มตอบกลับเสียงดัง

“ครอบครัวไงลุง”

จ่ามหันต์กัดฟันกรอด แค่นเสียงลอดไรฟัน “หางโผล่จนได้นะ” จากนั้นลั่นไกอย่างรวดเร็ว

ปัง!

กระสุนพุ่งเข้าหน้าอกของชายหนุ่มที่ยืนชิดป่ารกชัฏแม่นราวจับวาง จนร่างนั้นทรุดผลุบหายไปในพงหญ้า
ถัดจากนั้นเกิดเสียงคำรามดังลั่นป่า โฮก! แล้วร่างมหึมาของเสือลายพาดกลอนก็ยืนจังก้าขึ้นอีกครั้ง ไอ้ลายยังไม่สิ้นฤทธิ์!
ความอาฆาตมาดร้ายฉาบแวววับบนดวงตา มันหายใจหอบและถี่ บริเวณปากมีเลือดไหลรินออกมา หัวหน้าชุดเองก็ถึงขีดจำกัด
สุดที่จะทรงร่างอยู่ได้ หลังจากเห็นไอ้ลายเพียงชั่วครู่ สายตาเริ่มพร่ามัว สติเลือนลาง เขาล้มลงไปกองกับพื้น…

อ้ายเสือเจ้าเล่ห์กลับหลังเตรียมบ่ายหน้าหนีเข้าป่าทึบ เป็นจังหวะเดียวกับที่ยักษ์กระโดดลงจากโขดหิน วิ่งเลี่ยงจุดอับมายืนอยู่ข้างๆ จ่ามหันต์
เขาประทับปืนไรเฟิลอย่างรวดเร็วและพูดโดยที่สายตายังจับจ้องร่างเสือร้ายที่กำลังจะหายลับไปในความมืด

“ไม่มีพลาดหรอกลุง”

เปรี้ยง!!

เกิดเป็นเสียงปานฟ้าร้องแผดก้องในความมืด เปรี้ยง!

กระสุนทะยานเป็นเส้นตรงพุ่งไปถูกร่างของไอ้ลาย อานุภาพของไรเฟิลที่ล้มได้แม้กระทั่งช้าง ทำให้จอมอหังการแทบสิ้นฤทธิ์
มันโซเซไปได้เพียงสองสามก้าวก็ล้มลงในพงไม้ ก่อนตะเกียกตะกายทำเช่นเดิมอีกสองสามครั้ง และครั้งสุดท้ายนั่นเอง
จากที่เคยเป็นพญามัจจุราชสี่ขา มันกลับปรากฏกายในรูปร่างของชายที่ดูคุ้นตาคนหนึ่ง

จ่ามหันต์ขบกรามแน่น ส่วนพลทหารมือแม่นดูตกอกตกใจกับสิ่งที่พบเจอ เขาอุทาน “เห้ยลุง… ดูคุ้นๆ นะ นั่นใช่…”

“รออยู่นี่… เฝ้าผู้หมวดไว้ แล้วห้ามตามมาเด็ดขาด” จ่ามหันต์ขัดขึ้น เขาหักลำกล้องลูกซองคู่ใจ ปลอกกระสุนดีดออกมาพร้อมควันสีขาวขุ่น
เขาล้วงกระสุนใส่กลับเข้าไปใหม่ อดีตสิบโทกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามไปอย่างรวดเร็ว บริเวณแพวัชพืนปรากฏรอยเลือดกองใหญ่
และมีปืนลูกซองตกอยู่ใกล้ๆ อดีตสิงสิบโทกระพริบถี่ๆ เพ่งมองปืนกระบอกนั้น ก่อนเร่งฝีเท้าเรียบชิดเชิงหิน แล้วตัดลงเนินราบ สลับไปมา
ใช้ไฟฉายสำรวจรอยเลือดเป็นระยะ ประเมินจากความถี่ของหยดเลือด กับความเร็วในการเคลื่อนที่ อาการของเจ้าวายร้ายหนักหนาไม่เบา
มันมุ่งตรงไปยังหน้าผา อดีตสิบโทกระชับปืนมั่น ตามกระชั้นเข้าใกล้

หลังจากผ่านดงประดู่ป่าได้ไม่นาน จ่ามหันต์ก็ตามมาจนพบร่างหนึ่งเดินโงนเงนอยู่ในความมืด ร่างนั้นชุ่มโชกไปด้วยเลือด
มีร่องรอยจากคมกระสุนนับไม่ถ้วน แต่บาดแผลที่สร้างความเสียหายมากที่สุดคงมาจากกระสุนไรเฟิลที่เจาะทะลุบริเวณด้านหลังต้นคอ
เลือดเป็นลิ่มๆ ไหลริน

