รวม 30 เรื่องระดับขึ้นหิ้ง “คลาสสิค” จาก The Shock ใครสายเดอะช็อควินเทจห้ามพลาด!

ผิดสัญญา – คุณโฟน

 

อีกเรื่องของน้องโฟน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มาจากทางบ้าน ใช้ชื่อเรื่องว่า “ผิดสัญญา”

น้องโฟนเป็นเด็กที่จ.ศรีษะเกษ น้องโฟนเป็นเด็กที่ติดเกมมาก ซึ่งเรียกว่าเล่นกันดึกดื่นยันเช้ากันเลย และด้วยความที่อยู่กันเป็นกลุ่มมั่วสุม ก็จะมีเรื่องของบุหรี่เข้ามาเอี่ยว น้องโฟนเองก็ติดบุหรี่อย่างหนัก จนแม่ยื่นคำขาดว่าให้เลิก แต่ก็เลิกไม่ได้

แม่ก็เลยว่า.. เอ้า งั้นเดี๋ยวจะพาไปที่วัดแห่งหนึ่งในอุบล เพื่อไปเลิกบุหรี่ โดยที่วัดแห่งนี้จะเรียกว่า “ออกยา” หมายถึงอาการเลิกยา

พอไปถึงวักพระท่านเห็นก็ทักขึ้นมาคำนึงเลยว่า… “ไอ้หนู เกือบชะตาขาดแล้วนะ”

ตอนนั้นตัวโฟนก็สงสัย แต่ไม่ได้คิดอะไร จนก็เข้าทำพิธีกรรมต่างๆไป จนพระท่านก็ยกบุหรี่ขึ้นมาให้มวนนึง แล้วพูดว่า…

“บุหรี่มวนนี้จะเป็นมวนสุดท้ายมี่เอ็งจะได้สูบในชีวิตนี้ ไม่อย่างนั้นจะเจอดี.. เอ้า สูบซะ”

โฟนก็รับมาสูบ จากนั้นก็ไปตามพิธีต่างๆจนจบ หลวงพ่อก็เอาน้ำให้แก้วนึง บอกให้กินให้หมด เสร็จแล้วหันหลังแล้วเดินลงไป ขึ้นรถ แล้วกลับไปซะ

โฟนก็ทำตามจนขึ้นรถกลับไปกับแม่ ระหว่างทางก็รู้สึกได้ถึงความกระอักกระอ่วน เหมือนจะอ้วก ก็บอกแม่ว่าให้จอดแวะปั๊มก่อน

น้องโฟนก็เดินเข้าห้องน้ำไปจะอ้วก แต่ที่มันแปลกมากก็คือ…โฟนจำได้ว่าวันนั้นออกเดินทางแต่เช้า ก็ทานอะไรไปบ้างนิดหน่อย ไม่ได้กินของหนัก แต่กับสิ่งที่อ้วกออกมากับเป็นอะไรไม่รู้เต็มไปหมดที่ไม่ได้กิน  ทั้งเศษผม ขี้เถ้าปนออกมากับสีเลือด จากนั้นก็มีก้นบุหรี่ออกมา ตัว สองตัว สามตัว สร้างความฉะงนให้เป็นอย่างมาก

จากนั้นโฟนก็ราดน้ำลง พร้อมกับความงงที่ยังคงอยู่ ขณะเปิดประตูห้องน้ำดัง “แกร๊ก” จู่ๆก็มีผู้ชายคนนึง ยืนดักขวางอยู่หน้าประตู…ที่มันแปลกก็คือชายคนนั้นยืนประชิดในระยะสะวิงประตูเลย ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้!

เป็นผู้ชายคนนึงหน้าบวมเหมือนขึ้นอืด ใส่เสื้อเชิ้ตสีเขียวลายสก๊อต กางเกงขาก๊วยขาดๆ หน้าตามอมแมม ยิ้มให้… โฟนก็ตกใจแต่เนื่องด้วยเป็นตอนกลางวัน ก็คิดไปว่าอาจจะเป็นคนจรจัด ก็เลี่ยงๆออกมาและรีบเดินไปขึ้นรถ

หลังจากนั้นถัดมา คนที่เคยสูบ ถ้าใจไม่แข็งพอ มันก็ต้องสูบอยู่ดี… เวลานั้นผ่านไปสัก 1 ปี ก็ได้ย้ายบ้านและใช้ชีวิตปกติดีเล่นเกมอะไรไป และกลับมาสูบบุหรี่อีกครั้ง วันนั้นที่กลับมาสูบเนี่ย น้องโฟนก็นั่งเล่นเกมอยู่ที่บ้านชั้นล่าง ตอนนั้นคนอื่นก็นอนหลับหมด

โฟนนึกขึ้นได้ว่าลืมของไว้ในรถ ก็ออกไปที่รถเพื่อไปเอา จังหวะนั้นก็เจอผู้ชายคนเดิม…ในเสื้อเชิ้ตสีเขียว หน้าตาบวมอืดตะโกนออกมาจากในความมืด

“มึงผิดสัญญากับกรู!!”

โฟนถึงกับสะดุ้งตกใจ รีบวิ่งกลับเข้าไปในบ้าน จังหวะที่เปิดประตูอยู่นั้น ก็ถึงกับผงะออกมาแทบไม่ทัน เพราะชายคนนั้นกลับไปยืนอยู่หน้าประตูตู้เย็นในบ้าน!!

เขาตะโกนมาว่า…”ถ้ามึงคิดว่าสิ่งที่มึงทำนั้นดีแล้ว มึงทำเลย”

โฟนก็รีบวิ่งไปที่โซฟา กระโดขึ้นแล้วเอาผ้าคลุมโปง จังหวะนั้นก็พยายามคิดทบทวน เค้าเป็นใครกัน ผีหรือคนก็ไม่รู้ พร้อมกับที่ข้างๆโซฟาก็ค่อยๆยุบยวบลงข้างๆ

โฟนก็พยายามจะจับๆดูว่ามันอะไร ก็ไปเจอโซฟาซึ่งเป็นพีวีซี จับๆไปอีกก็ไปเจอผ้า ก็นึกว่าเป็นแม่เดินลงมารึเปล่า ก็เปิดผ้าที่คลุมอยู่ออกมาดูในท่าที่กำลังนอนหงายอยู่นั้นเอง…

ก็ปรากฎร่างของผู้ชายอ้วนๆ หนาบวมเขียวขึ้นอืด โน้มตัวลงมากระชั้นชิดตรงหน้าโฟน!! แล้วหัวเราะ “ฮื้อฮ่ะฮ่ะฮ่ะฮ่าาา” พร้อมกันนั้นน้ำลาย และก้นบุหรี่ก็ย้อยลงมาจากปาก เข้าหน้าเข้าตาโฟน จังหวะนั้นด้วยความตกใจและกลัว โฟนร้องตะโกนสุดเสียง แต่กลับไม่มีเสียงอะไรเล็ดรอดออกมา

ชายคนนั้นก็ยังคงหัวเราะใส่หน้าไปพร้อมน้ำลาย จนโฟนสติหลุดสลบไปทั้งแบบนั้น มารู้สึกตัวอีกทีตอนเช้า คือแม่มาเขย่าตัว “โฟนทำไมมานอนตรงโซฟา”

โฟนก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่ฟัง สรุปว่าวันนั้นก็รีบบึ่งรถจากศรีษะเกษไปอุบลกันทันที

ทันทีที่พระท่านเห็นก็ทักว่า “ทำไม คำสัญญามันไม่สัตย์เหรอ”ก็ได้ความว่าพิธีดังกล่าวเป็นพิธีที่ไม่ได้แค่สัญญากับพระเท่านั้น แต่เป็นการสัญญากับสัมภเวสี เจ้ากรรมนายเวรด้วย

แม่ก็ถามกับพระว่าต้องทำยังไบ้าง พระท่านบอก ต้องบวชพราหมณ์ 7 วัน คือบวชไม่ต้องโกณผม หลังจากนั้นมาโฟนก็ไม่เจออะไรอีกเลย รวมทั้งก็สามารถเลิกบุหรี่ได้แบบเด็ดขาดด้วย เพราะถ้ากลับไปสูบเมื่อไหร่ เป็นต้องเจอดีอีกแน่

 

 

ผมเป็นผี – คุณคิง


เรื่องราวของการบวชของคุณคิง ที่พอจะสึกก็มีพระอาจารย์ชวนไปธุดงค์เสียก่อน โดยไปธุดงค์ที่ อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งพระอาจารย์ไม่ได้บอกว่าที่ที่ไปปักกลดทำสมาธิ คือ ป่าช้า พอถึงเวลานั่งสมาธิ ก็ได้ยินเสียงคนเดินเข้ามา ก็เลยลืมตาขึ้นมาดู เจอผู้ชายรูปร่างผอมใส่เสื้อลายสก๊อต เลยถามดูว่ามีธุระอะไร ผู้ชายคนนั้นเลยถามว่า “หม่อมย่านผีบ่” (เรียกพระว่าหม่อม) เลยตอบว่า “ไม่กลัว มีอะไรหรือป่าว” ผู้ชายคนนั้นเลยตอบว่า “ไม่มี ผมแค่จะมาบอกว่าผมเป็นผี” คืนแรกคุณคิงไม่คิดอะไร คิดขำว่ามีใครมาแกล้งหลอก จนเป็นแบบนี้ 2-3 คืน เป็นแบบเดิมทุกๆคืน จนเริ่มรำคาญ พอมาอีกคืนก็เลยบอกประมาณว่าอยากได้อะไรก็เอาไป อย่ามากวน (ประมาณนี้) ผู้ชายคนนั้นก็ไม่เอาอะไร แต่ก็พูดคำเดิมว่า แค่มาบอกว่าผมเป็นผี ผ่านไปสักชั่วโมงคุณคิงรู้สึกผิด เพราะตัวเองเป็นพระ เลยคิดจะไปขอขมา พอคืนต่อมาผู้ชายคนนั้นก็มาอีก พูดคำเดิมว่าผมเป็นผี คุณคิงเลยขอขมาแล้วเอาซองเงินให้ ผู้ชายคนนั้นก็ไม่เอา คุณคิงเลยถามชื่อและหมู่บ้านของเขา ผู้ชายคนนั้นเลยขยับเข้า
มาใกล้ๆ แล้วบอกว่าผมชื่อบักสี โดนยิงทิ้งมา 2 เดือนแล้ว ผมยังหาคนที่ยิงผมอยู่เลย แล้วผู้ชายคนนั้นก็เดินไป แล้วหันกลับมาบอกว่า ผมเป็นผี … ลองไปฟังต่อนะ

 

 

ทางผีผ่าน – คุณวิน

คุณวินเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ และนัดเจอเพื่อน ม.ปลาย 2 คน ชื่อ คุณโอม กับคุณเอก เลยชวนกันไปกินข้าวแถวนครปฐมตอน 5 ทุ่ม โดยคุณวินเป็นคนขับ กินข้าวเสร็จประมาณตี 1 แต่ด้วยความไม่ชินทาง ที่เป็นวงเวียน และวันเวย์ โดยไม่มีใครรู้ทาง คุณวินก็ขับไปเรื่อยๆ จนไปถึงทางเล็กๆ เหมือนทางเข้าหมู่บ้าน เลยตัดสินใจถามร้านขายของชำ ก็บอกว่าถึงแยกเลี้ยวขวา ไปถึงก็เป็นแยกแบบลูกรัง แต่มีป้ายเขียนว่าไปกรุงเทพ ที่เป็นป้ายที่ตั้งที่พื้นแล้วมีรอยโดนเหยียบ เลยตัดสินใจไปตามป้ายเพราะกลัวข้างหน้าไม่มีแยกอีก ก็ขับไปเรื่อยๆ จนเป็นถนนเล็กลงมากๆ ไม่มีรถผ่าน มองไม่เห็นอะไรเลย จึงตัดสินใจชวนเพื่อนว่าจะกลับกันทางเดิมมั้ย คุณเอกเลยเปิดไฟในรถ แล้วบอกว่ากลัว แต่คุณวินบอกว่าให้ปิด เพราะกลัวคนมองเห็นในรถว่ามากี่คน และจะเป็นจุดเด่น ซึ่งทางตรงนั้นกลับรถไม่ได้ ทางแคบมาก จนคุณโอมที่อยู่เบาะหลังก็นอนราบลงกับเบาะ แล้วคุณเอกที่นั่งคู่กับคุณวิน ก็เอนเบาะนอนลงเอามือปิดหน้า คุณวินก็ขับต่อไป เจอผู้หญิงใส่เสื้อคอกระเช้าจูงยายแก่ๆ เดินนำหน้ารถไป คุณวินก็ขับรถผ่านไป แล้วมองกระจกหลัง ก็เห็นเป็นเงาคนอยู่ แล้วก็ขับต่อไปเรื่อยๆ ก็เจออีก ผู้หญิงคนเดิมจูงยายเหมือนเดิม แต่ไปอยู่ฝั่งตรงข้ามแทน คุณวินก็รู้แล้วว่าเจอดี ก็ทำใจดีสู้เสือ ขับเร็วขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็มองเจอถนนใหญ่ แล้วจู่ๆ ก็ไปโผล่ที่วัด โดยที่ไม่เห็นวัดมาก่อน คุณวินงงมากเลยจอดรถ เผอิญมีวินมอไซด์มาสองคน จึงลงไปถาม วินมอไซด์เลยถามว่ามาจากทางไหน คุณวินเลยบอกว่ามาจากทางนี้ วินมอไซด์ก็ตกใจแล้วถามว่า มาได้ยังไงทางนี้เค้าปิดตายมานานแล้ว เพราะเป็นทางผีผ่าน แต่คุณวินก็โกหกวินมอไซด์ว่าไม่เจออะไร ก็ขับต่อไปก็จอดรถที่ปั๊มน้ำมัน คุณวินก็ถามเพื่อน ปรากฏว่าคุณโอม คนที่เห็นก่อน เจอคุณยายเกาะกระจกข้างอยู่เลยนอนลงไป คุณเอกเห็นเป็นคนต่อไปก็เจอข้างๆกระจก หลังจากวันนั้นทุกคนก็ฝันว่า ยายคนนั้นมาบอกว่า ผ่านมาทางนั้นทำไมไม่เอาอะไรมาฝากบ้าง …. คิดดูถ้าเป็นเราเจอ อ๊ากกกกกกกกกก

 

 

