มาครบ! 10 เรื่องสยองขวัญจากผู้เขียน “ธี่หยด” รวมมาให้ครบๆ หลอนกันแบบนอนสต๊อป

รวม 10 เรื่อง ธี่หยด ดรามาติก ยูนิเวอร์ส !

 

รวมเรื่องเล่าสยองขวัญ เรื่องผีจากผู้เขียน “ธี่หยด” กระทู้ผีที่ฮิตที่สุดในพันทิป กว่า 2000 คอมเมนท์ แชร์กว่าแสนครั้ง

หรือรู้จักในชื่อ สมาชิกพันทิป Rhythm in the Air หรือคุณกฤตานนท์นั่นเอง FB : Krittanont

 

1. สามทุ่มสิบห้า เวลาเธอตาย!

 

 

จากเรื่อง : เรียงร้อยเรื่องเล่า ตอน สามทุ่มสิบห้าเวลาเธอตาย
เรื่องเล่าจาก : เรื่องเล่าสยองขวัญ พันทิป
เล่าโดย : สมาชิกพันทิป Rhythm in the Air  FB : Krittanont

 

คนต้นเรื่องสมมุติว่าชื่อรุจ… รุจเป็นเด็กหนุ่มอารมณ์ดี ร่าเริงแจ่มใส เป็นเด็กกิจกรรมตั้งแต่สมัยเรียน ด้วยเหตุนี้ไม่แปลกที่จะมีเพื่อนมาก
แต่มีอยู่ 1 คนที่สนิทมากกว่าคนอื่น เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก บ้านห่างกันแค่ 2 ซอย เธอชื่อเกรน ทั้งสองคนนิสัยเหมือนกันมาก
สนุก เฮฮา ร่าเริง เรียนด้วยกันตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมต้น มาแยกกันเมื่อเข้าระดับอุดม เกรนเป็นเด็กหัวดี เข้าเรียนคณะเภสัชฯ
ส่วนรุจเลือกเรียนนิเทศฯ เพื่อนสนิทมีอันต้องแยกย้ายกันไปคนละทาง

 

แม้บ้านห่างกันแค่ 2 ซอย แต่ทั้งคู่ไม่ได้เจอหน้ากันเลยเป็นเวลาหลายปี รุจเคยแวะไปที่บ้านหลายครั้งแต่ไม่เจอ
แม่บอกเกรนเรียนหนักมากหลังๆ ความสัมพันธ์ค่อยๆ ห่างกันไป (บ้านเกรนอยู่กัน 3 คน มีแม่, น้าและเกรน)

 

หลังเรียนจบมีงานการทำตามสมควร รุจเข้าทำงานในบริษัทโปรดักส์ชั่นเฮ้าส์แห่งหนึ่ง ว่างๆ ก็ผ่านไปยังบ้านเกรนอีกหลายครั้ง แต่ผิดหวัง
ไม่พบเพื่อนวัยเด็กสักครั้ง แม่เกรนบอกว่าลูกสาวซื้อคอนโด XX อยู่ใกล้ที่ทำงาน แรกๆ ก็กลับบ้านบ่อย แต่หลังๆ ไม่ค่อยได้กลับบ้าน
รู้สึกทำตัวแปลกๆ แวะมาเยี่ยมแป๊บเดียวก็รีบกลับ ถ้ามีเวลาว่างๆ ฝากดูน้องหน่อย รุจจึงขอเบอร์มาจากแม่เกรน คิดว่าว่างๆ จะโทรหา
แต่ก็ลืมไปหลายวัน มานึกขึ้นได้ตอนคุยไลน์แล้วบังเอิญเห็นออโต้แอดเด้งขึ้นว่า Grain

 

Ruji : หวัดดี… เกรนใช่มั้ย? เรารุจนะ จำได้ป่ะ? แต่เพื่อนเก่าไม่ตอบและไม่แม้กระทั่งอ่าน…
รุจไม่ได้คิดอะไร คิดว่าเพื่อนคงเข้านอนแต่หัวค่ำ ก็นอนคิดอยู่ว่าไม่เจอตั้งหลายปีเดี๋ยวนี้จะเป็นยังไงบ้างหน๋อ แต่ก่อนก็ป๊อปปูล่าน่าดู
วาเลนไทน์ที เสื้อเต็มไปด้วยสติ๊กเกอร์หัวใจไม่นับกุหลาบอีกเพียบ คิดไปมาเคลิ้มหลับ
มาสะดุ้งเอาตอนเช้าเมื่อมีเสียงข้อความเข้า… เป็นเกรนนั่นล่ะ

 

Grain : จำได้… แอดไลน์เราได้ยังไง?

 

ถ้าเป็นเพื่อนคนอื่นคงได้ด่าละ เสล่อทักมาตั้งแต่เช้า คนกำลังนอน แต่เมื่อเป็นสุภาพสตรี ดีกรีความเถื่อนต้องลดลง รุจอธิบายว่าได้ไลน์มาจากไหน
ทักทายกันอยู่สักครู่จึงแยกย้าย แต่ก่อนไปรุจเอ่ยปากชวนกินข้าว เกรนตอบว่าช่วงนี้ยุ่งมาก ไม่ว่าง อาทิตย์หน้าค่อยว่ากัน
หลังจากนั้นรุจก็ไปทำงานตามปกติ เอาน่า ยังไงก็เพื่อนกัน อีกอย่างแม่เค้าก็ฝากฝังให้ดูหน่อย รุจส่งข้อความไปทันที

 

Ruji : รอที่ XX นะ มากินข้าวกันหน่อย
Grain : วันนี้ไม่ว่าง ไว้อาทิตย์หน้า
Ruji : อาทิตย์หน้าไม่ว่าง ไปต่างจังหวัดกับที่ออฟฟิศ
Ruji : วันนี้ล่ะ รีบมานะ บัย…

เกรนก็พิมพ์ต่อมาว่าไม่ว่าง ติดงาน แต่รุจไม่อ่าน ไม่ตอบ…

 

หลังเลิกงานรุจไปนั่งรอที่นัดหมาย จริงๆ แค่แกล้งเท่านั้น จะมาหรือไม่ไม่มายด์ แต่สักพักเกรนก็มาถึง…
เกรนในวันนี้ต่างจากวันวานลิบลับ ไม่ใช่ว่าดูสวยจนผิดหูผิดตา แต่ตรงข้ามเธอดูโทรมจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นคนเดียวกัน
ผมที่เคยยาวเรียบกลับฟูหยัก โครงหน้าถึงจะดูว่าเป็นคนสวย แต่หมองคล้ำ ดวงตาซึมโหล ไหล่ห่อ
พูดง่ายๆ คือออเจ้าดูอมทุกข์สุดๆ อยู่ในระดับเกินปกติต่างกับวัยเด็กลิบลับ

 

รุจถามว่าไม่สบายรึเปล่า สาวเจ้าตอบว่าไม่ พอถามว่าเครียดเรื่องงาน? ก็ปฏิเสธ จนรุจคิดว่าเพื่อนคงไม่อยากตอบเรื่องภาพลักษณ์
และเลี่ยงไปคุยเรื่องอื่น พอคุยๆ ไปดูเหมือนเกรนจะยิ้มแย้มแจ่มใสขึ้น แต่อาการนั้นคงอยู่สั้นๆ พอถึงเวลาแยกย้าย
ความอมทุกข์ปรากฏขึ้นมาอีก รุจจึงตัดสินใจถามอีกรอบ