“พี่ชัช!” อดีตสิบโทกู่เรียก

ร่างนั้นยืนนิ่งอยู่ครู่ก่อนหันกลับมา บุรุษคนนั้นคือพรานนำทางผู้เชี่ยวชาญ แก้วตาของเขาดูแปลกประหลาด บางครั้งเป็นอย่างมนุษย์
แต่บางคราเป็นประกายอย่างสัตว์ สลับไปมา ร่างกายแม้จะโชกไปด้วยเลือด แต่ไม่อาจพรางริ้วประหลาดคล้ายลวดลายของเสือลายพาดกลอน

“ทำไมพี่ทำแบบนี้” จ่ามหันต์ยกปืนเล็งไปที่ร่างของพรานนำทาง แต่ท่าทางของอดีตสิบโทไม่ได้สร้างความตระหนกให้ยอดพรานแม้แต่น้อย
“หึๆ” เขาหัวเราะเบาๆ “สามหรือสี่” น้ำเสียงอ่อนแรงถามกลับ
จ่ามหันต์ดูฉงน พรานชัชจึงพูดต่อ “ไม่ได้อยากหรอก แต่มันอดไม่ได้ ทั้งโหย ทั้งกระหาย ทั้งรุ่มร้อนแทบขาดใจ
เจออาการแบบนี้จ่าจะทนได้สักกี่วันกันล่ะ สามหรือสี่วัน?”

พรานเซไปพิงกับต้นประดู่ พูดต่อเบาๆ “สงสัยตั้งแต่เมื่อไหร่” เขาถามเบาๆ อย่างอ่อนแรง

“ตั้งแต่แรก” จ่ามหันต์ตอบ “ฉันไม่รู้หรอกนะว่าพี่เป็นอะไร แค่ไม่ค่อยไว้ใจเท่านั้น แต่หลายครั้งความเชี่ยวชาญของพี่ ช่วยพวกเราจนขจัดความระแวงไปหมด เริ่มนับถือแม้จะรู้ว่าพี่มีจุดประสงค์บางอย่าง จนถึงตอนที่พวกเราไปถึงจุดขัดห้างนั่นล่ะ ความรู้สึกแปลกๆ วกกลับมาอีกครั้ง
ทำไมพรานมือฉมังเรื่องลี้ลับในป่าในดงแบบพี่ถึงไม่แนะนำอะไรพวกเราสักอย่าง ไม่บอกกระทั่งวิธีรับมือไอ้วายร้ายที่เรากำลังตามล่ากันอยู่”

พรานไอโขลก “ว่าต่อไปสิ”

“อีกครั้งตอนที่เราเจอกันเมื่อกี้ พี่บอกว่ากลับไปเจอสมาชิกทุกคนที่ห้างรวมถึงไอ้หนุ่มที่ชื่อยักษ์ใช่ไหม”
พรานนิ่งเงียบไม่ตอบคำถาม
“พี่อาจจะเจอทหารหนุ่มคนนั้นที่ห้างจริงหรือไม่จริงไม่มีใครรู้นอกเสียจากพวกเราจะวกกลับไปที่ห้าง แต่จะบอกว่า
เป็นความนิยมชมชอบนิสัยส่วนตัวของไอ้หมอนั่นก็คงไม่ผิด ที่ทำให้ฉันเลือกที่จะไม่เชื่อคำพูดของพี่ “จ่ามหันต์เว้นช่วงเล็กน้อย
“ในห้วงเป็นตายเท่ากัน ตอนที่พี่ฤทธิ์โดนลวงให้วิ่งแยกออกมา ฉันวิ่งตามมาติดๆ และด้วยความร้อนใจ ฉันจำได้ว่าตะโกนบอก
ให้เด็กหนุ่มคนนั้นวิ่งตามมา… ดูไม่ค่อยมีเหตุผลนะ แต่ฉันเชื่อว่าเด็กหนุ่มที่ชื่อยักษ์จะมุ่งมั่นบากบั่นตามมามากกว่าจะทอดทิ้งพวกฉัน
แล้วหนีกลับไปตั้งหลักที่ห้าง… และฉันก็คิดถูก มันตามมาจริงๆ จะบอกให้นะ กระสุนที่หลังคอพี่ก็ฝีมือของไอ้หนุ่นนั่นล่ะ”

จ่ามหันต์ขึ้นนกเสียงดังแกร๊ก

พรานชัชหัวเราะในลำคอ เขาทรุดไถลลงไปนั่งพิงต้นประดู่
“ทำไมพี่กลายเป็นแบบนี้” อดีตสิบโทคาดคั้นหาคำตอบที่สงสัยต่อ
“เรื่องมันยาว เอาเป็นว่าผมไม่ใช่สัตว์เดรัจฉาน แค่เผอิญเชี่ยวชาญในเดรัจฉานวิชามาตั้งแต่สมัยรุ่นๆ เริ่มถลำลึกศาสตร์ลี้ลับจนถอนตัวไม่ขึ้น
ความอยากรู้อยากเห็นกลายเป็นความคลั่งไคล้ และสุดท้ายกลายเป็นคำสาบ”