ยายไอ้แผน – คุณลภ

เหตุการณ์เกิดที่นครสวรรค์ ตอนเด็กๆ ลภเป็นเพื่อนกับแผนกับโพธิ์ พ่อแม่ของแผนกับโพธิ์จะไม่ค่อยอยู่บ้าน เพราะต้องไปเฝ้าไร่ วันหนึ่ง ทั้ง 3 คน ไปใส่เบ็ด แล้วแผนโดนหอยบาดลึกมาก จึงช่วยกันพยุงกันกลับบ้าน สักพักโพธิ์ก็ออกไปซื้อยา คุณยายของแผนเป็นคนแก่ๆ ที่เหมือนเป็นอัมพฤกษ์เดินไม่ได้ ก็ลุกพรุบขึ้นมา แล้วถามว่า พวกไปไหนกันมา ลภก็ตกใจแล้วบอกว่าแผนโดนหอยบาดเลือดไหลเต็มเลย พอพูดเท่านั้นยายของแผนก็ผลักคุณลภเต็มแรง แล้วไล่ให้คุณลบไป ออกไป บอกว่าอยู่แล้วร้อน ลภก็งง แล้วบอกว่ารอให้โพธิ์กลับมาก่อนห้ามเลือดให้แผนก่อน ยายก็ไม่ยอมก็ไล่อยู่อยากนั้น สักพักโพธิ์กลับมา ยายก็รีบล้มตัวลงนอนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ลภจึงบอกโพธิ์ว่ากลับก่อน ยายไล่ โพธิ์จึงบอกว่ายายลุกและพูดไม่ได้สองปีแล้ว ไม่เชื่อที่ลภพูด แต่ก็ยอมให้ลภกลับ สองวันต่อมา โพธิ์ไปตามลภไปนอนด้วยจะได้ช่วยดูแลแผน ลภก็บอกว่ากลัวยายด่า แต่โพธิ์ก็ยืนยันว่ายายพูดไม่ได้แล้ว ลภก็ยอมไป ลภโพธิ์แผนก็นอนมุ้งเดียวกัน ดึกๆลภนอนไม่หลับ ก็ได้ยินเสียงกุกๆกักๆ ที่มุ้งยาย เห็นยายคลานออกมามองซ้ายมองขวาไปนั่งอยู่ตรงหัวกระไดบ้างแล้วกระโดดพลุบลงไป ลภจึงปลุกโพธิ์ ปลุกยังไงก็ไม่ตื่นๆ ลภจึงเดินออกไปดูไม่เจออะไร พอหันกลับไปดูที่เจอมุ้งยาย เจอยายยังนอนขดอยู่ในมุ้ง แล้วจู่ๆ ยายก็เปิดผ้าห่มออกมาแล้วยิ้มให้ลภ อันนี้คือคืนแรกที่ลภไปนอนบ้านแผนและโพธิ์ เช้ามาลภก็เล่าให้โพธิ์ฟังว่าเห็นยายกระโดดลงไป โพธิ์ก็ไม่เชื่อ คืนที่สองยายก็คลานออกจากมุ้ง แต่ไม่ได้คลานไปหัวกระได แต่คลานมาเปิดมุ้งที่ลภนอนอยู่ ไปตรงที่แผนนอน โดยโผล่เข้ามาแต่หัว แล้วเลียแผล ดูดแผลแผน พักใหญ่ๆ ลภพยายามปลุกโพธิ์แต่โพธิ์ก็ไม่ตื่น ยายก็เลียอยู่พักใหญ่และคลานกลับไป แล้วพูดว่าอร่อยดีนะ ตอนเช้าลภก็เล่าให้โพธิ์ฟัง ก็ไม่เชื่อและเริ่มโมโหลภว่าใส่ร้ายยาย แต่ปรากฏว่าแผลของแผนเป็นจ้ำ ช้ำใหญ่ และปวดมาก จนคืนที่สามนอนแผนก็นอนร้องปวดมาก ลภบอกโพธิ์ไปตามพ่อกับแม่ แต่โพธิ์ไม่กล้าทิ้งยาย สรุปก็ไม่ได้ไป จนวันต่อมาลภเห็นท่าไม่ดี ลภเลยตัดสินใจ บอกให้โพธิ์ไปตามพ่อแม่ จะป้อนข้าวยายเอง เพราะแผนนอนร้องโอดโอย โพธิ์จึงยอมไปตามพ่อกับแม่ พอโพธิ์ไปลภก็หนีกลับบ้านเพื่อไปตามพ่อ แต่พ่อลภก็ไม่อยู่ ลภก็เลยตัดสินใจกลับมาอยู่เป็นเพื่อนแผน นอนจนสามทุ่ม โพธิ์ก็ยังไม่กลับ สักพักลภได้เสียงแผนร้องอ๊อกๆๆ ลภมองเห็นยายของแผนยืนเหยียบหน้าอกแผนแล้วช้อนคอขึ้น และปากจุ่มลงไปในปากแผน แล้วเอาลิ้นแลบออกไป แผนก็เกร็งๆ แล้วก็นิ่งไปเลย ลภก็ได้แต่มองดูอยู่อย่างนั้นเพราะทำอะไรไม่ถูก พอดีที่พ่อแม่ของแผนกลับมายายก็รีบกระโดดออกมาแล้วรีบกลับเข้ามุ้ง ปรากฏว่า แผนตายแล้ว เอาศพไปพิสูจน์ หมอบอกว่าขาดอากาศหายใจ พ่อกับแม่พยายามเค้นลภให้บอกว่าเกิดอะไรขึ้น ลภก็บอกว่าเห็นยายเหยียบหน้าอกแผนแล้วเอาลิ้นล้วงลงไปในปาก แต่ไม่มีใครเชื่อลภ หลังจากนั้นผ่านไป 7-8 วัน พ่อของแผนก็จับพิรุจน์คือไม่นอนแล้วก็เห็นแบบที่ลภพูดคือเห็นยายโดดจากบ้านทุกคืน จนไปปรึกษากับพระ พระก็บอกว่ายายตายมานานแล้วแต่มีอย่างอื่นแฝงอยู่ ……. เรื่องนี้หลอนจริงๆ

 

 

หลอนกันทั้งหมู่บ้าน – คุณผอม

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่พิจิตร รุ่นพี่ของผอมชื่อหญิงอายุประมาณ 30 แต่เป็นสาวโสด แต่เป็นคนสวยก็มีคนมาจีบเยอะ แต่หญิงไม่ได้ชอบใคร จนวันหนึ่งมีเกษตรอำเภอมาพักที่บ้าน (พ่อของหญิงเป็นกำนัน) เพื่อมาดูที่ทางทำฝาย หญิงกับเกษตรอำเภอก็ชอบคอกันและคบหากัน และตกลงจะแต่งงานกัน ก่อนแต่งงานเดือนนึง มีผู้ชายที่ชอบหญิงมาแวะเวียนที่หน้าบ้าน แล้วหญิงก็ลงไปคุยด้วยสักพัก พอ 2 ทุ่ม หญิงก็คว้าจักรยาน แม่ก็ถามว่าจะไปไหน หญิงก็บอกว่าจะไปหาเพื่อนที่ท่าข้าม ซึ่งอยู่ห่างไปอีกกิโล หลังจากคืนนั้นหญิงก็หายไปเลย แล้วก็พากันออกตามหา หายังไงก็ไม่เจอ จึงไปหาร่างทรง ร่างทรงก็บอกให้กลับไปหาใหม่ ที่ป่าไผ่ ทุกคนก็กลับไปหาที่ป่าไผ่ จนลึกลงไปเจอรองเท้าก็เดินตามไป เจอศพของหญิงซึ่งท่อนบนเปลือย ท่อนร่างใส่ผ้าถุงอยู่ ท้องถูกผ่า และไส้ก็ห้อยตามกิ่งไม้ และที่หน้าผากมีรอยกีดลึกถึงกระโหลกเป็นรูปกากบาท ชาวบ้านจึงพากันเอากระสอบห่อศพออกมา ตำรวจชันสูตรว่าไม่พบการถูกข่มขืน วันเวลาผ่านไป ตาท้อนคนแก่ไปหากบหาเขียด ผ่านป่าไผ่ แกก็ได้ยินเสียงผู้หญิงเรียก น้าท้อนๆ น้าท้อนๆ แกมองไปเจอผู้หญิงเปลือยกาย โดยท้องแหวกแล้วพูดว่า น้าท้อนๆ น้าท้อนช่วยดูคนฆ่าฉันหน่อย ตาท้อนก็ทิ้งรถจักรยานแล้ววิ่งเข้าหมู่บ้าน แต่ก็ไม่ค่อยมีใครเชื่อมาก เพราะตาท้อนเป็นคนขี้เมา
อีกเรื่องมีมอไซด์สองคันกลับมาจากงานในอำเภอ ก็จะผ่านป่าไผ่ ปรากฏว่าหัวไฟขาดทั้งสองคัน คนซ้อนก็ลงมาสูบบุหรี่ แล้วก็เหลือบไปเห็นเหมือนขาคน จึงตัดสินใจไปกันต่อแบบไม่มีไฟรถ (มาสองคันสี่คน) สักพักได้ยินเสียงของหล่นเผะลงมา แล้วได้ยินเสียงผู้หญิงร้องมาจากบนฟ้าว่า เก็บให้กูหน่อย เก็บให้กูหน่อย ทั้งสี่คนก็หยุดรถแล้วเดินไปดูของที่หล่นลงมา ปรากฏว่าเป็นไส้กับกระเพาะ เครื่องในต่างๆ ที่มีหนอนเจาะเต็มเลยหล่นอยู่ แล้วก็ได้ยินเสียงคนโดดน้ำ
คราวนี้มีคนสติไม่สมประกอบ วิ่งประกาศทั่วหมู่บ้าน ว่าไอ้หญิงจะกลับมานะ หญิงจะกลับมานะวันนี้ และไปเกาะที่รั้วบ้านกำนัน แล้วบอกว่าหญิงจะกลับมานะ หญิงจะกลับมา มันคิดถึงบ้าน ปรากฎว่าประมาณเที่ยงคืนได้ยินเสียงลากของมา ครืดๆ คนก็แอบดูกัน ปรากฏว่าเห็นเป็นผู้หญิงท่อนบนเปลือย ท่อนล่างใส่ผ้าถึงสีดำ ลากกระสอบมา แล้วล้วงของจากกระสอบมา ปรากฏว่าเป็นร่างอีกร่างนึก เปลือยท่อนบน แล้วใส่ผ้าถุงสีดำ แต่ไม่มีหัว มายืนข้างกัน แล้วร่างที่ไม่มีหัวก็โบกมือไปมาเหมือนหาอะไรสักอย่าง สักพักสองร่างก็พากันเดินไปทางบ้านกำนัน กำนันก็เปิดไฟทั้งบ้าน แล้วเดินลงมาตะโกนด่าว่า ทำไมไม่ไปหลอกคนที่ฆ่านู่น ทำไมมาหลอกชาวบ้าน กูจะบ้าแล้ว แล้วกำนันก็ยิงปืนขึ้นฟ้าหนึ่งนัด
เรื่องก็เป็นมาเรื่อยๆ หลายๆ รูปแบบ กำนันก็ไปปรึกษาเกจิอาจารย์ว่าจะทำยังไง หลวงปู่ก็บอกว่า ยังไม่ไปถ้าป่าไผ่ไม่ลุกเป็นไฟ จึงตัดสินใจเผาป่าไผ่ แต่กลางคืนก็เห็นเหมือนมีผู้หญิงเหมือนกึ่งนั่งกึ่งนอนหัวพิงจอมปลวก แม่หญิงเองก็เคยฝันว่าหญิงมาบ้านแต่ขึ้นมาไม่ได้ เพราะขาขาดทั้งสองข้าง แล้วหญิงก็ร้องแต่ให้แม่ไปหาคนฆ่ามาให้หน่อย จนเรื่องราวก็สร่างซาไปตามกาลเวลา…

 

 

เขื่อนประตูผี – คุณบอย

 

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่หมู่บ้านแถวพุทธมณฑล บ้านของ A (คนที่เล่าเรื่องให้คุณบอยฟัง) จะอยู่ในสวนลึก ต้องพายเรือเข้าไป หมู่บ้านของ A เป็นเหมือนหมู่บ้านร้าง ไม่ค่อยมีใครอาศัยอยู่ เป็นทางเปลี่ยว แท๊กซี่ก็จะไม่กล้าเข้าไป ตอนที่ A เรียนอยู่ เจอกู้ภัยมามุงอยู่หน้าประตูเขื่อนของหมู่บ้าน โดยตรงประตูเขื่อนจะเป็นทางน้ำหักศอก และน้ำวนแรงมาก หากพลาดมาน้ำจะดูดเรือที่พายเข้าไปหมุนแตกได้เลย A เข้าไปถามกู้ภัยว่ามีคนตายเหรอ ปรากฏว่าใช่ และเห็นกู้ภัยใช้เชือกเส้นใหญ่ๆ สองเส้นเพื่อผูกและลงไปเอาศพ เนื่องจากน้ำวนแรงมาก ตรงนี้ไม่ได้มีคนตายแค่ศพแรก แต่ตายมาหลายรายแล้ว ลักษณะเหมือนต้องการตัวตายตัวแทน วันหนึ่ง A ได้กลับมาจากเรียนปกติ แล้วก็ลงเรือที่ผูกไว้เลยประตูเขื่อนไปนิดนึง พอพายเรือผ่านสวน ได้ยินเสียงคนพายเรือมาข้างหลัง แต่ A ไม่ได้หันไปมอง A รู้สึกอุ่นใจที่มีเพื่อนร่วมทาง แต่พอเอาไม้พายพักบนเรือข้างหลังก็เงียบเหมือนกัน พอเอาไม้พาย พายเรือ เสียงข้างหลังก็พายด้วย พอใกล้ถึงบ้าน ด้วยความแปลกใจ A จึงหันกลับไปมอง ปรากฏว่าเห็นเป็นผู้หญิงผมยาวๆ นั่งเรือที่ลักษณะเหมือนโลงศพ แล้วไม่ได้มีไม้พายแต่ใช้มือจ้วงน้ำแทน ซึ่งมือใหญ่กว่าใบพาย พอใกล้จะถึงบ้าน ปรากฏว่าน้าของ A ที่อยู่ศาลาท่าน้ำก็เห็น รีบกระโดดลงมาดึงหัวเรือของ A ลากเข้าไปและเอา A ขึ้นไปบนศาลา และปล่อยเรือทิ้งไปเลย และบอก A ว่าอย่าหันไปมอง ให้รีบขึ้นไปบ้าน แล้วไปห้องพระ แล้ววิ่งไปกอดพระ แล้วน้าก็ถามว่ารู้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น A ก็บอกว่าไม่รู้ และน้าก็บอกว่าไม่ต้องถามพรุ่งนี้ไปวัดกัน วันรุ่งขึ้นก็ไปหาพระ พระก็บอกว่าให้อยู่ในโบสถ์ 3 วัน แล้วเอาสายสิญจน์ล้อม ไม่งั้นไม่รอด แล้วจะให้เณรมาเฝ้าคืนละรูป จะโดนเอาชีวิต A ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง พอตกกลางคืน A ก็จะได้ยินเสียงคนพายเรืออยู่ท่าน้ำวัด พอคืนสุดท้าย มีพระและเณรสองรูปมาอยู่เป็นเพื่อน แต่คืนนี้เปิดประตูหน้าโบสถ์เอาไว้ ก็ได้ยินเสียงพายเรืออีก และเสียงเรียกชื่อ A ไปด้วย สักพักก็เห็นหน้าผากคนค่อยๆ โผล่พ้นท่าน้ำ แล้วโผล่มาคอยาวๆ ยื่นออกมา แล้วก็ไม่มีลูกตา และแสยะยิ้ม ทั้งพระทั้งเณรก็รีบปิดประตูโบสถ์หมดเลยแล้วมารวมกันอยู่ในสายสิญจน์ที่เดียวกัน พระกับเณรก็สติหลุด ตะโกนช่วยด้วยๆ แล้วพอดีกับมีคนเดินมา 4 คนเป็นกรรมการหรือลูกศิษย์วัด มองไปที่ท่าน้ำเห็นเป็นผู้หญิงพายเรือหนีไปอย่างเร็ว พอหลวงพ่อเข้ามาในโบสถ์ ก็บอก A ว่า เอ็งพ้นแล้วแหละเค้าไปเอาคนอื่นแทน พอใกล้รุ่งสาง น้าของ A ก็มาที่วัด และบอกว่ามีคนตายที่หน้าประตูเขื่อน ….