 

“เกรน แกมีปัญหาอะไรเปล่าวะ? ดูเหมือนมีอะไรในใจตลอด ขืนไม่บอก เราจะไปหาแม่แกถามให้รู้เรื่อง แม่ก็บ่นๆ อยู่ว่าแกแปลกๆ”
เกรนยืนนิ่งแววตาเศร้าชอบกล “ไม่มีอะไร” เกรนตอบทำท่าเหมือนจะร้องไห้แต่ก็ไม่…

 

เป็นอันแน่ว่ามีเรื่องแน่นอน ถึงขนาดทำให้ผู้หญิงร้องไห้ได้มีอยู่ไม่กี่เรื่อง
“เกรน… อย่าบอกนะว่าแกท้อง?” เกรนส่ายหน้า
“อกหัก? รักคุด?” ก็ยังส่ายหัว เดาไปอีกหลายเรื่องก็ไม่ถูก จนเกรนหยิบมือถือขึ้นมาดูเวลา อยู่ๆ ก็ขอตัวกลับก่อนเพราะทุ่มกว่าแล้ว
เธอเดินหายลับไปในกลุ่มคน รุจมองแผ่นหลังนั้นกำลังจะหายไป ภาพสาวน้อยแจ่มใสในวัยเด็กผุดแทนที่ เขาวิ่งตามไปจนทัน

 

“ป่ะ เดี๋ยวเราไปส่ง” เกรนเห็นก็พยายามปฏิเสธ แต่รุจบอกว่ามีอะไรซุกอยู่ที่คอนโดรึไงถึงไม่ให้ไป เกรนบอกไม่มีอะไรทั้งนั้น
แต่ไม่สะดวก รุจยิ้มๆ อย่างว่าง่ายตอบ “โอเชไว้คราวหน้าก็ได้” แต่ในใจคิดว่า… ฝันไปเหอะจะกลับง่ายๆ มีพิรุธขนาดนี้

 

เกรนแยกตัวไปอีกครั้ง รุจบ๊ายบาย จากนั้นแอบย่องตามไป ก็ผู้ใหญ่ฝากฝังมานินะ ขึ้นรถไฟตามไปติดๆ ก็แปลกใจ
นี่มันไม่ใช่ทางไปคอนโดที่แม่เกรนบอกนี่หว่า เอาล่ะสิ สงสัยงานนี้มีดราม่า
คอนโดนั้นอยู่แถว XX ย่านพลุกพล่านในเมืองกรุง เกรนตกใจมากเมื่อรุจแสดงตัวตอนกำลังเข้าอาคาร
รุจต้องอธิบายยกใหญ่ เหวี่ยงๆ ไปเรื่อย
“แกกับเราเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็กนะเว้ย มีปัญหาอะไรอย่าบิดบังสิ ช่วยกันหาทางออก”

 

แต่ใบหน้าเย็นชา ดวงตาเหม่อลอยของเกรนทำให้รุจหวั่นๆ ซะงั้น เกรนตอบว่า
“ก็เพราะเป็นเพื่อนกันนะสิ ถึงไม่บอก กลับไปเหอะ… ขอร้อง”
รุจจึงบอกว่าแม่ของเกรนเป็นห่วง วานให้มาดู แล้วนี่อะไรทำไมต้องโกหกแม่ว่าอยู่แถว XX

 

บุคลิกของเกรนช่วงเย็นว่าแปลก ช่วงค่ำยิ่งแปลกว่า ดูเย็นชา เลื่อนลอย ไร้ชีวิตชีวา สายตาที่จ้องทำให้รุจรู้สึกแปลกๆ
“ไม่สนเว้ย ขอขึ้นไปดูหน่อย อย่างแกไม่ใช่สเปคเราหรอกไม่ต้องกลัว”

 

เกรนหันหลังเดินนำเข้าไปในตึก “ดูเสร็จก็รีบกลับละกัน”

 

เกรนเดินนำไปตามทางเดินยาวสลัวจนถึงห้องหัวมุม ไขกุญแจและเปิดไฟ เมื่อเข้าไปด้านในรุจแปลกใจมาก
ไม่ใช่ว่ามีไอ้หนุ่มหน้ามนนั่งรออยู่ในห้อง แต่ที่แปลกคือทั้งห้องเป็นสีขาวโพลนไปหมด
ทั้งผนัง ตู้ เตียง โต๊ะ โซฟา ประตูล้วนเป็นสีขาว ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าคือมีจำนวนไฟเยอะมากๆ
ทั้งระย้าติดเพดานโคมตั้งโต๊ะ ดาวน์ไลท์ เรียงเป็นตับ สว่างจ้าไปหมด รุจถึงกับแปลกใจในรสนิยมเพื่อน

 

“ทำไมแกติดไฟเยอะขนาดนี้วะ ห้องก็เป็นสีขาว เวียนหัวว่ะ”

 

เจ้าของห้องวางกระเป๋า ก้มลงไปเปิดไฟตามหัวเตียงเพิ่มอีก “เราไม่ชอบให้มีเงา” เกรนพูดจบมีดังตี๊ดๆๆๆๆ… ตี๊ดๆๆๆๆ
มันเป็นเสียงจากนาฬิกาดิจิตัล รุจผงะตั้งแต่ยังไม่เข้าห้อง ผ่านไปไม่กี่ปี เพื่อนแปลกไปจริงๆ ไม่เข้าใจนัก
แต่ก็ทำตามที่ผู้ใหญ่ไหว้วานมา ก็เดินสำรวจบริเวณต่างๆ โมรุจ โคโกโร่ดูคร่าวๆ ก็พอรู้ว่าเกรนอยู่คนเดียว
ระหว่างนั้นก็ถามว่าถ้ากลัวทำไมไม่กลับไปอยู่บ้าน หรือหาเพื่อนมาอยู่ด้วยแชร์ค่าห้องแต่เกรนไม่ตอบ
แต่บอกว่าถ้าพอใจก็กลับไปได้แล้ว และฝากบอกแม่กับน้าด้วยว่าไม่ต้องเป็นห่วง ไม่มีอะไรทั้งนั้น

 

รุจพยักหน้าเพราะตัวเองก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนกัน เป็นเซ้นส์บางอย่าง แต่นึกไม่ออกว่าอะไรเป็นสาเหตุ รู้แต่ว่ารู้สึกเมื่อเข้ามาที่นี่
เกรนมาส่งเพื่อนถึงหน้าประตู รุจหันกลับถามตรงๆ เข้าประเด็นอีกครั้ง
“ถามจริง แกเป็นอะไรวะ เมื่อก่อนไม่ใช่แบบนี้ เป็นโรคซึมเศร้ารึปะ… เปล่า”

 

เสียงรุจขาดไป เพราะสายตามองผ่านช่องว่างประมาณ 5 นิ้ว ระหว่างบานประตูกับขอบวงกบที่กำลังปิด
ทะลุห้องสตูดิโอไทป์ไปถึงระเบียงด้านนอกซึ่งมีกระจกฝ้ากั้นอยู่ รุจเห็นเงาลางๆ วนไปๆ กลับๆ จึงดันประตูไว้
แล้วผลักออกจนเกรนเซ… อิ๋บอ๋ายละไอ้เกรนเอ้ย นี่ซุกใครไว้ในห้องไม่ยอมบอก ถึงอะไรๆ จะเปลี่ยนไป
แต่แม่แกยังหัวโบราณเหมือนเดิม