พรานชัชชันกายลุกขึ้นยืนอีกครั้ง โซซัดโซเซตรงไปบริเวณเนินหินสูง จ่ามหันต์สืบเท้าตามไปอย่างระแวดระวัง
สายลมครวญครางรายล้อมอยู่รอบทิศ ชวนให้อึดอัด ใบไม้จำนวนมาก ปลิดปลิวหลุดจากต้น ลอยฟุ้งโปรยปรายไปทั่วด้วยฤทธิ์แรงลม
ที่ดูเหมือนสั่นสะเทือนได้ถึงแกนเขา

พรานมือฉมังหยุดยืนเหนือลานหินโล่ง ยืดตัวตรงรับแสงจันทร์สาดส่องกระทบร่าง เบื้องหน้าเป็นหน้าผาสูงชัน
“รู้ใช่มั้ยว่าฉันปล่อยพี่ไปไม่ได้” จ่ามหันต์ถามแต่พรานไม่ตอบ
“ฉันไม่อยากให้บาปกรรมติดตัวไอ้หนุ่มนั่นไป เพราะฉะนั้นฉันจึงตามมาจัดการพี่คนเดียว อีกอย่างไม่อยากให้มีผู้เคราะห์ร้ายเป็นเหยื่อ
สนองอวิชชาของพี่อีก”

พรานหัวเราะเบาๆ เขาหันกลับมาประจันหน้าจ่ามหันต์ แววตาดุร้ายดั่งสัตว์ป่าเพ่งมองอดีตสิบโท
“อย่ามาตีฝีปากกับผมดีกว่า สำเหนียกไว้ซะด้วยที่จ่ายังรอดมาถึงตอนนี้ก็เพราะไอ้แก่นั่นยื่นมือมาช่วย หาไม่แล้วจ่ากับนายทหาร
คงตายไปตั้งแต่เมื่อกี้”

พรานชัชละสายตาจากอดีตสิบโท สอดส่ายสายตาไปทั่วทิศ เขาตะโกนก้อง
“เป็นผีไม่อยู่ส่วนผี ยุ่มย่ามเรื่องทางโลก กูรู้นะว่าอยู่แถวนี้!”
“พอเถอะพี่ชัช” จ่ามหันต์ตะโกนเสียงดังยิ่งกว่า “ท่านอยู่สูงกว่าเรา อย่าดึงลงมาต่ำเตี้ยเรี่ยดินเพราะความคึกคะนองอยากลองวิชาของพี่เลย”

พรานชัชหอบตัวโยน เขาเหลือบตามามองจ่ามหันต์อยู่อึดใจก่อนหลับตาบริกรรมคาถา
ระหว่างที่พรานร่ายบทสวดแปลกๆ ลวดลายคล้ายรอยสักบนร่างพริ้วไหวไปมาราวกับมีชีวิตอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง
แก้วตาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นดั่งสัตว์ร้าย จ่ามหันต์ประทับปืนขึ้นเล็งทันที

“พอเถอะพี่ชัช มันจบแล้ว บอกฉันเถอะว่าพี่ไม่ได้ฆ่าสมาชิกคนอื่นๆ ใช่ไหม”
ร่างพรานชัชกระตุกอย่างแรก เสียงแหบพร่าตอบกลับ “อยากรู้ใช่ไหม ก็ลองไปถามพวกมันดูเองแล้วกัน”

แม้ร่างกายจะบอบช้ำอย่างนัก แต่พรานชัชก็สืบเท้าเข้ามาอย่างประสงค์ร้าย จ่ามหันต์แทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
แม้สภาพไอ้ลายในร่างพรานชัชจะชุ่มโชกไปด้วยหยาดฝนปนโลหิต แต่บาดแผลบางจุดเริ่มสมานกันอย่างน่าเหลือเชื่อ!

อดีตสิบโทไม่รั้งรอ ลั่นไกทันที ปัง!

กระสุนพุ่งเข้าทรวงอกพรานอย่างจัง เขาเซถลาถอยไปสองก้าว ชิดริมผา อดีตสิบโทหักลำกล้องบรรจุกระสุนอีกครั้งอย่างตั้งใจ
หากเป็นก่อนหน้านี้ ตัวเขาคงวิ่งป่าราบไปแล้ว แต่เพราะคมกระสุนไรเฟิลจากฝีมือพลทหารยักษ์ ทำให้จอมวายร้ายดูแทบจะสิ้นฤทธิ์
หรือไม่อาถรรพ์แห่งพงไพรคงต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะฟื้นตัว

จ่าขึ้นนกเล็งไปที่ร่างพรานชัชอีกครั้ง แต่ก่อนที่จะลั่นไกส่งร่างสมิงร้ายให้ร่วงสู่ก้นเหว จ่ามหันต์ได้ยินเสียงลึกลับก้องกังวานอีกครั้ง