 

 

ตึกนี้มีอาถรรพ์-คุณเต้

 

เต้ทำงานที่สถาบันการศึกษาในจังหวัดชลบุรี มีคลาสที่ต้องสอนตอนเย็นประมาณทุ่มถึงสองทุ่ม เย็นของคืนที่สาม ให้ลูกศิษย์สอบ ทุ่มครึ่ง ยามก็มาไล่ปิดไฟทั้งตึก เต้ก็เกิดปวดฉี่ จึงขอไปเข้าห้องน้ำ ซึ่งต้องแสกนนิ้วออกจากห้อง ห้องน้ำของมหาลัยก็เป็นห้องน้ำเปิดซึ่งมองเห็นคนผ่านไปผ่านมา เต้ก็มองไปเห็นนักศึกษาผู้หญิงร่างอวบๆ ท้วมๆ ก็คิดว่าเป็นแฟนของนักศึกษาที่สอนอยู่ พอสักพักเต้มองหาอีกก็หันไปทางซ้าย ปรากฏว่าผู้หญิงคนนั้นไม่มีหัวแล้ว เต้ก็หันไปล้างมือทางซ้าย พยายามแกล้งไม่เห็น และพยายามคิดว่าไม่ใช่ เป็นการหักเหของแสง เต้เงยหน้าขึ้นมองกระจก ปรากฏว่าเห็นผู้หญิงคนนั้นในกระจก ซึ่งก็ยืนอยู่หลังเต้นั่นเอง เต้ก็สติหลุด วิ่งไปทุบประตูห้อง นักศึกษาก็ไม่ยอมเปิดเพราะคิดว่าเต้แกล้ง เพราะเต้ชอบแกล้งนักศึกษา เต้เลยเอานิ้วไปสแกนกรากฏว่าสแกนไม่ได้ please try again ตลอด จนเต้เอานิ้วออก แล้วก็ยังดังอยู่เหมือนมีคนเอานิ้วไปวาง เต้ตัดสินใจวิ่งไปนั่งอยู่หน้าห้องโสต เพราะอีกทางก็คือ ห้องน้ำ ส่วนลิฟท์ก็ไม่กล้าลง สักพักมีนักศึกษามาเปิดประตูมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น เต้ก็เข้าไปในห้องแล้วโวยวายว่าทำไมไม่เปิดประตู รู้มั้ยว่าผมเจออะไรมา นอกจากเรื่องนี้ก็ยังมีเรื่องผีนางรำอีก …. ลองไปฟังดูนะ

 

 

5 วันหลอน – คุณพลอย

 

เรื่องนี้มีคนแนะนำมาค่ะ เคยฟังครั้งนึงนานมากแล้ว เกิดที่โรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี (เจ้าของกระทู้คุ้นเคยจังหวัดนี้มาก บึ๋ยยย ) เป็นโรงแรม 2 ดาว ออกจากตัวเมืองไม่ไกล อยู่ใกล้สนามบิน พลอยเป็นเทรนเนอร์สอนสปา ที่อุบล เรื่องเกิดวันอาทิตย์ที่ 19 กุมภา มีเพื่อนชวนพลอยไปทำบุญที่วัดแห่งหนึ่ง ช่วงเย็นวันที่ 18 พลอยกลับมาจากทานข้าว ผ่านฟ้อนท์โรงแรม แล้วขึ้นลิฟท์ รู้สึกเหมือนมีคนเดินตาม พลอยพักห้อง 516 ตอนนอนประมาณตี 3 ได้ยินเสียงผู้หญิงหัวเราะจากข้างห้องตรงหัวเตียง เสียงผู้หญิงหัวเราะ เหอะๆๆๆ แล้วได้ยินเสียงใกล้มาเรื่อยๆ พลอยคิดว่าเค้าเมา แล้วอยู่ดีดีผู้หญิงคนนั้นก็กรี๊ด พลอยลุกไปเข้าห้องน้ำ พอออกจากห้องน้ำได้ยินเสียงวิ่งๆๆ มาหยุดที่หน้าห้อง แต่ไปส่องตราแมวดูไม่มีอะไร พอนอนไปสักพักอีกก็ได้ยินเสียงวิ่งมาหยุดที่หน้าห้องอีก ก็นอนฟังไปเรื่อยๆ แล้วสักพักก็ได้ยินเสียงถูกพื้นตั้งแต่ตีสามถึงตีห้า จนพลอยนอนไม่หลับตัดสินใจออกมาดู แต่ก็ไม่มีอะไร พลอยก็โทรไปถามล๊อบบี้ พนักงานก็ตอบว่าลูกค้าท่านอื่นทำอะไรหกแล้วมาเช็ดหรือเปล่า พลอยเลยคิดให้ใจว่าทำตั้งแต่ตีสามถึงตีห้า พอตอนเช้าวันอาทิตย์พลอยจะไปทำบุญ เลยเดินไปบอกแม่บ้านไปทำความสะอาด แล้วบอกว่าจะไปทำบุญที่วัดนี้แม่บ้านทำท่าตกใจ พอตอนเย็นกลับมา แม่บ้านก็มาถามว่าว่างมั้ยมีอะไรจะคุยด้วย แต่พอดีพลอยติดพิมพ์งาน สักพักตอนพลอยลุกไปจะอาบน้ำเปิดประตูออกมาเก้าอี้ที่วางอยู่หน้าห้องน้ำถอยครูดดดด พลอยตกใจมาก พลอยก็เลยเข้าไปสวดมนต์ในห้องน้ำ พอออกมาอีกที โต๊ะที่วางอยู่ชิดผนัง ดันออกมาอยู่ครึ่งห้อง ตอนนั้นพลอยสติหลุดเพราะคิดว่าอยู่คนเดียว เป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะเข้ามาแล้วเลื่อนโต๊ะได้เร็วขนาดนั้น จึงรีบลงไปที่ล๊อบบี้ แล้วโทรหาเพื่อน

 

เพื่อนเลยบอกให้ขึ้นไปใหม่ ไปไหว้พระแล้วนอน พอวันรุ่งขึ้นก็สอนนักเรียนปกติ พอดีสอนเสร็จนักเรียนนักเรียนก็ขึ้นไปเข้าห้องน้ำที่ห้อง แต่ก็มาบอกพลอยว่ามีใครอยู่ในห้องน้ำเปิดไม่ออก พลอยยืนยันว่าไม่มี แล้วนักเรียนก็กลับ พลอยก็อาบน้ำแล้วเอาผ้าเช็ดตัวมาพาดที่พนักเก้าอี้ พอจะล้มตัวลงนอนปรากฏว่าสายตาเหลือบเห็นเก้าอี้เลื่อนถอยหลังแล้วผ้าเช็ดตัวไปอยู่ใต้เก้าอี้ พลอยนอนไม่ได้จึงออกไปหาอะไรกินกลับมานอนอีกทีตอนตี 4 พอเช้าแม่บ้านก็มาถามว่าจะเปลี่ยนห้องมั้ย พลอยก็แปลกใจทำไมถามแบบนั้น แม่บ้านเลยบอกว่าที่ได้ยินเสียงกรี๊ดวันนั้น ไม่มีใครอยู่ข้างห้องพลอยเลย พลอยเลยบอกว่ากลัวมากเจอมาสามวันแล้ว คืนที่สี่ พลอยกึ่งหลับกึ่งตื่น เจอผู้หญิงผมบลอนผมลอน มาบอกว่าช่วยอะไรหน่อยสิ แล้วบอกชื่อ (ขออนุญาติบอกตามที่พลอยเล่าเลยนะคะ) เค้าชื่อสุภาพร สุวรรณกูฎ ชื่อเล่นจิ๋ม อยู่วัดบ้านนิคม บอกว่ามีของที่อยากได้ แล้วเดินออกไป พอเช้าพลอยเลยไปถามพนักงาน พอเอ่ยชื่อพนักงานตกใจโทรศัพท์หล่นจากมือ พนักงานเลยเล่าให้ฟังว่าแต่ก่อนสุภาพรเป็นพนักงานที่นี่ และมีครั้งนึง สุภาพรต้องลากกะยาวจนถึง 4 ทุ่ม พอเลิกงานสุภาพรก็ขับมอเตอร์ไซด์กลับบ้าน 30 พฤศจิกายน 2554 ปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุชนกับรถกระบะ มอเตอร์ไซด์ขาดครึ่ง หน้าสุภาพรเละ เสียชีวิตคาที่ และก็ยังกลับมาหลอกคนที่โรงแรมเรื่อยๆ ผ่านไป 3 วัน แฝดของสุภาพรประสบอุบัติเหตุขับรถลงห้วย เสียชีวิตคาที่ (สุภาพรมีฝาแฝด) แม่บ้านไปถามคนทรง คนทรงบอกว่าเห็นสุภาพรเดินตามหลังพลอยตั้งแต่วันแรก พลอยตัดสินใจไปทำบุญที่วัดนั้นในวันรุ่งขึ้น ปรากฏว่ามีคนนี้อยู่จริงๆ ก็ซื้อของไปทำบุญ แล้วพระที่วัดก็ติดต่อแม่สุภาพรมา สาเหตุที่เป็นพลอยอาจเป็นเพราะว่าได้ยินพลอยพูดแต่แรกว่าจะไปวัดบ้านนิคมเลยตามพลอย พอวันที่ 5 กลับมาก็กลับมาไหว้พระก่อนนอนและบอกสุภาพรว่า ฉันไปทำบุญให้แล้วบอกแม่แล้วตามที่สุภาพรต้องการ คือขอเสื้อผ้าและรองเท้าส้นสูง ปรากฏว่าตอนที่ท่องนโมอยู่ ผ้าม่านรูดครืดออกมาครึ่งหน้าต่าง พลอยนอนไม่ได้ต้องลงไปนอนที่ล๊อบบี้จนถึงตีสี่

 

สุพาภรเสียชีวิตวันเงินเดือนออก ที่นัดกับเพื่อนจะไปกินหมูกระทะกัน สาเหตุที่สุภาพรอยู่โรงแรมนี้ได้เพราะที่นี่เป็นโรงแรมคริสต์ไม่มีศาล และเหตุผลที่ศพยังไม่เผา เพราะความเชื่อทางภาคอิสาน จะเก็บศพไว้ก่อน 1 ปี ถึงจะเผา ที่เด็ดกว่าคือคุณป๋องเดอะช๊อกเคยไปพักที่โรงแรมนี้ เพราะมีรูปถ่าย คุณป๋องบอกว่าโรงแรมที่อุบล ที่ดาราชอบไปพัก มีน้ำพุอยู่ด้านหน้าโรงแรม โรงแรมเป็นสีเทา (เจ้าของกระทู้อยากรู้มาก เพราะเคยอยู่อุบลหลายปี) เรื่องนี้หลอนมากจริง เพราะตอนเราฟังอยู่ที่กรุงเทพ แต่ต้องเดินทางกลับอุบลในวันต่อมา ปรากฏว่าช่วงใกล้สว่าง นั่งรถทัวร์ ตื่นขึ้นมาเจอบ้านหลังหนึ่ง ชื่อบ้าน…… สุวรรณกูฎ ช๊อกไปแป๊บนึงค่ะ แต่เรื่องนี้ฟังนานมากแล้วจริงๆ แล้วจำชื่อเรื่องไม่ได้ เคยตามหาเพราะอยากรู้ว่าโรงแรมไหน (ตอนนั้นฟังรายการสด) จนมาได้ฟังอีกก็วันนี้แหละ

 

 

ไม่น่าหยิบมาเลย – คุณหมี

 

เรื่องเกิดขึ้นที่ชลบุรี ปี 2538 หรือ 2539 ตอนหมียังเด็กๆ เรียนโรงเรียนวัด เย็นๆ ก็เตะบอล สนามบอลก็อยู่ใกล้เมรุ ช่วงหน้าหนาวก็มืดเร็ว หมีเล่นซ่อนหากับเพื่อน ราวๆ 6โมงเย็น เพื่อนชอบตามมาแอบกับหมี หมีรำคานเพื่อนเลยกระโดดข้ามกำแพงไปซ่อนในปล่องเมรุ ซึ่งตรงที่เค้าจะเผา เต๋อเพื่อนของหมีจะมาขอแอบด้วย หมีเลยปิดประตูปล่อง แต่ความรู้สึกคือเหมือนไม่ได้อยู่กันสองคน หมีมองเห็นเต๋อเอามือลูบพื้นที่มีเศษขี้เถ้าลากไปลากมาไปเจอคล้ายๆลูกแก้ว สีเงิน เต๋อเลยบอกว่าสวยดี แล้วเก็บใส่กระเป๋าไป ตอนนั้นหมีรู้สึกกลัวๆ เหมือนมีคนมานั่งเบียดตลอดเวลา ผ่านไปสักพักใหญ่ หมีเห็นว่าไม่ใครตามหาสักที ได้ยินเสียงด้านหลังว่า แฮ (ลมผ่านหู) มองไปทางเต๋อ เต๋อหน้าซีด แล้วพากันเปิดประตูวิ่งออกมา เต๋อไปนอนบ้านสวนกับหมีปกติ แต่ปรากฏว่าเต๋อไม่ยอมนอนแต่นั่งกอดเข่ามองหมีอยู่ตลอดเวลา ตอนเช้ามาแม่เต๋อก็มารับไป ก็ไม่ได้ติดต่อเต๋อสัก 2-3 วัน เพราะโรงเรียนปิด พอเปิดเรียน ที่โรงเรียนมีสวนผัก ปรากฏว่าเต๋อเจออะไรก็เอามาขว้างทิ้งหมด เด็ดแตงกว่ามาเขวี้ยง เด็ดพริกมากินสดๆ ในห้องเรียนก็นั่งเงียบไม่พูดไม่คุยกับใคร ชวนไปเตะบอลก็ไม่ไป พอวันต่อมา มีน้าคนหนึ่งมาถามหมีว่า เต่อมาทำอะไรดึกๆ มาเดินไปรำไป ช่วงสี่ห้าทุ่ม หมีเลยตัดสินใจไปบอกอาจารย์ให้เฝ้าติดตามพฤติกรรม เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ออกมารำตลอด แล้วมีคนเห็นเต๋อถูกคนแก่จูงมือไปไหนมาไหนตอนดึกๆ จนเต๋อไม่มาโรงเรียน แม่เต๋อมาที่บ้านหมี แต่หมีไม่อยู่ มาคุยกับตาของหมี

 

แม่เต๋อเล่าว่า เต๋อฆ่าแมว จับแมวเขวนขอหมดเลย แล้วหายออกจากบ้านไปวันหนึ่งแล้ว แล้วที่โรงเรียน เต๋อเดินมาเนื้อตัวมอมแมม หมีเลยถามว่าทำไมไม่กลับบ้านแม่ตามหา เต๋อก็ตอบว่าบ้านกูอยู่ที่นี่ (ในเมรุ) หมีลากเต๋อกลับบ้านแต่เต๋อไม่ยอมเข้า แต่กลับเดินไปนอนที่เมรุแทน แล้วหมีก็ไปตามมัคฑายกมาลากเต๋อเข้าวัด แต่เต๋อหลุดมือไปก่อน จนตกดึก หมีเห็นเต๋อมาปีนบ้านต้นไม้ แล้วบอกว่ามาขอนอนกับหมี บอกว่ากลัว ตอน 4-5 ทุ่ม หมีนอนหันหลังให้ ได้ยินเสียงเต๋อลุกขึ้นเดินเปิดประตูออกไป แต่ไม่มีเสียงปีนบันไดลง เดินตึ้งๆ แล้วหายไปเลย หมีเลยหันไปมอง แต่เต๋อยังนอนอยู่เหมือนเดิม สักพักได้ยินเสียงเปิดประตูเข้ามา หมีแอบดู ปรากฏว่าเห็นเป็นชายแก่ เดินเข้ามาเอามือคร่อมเต๋อ แล้วส่งเสียง แฮ แฮ เหมือนตอนได้ยินในเมรุ หมีตกใจกระโดดลงจากบ้านต้นไม้ แล้วส่งเสียงดังโวยวายจนตาของหมีออกมาดู แล้วไล่เต๋อกลับบ้าน พอตอนเช้า แม่ของเต๋อมาถามหมีว่าไปเล่นอะไรกันมา แล้วหมีก็เล่าเรื่องเล่นซ่อนแอบให้ฟัง แล้วก็พากันไปบ้านเต๋อ เห็นเต๋อนอนเอามือกำอะไรสักอย่างแล้วนอนสั่นอยู่ ไปเปิดดูปรากฏว่าเป็นฟันปลอมของคนสมัยก่อน สีเงินๆ ทุกคนเลยตัดสินใจจะไปตามหลวงพ่อมาช่วย เต๋อพูดขึ้นมาไม่ต้องไปตามหรอกกูใกล้จะกินมันหมดแล้ว พอตาของหมีได้ยินรีบดึงหมีออกไปแล้วจะปิดประตู หมีหันกลับมาเห็นเต๋อ ลิ้นยาวๆ ถึงสะดือ หมีร้องไห้เสียสติ พอตามหลวงพ่อมา หลวงพ่อเคาะ 3 ที เพราะประตูเปิดไม่ได้ หลวงพ่อเลยพูดขึ้นมาว่าเขาไปแล้วล่ะ พอเปิดประตูปรากฏว่าเต๋อเสียชีวิตแล้ว โดยอ้าปากค้าง พอเต๋อตาย หมีก็บวชให้เต๋อ ตอนบวชก็เห็นคนแก่คนนั้นเดินจูงมือเต๋อเข้าไปในเมรุ พอสึกหมีไปถามตาว่าเค้าเป็นผีใช่มั้ย ตาบอกว่าแบบนี้เป็นอสูรกาย