 

“มีคนยืนแอบอยู่ตรงระเบียง เพื่อนเหรอ? รึว่าแฟน? เห้ยเมิงกะกรูเพื่อนกันนะ เรื่องแค่นี้ทำไมต้องปิดวะ”
รุจเริ่มขึ้น ผลักเกรนจนพ้นทางเดินตรงไปที่ระเบียง รู้สึกสงสัย คำถามเต็มหัว ชะรอยจะเป็นแฟน ทำไมไม่ออกมาทักทายให้เป็นกิจจะลักษณะ

 

แต่พอเลื่อนบานกระจกปรากฏว่านอกระเบียงมีแต่เสื้อผ้าเพื่อนสาวตากอยู่ รุจชะโงกจากระเบียงไปยังห้องข้างๆ เห็นว่าไกลสุดๆ
คงต้องเป็นปีเตอร์ ปาร์คเกอร์เท่านั้นล่ะถึงจะไต่ข้ามไปได้… สรุปคือตาฝาด? เห็นผ้าเป็นคน?? ใช่ไม่ใช่
หน้าแตกสิงานนี้ ขึ้นไปแล้วด้วย…

 

เกรนดึงเพื่อนกลับเข้าห้อง เลื่อนหน้าต่าง รูดม่านปิดฉึบ พูดเย็นชาเหมือนเดิม
“ก็บอกว่าอยู่คนเดียว แกตาฝาดแล้วล่ะ” เกรนบอกเบาๆ เอื้อมมือเปิดสวิทซ์ไฟตรงระเบียงอีกดวง

 

“เออๆ โทษที สงสัยตาฝาด งั้นเราไปก่อนนะ” รุจตั้งใจจะกลับจริงๆ ล่ะคราวนี้ ใจหวิวๆ พิกล
ถ้าหูไม่ดันไปได้ยินอะไรสักอย่างก็คงเผ่นแล้ว เสียงบางอย่างดังมาจากหลังม่าน… นอกระเบียง
ลักษณะเหมือนมีใครเอามือชื้นๆ หนืดๆ ถูกระจกเสียงดัง เอี๊ยดดดดด

 

เกรนนิ่งเงียบไป รุจก็เช่นกันแต่หนักกว่าคือขนตั้งแต่แขนจรดคอลุกพรึ่บแบบไม่ปี่มีขลุ่ย โฟกัสอะไรไม่ได้นอกจากผ้าม่าน
รุจรวบรวมความกล้าคว้าม่านเพื่อเปิดดูว่ามีอะไรกันแน่ แต่เกรนเอื้อมมือมาจับไว้ก่อนพร้อมตะโกนเสียงดัง

 

“อย่าเปิด!” หน้าที่เคยเรียบเฉยเริ่มซีด

 

รุจก็ไม่แพ้กัน เชี่ยตะโกนซะดังตกใจหมด เริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล เริ่มระแวง เค้นถามว่าทำไมไม่ให้เปิด
มีอะไรกันแน่ แต่ก่อนจะได้คำตอบก็ตกใจอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงนาฬิกาดิจิตัลดัง ตี๊ดๆๆๆๆ… ตี๊ดๆๆๆๆ
รุจซึ่งหงุดหงิดจึงบอกไปว่า ปิดนาฬิกาบ้านั่นสักทีได้มั้ย (วะ) เกรนเดินไปกดปิดสวิทช์อีกครั้ง แล้วรีบไล่เพื่อนกลับบ้าน…
แต่รุจก็ไม่ยอม

อ่านต่อ… ลิงค์ : สามทุ่มสิบห้า..เวลาเธอตาย

 

 

2. คุณครูสอนภาษาอังกฤษที่ตายไป ยังคงวนเวียนอยู่ในห้องเรียนเสมอ… “แอม ฟาย แซงกิ้ว”

 

 

จากเรื่อง : เรียงร้อยเรื่องเล่า ตอน ฉันสบายดี… ขอบคุณ
เรื่องเล่าจาก : เรื่องเล่าสยองขวัญ พันทิป
เล่าโดย : สมาชิกพันทิป Rhythm in the Air  FB : Krittanont

 

เรื่องเกิดที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง โรงเรียนนี้เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงป.๖ โดยนักเรียนตั้งแต่ ป. ๔-๖ จะมีสอนวิชาภาษาอังกฤษ
เพิ่มขึ้นมาในหลักสูตร โดยคุณครูที่รับหน้าที่สอนมีสองท่านซึ่งเป็นสามีภรรยากัน สมมุติฝ่ายชายชื่อบุญ ฝ่ายหญิงชื่อเอม
แต่ส่วนใหญ่จะเป็นครูเอมรับหน้าที่เหมาสอนโดยส่วนมาก เพราะสามีควบตำแหน่งโค้ชทีมวอลเล่ย์บอลอีกตำแหน่ง
ทำให้ติดภารกิจอยู่บ่อยครั้ง

 

“Good morning teacher”
“Good morning, how are you today?”
“I’m fine, thank you and you?”
“I’m fine, thank you sit down”
“Thank you teacher”

 

เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นๆ กับประโยคเหล่านี้ เช้า สาย บ่าย มักมีเสียงท่องเป็นนกแก้วนกขุนทองดังลอดออกมาจากห้องเรียนเป็นประจำ
ครูเอมชื่นชอบให้นักเรียนเปล่งเสียงดังฟังชัด ในขณะที่ครูเองก็ชอบสปีคอิงลิช จนบางครั้งเด็กๆ แม้แต่ครูบางท่านก็ใบ้รับประทาน
ไม่รู้ว่าครูเอมพูดอะไร

 

บุคลิกครูเอมเป็นที่สะดุดตาของทั้งนักเรียนและครูท่านอื่น ครูเป็นคนรูปร่างผอม แก้มตอบ ผมดัด หน้ายาวนิดๆ ปากเป็นกระจับ
ชอบทาลิบสติกสีแดงคล้ำ บางครั้งแต้มลิปบนริมฝีปากเพียงแค่แถบน้อยๆ ดูไปมาคล้ายปากของเกอิชาอะไรทำนองนั้น
แต่สิ่งที่เด็กๆ กลัวสุดหากไม่นับไม้เรียวที่ทำจากกิ่งไม้ไผ่ คือดวงตาเรียวเล็ก ตาครูเอมดุมาก บางครั้งแค่จ้องเด็กนักเรียนหญิงร้องห่มร้องไห้ก็มี

 

ครูเอมเป็นคนแต่งตัวเรียบร้อย ส่วนใหญ่เน้นชุดโทนอ่อน เช่น ขาว ครีม เบจ เขียวอ่อน ชอบใส่กระโปรงจับจีบละเอียด พลิ้วๆ
ใส่รองเท้าส้นสูงสีดำ ไม่ก็แดง เวลาเดินจะมีเสียงดัง ‘ต๊อกแต๊ก’ พร้อมพรมน้ำหอมกลิ่นอ่อนๆ แค่เดินผ่านจะมีกลิ่นโชยมาเตะจมูก
จนกลายเป็นที่รู้กันในหมู่เด็กเมื่อได้กลิ่นน้ำหอมพร้อมกับเสียงลงส้นว่า ‘ครูเอมมาแล้ว’

 