‘ถึงร่วงลงหุบเบื้องล่าง พรานก็หาเป็นอะไรไม่ ถ้าไม่อยากให้เขาก่อบาปไปมากกว่านี้… ใช้ปืนอีกกระบอกสิ’

คราแรกมีเพียงความสับสนกับสิ่งที่ดังก้องอยู่ในหู แต่ถัดมาแค่เสี้ยววินาที อดีตสิบโทนึกขึ้นได้ว่าด้วยเสียงร่ำลือที่เคยได้ยินมาช้านาน
สุดท้ายเขาตัดสินใจพกปืนมาอีกกระบอก มันเป็นปืนสั้นโบราณที่มีประวัติคลุมเครือ อดีตสิบโทล้วงปืนพกออกมาจากซองหนัง
ที่ซุกอยู่ในเสื้ออย่างรวดเร็ว เล็งไปที่ร่างพรานชัชที่กำลังปรี่เข้ามา จากนั้นลั่นไก

ปัง!

ลูกตะกั่วพุ่งเข้าหว่างอกพรานชัช ห่างจากเดิมไม่ถึงคืบ รอยแผลเล็กนั้นกว่าหัวนิ้วก้อย แต่กลับทำให้พรานหยุดชะงักไปในทันที
ตาของเขาเบิกกว้าง จ้องมองสูงขึ้นไปบนนภา ปากอ้าเกร็งค้าง ลายพาดกลอนสีดำที่ขึ้นทั่วร่างค่อยๆ จางหายไปทีละน้อย
แต่กลับกันบาดแผลที่เคยสมานแทบเป็นเนื้อเดียวกลับปริแตกเลือดจำนวนมากไหลรินออกมาจากร่าง

“อ๊ากก” พรานชัชร้องโหยหวนยาวไม่เป็นภาษา เขาเซถอยร่นไปจนถึงขอบผา กุมบาดแผลอย่างทุรนทุราย
ถัดมาเพียงไม่กี่วินาทีทุกอากัปกิริยาก็นิ่งสนิท พรานชัชยืนตัวงองุ้มมีเพียงเสียงครางยาวเบาๆ ในลำคอ ร่างนั้นเอนหงายช้าๆ
ร่วงตกหน้าผาสูงชันเบื้องล่าง ท่ามกลางความตื่นตะลึงของอดีตสิบโทแห่งกองพลทหารอาสา…

จ่ามหันต์ค่อยๆ ก้าวไปประชิดริมผา แข้งขาสั่นตามวัยที่สูงขึ้น เขาจ้องมองไปเบื้องล่าง ไม่เห็นสิ่งใดนอกจากความมืดมิด
“หมดเวรหมดกรรมเสียทีนะพี่ชัช” อดีตสิบโทพึมพำเบาๆ

ฟ้าหลังฝนย่อมสดใส ไร้เมฆบดบังแสงจันทร์ จ่ามหันต์ยกปืนพกขึ้นทาบทับกับแสงนวล พลิกไปมาอย่างถี่ถ้วน มีข่าวลือมากกว่าหนึ่ง
บอกเล่าประวัติความเป็นมาของปืนโบราณกระบอกนี้ แต่ไม่อาจสืบทราบได้ว่ามีความจริงอยู่สักกี่ส่วน จ่าสอดอาวุธปริศนากลับเข้าไปในเสื้อ
ชะเง้อมองก้นหุบอีกครั้งก่อนถอยห่าง

ลำดับถัดมา จ่ามหันต์พนมมือแนบอก อธิษฐานด้วยใจบริสุทธิ์ดุจเดียวกับท้องฟ้า ส่งจิตคารวะถึงเจ้าป่าเจ้าเขา เจ้าที่เจ้าทาง
ขอบคุณที่ช่วยให้ตัวเขาอยู่รอดปลอดภัยจนถึงตอนนี้ เมื่ออดีตสิบโทลืมตาอีกครั้ง เขาเหลือบไปเห็นชายชราคนเดิม
ยืนอยู่สูงขึ้นไปบนเนินหินติดต้นประดู่ป่า ใบหน้าต้องแสงจันทร์นั้นดูเกลี้ยงเกลาผิดกับวัยวุฒิ ดวงตากลมโตแฝงประกายอำนาจ
ทำให้เกิดความรู้สึกแปลกๆ ในจิตใจ

ย้อนไปในคราวเผชิญหน้ากับสมิงร้ายแห่งเขาขวาง จะมีความรู้สึกหวาดกลัวเป็นที่ตั้ง แต่กับชายชราคนนี้เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกเคารพยำเกรง
จ่ามหันต์ยกมือขึ้นเหนือศีรษะ เงียบเพียงชั่วครู่ น้ำเสียงทุ้มกังวานดังก้องในโสตประสาทอดีตสิบโททั้งที่ริมฝีปากชายชราไม่ขยับแม้แต่น้อย