ส่วนที่มาของคนแก่นั้น คือก่อนหน้านั้นมีคนเล่นของเสียชีวิตแล้วเอามาเผา เพราะตอนที่มีชีวิตอยู่ชอบกินพริกสด แล้วเกลียดแมวมาก ……. เล่นอะไรระวังนะเด็กๆ มีลูกหลานให้บอกต่อ

 

 

ยายเป็นใคร-คุณเจมส์

 

เกิดขึ้นบนถนนสายหนึ่งในจังหวัดระยอง เรื่องเกิดต้นปี 2556 เจมส์เป็นตำรวจ แล้วคืนหนึ่งต้องไปล่อซื้อยาเสพติดหลังโรงพยาบาลดังจังหวัดระยอง ผลก็จับคนร้ายได้ ขณะกำลังขับรถกลับ เจมส์เป็นคนขับ ลูกน้องนั่งข้างๆ แล้วก็คนร้ายอยู่ด้านหลังพร้อมตำรวจคุม 3 ราย แล้วก็มีตำรวจที่ขับรถคนร้ายตามมา ขับไปเรื่อยๆ ถนนมืดมาก เจมส์มองไปเห็นยายคนหนึ่ง ถือกระสอบ เหมือนรอใคร แต่ไม่สามารถรับได้ตามกฏเพราะมีคนร้ายอยู่บนรถ เจมส์ก็ไม่ได้จอดรับหรือถาม แต่พอขับไปประมาณ 200 เมตร ก็เจอยายคนเดิมอีก มีกระสอบเหมือนเดิม เจมส์ก็ไม่พูดไม่ทัก พอขับไปอีก 200 เมตร ก็เจอยายอีก พอครั้งที่ 3 ลูกน้องเจมส์ที่นั่งข้างๆ ก็พูดขึ้นมาเลยว่าพวกผมเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มาหลอกมาหลอนทำไม โดยเจมส์ห้ามไม่ทัน ก็เห็นแค่สามครั้งก่อนถึง สน. ตี 4 กว่า เสร็จงานกลับบ้าน ตำรวจที่ทักไลน์มาเจมส์ว่าให้ไปหาที่บ้านด่วนมีเรื่องอยากคุย เจมส์ก็รีบไป พอถึงบ้านลูกน้อง เจมส์ก็กดออด ภรรยาของลูกน้องก็หน้าซีดออกมาเปิดประตู แฟนลูกน้องก็เล่าให้ฟังว่าตอนที่ลูกน้องเจมส์กลับมากดออดเรียกอยู่ ดูผ่านกล้องวงจรปิดเห็นเป็นยายถือกระสอบขาวๆ ยืนอยู่ด้านหลัง แล้วก็ลงไปเปิดประตูแล้วถามว่ายายไปไหนแล้ว ขอทานหรือเปล่าทำไมไม่ให้เศษทานเขาไป ลูกน้องเจมส์ก็ตกใจแล้วเรียกเจมส์มา พอคุยกับลูกน้องที่ขับรถคนร้ายตามมาซึ่งโทรมาเล่าให้ฟังว่า เห็นยายแก่ๆ กระโดดขึ้นหลังคารถที่มีคนร้ายอยู่ พอถึง สน. ยายก็เปลี่ยนรถไปนั่งรถลูกน้องเจมส์คนที่ทัก พอเช้ามา ก็พากันไปวัด แต่ไปนั่งทานเต้าหู้ คือไปกัน 4 คน แต่คนขายจัดมาให้ 5 ชุด เจมส์เลยถามว่า มากันแค่ 4 คน ทำไมจัดมา 5 ชุด คนขายเลยถามว่า อ้าวแล้วยายที่นั่งอยู่บนรถไม่ลงมาเหรอ ก็พากันตกใจ แล้วเจมส์เลยถามว่า คันไหน รถ 2 คัน รถเจมส์ กับ รถของตำรวจที่เห็นยายกระโดดขึ้นหลังคารถตำรวจ พอไปถึงวัด พระก็บอกว่า เค้ารออยู่หน้ารถ ใครไปทักเค้ามา

 

1 ปีผ่านไป เจมส์โทรมาเล่ากับรายการเดอะช๊อกอีกครั้ง คราวนี้เจอกับลูกน้อง 2 คนที่เพิ่งมาทำงานที่ระยองใหม่ๆ โดยออกตรวจพื้นทีโดยรถมอเตอร์ไซด์ ก็เห็นยายคนหนึ่งเดินอยู่ข้างถนนแล้วกวักมือเรียก จึงพากันจอดถาม ว่ามายืนทำอะไรดึกดื่น ยายก็บอกว่ามายืนรอหลาน หลานบอกกลับไปบ้านนานแล้วไม่มารับสักที ตำรวจมากันสองคนไม่สามารถรับยายขึ้นด้วยได้ จึงบอกให้ยายรอว่าจะไปตามรถยนต์สายตรวจ โดยให้อีกคนยทนเป็นเพื่อนยาย อีกคนยืนคุยกับยาย ก็สังเกตุว่ายายยืนแปลกๆ เหมือนกับว่าร่างลอยไปลอยมา ก็เลยตัดสินใจหยิบไฟฉายกระบอกเล็กๆ ทำท่าส่องไปที่กระสอบ ยายก็เปิดกระสอบแล้วส่งให้ดู ก็เห็นเป็นปลาเน่าเต็มกระสอบ กลิ่นเหม็นเน่าคลุ้ง นอนยั้วเยี้ย ตำรวจเลยอุดจมูกถามว่าปลาตั้งแต่เมื่อไหร่ ยายบอกนานแล้ว เลยถามว่ายายมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ยายก็เลยบอกว่ายายมาอยู่นี่นานแล้ว ไปไหนไม่ได้ จังหวะที่ตำรวจจะเก็บไฟฉาย ก็ส่องผ่านไปตรงผ้าถุงยาย ปรากฏว่ายายไม่มีขา ไม่ได้ยืนด้วยขา ตำรวจรู้ทันทีว่ายายไม่ใช่คน แล้วก็หลับตายกมือไหว้ แล้วบอกไปสู่สุขคติเถอะเดี๋ยวทำบุญไปให้ แล้วหยิบวิทยุเรียกเพื่อนกลับมารับ เพื่อนถามกลับว่า จะไปตามรถยายไม่กลับแล้วเหรอ ตำรวจคนนั้นก็บอกว่ารีบมาด่วน พอ ว. เสร็จ ก็ลืมตา ปรากฏว่ายายหายไปแล้ว

 

 

คาดไม่ถึงยิ่งกว่า-คุณแชมป์

 

เรื่องเกิดที่สระบุรี ตอนที่แชมป์เรียนอยู่ ปวช.3 แชมป์ขับรถมอไซด์ไปโรงเรียน โดยจะไปบ้านต้อม ซึ่งเป็นเพื่อนก่อน ปรากฏว่ามอเตอร์ไซด์โซ่ขาด จึงตัดสินใจจูงรถไปบ้านต้อมที่อยู่กลางทุ่งนา เจอแม่ต้อม เลยบอกว่ารถเสีย แม่เลยบอกว่างั้นก็อยู่บ้านนี่แหละ แชมป์ก็ไปเปิดทีวีดู สักพักแชมป์ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซด์ต้อมกลับมา เลยถามว่า อ้าวกลับมาทำไม ไม่ไปเรียนเหรอ ต้อมเลยบอกว่าเพื่อนเค้าจะรวมกลุ่มไปเที่ยวกัน เห็นมึงไม่ไปกูเลยไม่อยากไป แล้วปวดหัวเลยกลับมานอน ต้อมก็เข้าห้องไป สักพักมีเสียงโทรศัพท์บ้าน โทรมาจากโรงพยาบาลว่า ต้อม เสียชีวิตแล้ว แชมป์ก็มือสั่น ตัวสั่นตกใจ แชมป์ตัดสินใจไปเปิดประตูห้องต้อม ปรากฏว่าเจอต้อมนอนอยู่ โดยหันหลังให้ประตู หันหน้าเข้ากำลังนอนแชมป์รวบรวมความกล้าไปเขย่าต้อมเพื่อปลุก แล้วบอกต้อมว่า โรงพยาบาลโทรมาบอกว่ามึงอ่ะตายแล้ว รถคว่ำตาย ต้อมเลยสวนกลับว่าบ้าเหรอ แล้วต้อมบอกว่างั้นไปดูศพกูกัน ก็พากันขับรถกระบะไป โดยแชมป์เป็นคนขับ เพราะต้อมปวดหัว ระยะทางจากบ้านไปโรงพยาบาลประมาณ 1 ชั่วโมง แชมป์มองหน้าต้อมไปตลอดทาง ต้อมก็บอกว่ากูยังไม่ตายตลอด แล้วอยู่ๆ ต้อมเลยถามว่า ถ้ากูตายจะกลัวกูมั้ย แชมป์เลยบอกว่าถ้ากลัวกูจะขับรถให้นั่งเหรอ พอถึงโรงพยาบาล ต้อมบอกหิวน้ำ เดี๋ยวไปซื้อน้ำที่โรงอาหาร ต้อมไปซื้อน้ำนานมาก แชมป์เลยเดินไปห้องเก็บศพก่อน ก็มีกลุ่มเพื่อนอยู่ ก็มีเพื่อนมาทักว่าแชมป์ว่า ไอ้ต้อมคงรักมาก เพราะกูเห็นมันมากับ แชมป์เลยบอกเพื่อนว่า มันยังไม่ตาย มันมากับกู สักพักต้อมเดินมา เพื่อนเลยวิ่งหนีไปเลย สักพักแชมป์กับต้อมก็เดินไปที่บอร์ดรายชื่อ ปรากฏว่าเป็นชื่อต้อมจริงๆ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้เข้าไปดู เพราะต้องเป็นญาติเท่านั้น ต้อมเลยโชว์บัตรประชาชนแล้วบอกว่า รายชื่อมีผมอยู่ด้วย เจ้าหน้าที่ก็งง เลยอนุญาติให้เค้า พอไปดูศพ ปรากฏว่าเป็นเสื้อช๊อปของต้อม มีชื่อต้อม แชมป์เลยตัดสินใจเปิดผ้าปิดหน้าออก ปรากฏว่าไม่ใช่ต้อม ต้อมถึงกับปากสั่นมือสั่น แล้วบอกว่า ถ้าไม่มีเมิง..กูคงตายไปแล้ว

 

 

ไทรสยอง – คุณหนึ่ง


ตอนหนึ่งอายุ 17-18 ปี พ่อแม่มีอาชีพทำนา แล้วมีต้นไทรต้นหนึ่ง ที่พ่อแม่ต้องไปเซ่นไหว้ทุกปี วันหนึ่ง หนึ่งกลับมาจากหาปลา พ่อกับแม่ป่วยหนัก ผมล่วงหมดหัว หนึ่งก็พยายามคุยกับแม่ แม่พยายามเล่าว่า ตอนกลับจากนา ได้ยินเสียงเขย่าต้นไทรดังมาก แม่ก็สะกิดพ่อ พ่อบอกว่าอย่าพูดอะไร พ่อเลยเอาตะเกียงส่องขึ้นไปดู ปรากฏว่า มีทั้งคนแก่ เด็ก เต็มไปหมด เขย่าต้นไทรแล้วหัวเราะ จนพ่อแม่ของหนึ่งต้องหัวโกร๋น ด้วยความโมโหมาก หนึ่งโกรธต้นไทรที่ทำกับพ่อแม่แบบนี้ ทั้งๆที่เซ่นไหว้ตลอด เลยเอาฟางไปเผาต้นไทร รวมทั้งศาลที่อยู่ใต้ต้นไทร เหตุการณ์ผ่านไปเป็นเดือน หนึ่งก็ไปปักเบ็ดหาปลากับหลานอายุ 5-6 ขวบ อยู่ดีฝนก็ตกหนัก หนึ่งก็กลัวว่าหลานจะไม่สบาย หนึ่งก็พาหลานวิ่งไปหากระต๊อบ เพราะกลัวหลานเป็นไข้ ก็ไปเจอบ้านหลังหนึ่งซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อน บนบ้านก็เปิดไฟตะเกียง หนึ่งก็ตะโกนเรียก มีผู้หญิงอยู่สองคน มีเด็กอยู่ อีกคน หนึ่งบอกว่าขอหลบฝนหน่อย หญิงสองคนเลยชวนหนึ่งกับหลานขึ้นบ้าน หนึ่งผลอยหลับไป แล้วกึ่งหลับกึ่งตื่น หลานหนึ่งพยายามจับตัวหนึ่ง แต่หนึ่งไม่รู้สึกอะไร สักพักมีคนขึ้นมาเต็มบ้าน เป็นสิบๆ คน แล้วมีคนหนึ่งชี้หน้าด่าหนึ่งว่าทำกูไม่มีที่อยู่ สักพักหนึ่งเห็นปู่เดินขึ้นมา หนึ่งกระดิกตัวไม่ได้ แต่มองเห็นปู่ที่ตายไปนานแล้วจูงหลานออกไป คนที่อยู่บนบ้านก็รุมด่าหนึ่งอยู่พักใหญ่ สักพักหนึ่งก็ผลอยหลับไป แล้วมีคนกระชากแรงๆ จากข้างหลัง ปรากฏว่าเป็นเพื่อนหนึ่ง แล้วด่าว่ามานอนอะไรอยู่ตรงนี้ อีกนิดเดียวจมูกก็จะจมน้ำอยู่แล้ว ปรากฏว่าที่หนึ่งนอนอยู่ คือหลังต้นไทร โชคดีที่เพื่อนของหนึ่งเห็นขาโผล่ออกมา สรุปคือหนึ่งนอนอยู่ตรงนั้นอยู่สองวัน
ส่วนหลานของหนึ่งก็บอกว่าปู่มาส่งหลังบ้าน ซึ่งปู่เสียชีวิตไปแล้ว

 

กว่าจะรู้ – คุณคิง

 