ครั้งหากเด็กทำผิด เป็นเหตุให้ต้องถูกทำโทษ ครูจะมีวิธีลงโทษสองแบบ หนึ่งคือที่กล่าวไว้ด้านบน คือใช้ไม้เรียวหวดตรงก้น ไม่ก็บริเวณขา
กับสองคือใช้มือฝ่ามือลุ่นๆ ตีไปที่ไหล่ของเด็ก (ไม่มีเจตนาลบหลู่ใครนะครับ) แรงบ้าง เบาบ้างตามแต่ระดับความผิดที่ก่อ
ส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนชายที่โดน เพราะซนเป็นลิงเป็นค่าง บางครั้งไม่มีเวล่ำเวลาหาไม้คู่ใจ ครูก็ใช้มือนั่นล่ะ ง่ายดี
ป๊าบเข้าให้พอเป็นกระษัยให้หยุดทะโมน

 

เวลาผ่านไปไม่นาน ครูทั้งสองท่านมีข่าวดีให้ชีวิตที่ครองคู่กันมาหลายปี คือครูเอมตั้งครรภ์ ครูบุญดีใจมาก ประคบประหงมภรรยาอย่างดี
วิงวอนให้พักผ่อนอยู่ที่บ้าน อย่างว่า คนเป็นพ่อย่อมเห่อลูกคนแรกเป็นธรรมดามนุษย์ แต่ครูเอมขอว่าช่วงที่ท้องยังเล็กๆ
อยากมาสอนมากกว่านอนอยู่บ้าน สอนจนท้องสาวเริ่มโตจนมาทีละน้อย (แต่ก็ไม่ป่องจนสะดุดตา) จึงสลับมาสอนบ้าง หยุดบ้าง
เป็นที่รู้จักในหมู่ครูและนักเรียน

 

ช่วงคาบเกี่ยวปลายฝนต้นหนาว ครูเอมเริ่มแพ้ท้องหนักขึ้น จึงต้องหยุดสอนนานขึ้นเช่นกัน กลายเป็นครูบุญต้องรับภาระสอนทุกชั้น
ครูบุญเป็นผู้ชายใจดี พูดน้อย (แต่ต่อยหนัก) ฝีมือในการตวัดไม้เรียว อยู่ในระดับเดียวกับภรรยาอย่างไม่ต้องสงสัย

 

จนอยู่มาวันหนึ่ง หลังจากที่ครูเอมหายไปสองสามวัน เกิดข่าวลือปูดไปทั่วโรงเรียน เริ่มจากในหมู่ครูและลามมาถึงเด็กๆ ว่า ‘ครูเอมเสียชีวิต’
สมัยนั้นหรือสมัยนี้ไม่ต่างกัน ข่าวลือมักมาก่อนข้อเท็จจริง แต่การติดต่อสื่อสารไม่กระชับฉับไวเช่นสมัยนี้
บ่ายวันนั้นจึงมีเสียงซุบซิบนินทาดังกระหึ่ม บ้างแค่บอกว่าแท้ง บ้างบอกว่าตกลูก บ้างบอกว่าข่าวลือทั้งเพ
ทุกอย่างมากระจ่างชัดในช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น เมื่อคุณครูใหญ่ประกาศว่าครูเอมประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตจริงๆ เสียชีวิตทั้งแม่และลูกในบ้านพักครู หากจะพูดแบบชาวบ้านคือ ‘ตายทั้งกลม’ นั่นเอง
ทุกคนที่ทราบข่าวต่างเสียใจกับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของคุณครูเอม

 

อ่านต่อ… ลิงค์ : กระทู้ผีพันทิป : คุณครูสอนภาษาอังกฤษที่ตายไป ยังคงวนเวียนอยู่ในห้องเรียนเสมอ… “แอม ฟาย แซงกิ้ว”

 

 

3.  “แพรสีเลือด”  Ep.1 แพรอาถรรพ์ที่ปลุกคนตายขึ้นมาอีกครั้ง

 

 

จากเรื่อง : เรียงร้อยเรื่องเล่า ตอน แพรสีเลือด
เรื่องเล่าจาก : เรื่องเล่าสยองขวัญ กระทู้พันทิป
เล่าโดย : สมาชิกพันทิป Rhythm in the Air

 

– เกริ่นนำ –

สวัสดีครับ วันนี้มีเรื่องมาแบ่งปันนะครับ มีคนรู้จักมาเล่าให้ฟัง ได้รับอนุญาตให้เรียบเรียงใหม่เพิ่มอรรถรสจนมาเป็นเรื่องเล่าผสมเรื่องสั้น
ไม่ต้องกังวลว่าจะลากไป ๓ วัน ๘ วัน เพราะลงในเพจจนครบหมดแล้ว จึงนำมาแชร์ให้อ่านรวดเดียวครบจบกระบวนความ
เกริ่นไว้ก่อนเป็นเรื่องที่ยาวสุดๆ หากไม่ถูกจริตท่านใดต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ครับ (แต่ถ้ายาวมากอาจแบ่งเป็น ๒ กระทู้นะครับ)

 

แพรพรรณผืนนั้นสีงามประหลาด
สีเหมือนหยดเลือดหยาด
หยาดจากกมลของคนมีแผล…
เนื้อร้องบางส่วนของเพลง ‘แพรสีเลือด’ ขับร้องโดย ธานินทร์ อินทรเทพ

 

เรื่องมีอยู่ว่า…

หลายคนคงฝันจะมีบ้านเป็นของตัวเอง เพราะเป็นปัจจัยหนึ่งในการดำรงชีวิต บางคนมีหลายสิ่งเอื้อให้ครอบครองได้โดยไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจ
แต่อีกหลายคนต้องลำบากตรากตรำ กดเครื่องคิดเลขแทบพัง เช็คเรท MLR, MRR จนตาลายกว่าจะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘บ้าน’
แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็หวังเหมือนกันทั้งนั้นว่า เมื่อมีบ้านก็ขออยู่อย่างสุขกายสบายใจ กินอิ่มนอนอุ่น ร่มเย็นเป็นสุข ได้พักผ่อนใต้ชายคาบ้าน
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับความสุขเช่นนั้น บางคนอาจจะระทมจมอยู่กับความทุกข์ และความทุกข์ที่ว่าไม่ใช่เพราะอัตราดอกเบี้ยสูงลิบ
แต่เป็นอย่างอื่นที่น่ากลัวยิ่งกว่า

 

ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน หลังพิษเศรษฐกิจต้มยำกุ้งทำเอาเซไปทั้งประเทศ พี่ดินกับพี่เตยสองสามีภรรยาก็เซถลาไปเหมือนกัน
ทั้งคู่มีโซ่ทองคล้องใจ เป็นเด็กชายหน้าตาจิ้มลิ้มอายุขวบเศษชื่อน้องตั้งใจ สามคนพ่อแม่ลูกทนลำบากอยู่หลายปี
ทำงานหนักหวังขยับขยายออกจากบ้านเช่าหลังเล็กที่อยู่มาร่วมสิบปี หลังผ่านไปราวสามปีเศษก็พอมีเงินเก็บอยู่ก้อนหนึ่ง
พี่ดินจึงคิดจะหาซื้อบ้านสักหลัง ไม่ต้องใหญ่มาก แค่พออยู่ได้ ไม่อึดอัด ให้ลูกซึ่งกำลังโตวันโตคืนได้มีที่วิ่งเล่น ได้เจอเพื่อนบ้านใหม่
สังคมใหม่ที่ดีกว่าเดิม