‘เอ็งอย่าได้กังวล… ในห้วงนี้ทุกอย่างคลี่คลายแล้ว ที่เหลือเป็นบ่วงกรรมที่ต้องชดใช้กันต่อไปแล้วแต่กรรมเวรของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็น
พราน นายทหารใจบาป หรือแม้กระทั่งตัวของเอ็ง’

จ่ามหันต์ไม่มีเวลาตรึกตรองสิ่งใด ทำได้แค่พยายามจดจำทุกคำพูดเพียงแค่นั้น

‘ปรามเพื่อนเอ็งไว้บ้างเถิด บาปกรรมที่ทารุณกรรมสรรพชีวิต เอนกอนันต์ไม่แพ้กัน ยังดีที่จิตใจของมันไม่หยาบทรามเหมือนอ้ายพรานนอกรีต
ทุกสิ่งที่ทำล้วนสนองความคึกคะนองในสันดานเท่านั้น ดวงมันยังไม่ถึงฆาตในคราวนี้’

จ่ามหันต์ยืนฟังอย่างตั้งอกตั้งใจไร้ความกลัว สิ่งที่ได้ยินล้วนเป็นความจริงดั่งตาเห็น ร้อยโทฤทธิ์โปรดปรานการล่าสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ
ตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ เป็นการล่าเพื่อความหรรษาเท่านั้น

‘ข้าก้าวก่ายเรื่องทางโลกมาเกินงามแล้ว เคยปรากฏเป็นกายหยาบเสียด้วย แต่นิมิตนี้มีเพียงเอ็งเท่านั้นที่เห็นและได้ยิน หลังจากนี้ด้วยปัญญาของเอ็งคงเข้าใจเรื่องราวได้ไม่ยาก หากแต่คิดจะเอ่ยสิ่งใดในภายหน้าจงตรองดูให้มั่นเหมาะ’

หลังจากกล่าวจบ อดีตสิบโทต้องพบกับความอัศจรรย์ใจพร้อมๆ กับคลี่คลายข้อสงสัยที่คั่งค้างอยู่ในทันที เมื่อชายชราหมุนตัวช้าๆ ครึ่งรอบ
เขากลายร่างเป็นเสือโคร่งตัวมหึมา ใหญ่เสียยิ่งกว่าเจ้าวายร้ายที่นอนอยู่ก้นหุบ พินิจด้วยสายตาน่าจะสูงเฉียดเมตรครึ่งดัง
ที่พรานชัชเคยประมาณการไว้

นั่นคือเสือเจ้า!

แววตาอารีผิดจากสัตว์ร้ายทั่วไปมองอดีตสิบโทอยู่ครู่ มีเสียงเบาๆ ก้องอีกครั้ง

‘พึงระวังไว้ อีกไม่ช้า บางสิ่งที่อันตรายยิ่งกว่ากำลังมาเยือนดินแดนแถบนี้’
เสียงกังวานใสดังเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ร่างนั้นจะกลืนหายไปในความมืด ทิ้งให้จ่ามหันต์งุนงง จับต้นชนปลายไม่ถูก

ท่ามกลางความมืดสลัว หลังจากรัตติกาลระทึกขวัญกำลังจะผ่านพ้นไป สัตว์น้อยใหญ่เริ่มส่งเสียงจอแจเป็นครั้งแรกหลังผ่านมาค่อนคืน…
อีกไม่กี่นานคงใกล้รุ่ง จ่ามหันต์ลำดับเหตุการณ์ช้าๆ ทุกอย่างลงตัวพอดิบพอดี… จะโดยความบังเอิญหรือไม่
กลุ่มของร้อยโทฤทธิ์เจอะกับเจ้าป่าเจ้าเขาเข้ากลางทาง ตกใจและเสียขวัญเข้าใจผิดคิดร้ายว่าเสือเจ้าเป็นสมิง
ทั้งที่แท้จริงแล้วไอ้ลายแฝงกายมาในรูปลักษณ์ของยอดพรานมือฉมังต่างหาก

“ท่านคงออกมาเตือนพวกเราสินะ..” จ่ามหันต์รำพึงรำพัน

สายลมรุนแรงอ่อนกำลังลงเป็นโกรกเบาๆ พร้อมประกายแสงสดใสของเช้าวันใหม่ทอขึ้นที่ปลายฟ้า จ่ามหันต์ก้าวไปยืนชิดขอบผา
เพ่งหาร่างใครคนหนึ่ง แน่นอนว่าไม่เห็นสิ่งใดมากไปกว่าสีเขียวครึ้มของใบไม้นานาพันธุ์

แต่แน่นอนว่า ณ จุดใดจุดหนึ่งในหุบผา เป็นที่ฝังร่างสมิงร้ายแห่งเขาขวางไปชั่วนิรันดร์…