จากที่แจ้งไว้ว่า จขกท จะไม่อยู่สองสามวัน คห.47 แอบเปิดกระทู้ในโทรศัพท์ไม่อยากจะเชื่อว่ามีคนสนใจกระทู้มากขนาดนี้ วันนี้ได้จับโน๊ตบุ๊คน้องเลยมาอัพสักหน่อย เรื่องนี้เกิดขึ้นแถวย่านดอนเมือง คิงรู้จักพี่คนนึงเป็นคนทำฝ้าอยู่ที่ดอนเมือง แล้วพี่เค้าให้ช่วยหาคนทำฝ้าให้ ตกเย็นตั้งวงกินเหล้ากัน มีเพื่อนคนหนึ่งชื่อตูน ตูนเป็นคนหึงเมียมาก เห็นคิงคุยกับเมียตอนเย็น จึงเข้ามาถามคิงเชิงหาเรื่อง แต่พี่คนทำฝ้าก็บอกว่าตูนเป็นแบบนี้หึงกับทุกคน แล้วก็จะซ้อมเมียตลอด แต่ก็ไม่เลิกกัน สักสามทุ่มตูนเข้ามาอีกครั้ง บอกว่าจะไปรับน้องสาว เลยบอกวงเหล้าว่าถ้าเอี้ยง(เมียของตูน) มาให้อยู่ที่นี่เลยแล้วกัน เพราะตูนจะไปรับน้องสาวที่ปทุม แล้วตูนก็ออกไป ไม่ถึงสองนาทีเอี้ยงก็กลับจากทำงาน แล้วก็มาถามว่าตูน แต่คิงก็บอกว่าสวนไปเมื่อกี้ ไม่สวนกันเหรอ สักพักเอี้ยงบอกคิงพาไปโทรศัพท์ที่ตู้ สักพักเอี้ยงก็เต้นๆ ร้องไห้อยู่ที่โทรศัพท์ คิงเลยเข้าไปหาแล้วถาม เอี้ยงบอกว่าตูนตายแล้ว คิงเลยคิดว่าใครแกล้ง ขอคุยโทรศัพท์ ซึ่งอ้างว่าเป็นตำรวจก็ยืนยันว่าตูนตายแล้ว คิงเลยไปหาหัวหน้าตูน แล้วเล่าให้ฟังว่ามีตำรวจโทรมาว่าตูนตายแล้ว ซึ่งก็งงว่าเป็นไปได้ยังไง เพราะตูนเพิ่งออกไป แต่จุดเกิดเหตุที่บอกว่านั้นอยู่ไกลมาก คิงก็โมโหคิดว่าคนโกหกจริงๆ ก็เลยตัดสินใจพากันไปดูจริงๆ ปรากฏว่ามีรถมูลนิธิจริงๆ คิงยังไม่ให้เอี้ยงเข้าไปดู แต่พอเข้าไปปรากฏว่าเป็นตูนจริงๆ ตูนคอหักตาย แต่ตาไม่หลับ พอรู้ว่าใช่ เอี้ยงก็ร้องไห้โฮ แล้วก็รอญาติมา คิงถามว่าคนตาย ตายตอนกี่ทุ่ม เค้าบอกว่าไม่เกินสองทุ่มคึ่ง แต่ตอนที่ตูนไปหาที่วงเหล้าเป็นเวลาสามทุ่มสี่สิบห้า
หลังจากตูนตาย เอี้ยงก็ไม่กล้ากลับบ้านนอน พากันนอนสามสี่คน เอี้ยงนอนกอดคิงทั้งคืนเพราะกลัว แต่คิงก็รู้ว่าตูนเป็นคงหึงเมียเลยพยายามบอกว่าอย่ากอด สักพักก็พากันได้ยินเสียง “เอี้ยง กลับบ้านเราเถอะ” ประมาณห้าหกรอบ ซึ่งแม่ก็ได้ยิน
เรื่องนี้อาจไม่น่ากลัวเท่าไหร่

 

 

สยองข้างบ้าน – คุณซัน

 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแถวลาดกระบัง ซันนับถือ คริสต์ และไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน ซันเป็นนายแบบและต้องไปถ่ายแบบที่ต่างประเทศบ่อย บ้านพ่อแม่ก็อยู่ต่างประเทศ แต่ซันจะอยู่บ้านที่อยู่ลาดกระบัง ซันจะมีเพื่อนบ้านที่สนิทกัน โดยบ้านข้างๆ มีลูกสาว 2 คน คือ ก้อย กับ กิ๊ฟ ซึ่งสนิทกับซันมาก หน้าต่างบ้านเปิดออกมาสามารถเปิดออกมาคุยกันได้ แล้วซันก็ไปถ่ายแบบต่างประเทศประมาณ 2-3 อาทิตย์ ตอนขึ้นเครื่องซันก็รู้สึกไม่ดี พอกลับจากต่างประเทศประมาณทุ่มสองทุ่ม บ้านของซันก็ไม่มีคนอยู่อยู่แล้ว แม่บ้านที่จ้างไว้ก็เลิกงานห้าโมง สักพักมีเมสเสจจากก้อยว่า กว่าจะกลับมาได้นะ รอตั้งนาน ซันเลยขึ้นไปเปิดหน้าต่างห้อง และคุยกับก้อยปกติ สักพักก้อยก็บอกว่า พี่ซันถ้าก้อยทำอะไรผิดพี่ซันจะโกรธมั้ย ซันเลยบอกว่าโกรธถ้าเป็นเรื่องใหญ่ ก้อยเลยบอกว่าอยากบอกแต่ยังไม่บอกหรอก เลยถามว่าพ่อแม่ไปไหน ก้อยเลยบอกว่าไปวัด พอดีแฟนซันโทรมา ซันเลยลงมาคุยโทรศัพท์ ก้อยก็ปิดหน้าต่าง ปิดผ้าม่าน สักพักซันมองไปบ้านก้อยเห็นก้อยยืนอยู่บนเตียงนานมาก จึงส่งเมสเสจไปบอกว่านอนได้แล้ว พอตีห้าซันก็ได้ยินเสียงก้อยเรียก ก้อยก็บอกว่ามาปลุก พอวันต่อมาซันก็ทำงานปกติ พอเลิกงานมาก็สองทุ่มสามทุ่ม ก็เห็นก้อยยืนอยู่บนเตียงอีก แฟนซันโทรมา ซันก็บอกว่ารู้สึกไม่มีเลย ก็หลับไป พอดีแม่บ้านยังอยู่ในตอนเช้า เลยถามแม่บ้านว่า บ้านนั้นเค้าไปงานศพทุกวันเลย ไปทำไมเหรอ แม่บ้านบอกว่าลูกสาวเค้าเสีย ซันก็ตกใจ ก็เลยบอกว่าไอ้กิ๊ฟเหรอทำไมไอ้ก้อยไม่บอกผม แม่บ้านก็บอกว่าไม่ใช่ เป็นก้อยที่เสีย ซันไม่เชื่อก็รีบขึ้นไปเรียกก้อยแต่ไม่เปิด ซันจึงวิ่งไปเรียกหน้าบ้าน พ่อแม่ก้อยก็ออกมา แม่ก้อยก็บอกว่าซันก้อยเค้ารอซันนานมากนะ ซันเลยถามว่าทำไมไม่โทรหา จึงบอกว่าโทรไม่ติด ซันรีบวิ่งขึ้นไปบนห้อง ปรากฏว่าเห็นผ้าพันคอที่ซื้อให้สองผืนอยู่ที่พัดลม ซึ่งเป็นพัดลมที่ก้อยซื้อตามซันเพราะเห็นว่ามันสวยดี ซันก็ร้องไห้เลย แล้วไปหยิบโทรศัพท์ก้อยดู ปรากฏว่าปิดเครื่องอยู่ พอเปิดขึ้นมาก็มีเมสเสจของซันเข้า ซันเสียใจมาก แฟนมาอยู่เป็นเพื่อนจนค่ำๆก็กลับ ซันก็นั่งร้องไห้ต่อ ตอนสามทุ่มปรากฏว่าไฟที่ห้องก้อยติด แล้วก็มีเงาขึ้นไปยืนบนเตียงอีก จนซันนอนไม่ได้จึงไปนอนห้องแฟน พอวันเผา ซันก็เอาผ้าพันคอที่ซื้อมาล่าสุด เพราะก้อยชอบผ้าพันคอ ซันจะซื้อมาให้ก้อย และซันก็เอาใส่ในโลงก้อย แล้วบอกว่าเป็นผืนสุดท้าย พอกลางคืนอีกตอนสามทุ่ม ไฟห้องก้อยก็ติดอีก แล้วมีเงาผู้หญิงยืนบนเตียงอีก ส่วนสาเหตุการฆ่าตัวตายเป็นเรื่องความรัก

 

 

เด็กพิเศษ – คุณกร

 

เป็นเรื่องที่ยาวมาก แต่มีคนขอมาบ่อย จขกท เลยเอาสักหน่อย อิอิ ที่จริงเรื่องนี้ฟังมาหลายรอบมาก เรื่องนี้เกิดเมื่อกรปิดเทอม 3 เดือน แล้วไปอยู่กับป้าที่ลพบุรี บ้านป้าเป็นสวนมะลิ ตอนเด็กๆ กรเคยไปบ้านป้าบ่อย แล้วรู้จักเด็กอยู่คนนึงชื่อ อ๋อง อายุมากกว่าประมาณ 3 ปี แต่อ๋องเป็นดาวซินโดรม หรือเด็กพิเศษ เพื่อนๆ เลยเรียกไอ้เอ๋อ เด็กๆ จะชอบแกล้งอ๋อง อ๋องเลยไม่ค่อยพูดกับใคร แต่ฮ๋องชอบช่วยเหลือคน วันหนึ่งอ๋องรถจักรยานยางแบน เพื่อนก็ล้อ กรขับมอไซด์ผ่าน เลยชวนไปด้วย แต่อ๋องไม่ยอมไป กรไปเล่าให้ป้าฟัง ป้าบอกว่าอ๋ฮงไม่คุยกับใคร ต้องซื้อขนมไปให้ และอ๋ฮงไม่รับเงินจากใคร ต้องเอาแรงงานมาแลก กรพยายามเข้าไปเล่นด้วย จนอ๋ฮงสนิทด้วย กรสอนอ๋องเล่นหมากฮอส จนรู้ว่าอ๋องมีความพิเศษ เล่นเก่งกว่ากรอีก ทุกเช้าอ๋องจะมาช่วยกรเก็บมะลิ อ๋องอาศัยอยู่ที่วัด กรจะเอาขนมมาไว้ที่ใต้โต๊ะหมากฮอสซึ่งมีช่องอยู่ แล้วบอกอ๋องว่าถ้าอยากกินขนมก็ให้มาเอาตรงนั้น วันหนึ่งกรไปเจอพี่เก่งที่ทำงานอยู่มูลนิธิ แต่อ๋ฮงไม่เคยรู้จักมาก่อน อยู่ดีก็ไปชี้ที่พี่เก่ง แล้วบอกว่า เมียๆๆ ซึ่งผิดนิสัยคนที่ไม่กล้าคุยกับใคร เมียพี่เก่งจะทำงานอยู่ต่างจังหวัดหลังจากนั้นประมาณ 3 ชั่วโมงเพื่อนที่ทำงานของเมียโทรมาบอกว่า เมียโดนตีนผีแทงเข้าไปในนิ้ว พี่เก่งตกใจต้องรีบไปเยี่ยมเมีย ซึ่งกรอาสาทำงานแทน โดยบอกชาติที่ทำงานกับเก่งไว้ว่าถ้ามีอะไรให้โทรเรียกได้ตลอด วันหนึ่งกรไปชวนอ๋องไปเที่ยว หาอะไรกิน แล้วกรถามว่าอ๋ฮงซื้อของไปฝากที่บ้านมั้ย อ๋องเลยไปซื้อของ แต่ไปนานมาก ก็จะไปตาม แต่พอดีอ๋องเดินมา แต่อ๋ฮงยืนคุยกับใครแล้วเปิดกล่องข้าวที่ซื้อมา เลยถามว่าจะเอาข้าวให้ใครกิน อ๋ฮงชี้ไปที่ยืนเมื่อกี้ แล้วบอกว่าให้คนนั้น เค้าหิว ( พูดแบบติดอ่าง) สักพักมี ว.เข้ามาว่ามีรถเกิดอุบัติเหตุ มอไซด์จนกับกระบะ คนขับมอไซด์เสียชีวิต ส่วนคนซ้อนบาดเจ็บสาหัส

 

แต่ปรากฏว่าคนตายหัวขาด ตอนที่กรกับชาติลงมาจากรถก็ลืมอ๋องว่าอยู่บนรถ ปรากฏว่าหาหัวคนตายไม่เจอ กรต้องกลับมาหยิบไฟฉายที่รถ เจออ๋องอยู่ บอกอ๋ฮงลงมาช่วยหา แต่อ๋องบอกว่า กลัวๆๆๆ แล้วกรเลยบอกว่าไม่ช่วยหาไม่ได้กลับบ้านนะ อ๋ฮงเลยพูดขึ้นมาว่า ล้อๆๆๆๆ กรก็ไปหาต่อโดยไม่คิดอะไร แต่พอส่องไปที่ล้อรถสิบล้อ ที่เป็นล้อคู่ ปรากฏว่าศรีษะถูกบีบอยู่ตรงนั้น ซึ่งสภาพเละตุ้มเป๊ะ ทุกคนก็พากันเอาศพขึ้นรถ ซึ่งกรก็ถามอ๋ฮงว่านั่งเบียดข้างหน้ามั้ย แต่อ๋องบอกว่าไม่เป็นไรนั่งได้ พอขับรถไป กรสังเกตุเห็นอ๋องทำปากขมุบขมิบเหมือนคุยกับใคร พอชาติถามไ อ้เอ๋อพูดอะไร อ๋ฮงก็บอก เปล่าๆๆๆ เรื่องคืนนั้นก็ผ่านไป วันต่อมาอ๋ฮงก็มาเล่นกับกรเหมือนเดิม พอตอนเย็นกรชวนอ๋ฮงไปเตะบอล อ๋ฮงจะไปด้วย แต่ต้องไปกวาดลานวัดก่อน กรชวนอ๋ฮงขึ้นรถมอไซด์ แต่อ๋ฮงไม่ยอมขึ้น แต่ไปจักรยานตัวเอง แล้วบังคับให้กรซ้อนจักรยานไป ทิ้งมอเตอร์ไซด์ไว้ พอดีเพื่อนกรเห็นรถก่อนจอดอยู่ ก็เลยขับไปซื้อของที่ตลาด ปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุขาหักครึ่งนึง เพราะโซ่มอเตอร์ไซด์ขาดไปตีในล้อ มีวันหนึ่งช่วงสามทุ่มกรหิวข้าวมาก แต่หิวเลยจะไปกินก๊วยเตี๋ยว ก็ขับมอเตอร์ไซด์ไป พอดีไปเจออ๋องนั่งอยู่ศาลา อ๋ฮงก็บอกไปด้วย พอถึงแยกกรจะเลี้ยวซ้าย อ๋องกระชากเสื้อกรอย่างแรง จนจอดรถ แล้วบอกว่าไม่ไปๆๆ กลับๆๆ จนกรต้องยอมเลี้ยวขวาไปกินข้าวต้ม พอขากลับเจอรถมูลนิธิเล่าให้ฟังว่า มีวัยรุ่นยิงกันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวที่กรจะไปกินที่แรก โดยร้านนั้นมีแค่สองโต๊ะปรากฏว่าลุงที่นั่งกินก๋วยเตี๋ยวถูกยิงตาย กรก็เลยคิดว่าถ้าไม่ใช่ลุงต้องเป็นกรแน่ๆ กรเลยถามอ๋องว่าที่เป็นแบบนี้แกล้งเป็นใช่มั้ย อ๋องบอก เปล่าๆ เป็นๆ มีไรๆๆ พอผ่านไปประมาณเดือนหนึ่ง มีเหตุให้มูลนิธิไปทำงาน ตอนที่ขับไป อ๋ฮงบอกปวดฉี่ให้จอด ทั้งๆ ที่ไม่เคยให้ฉี่ แต่อ๋ฮงลงไปนานมาก กรเห็นอ๋ฮงมองไปชั้น 4 ห้องริมสุด แล้วขับรถต่อไป ปรากฏว่าสักพักมี ว.มาแจ้งว่ามีผู้หญิงถูกฆาตกรรม อยู่ตรงห้องนั้น ที่อ๋องฉี่แล้วมองขึ้นไป กรเลยถามอ๋ฮงว่าเราเป็นเพื่อนกันมั้ย ถ้าเป็นให้บอกเห็นอะไร อ๋ฮงบอกเห็นคนเรียก เฮ่ยๆ เลยมอง