 

พี่ดินเข้าไปดูบ้านในโครงการหมู่บ้านหลายแห่ง แต่ก็ต้องส่ายหน้าเอาเท้าก่ายหน้าผาก เพราะราคามันแพงเหลือเกิน
สุดท้ายจึงกลับไปปรึกษาภรรยาว่า ณ ตอนนี้คงซื้อได้แค่บ้านมือสองเท่านั้น ซึ่งพี่เตยก็ไม่ติดอะไร
‘นกน้อยทำรังแต่พอตัว’

 

พี่ดินตระเวนหาบ้านมือสองอยู่นานร่วมเดือน สุดท้ายไปเจอบ้านเก่าหลังหนึ่งอยู่ห่างจากชุมชนเล็กน้อย ตั้งอยู่เกือบสุดซอย เนื้อที่กว้างขวาง
เกือบ ๙๐ ตร.ม. พอให้ลูกชายที่กำลังซุกซนวิ่งเล่นได้สบาย ถึงจะดูทรุดโทรมไปสักหน่อย แต่หากซ่อมแซมคงดูดีไม่น้อย
พี่ดินถูกใจบ้านหลังนี้มากแต่ก็ยังไม่ดำเนินการติดต่อซื้อขายกับเจ้าของ สิ่งแรกที่ทำนั้นเรียบง่าย บ้านหลังขนาดนี้ ลักษณะแบบนี้
ราคาเท่านี้ ไฉนไม่มีคนอยู่…

 

เขาเข้าไปสอบถามเพื่อนบ้าน ตะล่อมคุยไปเรื่อยๆ ดินฟ้าอากาศ ท้ายสุดจึงหยั่งเสียงเพื่อนบ้านละแวกนั้นด้วยคำถามคล้ายๆ กันว่า
‘แถวนี้มีโจรขโมยบ้างมั้ยครับ’
‘ทำไมบ้านหลังนั้นไม่มีคนอยู่’ หรือถามแม้กระทั่ง
‘เคยเห็นอะไรแปลกๆ ในบ้านหลังนั้นมั้ยครับ’

 

ความโล่งใจมาเยือน เพื่อนบ้านต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าอยู่มา ๒๐-๓๐ ปี ไม่เคยเห็นหรือเจออะไรแปลกๆ และไม่เคยได้ยินว่ามีโจรขโมยเพ่นพ่าน แต่ที่บ้านหลังนั้นไม่มีคนอยู่มาหลายปีเพราะเจ้าของเป็นลูกหลานข้าราชการใหญ่ตั้งแต่เก่าก่อน ทรัพย์สมบัติเหลือเฟือ ไม่เดือดร้อน
จึงไม่เคยประกาศขายหรือปล่อยเช่า เพิ่งจะมาติดประกาศช่วงเศรษฐกิจฝืดเคืองเมื่อไม่ถึงเดือน พี่ดินก็มาเจอเข้าพอดี

 

‘พรหมลิขิตชัดๆ’ พี่ดินนึกในใจ

 

พี่ดินกลับบ้านในช่วงบ่าย เรียนแจ้งภรรยาผู้กุมอำนาจการตัดสินใจ จากนั้นกระเตงลูกกระเตงเมียกลับมาดูบ้านหลังนั้นในช่วงเย็นวันเดียวกัน
เพราะกลัวจะมีใครมาสอยไปเสียก่อน แรกเห็นพี่เตยรู้สึกถูกโฉลกบ้านหลังนี้เช่นกัน ถึงจะอยู่สุดซอย ครึ้มไปด้วยต้นไม้และห่างจากบ้านหลังอื่นๆ เล็กน้อย แต่โดยรวมก็ไม่ถือว่าวังเวงแต่อย่างใด ตอนแรกพี่เตยกังวลเรื่องเดียวกับสามีว่าจะมีอย่างอื่นแถมมาในดีลนี้ด้วยหรือไม่
แต่เมื่อทราบว่าพี่ดินสอบถามเพื่อนบ้านดูแล้ว ค่อนข้างจะเคลียร์ในเรื่องของแขกไม่พึงประสงค์ ก็เป็นอันว่าตกลงที่จะซื้อบ้านหลังนี้

 

หลังจากที่ชมบริเวณรอบๆ เรียบร้อย ขณะที่กำลังจะกลับ น้องตั้งใจซึ่งตอนนั้นอายุสามขวบ ยืนนิ่งอยู่หน้ารั้วไม้เก๋ากึ๊ก
เด็กน้อยหันมาบอกพ่อกับแม่สั้นๆ อย่างไรเดียงสา แต่ไม่ชัดถ้อยคำนัก จับได้คร่าวๆ ว่า

 

“น้องตั้งใจไม่อยากอยู่ที่นี่”

 

แน่นอนว่าคำพูดไร้ที่มาที่ไปของเด็กน้อยไม่ประสีประสาขาดน้ำหนัก และไม่มีผลกับการตัดสินใจ ไม่มีแม้กระทั่งความสงสัย
ว่าทำไมเด็กน้อยถึงพูดเช่นนั้น

 

อ่านต่อ… ลิงค์ : “แพรสีเลือด” ผลงานจากผู้เขียน “ธี่หยด” แพรอาถรรพ์ที่ปลุกคนตายขึ้นมาอีกครั้ง

 

 

4. “แพรสีเลือด” Ep.2  เรื่องสยองอำมหิต…คนนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าผี

 

 

จากเรื่อง : เรียงร้อยเรื่องเล่า ตอน แพรสีเลือด
เรื่องเล่าจาก : เรื่องเล่าสยองขวัญ กระทู้พันทิป
เล่าโดย : สมาชิกพันทิป Rhythm in the Air

 

อ่านต่อ… ลิงค์ : “แพรสีเลือด” [ตอนจบ] เรื่องสยองอำมหิต…ผลงานล่าสุดจากผู้เขียน “ธี่หยด”

 

 

5. “ธี่หยด…” เรื่องเล่าผี..ที่โด่งดังที่สุดบนพันทิป..กว่า 2000 คอมเม๊นต์ ติดกระทู้แนะนำข้ามปี!!

 

 

จากเรื่อง : กระทู้ผีฟีเวอร์…ลองมาฟังเรื่องลึกลับของผมบ้าง
เรื่องเล่าจาก : กระทู้ผีพันทิป เรื่องเล่าสยองขวัญ
เล่าโดย : สมาชิก Rhythm in the Air

 

เรื่องย่อ…. มีอะไรเกิดขึ้นบ้างกับชีวิตของหญิงสาวคนหนึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อน ภัยจากบุคคลลึกลับที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะทำร้ายเด็กสาวคนหนึ่งได้ขนาดนี้ ชีวิตที่มีสิ่งอื่นแฝงอยู่ในร่าง และความช่วยเหลือจากคนรอบข้างที่ทำทุกวิถีทางให้เธอปลอดภัย สุดท้ายเธอจะรอดตายหรือไม่ เรื่องราวแสนเศร้า และระทึกขวัญสั่นประสาท รอให้คุณอ่านในกระทู้นี้

 

อ่านต่อ… ลิงค์ : Pantip.com : “ธี่หยด…” เรื่องเล่าผี..ที่โด่งดังที่สุดบนพันทิป..กว่า 2000 คอมเม๊นต์ ติดกระทู้แนะนำข้ามปี!!