จ่าย้อนกลับไปหาสมาชิกในทีมด้วยสภาพอิดโรย เขาเจอฤทธิ์กับยักษ์นั่งสัปงกอยู่บนโขดหิน ใกล้เคียงกับจุดที่พรานเคยซุ่มซ่อนตัวอยู่
ทั้งสองหน้าตาตื่นเมื่อเห็นอดีตสิบโทส่งเสียงเรียก คำถามยาวยิ่งกว่าขบวนรถไฟประดังเข้ามาจนจ่ามหันต์ไม่รู้จะเลือกตอบคำถามใดก่อน
โดยเฉพาะหัวข้อหลักคือ สรุปพรานชัชใช่สมิงหรือไม่ อย่างไรจ่าตัดสินใจตอบสั้นๆ โดยไม่อธิบายเหตุผลใดๆ เพิ่มเติมว่า

“มันจบแล้ว… แค่นั้นล่ะ”

ทั้งสามเดินไต่ตามทางดินเล็กๆ จนมาถึงห้างที่สอง และพบว่าพวกเขาไม่ได้โดนกฤติยามนต์กลใดลวงตาทั้งสิ้น สภาพศพน่าสังเวชจ่าแซม
นอนแน่นิ่งอยู่เหนือห้างเช่นเดิม หัวหน้าชุดโวยวายด่าทอวายร้ายแห่งเขาขวาง คาดคั้นหาคำตอบว่าศพไอ้ลายอยู่ที่ไหน จะตามไปถลกหนัง
บั่นคอ เซ่นวิญญาณลูกน้องคนสนิท โทสะของหัวหน้าชุดยิ่งทวีมากขึ้นเมื่อระหว่างทางที่ย้อนกลับไปห้างแรก เขาพบร่างพลทหารน้อย
นอนจมกองเลือดอยู่ข้างๆ พงไม้ คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่าแปดชั่วโมง

“บอกมา ศพไอ้ลายอยู่ไหน กูจะเผามันเสียให้วอด”

จ่ามหันต์ส่ายศีรษะอย่างระอา เขาต้องยกเหตุผลร้อยแปดข้อมากล่อมให้เกลอสนิทสงบสติอารมณ์เป็นการชั่วคราว
เมื่อทั้งสามกลับมาถึงห้างใหญ่ที่ขัดไว้เป็นแห่งแรก แสงแดดอบอุ่นก็ฉาบไปทั่ว ทหารหนุ่มน่าสงสารที่ชื่อรงค์กระโดดโลดเต้น
ที่เห็นสมาชิกที่เหลือกลับมา เขาเข้าไปสวมกอดเพื่อนร่วมรุ่นอย่างดีใจ

“ไอ้ยักษ์ มึงนี่มันหนังเหนียวจริงๆ กรูได้ยินเสียงปืนดังเกือบทั้งคืน พาลคิดว่าจะไม่รอดเสียแล้ว”
“ปากเหรอวะนั่น” ยักษ์พูดขบขันพลางผลักศีรษะรงค์เบาๆ ทั้งสองหยอกล้อราวกับไม่เจอกันมานาน

ระหว่างที่ทั้งสี่กำลังปรึกษากันว่าจะออกค้นหาพลทหารอีกคนที่ยังไม่ทราบชะตากรรม มีเสียงดังโหวกเหวกมาแต่ไกล
ไม่นานนักมีชาวบ้านกลุ่มใหญ่เกือบยี่สิบชีวิตโผล่ออกมาจากเหลี่ยมผา
“เจอแล้ว อยู่ทางนี้” เสียงผู้ชายคนหนึ่งตะโกนก้อง พวกเขาไถลลงเนินชื้นแฉะอย่างทุลักทุเล ชาวบ้านทุกคนล้วนดูตื่นเต้น
และที่วิ่งนำหน้าตั้งมาคนแรกคือพลทหารที่หายไปตั้งแต่เมื่อวาน เขาปรี่เข้าไปหาหมวดฤทธิ์ ทั้งสองคนต่างดีใจไม่แพ้กัน

จากการสอบถามได้ความว่า หลังจากชุดย่อยของฤทธิ์เจอะเข้ากับเสือโคร่งตัวใหญ่ยักษ์ก็แตกฮือไปคนล่ะทาง ร้อยโทฤทธิ์กับน้อย
วิ่งแยกออกมาจนเจอพรานชัช จ่าแซมมุ่งไปอีกทาง ส่วนทหารหนุ่มเลือกวิ่งย้อนกลับไปตั้งหลักที่พักเชิงเขา
อยากจะนำพรานชาวบ้านสมทบตามเข้ามาช่วย แต่หลังตะวันลับฟ้าไม่มีใครสักคนยอมย่างกรายเข้าอาณาเขตขุนเขา
อีกทั้งสภาพอากาศก็ไม่เป็นใจ ฝนเทกระหน่ำอยู่ตลอดเวลา ทำได้เพียงรอคอยเวลาจนฟ้าสางจึงรวบรวมสมัครพรรคพวกบุกบั่นตามเข้ามา