 

มีอยู่วันหนึ่งเป็นวันพระใหญ่ กรถามหลวงตาว่าอ๋ฮงเป็นใครมาจากไหน หลวงตาบอกว่าอ๋ฮงมาอยู่ตั้งแต่เด็กกับแม่ พ่อเค้าตาย แล้วแม่ก็ได้สามีใหม่ ซึ่งติดเหล้ามาก แต่อ๋ฮงรักพ่อเลี้ยงมาก แต่พ่อเลี้ยงจะตีอ๋ฮงตลอด วันหนึ่งอ๋ฮงเข้าไปในป่าหลังวัด ไปลากเอาเด็กผู้หญิงคนหนึ่งออกมาอายุประมาณ 4 ขวบ แต่หน้าอ๋ฮงหน้าเต็มไปด้วยเลือด พ่อของเด็กที่ไปตามหาเห็นอ๋องคิดว่าอ๋องจะข่มขืนลูก ก็กระทืบอ๋อง หลวงตาที่รู้เหตุการณ์ ก็พยายามอธิบายเรื่องคือเด็กดมกาวจะลากเด็กไปข่มขืน แล้วอ๋องไปช่วย พออ๋ฮงกลับบ้าน พ่อเลี้ยงอ๋องก็คิดว่าอ๋ฮงจะข่มขืนเด็ก จึงทุบตีและมัดอ๋ฮงไว้ 3-4 วันไม่ให้กินข้าวกินน้ำ หลวงตาก็นึกขึ้นได้จึงไปตามแล้วบอกว่าอ๋องว่าอย่าตีอ๋ฮง อ๋ฮงเป็นคนดี อ๋ฮงเป็นคนรักพ่อเลี้ยงมาก พ่อตีเค้าก็จะเข้าไปกอด พอวันหนึ่งพออ๋องตาย แต่อ๋ฮงไม่รู้ก็ยังคอยให้อุ้มพ่อขึ้นบ้านแล้วก็ป้อนข้าวป้อนน้ำ
มีอยู่วันหนึ่งกรต้องเตะบอล แต่พอดีกรใส่ทองอยู่ เลยเอาไปฝากอ๋องไว้ พอเตะบอลเสร็จกรหาอ๋ฮงไม่เจอ ไม่คิดว่าอ๋ฮงขโมยทองแน่นอน สักพักชาติมารับกรไปทำงาน แต่กรเป็นห่วงอ๋ฮงจึงชาติให้พาไปรับอ๋องที่บ้าน แต่ปรากฏว่าไปรับแล้วอ๋ฮงไม่อยู่ เลยตัดสินใจไปทำงานต่อ แล้วไปถึงจุดเกิดเหตุ เห็นอ๋ฮงยืนอยู่ไกลๆ จึงเข้าไปถามว่าไปไหนมา ตัวเปียกเลยนะ อ๋ฮงบอก หนาวๆ แล้วขอไปกับรถมูลนิธี ก่อนถึงสี่แยกใหญ่ อ๋ฮงทุบกระจก แล้วบอกจอดๆๆ แต่ชาติไม่ยอมจอด อ๋ฮงตัดสินใจ ถึงบุหรี่ออกจากปากกรแล้วเขวี้ยงทิ้ง ชาติจึงเบรครถกระทันหัน จังหวะนั้นได้ยินเสียงโครมมม ปรากฏว่ารถทัวร์ชนกลับรถกระบะ ในจุดที่ชาติกับกรกำลังจะไป กรกับชาติก็ลงไปดู เสร็จงานก็กลับบ้าน แต่กรลืมเอาทองกับอ๋ฮง เช้ามาเลยไปไปรออ๋องที่ศาลา อ๋ฮงก็ไม่มา กรเลยเปิดช่องใต้โต๊ะหมากฮอส ปรากฏว่าเห็นทองห่ออยู่ในกระดาษทิชชู่อยู่ เลยสงสัยว่าอ๋ฮงไปไหน สักพักมีคนโทรมาแจ้งว่ามีคนจมน้ำ ปรากฏว่าเป็นอ๋อง เหตุการณ์คือมีเด็กเล่นน้ำกัน แล้วเด็กผู้หญิงเป็นตะคริว ไม่มีใครช่วย อ๋ฮงกระโดดลงไปช่วยทั้งๆที่ว่ายน้ำไม่เป็น พอเด็กขึ้นมาได้ด้วยความตกใจ ก็พากันวิ่งกลับบ้าน แล้วอ๋ฮงก็จมน้ำตาย ซึ่งตายตั้งแต่เมื่อวาน แต่เมื่อคืนอ๋ฮงยังไปกับกรอยู่เลยเมื่อคืน
เรื่องนี้สนุกจริงๆ ทั้งเศร้า และเหลือเชื่อ เราฟังครั้งแรกนั่งร้องไห้ อาจจะยาวไปหน่อยนะคะ ถ้าใครมีโอกาสอยากให้ไปลองฟังเอง

 

 

402 สยองขวัญ – คุณพลอย

 

พลอยกับแฟนหาหอพักใกล้ที่ทำงาน ไปถูกใจอยู่ที่หนึ่ง เป็นตึก 5 ชั้นไม่ลิฟท์ ถนนวังหิน-ลาดพร้าว แยกเจ็ด ที่แรกเป็นห้องโล่ง แต่ถ้าจะอยู่เจ้าของจะเอาเฟอร์นิเจอร์มาให้ พลอยเลยถามว่าทำไมไม่มีเฟอร์นิเจอร์ เจ้าของหอบอกว่าเพิ่งทาสี พอถามราคา เจ้าของบอกว่าห้องปกติ 2800 แต่กับพลอยให้พิเศษ 2200 ก็ตกลงจ่ายมัดจำ 5000 อยู่คบ 4 เดือนจะได้มัดจำคืน พลอยออกไปซื้อของแล้วกลับเข้าหอ ได้ยินเสียงโทรศัพท์ที่เคาเตอร์ด้านล่างดังๆ แต่ไม่มีใครอยู่ พอเดินขึ้นห้องก็เหมือนมีเสียงรองเท้าส้นสูงเดินตามหลัง พอคุณพลอยถึงห้องก็ไขแม่กุญแจ แต่ยังไม่ทันบิดลูกบิด แต่มันก็ดังแก๊กปลดล๊อกเอง แร้วพอเข้าห้องผ้าม่านก้อหลุดจึงไปผูก แล้วไปดูที่ระเบียงก็เห็นผู้หญิงอยู่ห้องข้างๆ ยิ้มให้ พลอยก็เข้าไปอาบน้ำแบบเปิดประตูไว้ สักพักได้ยินเสียงทีวีเปิด แต่พลอยก็เสียบปลั๊กไว้ แต่ยังไม่ต่อสายอากาศ ก็ขึ้นจอสีฟ้าๆ พลอยยังไม่คิดอะไร ก็จะไปนอน สังเกตุเตียงก็มีรอบยุบลงไปเหมือนมีคนนอนทั้งๆ ที่พลอยหรือแฟนยังไม่นอน ไม่นั่งเลย เพราะมาอยู่วันแรก สักพักพลอยก็นอนแล้วกำลังเคลิ้มหลับ เห็นเหมือนคนเดินผ่านทีวี พลอยก็พลิกตัวมามอง ก็ไม่มีใคร สักพักหลับไปก็ฝัน ฝันว่าน้ำที่ลงมาจากพัดลมเหมือนมีน้ำหยดใส่หน้า สักพักในฝันสะดุ้งตื่น ก็เอามือลูบหน้า ปรากฏว่าเป็นเลือดพลอยก็ตกใจ แล้วเงยหน้าขึ้นเห็นเหมือนชายกระโปรงชุดนอนขาวๆ แล้วก็ขาห้อยลงมา แล้วพลอยก็สะดุ้งตื่นโทรหาแฟน แฟนก็บอกว่าไม่มีอะไร ประมาณตีสองตุ๊กตาที่ตั้งไว้ริมเตียงหล่นมาฟาดหน้า พลอยก็สะดุ้งตื่นอีก ทีนี้พลอยตกใจแล้วนอนไม่ได้ยังไงก็นอนไม่ได้ ก็เลยจะไปหาแฟน ตอนที่เดินลงมาก็มีเสียงรองเท้าส้นสูงเดินตาม พอลงมาถึงชั้นล่าง พลอยก็มองขึ้นไป เห็นผู้หญิงชะโงกหน้าลงมาดู พอออกไปจากตึกสตาร์ทมอไซด์ก็เหมือนมีคนมองอยู่จากตึก พอพลอยกับแฟนกลับมาจากทำงาน ก็กลับห้อง มาไขลูกบิดก็เป็นเหมือนเดิมคือไขแม่กุญแจ แล้วลูกบิดก็เปิดเอง ก็ทดลองให้แฟนล๊อกจากในห้อง พลอยลองเปิดปรากฏว่าเปิดไม่ได้ ก็พากันนอน

 

กลางดึกพลอยก็กึ่งหลับกึ่งตื่นเห็นเหมือนคนใส่กระโจมอกจะไปอาบน้ำ ก็คิดว่าเป็นแฟน แฟนพลอยเป็นผู้หญิง ก็คิดว่าแฟนไปอาบน้ำ พอพลิกตัวไป ปรากฏว่าแฟนนอนอยู่ พลอยก็สะดุ้งลุกขึ้นทันที ปรากฏว่าตู้เสื้อผ้าเปิดอยู่ ปรากฏว่าหวีที่อยู่ในตู้เสื้อผ้ามีแต่ผมยาวๆ ทั้งที่ทั้งพลอยและแฟนผมสั้น วันต่อมา พลอยได้ยินเสียงเหมือนคนวิ่งๆๆ ขึ้นตึกใส่รองเท้าส้นสูง แล้วมาเดินวนไปวนมาอยู่หน้าห้อง พลอยก็คิดว่าหรือเป็นห้องข้างๆ คิดว่าจะมาขอปีนระเบียงเข้าห้อง เพราะห้องมันปีนขึ้นมา สักพักมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พอรับก็มีแต่เสียงวี๊ดดดดดดจากโทรศัพท์ เป็นประมาณสองครั้ง พลอยคิดว่าคนที่เดินวนไปวนมาโทรมาจะขอเข้าห้อง พลอยตัดสินใจเปิดประตูออกไป เจอผู้หญิงใส่ชุดนักศึกษายืนหันหลัง พลอยเลยถามว่าโทษนะคะ มีอะไรหรือเปล่าคะ ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่หันมาแต่ตอบว่าพอดีลืมกุญแจห้องแล้วก็ค้นๆกระเป๋า สักพักก็เดินขึ้นไปชั้น 5 พลอยก็กลับมานอน พอนอนไปก็ฝันว่ามีผู้หญิงใส่ชุดนอนวนไปวนมาในห้อง แล้วเอามือขยี้ๆหัวเหมือนหงุดหงิดอะไรอยู่ แล้วก็ด่าพลอยว่าเธอเป็นใครมาอยู่ห้องนี้ทำไม ฉันไม่ชอบหรอกนะคนที่มาอยู่ห้องคนอื่นๆ แล้วมาใช้ของคนอื่น พลอยก็โมโห แบบเรงมาก็แรงไป พลอยเลยด่าว่าทำไมฉันจะอยู่ไม่ได้ ค่าเช่าฉันก็จ่าย ชื่อห้องก็ชื่อฉัน ผู้หญิงคนนั้นก็บอกว่าจะลองดีใช่มั้ย แล้วยกที่นอนพับใส่พลอยแบบแรง พลอยสะดุ้งตื่นและตามเพื่อนมานอนด้วย เพื่อนพลอยเห็นยันต์อยู่หลังห้อง ซึ่งพลอยแปลกใจเพราะไม่เคยเห็น วันต่อมาแฟนพลอยนอนคนเดียว พลอยไปทำงาน สักพักแฟนโทรมาร้องไห้แล้วเล่าให้ฟังว่า มีผู้หญิงมาคลานอยู่ข้างเตียง แล้วจับมือแฟนแล้วทำหน้าตาหน้าสงสารแล้วบอกว่าช่วยด้วยๆ แล้วพลอยกับเพื่อนก็รีบกลับมาหาแฟน พอเช้าพลอยเลยไปถามป้าขายของที่ข้างหอ ป้าก็บอกว่าเคยมีนักศึกษาท้องแล้วอยู่ๆก็หายไป แล้วไม่กี่วันก็มีรถปอเต็กตึ๊งมา แล้วป้าก็ไม่รู้อีก

 

พลอยก็ทำบุญให้ตลอด แล้วก็ไม่มีอะไร พอสามเดือนต่อมา ก็มีผู้หญิงเดินมา มาเขย่าขาพลอย มือเย็นๆมาก แต่บอกว่า เธอๆ เธออยากอยู่ห้องนี้ใช่มั้ย เธอช่วยฉันได้ไหม ฉันอยากอยู่ที่นี่ อย่าไล่อย่าด่าฉันเลย พลอยลืมตาขึ้นแล้วบอกว่า ไม่ให้อยู่ฉันไม่ให้อยู่ อยู่ด้วยกันไม่ได้ ก็ด่าไป พอสักพักผู้หญิงก็เดินไปที่ประตูหลังห้องแล้วบิดประตูลูกบิดหลังห้อง แต่เปิดยังไงก็เปิดไม่ได้ พลอยเลยปลุกแฟนแล้วแฟนพลอยก็บอกว่าเคยหันไปทางพลอยแต่เห็นผู้หญิงนั่งกอดเข่าอยู่หน้าประตูห้องน้ำ พลอยกับแฟนตัดสินใจจะออกจากหอ พอไปบอกเจ้าของหอบอกว่าจะไม่ให้ประกันคืน พลอยเลยบอกว่าจะปล่อยข่าวหอให้เสียหาย เจ้าของหอเลยบอกให้พลอยทนอยู่แล้วสิ้นเดือนจะให้ย้ายไปอยู่ห้องตรงข้าม มีวันหนึ่งเห็นผู้หญิงยินมองประตูหลังห้องแล้วบอกว่าอยากออกไป มันถึงเวลาของฉันแล้วพลอยโมโหมากเขวี้ยงรีโมทใส่ รีโมทก็แตก แล้วกล่องทีวีเปล่าที่อยู่หลังห้อง ฝากล่องก็ตีพึบพับๆ พลอยก็ตัดสินใจเอากล่องไปทิ้ง สักพักพลอยตัดสินใจว่าจะไม่อยู่ ยังไงก็จะออก พอวิ่งลงบันได ปรากฏว่าเหมือนมีคนมาดึงแล้วพลอยก็ล้มลง พอต่อมาก็ให้พี่ชายมารับ พลอยก็บอกเจ้าของหอว่าทำอะไรสักอย่างกับห้องนี้ เอาพระมาสวด เจ้าของหอเลยสงสัยว่าพลอยรู้ได้ยังไง สุดท้ายก็ยอมเล่าให้ฟังว่า แต่ก่อนพี่ชายเจ้าของหอที่เป็นข้าราชการครั้งผู้ใหญ่ แล้วก็คบหากับนักศึกษา พอนักศึกษาท้องก็มีปัญหากันแล้วมีรอยต่อสู้จนเธอเสียชีวิตส่วนผู้ชายพอผู้หญิงตายครบเจ็ดวัน ผู้ชายก็นอนหลับตายไปเลย