 

 

6. “เรื่องสยองของยายเฟื้อง” ผ้าถุงที่ตากไว้จะเปื้อนสิ่งปฏิกูลและคราบเลือดทุกครั้ง

 

 

จากเรื่อง : เรื่องสยองของยายเฟื้อง
เรื่องเล่าจาก : เรื่องเล่าสยองขวัญ พันทิป
เล่าโดย : สมาชิกพันทิป Rhythm in the Air  FB : Krittanont

 

เรื่องนี้มีอยู่ว่า…

ย้อนไปสักหลายสิบปี สมัยที่เรื่องลี้ลับยังเป็นของคู่กับคนไทย (อันที่จริงตอนนี้ก็ยังฝังรากลึกจนวิทยาศาสตร์ยังหักล้างไม่ได้ง่ายๆ)
ในหมู่บ้านที่สงบเงียบห่างไกลความเจริญแห่งหนึ่ง มีเรื่องเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่ามีสิ่งลี้ลับออกอาละวาด
โพล้เพล้เข้าหน่อยชาวบ้านชาวช่องก็ตาลีตาเหลือกเข้าบ้านนอนกันหมด สมัยก่อนเป็นแบบนี้จริงๆ ครับ หมู่บ้านไหน ตำบลใดมีแว่วข่าวเรื่องผีสางนางไม้ หลัง 5 โมงเย็น ถนนหนทางก็แทบร้าง…

 

แต่เมื่อนานเข้าไม่มีสิ่งผิดปกติ วิถีชีวิตจึงจะค่อยๆ กลับมาเป็นปกติอย่างช้าๆ เรื่องเริ่มต้นที่ตรงนี้

 

ช่วงอากาศร้อนประมาณปลายพฤษภาคม บนถนนที่แสนเงียบเชียบมีรถมอเตอร์ไซค์ควบปุเลงๆ ทิ้งฝุ่นไว้เบื้องหลัง ใช่แล้ว
ไบเกอร์คนนั้นคือลุงยักษ์นั่นเอง ลุงยักษ์แวะไปเยี่ยมเพื่อนคนหนึ่งชื่ออาสิงห์ (นามสมมุติ) ทั้งสองคนคุ้นเคยกันดีมาก
สนิทขนาดไปไหนไปกัน แค่มองตาก็รู้ใจกันเลย แต่น้อยครั้งนักที่ทั้งสองคนจะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
นับครั้งได้เลยเชียว เพียงแต่ครั้งนี้เป็นหนึ่งในนั้น…

 

หลายวันก่อนน้องคนหนึ่งของลุงยักษ์เข้าเมือง และแวะไปเยี่ยมที่ค่าย หลังจากสอบถามสารทุกข์สุกดิบกันพอควรก็ยื่นกระดาษให้
มันเป็นจดหมายหนึ่งฉบับ น้องบอกสั้นๆ ว่า “เพื่อนเฮียฝากมาให้หลายวันแล้ว” สภาพจดหมายยับยู่ยี่ก็ว่าเลวร้ายเกินพอแล้ว
แต่ลายมือที่เขียนกลับทุเรศยิ่งกว่า หลังจากทนอ่านไปบ่นไปจนถึงสองบรรทัดสุดท้าย ลุงยักษ์แปลกใจเล็กน้อยกับเนื้อความในจดหมาย

 

“อีกนิดเว้ยเพื่อน… เมื่อไหร่จะว่าง แวะมาหาหน่อยสิ มีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นกับญาติว่ะ
แต่ไม่อยากเล่าตอนนี้ เอาเป็นว่าสะดวกแล้วรีบมานะเว้ย ไม่สบายใจเลยว่ะ”

ลงชื่อ… สิงห์

 

ลุงอ่านจบก็แปลกใจ อย่างที่เอ่ยไว้ด้านบน น้อยครั้งนักที่ทั้ง 2 คนจะเอ่ยปากความขอช่วยเหลือ แต่ลุงยักษ์ไม่ได้สนใจอะไรมาก
เกือบลืมอีกต่างหาก ต้องรออีกหลายวันนั่นล่ะ กว่าจะมีโอกาสได้กลับไปเยี่ยมเพื่อน ลุงแว๊นซ์มอเตอร์ไซค์คู่ชีพบ่ายหน้าไปยังบ้านเพื่อน
ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านตนเองไกลลิบลิ่ว กว่าจะไปถึงก็โพล้เพล้เต็มทน

 

ทันทีที่ไปถึงอาสิงห์ก็เปิดประตูพรวดออกมา ยิ้มแป้นแล้น เรียกลุงยักษ์เข้าไปในบ้านของเขา
ในบ้านมีพ่อกับแม่และก็แฟนอาสิงห์อีกคนสมมุติชื่อส้ม ทุกคนทักทายเซเลปประจำตำบลอย่างเป็นกันเอง
แต่ในความเป็นกันเองมีร่องรอยของความกังวลเจืออยู่ แม้แต่คนที่มีความรู้สึกช้ายิ่งกว่าตัวสล็อตแบบลุงยักษ์ยังจับสัมผัสนั้นได้

 

หลังจากกินอาหารเย็นเสร็จ ลุงกับเพื่อนเดินออกมาด้านนอกคุยกันเรื่อยเปื่อย สอบถามเรื่องอนาคตของเพื่อนซี้
อาสิงห์บอกว่ากำลังหาช่องทางไปขายของในเมือง ทั้งสองคนยืนคุยกันอยู่พัก น้าส้มก็เดินมาตาม บอกว่าเย็นมากแล้วจะกลับบ้านให้อาสิงห์ไปส่ง อาสิงห์จึงขอตัวไปส่งแฟนสักครู่ และถามว่าเพื่อนซี้ว่าจะกลับบ้านหรือนอนค้างที่นี่ แน่นอนว่าลุงยักษ์ไม่คิดจะกลับบ้านวันนี้
เขาเบื่อที่จะต้องกลับไปฟังคำบ่นของผู้เป็นพ่อ ที่สำคัญยังมีเรื่องบางอย่างที่เพื่อนซี้ยังไม่ได้เล่าให้ฟัง
แหม… อุตส่าห์ถ่อมาตั้งไกล จะให้กลับไปทั้งที่ไม่รู้อะไรก็ใช่ที่…

 

แม่ของอาสิงห์จัดที่หลับที่นอนให้ลุงยักษ์นอนบนแคร่ข้างประตู ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามานอนที่นี่ คิดๆ ไปก็ชั่งใจไม่น้อย
อุตส่าห์ได้มีโอกาสกลับบ้าน ดันแวะมาค้างคืนบ้านเพื่อนแทนที่จะกลับไปหาพ่อแม่และน้องๆ ก่อน ลุงยักษ์นั่งๆ นอนๆ อยู่ครู่
อาสิงห์ก็กลับมา ส่งเสียงเรียก ลุงยักษ์ก็ลุกออกมาจากที่นอน พูดจาภาษาดอกไม้กันอยู่สักพัก ก็เริ่มหงุดหงิด
และถามว่าที่เรียกมาเนี่ยมีเรื่องอะไร อาสิงห์ได้ยินก็มองซ้ายมองขวา พูดพึมพำกับตัวเองว่า มืดแล้วจะพูดดีเปล่าวะ
ลุงยักษ์ถามเพื่อนทันทีว่ามีเรื่องอะไรกันแน่ให้รีบพูดมาภายใน 3 วิฯ อาสิงห์ถอนหายใจยาวชวนให้เดินไปข้างนอก
เมื่อออกมานอกชายคาบ้าน อาสิงห์จึงพูดว่า

 

“เชื่อเรื่องผีมั้ยวะ?”