“ฆ่ามันแล้วใช่ไหมผู้หมวด ผมได้ยินเสียงปืนดังทั้งคืน” พลทหารถามโพล่งขึ้น ชาวบ้านได้ยินรีบล้อมกรอบเข้ามาราวกับร้อยโทฤทธิ์
เป็นดาราดังก็ไม่ปาน เขาเหลือบไปมองเห็นจ่ามหันต์พยักหน้าน้อยๆ
“ทุกคนวางใจได้ อ้ายวายร้ายตัวนั้นมันตายไปแล้ว”

สิ้นเสียงร้อยโท ทุกคนกู่ร้องด้วยความปรีดา พากันเข้ามาขอบคุณเสียยกใหญ่ สรรเสริญเยินยอว่าหมวดฤทธิ์เป็นผู้ปัดเป่าอาเพศเหตุร้าย
แรกๆ ร้อยโทหัวหน้าชุดปฏิบัติการดูขัดเขินอยู่บ้าง แต่ล่วงไปสักพักเขาดูรับมือคำป้อยอนั้นได้เป็นอย่างดี อธิบายเสียเป็นฉากๆ
ว่าจัดการกับอ้ายวายร้ายแห่งเขาขวางอย่างไร ระหว่างที่ฤทธิ์กำลังเล่าเรื่องราวการปราบไอ้ลายอย่างสนุกปาก
จ่ามหันต์เข้าไปดึงตัวพลทหารคนนั้นออกมาจากกลุ่มคน อดีตสิบโทกระซิบถามเสียงเบา

“ไอ้หนุ่ม… เล่าตอนที่พวกเอ็งไปเจอเสือยักษ์ตัวนั้นหน่อยสิ”
ทหารหนุ่มดูงุนงงสักพักจึงเริ่มเล่า “พวกเราเดินกันอยู่แถบเชิงเขาฝั่งนู้น สักพักผมเหมือนได้ยินเสียงใครมากระซิบเบาๆ ฟังไม่ถนัด”
“กระซิบ?… กระซิบว่าอะไรวะ” จ่ามหันต์ถามด้วยความสงสัย
“เหมือนได้ยินว่ากลับไป อะไรสักอย่างนี่ล่ะ แต่สงสัยจะหูแว่วไปเอง พอแหงนหน้าไปมองต้นเสียงก็เห็นเสือตัวเบ้อเริ่มเทิ่มนั่งอยู่บนโขดหิน
แม่เจ้าโว้ย ตัวมันใหญ่มากจ่า ต้องเป็นไอ้สมิงบัดซบตัวนั้นแน่ๆ”

“สงบปากสงบคำไว้บ้าง” จ่ามหันต์ตะคอก “แล้วยังไงต่อ”
“จะยังไงล่ะ พวกเราก็ยิงกันหูดับตับไหม้น่ะสิถามได้ พอยิงชุดแรกจบจ่าแซมก็ปีนขึ้นไปดูปรากฏว่ามันหายตัวไปเสียฉิบ
แต่กลับมาโผล่อยู่ในพงไม้ไม่ห่างจากพวกเรา ยังกับมันมีเวทย์มนต์หายตัวได้อย่างนั้นล่ะจ่า จากนั้นก็วิ่งป่าราบตัวใครตัวมัน”

จ่ามหันต์ยิ้มให้พร้อมกับตบบ่าพลทหารนายนั้น แล้วเดินแยกออกมามองไทยมุงที่รุมล้อมหมวดฤทธิ์อยู่ ดูท่าคำเยินยอจะเป็นยาใจชั้นดี
ทำให้หัวหน้าชุดลืมอาการเจ็บปวดไปเสียสนิท

“ดูยังกับพระเอกหนังไทยเลยว่าไหม” ยักษ์เดินเข้ามายืนใกล้ๆ ปืนกระบอกเดิมพาดบนบ่า
เขายิ้มกริ่ม“หลังจากที่ลุงแยกตัวไปเกิดอะไรขึ้นบ้างล่ะ?”
จ่ามหันต์จ้องหน้าเด็กหนุ่มคราวลูก หลังจากผ่านค่ำคืนระทึกขวัญ เขายิ่งชื่นชมในน้ำจิตน้ำใจของเด็กหนุ่มคนนี้เป็นพิเศษ
“เอ็งจะรู้ไปทำซากอะไรวะ” จ่ามหันต์หยอกกลับ พลทหารหนุ่มหัวเราะในลำคอ
“ฉันยิงโดนไหมลุง”
“เออ เข้าก้านคอมันเลย”
“ลุง… พรานชัชเป็นสมิงใช่ไหม แล้วที่พวกหมวดไปเจอคืออะไร” ยักษ์ถามสิ่งที่สงสัยมาทั้งคืน

จ่ามหันต์ไม่ตอบคำถามแรก แต่เลือกตอบคำถามที่สอง
“บางสิ่ง” อดีตสิบโทยิ้มพร้อมกับใช้มือยีผมพลทหารเบาๆ