เรื่องนี้คนเล่าเล่าเร็วมาก จขกท.ก็พิมพ์ตามไม่ทัน มีข้ามไปหลายตอน ถ้าอยากฟังแบบละเอียดไปฟังดูนะ

 

 

ถุงแดง – คุณเอ็ม

 

เรื่องนี้เห็นความคิดเห็นแว๊บ ๆ เล่าไว้ย่อๆ น่าสนใจดี จขกท ก็เลยสนใจ ลองฟังดู เรื่องนี้ย้อนไปปี 2538 เหตุเกิดที่โรงพยาบาลแห่งนึงในปทุมธานี ซึ่งก็ยังไม่ทันสมัยเท่าไหร่ เอ็มต้องย้ายไปอยู่ที่นั่น เอ็มไปอยู่ชั้นสอง ซึ่งมีคนป่วยอยู่แค่ 3-4 คน เอ็มเห็นเด็กวัยรุ่นคนนึงตัวใหญ่ๆ แต่ตัวเหลืองมาก เป็นไวรัสตับอักเสบบี โดยมีญาติมาส่งแล้วญาติก็กลับไป น้องคนนั้นก็นอนตะแคงข้างไปหาเอ็ม แล้วบอกว่าน้าๆ ขอน้ำหน่อย เอ็มก็เอาน้ำหวานให้ แต่ปรากฏว่าเด็กคนนั้นเอาน้ำหวานราดตัว เอ็มเลยถามว่าทำไมทำอย่างนั้น เด็กคนนั้นบอกร้อนใน เอ็มเลยไปแจ้งพยาบาลมาดู พอตกดึกเด็กคนนั้นก้เรียกเอ็มอีก บอกให้พาไปห้องน้ำ แต่ด้วยความที่เอ็มเห็นมีสายระโยงระยาง เลยเดินไปแจ้งพยาบาล พยาบาลบอกว่าไม่ได้ ต้องให้ฉี่บนเตียง ช่วยหากระโถนให้เค้าฉี่ แต่เด็กคนนั้นก็ไม่ยอม ดึงสายน้ำเกลือออกจะไปเข้าห้องน้ำ พยาบาลก็วิ่งเข้ามาดู แล้วฉีดยานอนหลับเข้าไปที่ถุงน้ำเกลือแล้วกลับไปนั่งดูทีวี ตอนนั้นก็มีคนป่วยพูดว่าทำไมพยาบาลทำแบบนั้นคนป่วยแย่อยู่แล้ว สุดท้ายเด็กคนนั้นก็เพ้อเรียก แม่ๆๆ แล้วก็เหงื่อแตก จนเด็กคนนั้นก็ตายตอน 3 ทุ่ม ด้วยความที่มีพยาบาลอยู่แค่คนเดียว ไม่มีบุรุษพยาบาล คนไข้ในนั้นเลยต้องช่วยกัน พยาบาลก็ไปเอาสำลีมาอุดรูทวารทุกจุด แล้วเอาศพใส่ถุง โดยถุงที่ใส่ศพเป็นสีแดง เพราะผู้ป่วยเป็นผู้ป่วยติดเชื้อ สุดท้ายผู้ป่วยที่อยู่ก็ช่วยพยาบาลเข็นศพลงไปเก็บยังห้องเก็บศพ ซึ่งเรียกกันว่าศาลาแดง โดยข้างในจะเป็นตู้เย็นสำหรับใส่ศพ

 

พอคืนวันต่อมา เอ็มได้เย็นเสียงถุงดังก๊อกแก๊กๆ เหมือนมีคนกระโดดเหยียบถุง ด้วยความสงสัยเอ็มก็เลยออกไปดูทางศาลาแดงแต่ไม่เจออะไร ทีนี้พอไปเข้าห้องน้ำออกมาได้ยินเสียงถุงอีก เอ็มเลยออกไปส่องดูที่บันได สิ่งที่เห็นคือถุงสีแดงที่ใส่ศพมีศพอยู่ข้างในกระโดดขึ้นบันไดแล้วกระดึ๊บๆมาอยู่หน้าประตู เอ็มก็ปลุกลุงเตียงข้างๆ ว่าดูสิมีถุงแดงมายืนอยู่หน้าประตู ลุงบอกไม่เห็น แล้วให้เอ็มรีบนอนเพราะพรุ่งนี้ต้องไปออกกำลังกายแต่เช้า ถุงแดงก็ยืนอยู่ประมาณ 5 นาที เอ็มก็นอนจ้องด้วยความกลัว สักพักถุงแดงก็กระโดดลงบันไดไป เอ็มเล่าให้หมอฟัง หมอก็ไม่เชื่อ แต่พอคุยกับพยาบาลคนที่ทำศพ พยาบาลก็กลัวก็พูดไปเรื่องอื่น จนตอนเที่ยงพยาบาลก็มาถามอีกว่าเรื่องจริงหรือเปล่า แล้วก็บอกว่าให้เอ็มไปทำบุญให้ พอคืนที่สองถุงแดงก็มาอีก กระโดดขึ้นมาแล้วมายืนอยู่หน้าประตู แต่เข้ามาไม่ได้ ได้แต่ยืนหน้าประตูกระจก เอ็มก็เล่าให้ลุงฟังอีก ลุงก็บอกไม่เห็น พอคืนที่สามลุงเป็นคนปลุกเอ็มแล้วชี้ให้ดูว่าลุงเห็นแล้ว ก็พากันกลัว ทุกครั้งที่ถุงแดงมาจะมีกลิ่นฟอร์มาลีนมาก่อน วันต่อมาเลยพากันไปไหว้ศาลไหว้ที่ทางที่ศาลาแดง พอคืนที่สี่ เอ็มนอนอยู่ก็มีก้อนอะไรถูกโยนมาใส่ตัว ปรากฏว่าเป็นก้อนสำลีชุบฟอร์มารีน เหมือนก้อนที่อุดรูทวารตอนช่วยพยาบาลทำศพ แล้วเอ็มก็โทรเรียกที่บ้านมารับ แล้วไปทำบุญ
คิดภาพสมัยก่อนก็หลอนดีเหมือนกันนะ …..

 

 

โรงแรมหลอนที่เชียงใหม่ – คุณปราย

 

โรงแรมนี้เป็นโรงแรม 5 ดาวที่เชียงใหม่ ปรายไปพักที่ปีใหม่ช่วงปีใหม่ ห้องที่ปรายจะอยู่ต้องรอแขกก่อนหน้าเช็คเอาท์ก่อน เพราะปรายไปเช้าเกินไป แต่มีห้องให้พักก่อน พอเปิดเข้าไป ปรายก็เลื่อนตู้ เลื่อนเตียง ขยับโต๊ะ เพื่อไม่ให้ทับที่ใคร และยกมือไหว้ตามความเชื่อ ห้องที่พัก จะเป็นห้องสองเตียง ปรายพัก 3 คน เพื่อนผู้หญิง 1 คน และเพศที่สามอีกคน เพื่อที่เป็นสาวประเภทสองเปิดประตูหลังห้อง ด้วยความปากไว เค้าก็พูดว่าอัปมงคลจริงๆ พักชั้น 11 ต้องข้ามดาดฟ้าเลยเหรอ แต่ก็ด้วยความไม่คิดอะไร ก็เฉยๆไป ก็พากันออกไปเที่ยว แล้วเมากลับมาประมาณตีสาม เพื่อนปรายที่เป็นสาวประเภท (สมมติว่าชื่อเอ) เอก็เมา เอก็มาไปเปิดหน้าต่างอีก เอก็มองไปเห็นผู้หญิงใส่ชุดโรงพยาบาลนั่งอยู่บนดาดฟ้าตึกฝั่งตรงข้าม ก็เลยโวยวายขึ้นว่าผู้หญิงที่ไหนมานั่งอยู่ตรงนี้ดึกๆดื่นๆวะ เพื่อนทุกคนก็ลุกขึ้นมาดู ปรายก็เริ่มคิดว่าใครจะมานั่งดึกๆ เอเลยพูดว่ ช่างแมร่งมันเถอะไม่ใช่ญาติเรา แล้วก็พากันไปนอนปิดหน้าต่างที่เปนกระจก สักพักได้ยินเสียงคนเอาเล็บกีดกระจก แล้วสักพักได้ยินเสียงหัวเราะ เฮอะๆ เฮอะๆ กีดไปเรื่อยๆ จนทั้งสามคนนอนไม่ได้เลยตัดสินใจพากันไปเปิดประตูหลังห้องออก

 

ปรากฏว่าเจอเป็นผู้หญิงผมยาวๆ เอามือกรีดกระจก หน้าเต็มไปด้วยเลือด ปากและจมูกติดอยู่กับกระจกหน้าต่าง แล้วก็หัวเราะเหอะๆ ทุกคนตกใจนอนไม่ได้แล้วก็วิ่งลงไปที่ฟ้อนต์ แล้วเล่าให้พนักงานฟัง แต่พนักงานหาว่าเมา ทั้งๆ ที่ปรายกับเพื่อนอีกคนไม่ได้กินเหล้า สรุปโรงแรมยอมย้ายห้องให้ แต่ต้องรอพรุ่งนี้ เลยพากันนอนที่ฟ้อนต์ จนได้ห้องใหม่ซึ่งชั้นเดิม ด้วยความไม่มีทางเลือกก็ต้องยอม พอนอนอีก ก็ได้ยินเสียงกรีดกระจกอีก ก็ลุกขึ้นไปดูอีก แต่คราวนี้ผู้หญิงคนนั้นพูดเสียงเบาๆ ว่า กูจะฆ่า กูจะฆ่า สักพักเพื่อนผู้หญิงของปรายก็กรีดขึ้นมา แล้วไฟก็ดับทุกคนวิ่งลงไปที่ฟ้อนต์ เพื่อนบอกว่าที่กรี๊เพราะเหมือนมีคนมาหยิกแขน แล้วปรากฏว่าที่แขนของเพื่อนมีรอยหยิกจริงๆ จนไม่ไหวก็พากันไปเก็บของรอกลับ สักพักมีป้าแม่บ้านมาเล่าให้ฟังว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นห้าปีมาแล้ว ไม่มีใครรู้หรอกพนักงานใหม่ๆ มีผู้หญิงท้องประมาณ 4 เดือนมาจากกรุงเทพไปพักกับแฟนที่ห้องที่ปรายอยู่ มาอยู่ประมาณสองอาทิตย์ แต่ปรากฏว่าผู้ชายไปติดผู้หญิง จนภรรยาน้อยใจ กรีดข้อมือตัวเอง แต่ยังไม่ตายก็ไปอยู่โรงพยาบาล พอแฟนเค้ารู้ก็ไปเยี่ยม แล้วก็กลับมาด้วยความที่แฟนเข้าโรงพยาบาล ผู้ชายก็เลยพาผู้หญิงเข้าห้อง แต่ภรรยาที่อยู่โรงพยาบาลรู้ เลยโทรเข้าเบอร์ผู้ชาย แล้วบอกให้มองไปที่หน้าต่าง ปรากฏว่าที่ดาดฟ้าโรงพยาบาลอยู่ฝั่งตรงข้าม เห็นภรรยายืนโบกมืออยู่ แล้วกระโดดลงมาพร้อมเสียงกรี๊ด เสียชีวิตต่อหน้าต่อตา

 

 

รำรับโศก – คุณต้น

 

เรื่องที่เกิดที่ศาลแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ ต้นเป็นลิเก วันนั้นไปเล่นลิเกที่จันทบุรีเสร็จประมาณตีสองแล้วจะไปศาลเจ้าที่บางปูสมุทรปราการ ประมาณตี 4 แวะปั่มที่ระยอง ปั๊มน้ำมันเงียบสงัดมาก ด้วยช่วงใกล้สว่าง ต้นมากันสี่คน ก็พากันไปเข้าห้องน้ำ เพื่อนของต้นเป็นกระเทยอยู่คนหนึ่งที่ติดอยู่ห้องน้ำริมสุด เพื่อนกระเทยพูดว่าต้นดูสิ ใครเอารูปมาติดไว้ หล่อจังเลย เลยพูดเล่นๆ ไปกับรูปว่าไปอยู่กับเจ้มั้ย เจ้จะรอดูปูเสื้ออย่างดี แล้วเพื่อนก็เรียก ก่อนขึ้นรถต้นก็พูดว่าขออันเชิญพะยะค่ะ หยอกตามภาษาลิเก แต่ไม่เอ่ยชื่อใคร หลังจากนั้นต้นไม่รู้สึกตัวอีกเลย มาฟังเพื่อนเล่าให้ฟังทีหลังว่า ต้นเดินออกไปที่ถนนจนเพื่อนเรียกว่าต้นไปไหน ตอนนั้นต้นจึงได้สติ ทุกคนจึงพากันขึ้นรถ ขับไปเรื่อยๆ ก็ได้กลิ้นตุๆ เหม็นๆ ในรถ ต้นก็ถามพี่จิมที่เป็นคนขับรถว่ารู้สึกเหมือนต้นมั้ย พี่จิมก็บอกว่ารู้สึกตั้งแต่อยู่ที่ปั๊ม ต้นกับจิมก็มองผ่านกระจกหลัง ปรากฏว่าเพื่อนสองคนที่มาด้วยก็นั่งหลับอยู่คนละมุมแล้วตรงกลางเป็นผู้หญิงผมยาวๆนั่งอยู่ ต้นกับจิมตัดสินใจจอดรถและเปิดประตูรถ แล้วนึกถึงพ่อแก่ ตามความเชื่อว่าให้ช่วยด้วย แล้วต้นเลยพูดลอยๆ ขึ้นมาว่าผมมาส่งได้แค่นี้แหละ ถ้าเกิดผมเชิญขึ้นรถโดยไม่รู้ผมก็ขอโทษด้วย แล้วก็ปิดประตูรถแล้วรีบขับรถออกไปทันที จนไปถึงโค้งผาแดงที่ชลบุรี มีศาลอยู่ศาลหนึ่ง ต้นกับจิมก็มองเห็นผู้หญิงคนนั้นยืนพนมมืออยู่แต่ไม่มีท่อนขา ยกมือไหว้เหมือนขอบคุณ ต้นจึงยกมือไหว้เรียกพ่อแก่ให้ปกป้องรักษา

 

ที่นี้ทุกคนก็เดินทางต่อไปถึงศาลเจ้าแห่งหนึ่งที่บางปูประมาณตีห้า งานนี้เป็นงานรำแก้บน โดยต้องแก้ทั้งหมดร้อยไหว้ ในตอนเช้า พอไหว้สุดท้ายเจ้าภาพขอแบบพิเศษหน่อย ทางต้นจึงจัดพิเศษเป็นรำรับทรัพย์ชาตรี เป็นกึ่งมโนราห์ แล้วก็มีต้นกับฝน ซึ่งเป็นตัวพระกับตัวนาง ก่อนรำต้นก็ประกาศว่ารำชุดนี้ศักดิ์สิทธิ์มาก ใครมีอยากปลดทุกข์ในเอาเงินขึ้นมาอธิฐานให้ความทุกข์โศกมากับเงินแล้วเอาเงินมาให้กับรำชุดนี้ รวมแล้วได้เงินมากกว่าแปดพันบาท แล้วก็เอาไปบริจาค ส่วนจะมีเศษเหรียญอีกสองร้อยกว่าบาทว่าจะเอาไปทำบุญในพรุ่งนี้ พอตอนเย็นที่ต้นต้องไปแสดงลิเก ชุดที่จะรำคือศรีไชยสิงห์ ซึ่งเป็นการรำที่ศักดิ์สิทธิ์ ก่อนขึ้นรำที่ด้านหลังเวที มีคนแก่ใส่ชุดขาวเหมือนร่างทรงแล้วมีไม้สักพรต โดยมีผู้หญิงสองคนประคองมา แล้วมีคนเดินตามมา ต้นยกมือไหว้ คนชุดขาวชี้หน้าต้นแล้วบอกว่าเมิงเนี่ยยังโชคดีนะ แล้วก็เห็นจิมก็บอกว่าเมิงเนี่ยเหมือนลูกกูนะ มีอนาโลมที่หน้าผาก (จุดสีแดงๆ) จากนั้นต้นก็ไปแสดงลิเก แล้วคนนุ่งขาวก็หายไปตอนไหนไม่รู้ สักพักพอจะกลับ จิมก็ไปที่รถแล้วเดินกลับมาโวยวายว่ากุญแจรถหัก จึงพากันไปดูที่รถว่ามีปลายกุญแจที่หักคาอยู่มั้ย ก็ปรากฏว่าไม่มี ก็ไม่มีรถกลับกันทีนี้ พอดีมีพี่วงปี่พาทย์เอารถมา ส่วนอีกคนก็มีรถเก๋งจึงชวนต้นและจิมนั่งไปกับรถเก๋ง ไปเอากุญแจสำรองที่จันทบุรี โดยให้เด็กสองคนเฝ้าของไว้ก่อน โดยมีรถปี่พาทย์นำหน้า แล้วก็เกิดอุบัติเหตุขึ้นกับรถปี่พาทย์คันข้างหน้ารถสิบล้ออัดก๊อปปี้ โดยครูที่สอนลิเกก็เสียชีวิตคาที่ ต้นกับจิมและคนที่อยู่ในรถเก๋งก็ลงมาดู สักพักมีสายจากเด็กที่เฝ้าของโทรมาบอกว่าคนชุดขาวที่ชี้หน้าต้น มาบอกว่า กูมาส่งเมิงกลับบ้านแล้วนะ