 

ลุงยักษ์ได้ฟัง ก็ขำแล้วบ่นเพื่อนไปชุดใหญ่ว่าพูดเรื่องอะไร ไร้สาระ อาสิงห์ต้องใช้ความพยายามไม่น้อยเล่าว่าเรื่องแปลกๆ ที่บอกในจดหมาย
ก็คือเรื่องนี้ล่ะ ไม่ได้เกิดที่นี่ แต่เกิดที่บ้านแฟน มีอะไรบางอย่างชอบไปป้วนเปี้ยนแถวบ้านน้าส้มตอนดึกๆ
ลุงยักษ์ถามกลับว่าเรื่องแปลกๆ ที่พูดถึงคืออะไร อาสิงห์อ้ำอึ้งตอบกลับมาแค่

 

“กรูก็ไม่รู้ แต่ชาวบ้านลือว่าเป็นกระสือ”

 

อ่านต่อ… ลิงค์ : “เรื่องสยองของยายเฟื้อง” ผ้าถุงที่ตากไว้จะเปื้อนสิ่งปฏิกูลและคราบเลือดทุกครั้ง

 

 

7. “คืนอาถรรพ์..บ้านไร่” ค่ำคืนสยองที่ต้องนอนคนเดียว..ในไร่อ้อยที่มีผีกระสือ

 

 

จากเรื่อง : อาถรรพ์ ณ บ้านไร่
เรื่องเล่าจาก : เรื่องเล่าสยองขวัญ พันทิป
เล่าโดย : สมาชิกพันทิป Rhythm in the Air  FB : Krittanont

 

บ้านกับไร่ที่ จขกท. เติบโตมา จะอยู่คนละที่ พูดให้ชัดก็คนละตำบลเลยดีกว่า ทุกปีก็ใช้ชีวิตในแบบเดิมๆ เช้าวิ่งเล่นในไร่ บ่ายๆ เย็นๆ ก็กลับเข้าเมือง แต่ด้วยสาเหตุบางประการ มีอยู่หนึ่งครั้งที่ จขกท.กับน้องชายจำต้องอยู่ในไร่ตลอดจนกว่าการเก็บเกี่ยวจะเสร็จสิ้น
และก็แจ็คพ็อตเจอเรื่องประหลาดนี้เข้าจังเบอร์

 

อ่านต่อ… ลิงค์ : “คืนอาถรรพ์..บ้านไร่” ค่ำคืนสยองที่ต้องนอนคนเดียว..ในไร่อ้อยที่มีผีกระสือ

 

 

8. “หญิงสาวชุดสีแดง” ผีผู้หญิงที่ประสบอุบัติเหตุจนเลือดท่วมกาย

 

 

จากเรื่อง : เรียงร้อยเรื่องเล่า ตอน “หญิงสาวชุดสีแดง”
เรื่องเล่าจาก : เรื่องเล่าสยองขวัญ พันทิป
เล่าโดย : สมาชิกพันทิป Rhythm in the Air  FB : Krittanont

 

อ่านต่อ… ลิงค์ : “หญิงสาวชุดสีแดง” ผีผู้หญิงที่ประสบอุบัติเหตุจนเลือดท่วมกาย จากผู้แต่งธี่หยด

 

 

9. สมิงเขาขวาง Ep.1 “เกิดมาไม่เคยเห็นคนกลายเป็นเสือ เสือกลายเป็นคน มันน่ากลัวจริงๆ”

 

 

จากเรื่อง : เรียงร้อยเรื่องเล่า ตอน สมิงเขาขวาง
เรื่องเล่าจาก : เรื่องเล่าสยองขวัญ พันทิป
เล่าโดย : สมาชิกพันทิป Rhythm in the Air  FB : Krittanont

 

เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ชื่อ ‘จ่ามหันต์’

 

ย้อนกลับไปในช่วงที่จ่ามหันต์เพิ่งออกจากราชการใหม่ๆ ชายวัยกลางคนอย่างเขาย่อมรู้สึกเคว้งคว้าง จากที่มีภารกิจเป๊ะเป็นไม้บรรทัดในทุกๆ วัน
กลับต้องมาใช้ชีวิตปกติหาเช้ากินค่ำแบบชาวไร่ชาวสวน ยังดีหน่อยที่เขาเป็นที่นับหน้าถือตาในละแวกหมู่บ้าน
ทำให้มีคนมาปรึกษาสารทุกข์สุกดิบไม่เว้นแต่ละวัน

 

“หมอมหันต์ ช่วยไปดูอาการน้องสาวฉันหน่อย ปวดท้องมาหลายวันแล้ว ไม่รู้มีใครเสกหนังควายเข้าท้องรึเปล่า”
จ่าก็ไปช่วยดูอาการ สรุปว่าไม่ได้ถูกหนังควายเข้าท้อง แต่เป็นอย่างอื่นที่ทำให้ผู้หญิงคนนั้นต้องอายม้วน

 

“หมอมหันต์ ฉันเผลอไปฟันถูกต้นกล้วยแถวบ้าน ยางไหลเยิ้มออกมาเป็นสีแดงเลย ต้องเป็นนางตานีแน่ ช่วยไปทำพิธีขอขมาหน่อยนะ”
จ่าก็พยายามอธิบายว่า ตนเองไม่ใช่หมอผี เป็นหมอยาแผนโบราณ เชี่ยวชาญสมุนไพร แต่สุดท้ายเขาก็ไปอยู่ดี

 

ทุกวันจะมีชาวบ้านเดือดร้อนแวะเวียนไปมาหาสู่ตลอด ช่วยได้บ้างไม่ได้บ้างตามกำลัง อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านก็นับถือว่าจ่าเป็นคนมีน้ำใจ
จนหัวค่ำวันหนึ่งมีเพื่อนสนิท ชื่อ ‘ฤทธิ์’ เป็นทหารยศร้อยโทแวะมาหาพร้อมชายหญิงคู่หนึ่ง ในขณะที่ผู้หมวดฤทธิ์ ดูตื่นเต้น
แต่ชายหญิงคู่นั้นกลับดูหวาดกลัว เพียงคำแรกที่ชายคนนั้นพูดว่า เขาขวาง
จ่ามหันต์เหมือนจะเดาเหตุการณ์ได้เลยว่ามีเหตุการณ์ไม่สู้ดีบางอย่างเกิดขึ้น

 

บริเวณเขาขวางมีข่าวลือกันมานมนานว่ามักมีชาวบ้านถูกสัตว์ขนาดใหญ่ทำร้าย เหตุการณ์ยิ่งเลวร้ายเมื่อมีคนพบศพชาวบ้านเสียชีวิตในพื้นที่จำนวนหลายราย สภาพศพถูกทำร้ายและกัดกินโดยสัตว์ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะช่วงเย็นย่ำในวันฝนพร่ำ มักมีคนเห็นชายแก่ยืนผลุบๆ โผล่ๆ บริเวณใกล้ๆ ที่เกิดเหตุเป็นประจำ ชาวบ้านจึงเริ่มลือหนักว่าสัตว์ร้ายที่ว่า คือเสือสมิงที่จำแลงแปลงกายเป็นชายแก่หลอกชาวบ้านไปกินเป็นอาหาร