คณะล่าสมิงร้ายและกลุ่มชาวบ้านรวมถึงศพผู้เสียชีวิต เคลื่อนกลับมาถึงเชิงเขา บริเวณลานโล่งด้านหน้าคราคร่ำไปด้วยเหล่าผู้คน
ทั้งชายหญิงอีกหลายสิบชีวิต ต่างส่งเสียงร้องกันเซ็งแซ่ ร้อยโทฤทธิ์สวมบทผู้พิชิตไอ้ลายอย่างขมีขมันก่อนที่จะมีใครสอบถามเสียอีก
เขาตะโกนเสียงดังตลอดทางว่าไอ้ลายตายแล้ว

จ่ามหันต์มองท่าทีของเกลอด้วยความขบขัน วีรกรรมกว่าครึ่งที่หัวหน้าชุดสาธยาย ตอกไข่ใส่สีไปเองทั้งนั้น สักพักพลทหารหนุ่มที่ชื่อยักษ์
เดินเข้ามายืนด้านข้างอีกครั้ง

“ไม่คิดจะพูดอะไรหน่อยเหรอลุง”
“เรื่องอะไรเหรอ” จ่าถามกลับ
“ใครกันแน่ที่เป็นคนจัดการไอ้ลาย”
อดีตสิบโทหัวเราะ “หมายถึงเอ็งรึไง”

ทหารหนุ่มส่ายศีรษะและยิ้ม “กลัวดอกพิกุลจะร่วงหรือไงลุง” เขาตรงเข้าไปช่วยหามศพทหารผู้เคราะห์ร้ายสองนาย
อดีตสิบโทรู้สึกผิดไม่น้อย ที่ไม่สามารถช่วยให้ทั้งคู่รอดคมเขี้ยวไอ้ลายไปได้ และต้องมาเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

“อย่าเสียใจไปเลยลุง” ยักษ์ซึ่งกำลังปีนขึ้นไปนั่งบนรถจี๊ปตะโกนกลับมา “สองคนนั้นเขาไปสบายแล้ว มีแต่พวกเรานี่ล่ะที่ต้องมีชีวิตอยู่
และดูแผ่นดินต่ำเตี้ยลงไปทุกวัน แต่อย่างไรเสียเราก็ยอมอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ เพราะมันมีสิ่งล้ำค่าพอให้ทนไงลุง”

จ่ามหันต์อมยิ้มโบกมือให้พลทหารทั้งสามนาย ยักษ์วางกระบอกปืนพิงกับตัวรถ เด็กหนุ่มตะโกนเสียงดัง

“ลุงโว้ย!”
“อะไรอีกล่ะ” จ่ามหันต์ตอบเสียงขุ่น เขาเห็นเด็กหนุ่มยิ้มกว้างจนเห็นฟันสีขาวเรียงแถวสวยงาม
“ลุงโคตรเจ๋งเลยว่ะ” พูดจบพลทหารยักษ์ก็ยกมือตะเบ๊ะอย่างองอาจตามแบบฉบับทหารไทย จ่ามหันต์ยกมือขึ้นช้าๆ นิ้วมือทั้งสี่เรียงชิดติดกัน
อดีตสิบโททำความเคารพตอบทันที

——————————————————————————————————————————————————

จนแล้วจนรอด จ่ามหันต์ไม่มีโอกาสตักเตือนฤทธิ์เรื่องการล่าสัตว์เพื่อสนองความใคร่ ทั้งสองเพียงแค่พยักหน้าให้กันและกันจากระยะไกลเท่านั้น
ชุดเฉพาะกิจล่าจอมวายร้าย และกลุ่มชาวบ้านเริ่มแยกย้ายกันเมื่อราวช่วงสายของวัน จ่ามหันต์อาศัยติดรถชาวบ้านที่รู้จักคนหนึ่งเดินทางกลับบ้าน ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าคิดถูกหรือไม่ เพราะตลอดทางเขาต้องนั่งฟังชาวบ้านคนนั้นสรรเสริญวีรกรรมกล้าหาญของหมวดฤทธิ์
ที่สยบไอ้ลายด้วยกระสุนนัดเดียว

อดีตสิบโทเออออห่อหมกไปตามเรื่องตามราว ไม่คิดแย้งสิ่งใดให้เป็นที่กังขา ความจริงเป็นเช่นใดเขาย่อมรู้ดีที่สุด

เมื่อรถมาจอดหน้าบ้าน จ่ามหันต์ขอบอกขอบใจมิตรผู้เอื้อเฟื้อ เขามองเข้าไปในบ้าน เห็นภรรยาและลูกวิ่งกรูออกมารับอย่างดีอกดีใจ
จ่ามหันต์ยิ้มแป้น เขาเปรยเบาๆ

“พี่กลับมาแล้ว”

จบบริบูรณ์

Loading...
Loading...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: Content is protected !!