 

หลังเกิดเหตุไม่ถึงวันมีการจัดตั้งทีมเฉพาะกิจล่าเสือร้ายที่นิยมบริโภคเนื้อมนุษย์ กลุ่มทหารสนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้จำนวนนับสิบ ปูพรมตรวจเกือบทุกตารางเมตรของเขาขวาง แต่ไม่มีวี่แววของสัตว์กินเนื้อจำพวก เสือ สิงห์ จึงทิ้งไว้เป็นปริศนาเสือสมิงเขาขวางมานานแรมปี

 

“พ่อตาฉันถูกเสือคาบไปกิน” ชายหนุ่มคนนั้นเล่าต่อ “เหตุเพิ่งเกิดเมื่อสองวันที่ผ่านมา ระหว่างที่พวกเราเข้าไปหาของป่า เกิดฝนตกหนักมาก
จนต้องหลับไปอยู่ในเพิงเก่าๆ หลังหนึ่ง เราสามคนนั่งกันอยู่จนเริ่มเย็นฝนก็ยังไม่มีทีท่าจะซา ตอนที่กำลังตัดสินใจลุยฝนออกไป ก็มีผู้ชายสูงอายุคนหนึ่งผมเทาแซมขาวเดินเข้ามาหลบฝนด้วย พ่อก็ทักทายไปเรื่อยตามประสา แต่ชายคนนั้นก็ไม่ตอบ ก้มหน้าก้มตาเงียบ พวกเราจึงไม่สนใจเตรียมทยอยเดินกันออกมา แต่กลับได้ยินเสียงครางอยู่ด้านหลัง พอหันไปมอง ปรากฏว่าชายคนนั้นหายไปปรากฏเป็นเสือโคร่งตัวมหึมาจ้องมองอยู่ในพงหญ้า พริบตาเดียวมันก็กระโจนเข้าใส่คนที่ยืนอยู่ใกล้ตัวมันที่สุด ซึ่งก็คือพ่อฉันนั่นเอง มันงับบริเวณช่วงคอเลยไปถึงไหปลาร้าอย่างรวดเร็วจนพวกเราไม่ทันตั้งตัว และด้วยขนาดใหญ่โตของมัน พ่อฉันโดนกัดครั้งเดียวก็แทบสิ้นใจ ฉันล้วงพร้าออกมาได้ก็จะเข้าไปฟันมัน แต่พ่อที่กำลังสิ้นลมก็บอกว่าให้หนี น้าจะด่าจะว่าฉันว่าขี้ขลาดก็ได้นะ พอมันหันมาจ้องตาพร้อมแยกเขี้ยวใส่ ฉันกับเมียก็โกยแน่บเลย”

 

พูดจบน้ำตาลูกผู้ชายก็ไหลเป็นทาง เดือดร้อนจ่ามหันต์ต้องพยายามปลอบใจ

 

ร้อยโทฤทธิ์ บอกต่อว่าเขาเป็นหนึ่งในทีมที่ถูกส่งลงพื้นที่ก่อน พอเข้าไปถึงที่เกิดเหตุก็พบศพจริง สภาพศพถูกกัดกินจนจำเค้าเดิมไม่ได้
ก็เลยเข้ามาขอปรึกษาจ่ามหันต์ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนสนิทและอดีตทหารที่อยู่ในพื้นที่แถบนี้ด้วย

 

“ฉันได้ยินข่าวลือเรื่องนี้มาสักพักแล้วพี่ฤทธิ์ แต่ก็ไม่เคยพบเจอจะๆ สักครั้ง… นี่เป็นครั้งแรก”
จ่ามหันต์ตอบเพื่อนเก่า “แล้วพี่จะให้ฉันช่วยยังไงล่ะ”

 

“ชาวบ้านพูดกันหนาหูว่าไอ้ลายตัวนี้ไม่ธรรมดา เป็นเสือผีกินคนไปไม่ใช่น้อย มีรายงานว่าป้วนเปี้ยนอยู่ละแวกเทือกเขาสองสามลูกนี้
ก็ไม่ใช่ว่าพี่จะเชื่อทั้งหมดนะ แต่ไม่ว่าจะเป็นเสือผีหรือเสือโหยธรรมดา ลองมันล่าชาวบ้านเป็นอาหาร คงจะติดใจรสชาติเนื้อคนไปแล้ว
แบบนี้ปล่อยไว้ไม่ได้ พี่กับชุดจะเข้าไปล่ามันพรุ่งนี้ แต่ถ้ายังไม่เจอ ก็ว่าจะชวนแกไปขัดห้างล่อกับมันช่วงกลางคืน เห็นชาวบ้านเค้าว่าแกมีของดี
ไปกับพี่ให้อุ่นใจหน่อยเถอะวะ”

 

เดือนร้อนจ่ามหันต์ต้องแก้ตัวพัลวันว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถืออยู่บ้าง แต่ไม่มีวิชาอะไรหรอก ชาวบ้านก็ลือกันไปเรื่อย แต่อย่างไรก็ตาม
ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีวิชา จ่ามหันต์บอกว่าตัวเองพร้อมที่จะช่วยเต็มที่ เลือดที่ไหลเวียนอยู่ในกาย ก็ยังเขียวคลั่ก

 

หลังจากนั้น หมวดฤทธิ์ก็พาสองสามีภรรยากลับไป ส่วนจ่ามหันต์เดินกลับเข้าบ้านคุยกับคนในครอบครัว อธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ทุกคนพากันห้ามไม่ให้เขาไปเสี่ยงอันตรายแบบนั้น เพราะถึงเสือตัวนั้นไม่ใช่เสือสมิง ก็ยังอันตรายมากอยู่ดีแถมไอ้ลายตัวนี้ยังกล้าล่ามนุษย์เป็นอาหาร แต่จ่ามหันต์ยังดึงดันที่จะไป เพราะคนที่ชำนาญพื้นที่นั้นมีอยู่ไม่น้อยก็จริง แต่จะมีสักกี่คนที่ยอมเสี่ยงบุกป่าท้าอันตรายแบบนั้น

เพียงแค่ได้ยินว่า เสือสมิงเขาขวาง เป็นเข่าอ่อนทุกราย

 

อ่านต่อ… ลิงค์ :  สมิงเขาขวาง Ep.1 “เกิดมาไม่เคยเห็นคนกลายเป็นเสือ เสือกลายเป็นคน มันน่ากลัวจริงๆ”
 

 

10. สมิงเขาขวาง Ep.2 ตอนจบ “ไอ้ห่า ไอ้เสือร้าย…มึงจะหนังเหนียวเคี้ยวยากไปถึงไหนวะ”

 

จากเรื่อง : เรียงร้อยเรื่องเล่า ตอน สมิงเขาขวาง
เรื่องเล่าจาก : เรื่องเล่าสยองขวัญ พันทิป
เล่าโดย : สมาชิกพันทิป Rhythm in the Air  FB : Krittanont

 

อ่านต่อ… ลิงค์ : สมิงเขาขวาง Ep.2 “ไอ้ห่า ไอ้เสือร้าย…มึงจะหนังเหนียวเคี้ยวยากไปถึงไหนวะ”
Loading...
Loading...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: Content is protected !!