 

เล่นพิเรนทร์ – คุณโน๊ต

 

เรื่องเกิดขึ้นที่โรงเรียนแห่งหนึ่งย่านท่าพระ ตอนเรียนอยู่โน๊ตได้ชวนเพื่อนเล่นผีถ้วยแก้วหลังเลิกเรียน ก็หาคนทำกระดาน โดยโน๊ตเป็นคนหาข้อมูลเพื่อมาทำกระดาน โดยใช้กล่องกระดาษลังแผ่นใหญ่ๆมาทำ โดยใช้เลือดไก่สดเขียนแทนปากกา ช่วงเวลาที่เล่นกันเลือกใช้เวลาโพล้เพล้ในห้องเรียน คนที่เล่นเป็นผู้ชาย 4 คน แล้วก็มีผู้หญิงนั่งดูและจะคอยจดข้อมูล วิธีเล่นคือท่องนโมพุทธายะ กลับหลัง 3 รอบ แล้วขออันเชิญ สักพัก กระดานที่เป็นกระดาษลัง กลับขยับนิดหน่อย แทนที่จะเป็นแก้วที่ขยับ แล้วก็ถามว่าถ้าท่านมาแล้วให้ไปที่ใช่ กระดานก็ไม่ขยับ จุดที่เล่นจะมีอุปกรณ์ทำความสะอาดอยู่ได้ อยู่ดีดีไม้กวาดก็พลิกตกลงมา แล้วเพื่อนก็ให้โน๊ตเป็นคนเอื้อมมือไปหยิบขึ้น สักพักเพื่อนผู้หญิงที่นั่งดูก็ค่อยๆ ก้มลงดูกระจกที่เตรียมมาด้วย ก้มเรื่อยๆ เพื่อนก็ถามว่าเป็นอะไร เพื่อนผู้หญิงก็ลุกขึ้นเอากระเป๋าแล้วกลับบ้านเลยไม่พูดอะไร สักพักทั้ง 4 คนก็ย้ายวงมานั่งห่างจากประตูหลังห้องมานั่งใกล้ๆ ประตูหน้าห้อง แล้วเริ่มเล่นใหม่

 

รอบนี้แก้วขยับ เพื่อนคนหนึ่งเลยถามพิเรนทร์ว่า ถ้ามาจริงให้ถามว่าใส่กางเกงในสีอะไร แก้วก็พยายามจะพลิก ก็คิดว่าแกล้งกัน แล้วต้องกดไว้แน่นๆ ก็มีคนพูดขึ้นมาว่า เอางี้ดีกว่ามาให้เห็นเลยดีกว่า สักพักสวนเล็กๆ ข้างห้อง ที่มีต้นมะพร้าว ต้นกล้วย แล้วได้ยินยินเสียงเหมือนอะไรหล่นแล้วเด้งเข้ามาหลังห้องที่อยู่ชั้นสาม สักพักมองหลังห้อง ก็เห็นเป็นลูกมะพร้าวที่ค่อยๆ ขยับ เหมือนมีคนจับเล่น ก็พากันจ้อง เพราะแสงสลัวๆ จ้องไปจ้องมาเห็นเป็นหัวคน แล้วทั้งสี่คนก็ลุกแล้ววิ่งชนประตูพังโครม แล้วกระโดดลงไปเลยโดยไม่วิ่งลงบันได อุปกรณ์การเล่นก็ยังอยู่โดยไม่ได้เก็บ ทั้งกระดาน ธูป และกระจก วันต่อมาก็โดนทำโทษหน้าเสาธง พอตอนกินข้าวเที่ยงก็มีเพื่อนๆจ้องตลอดเวลา จนทุกคนกินข้าวไม่ลง จึงพากันขึ้นไปเล่ากันต่อบนห้อง เพื่อนผู้ชายก็บังคับให้เพื่อนผู้หญิงเล่าให้ฟังมาเห็นอะไร ผู้หญิงก็ทำท่าจะร้องไห้ แล้วเล่าว่า ที่เห็นในกระจกคือ มีมือปริศนากดแก้วอยู่ โดยขาชี้ฟ้า แล้วค่อยๆ หันมาทางเพื่อนผู้หญิง โดนเป็นผู้หญิงวัยกลางคน ใส่เสื้อม่อฮ่อมสีฟ้า ไม่มีลูกกะตา แล้วหัวห็เหมือนกระโหลก แล้วหัวเราะเหมือนเสียงตุ๊กแก พอเลิกเรียนโน๊ตกลับบ้านไป ตอนนอนก็เห็นเหมือนเงาอยู่บนเพดาน แล้วค่อยขยับตัวลงมา

 

แล้วโน๊ตก็ตื่นอีกทีตอนเช้าเลย แล้วไปเล่ากับเพื่อนๆ เลยตัดสินใจพากันไปวัด ก่อนไปวัด ภารโรงมาถามว่าเป็นยังไงพวกเอ็ง เจอดียัง ภารโรงเลยต่อว่าว่าใครเค้าเล่นกันเวลาโพล้เพล้ ผีตากผ้าอ้อม หรือช่วงตะวันทับตา ภารโรงก็บอกว่ามันอันตราย ทุกวันนี้เค้าก็ตามอยู่ไปไหนไม่ได้ สรุปว่าภารโรงบอกว่าวิญญาณตามอยู่ตลอด เช่นตอนเที่ยงที่นั่งกินข้าวอยู่เค้าก็นั่งแย่งกินข้าวอยู่บนโต๊ะ ทำให้พวกโน๊ตกินไม่ลง พอถามว่าเป็นใคร ภารโรงบอกว่าโรงเรียนเนี้ยไม่มีผีหรอก แต่พวกเอ็งไปเรียกเค้ามา เจ้าที่เจ้าทางก็ต้องยอม พวกเอ็งไปดักทางเค้าไว้ก่อน เค้ากำลังจะไป พวกเอ็งไปเรียกเค้าก่อน ทั้งสี่คนเลยพากันไปหาหลวงตา ก่อนจะเข้าวัด หลวงตาก็ดักก่อนว่า อย่าเพิ่งเข้ามา ให้คนมาด้วยนั่งรอข้างนอก เดี๋ยวจะไม่ได้ไปเกิด แล้ววันนั้นก็ทำอะไรไม่ได้หลวงพ่อก็ให้สายสิญจน์กลับบ้านไปก่อน เช้ามหลวงพ่อก็สวดบังสุกุลให้ หลังจากวันนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณโน๊ตก็ยังไม่จบ มีวันหนึ่งคุณโน๊ตเลิกเรียนแล้วนั่งรอรถที่ป้ายรถเมล์ประมาณทุ่มหนึ่ง ขึ้นรถเมล์แล้วไปนั่งที่หลังรถ รถก็ขับไปเรื่อยๆ กระเป๋ารถเมล์ก็ไม่เดินมาเก็บเงิน รถก็ขับไปเรื่อยๆ แล้วคนบนรถเมล์ก็นั่งตัวแข็งๆ ไม่ขยับ โน๊ตเริ่มกลัว เหงื่อออก ตัดสินใจลงป้ายหน้า ก็มานั่งพิงเสา รถเมล์ก็ขับไป แล้วโน๊ตก็เห็นว่าตัวเองยังอยู่ที่ป้ายเดิม ซึ่งคิดว่าฝัน แต่เหตุการณ์มันชัดมาก โน๊ตก็ตัดสินใจเดินกลับไม่ขึ้นรถเมล์ อันนี้คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับโน๊ต

 

 

ต่อเวลาหลอน – คุณนิว

 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่โรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ทุกปลายปีโรงงานจะพาพนักงานไปเที่ยวประมาณ 20 คน โดยไปพักโรงแรมแห่งหนึ้งที่ใกล้กับ ม.เชียงใหม่ ก็จัดห้องให้นอนกันตามความเหมาะสม โดยนิวได้พักชั้นสาม สองคืนแรกก็ผ่านไปปกติ เที่ยวมาก็กลับดึกตีหนึ่งตีสองก็มีพนักงานอยู่ดูแล พอคืนสุดท้ายนิวต้องย้ายห้องไปอยุ่ชั้นสี่ เหลือสองห้องคือ 411 กับ 414 ตอนนั้นพนักงานก็กลับกันหมดแล้ว เหลือแค่นิวกับพี่ผู้หญิงอีกคน และพี่ผู้ชายอีกคน โดยนิวกับพี่ผู้หญิงอยู่ห้อง 414 หลังจากไปเที่ยวมา ก็อาบน้ำจะนอน แต่นิวสังเกตุว่าห้องน้ำนี้น้ำขัง จนผ้าปูพื้นมันเปียก แล้วนิวก็นอนเตียงที่ติดกับห้องน้ำ มันเป็นห้องเตียงคู่ นิวก็พยายามขยับตัวให้ไปนอนกลางๆเตียง แต่ก็รู้สึกอึดอัด จนต้องไปนอนขอบๆ เตียง สักพักนิวก็พลิกตัวหันไปทางเตียงพี่ผู้หญิง

 

นิวรู้สึกเย็นหลังวาบ นิวก็คิดว่ามีลมอยู่ในผ้าห่ม แล้วนิวก็ขยับตัวใหม่แล้วจะดึงผ้าห่มมาห่มตัวแต่ดึงยังไงก็ดึงไม่ขึ้นเหมือนมีคนดึงไว้ นิวเลยคิดว่าลงไปเล่นข้างล่างกับพนักงานดีกว่า แต่ห้องต้องใช้คีย์การ์ด ซึ่งถ้าถอดออกก็ต้องไฟดับ แอร์ดับ นิวก็คิดว่าไม่เป็นไร ไปแป๊บเดียวพี่ผู้หญิงคงไม่ว่า ก็ตัดสินใจดึงคีย์การ์ดออกไปเลย แต่พอลงไปข้างล่างก็ไม่มีคนอยู่เลย ไฟปิดมืด นิวก็แปลกใจเพราะเพิ่งเที่ยงคืน ปกติกลับมาตีหนึ่งก็ยังมีพนักงาน นิวก็เดินไปห้องน้ำ เรียกว่ามีใครอยู่มั้ย นิวคิดว่าบรรยากาศมันน่ากลัว เลยตัดสินใจขึ้นห้อง แล้วเปิดคีย์การ์ดไป ห้องก็มืดมาก เพราะยังไม่ได้เสียบคีย์การ์ด แล้วจังหวะหันหลังก็ไปเสียบคีย์การ์ด ได้ยินเสียงถามว่า ทำอะไรนิว แบบไม่มีจังหวะ นิวจึงตกใจคิดว่าพี่ผู้หญิงตื่นเลยเหรอ นิวเลยตอบไปว่า พี่คะขอโทษนะคะนิวลงไปข้างล่างแป๊บเดียว แต่พอหันไปดูพี่ผู้หญิงที่เตียงปรากฏว่าพี่ผู้หญิงนอนกรนอยู่แล้วมือพนมอยู่ที่หน้าอก นิวก็ไม่กล้าปลุก นิวก็ทำใจดีสู้เสือ สวดมนต์และแผ่เมตตา ตลอดเวลาที่สวดก็เหมือนมีลมมาพัดที่หลังตลอดเวลา พอสวดมนต์เสร็จนิวจะล้มตัวลงนอน หางตาก็มองไปที่พี่ผู้หญิง พี่ผู้หญิงก็ยังนอนหงายพนมมืออยู่เหมือนถูกมัดตราสังข์ แล้วมีเงาผู้หญิง เป็นเงาดำๆ นั่งทับอยู่บนตัวพี่ผู้หญิงคนนั้น แล้วมองไปที่พี่ผู้หญิง

 

นิวตัดสินใจ What app ไปหาเพื่อนว่าทำไงดีผีหลอก เพื่อนก็เลยบอกว่าซื้อที่สิ นิวเลยลุกไปเอาเหรียญห้ามาอธิฐานว่าขอนอนเถอะ ไม่รู้จะไปนอนที่ไหน จังหวะที่นิวเอาเหรียญวาง ปรากฏว่ามีรอยเหรียญที่วางประมาณ 3-4 รอบ พอนิวล้มตัวลงนอนก็ปรากฏว่าไม่สามารถนอนตรงกลางได้ อึดอัดเหมือนมีคนมานอนด้วย พอนิวหลับตา ก็ได้กลิ่นธูปผสมกลิ่นไหม้ลอยมาเตะจมูกเบาๆ นิวเลยรู้สึกว่านอนข้างกับอะไร เลยคิดว่าเค้าคงไม่อยากให้เรานอนด้วยเลยตัดสินใจลงไปนอนข้างล่าง ก็ยังได้กลิ่นอยู่ จึงไม่รู้จะทำยังไงจึงตัดสินใจโทรไปหาพี่ผู้ชายที่ห้อง 411 ขอไปนอนด้วย แล้วไปเล่าให้พี่ผู้ชายฟัง จังหวะที่เค้าฟังก็มีเสียงเท้าคนเดินห้องข้างๆ เข้าห้องน้ำกดชักโครก ก็คิดว่าพี่ผู้หญิงคนนั้นตื่นแล้ว แต่พอเช้ามาปรากฏว่าพี่ผู้หญิงบอกว่าไม่เจออะไร

 

 

519 ที่ภูเก็ต – คุณเอฺ็ม

 

เห็นผู้อ่านแนะนำมาเลยลองฟังดูสักหน่อยค่ะ ที่หายไปนาน คือ จขกท ติดธุระ และไม่สบายมาจนถึงตอนนี้เลยค่ะ TT มาเริ่มเรื่องกันดีกว่าค่ะ ช่วง 6-7 ปีที่แล้ว เอ็มไปเที่ยวภูเก็ตตอนพักร้อน 2-3 วัน ได้เปิดห้องที่โรงแรมแห่งหนึ่ง โดยเปิดสองห้อง เพราะไปสี่คน คือแอ้เพื่อนผู้ชายและแฟนนอนห้อง 519 ส่วนเอ็มและแฟนนอนห้อง 518 ตอนกลางวันก็ไปเที่ยวทะเลอะไรกันปกติ พอตอนเย็นแอ้บอกปวดหัว และไม่ไปเที่ยวกับเพื่อน จะฝากกุญแจที่ฟ้อนต์เพราะกลัวไม่ลุกมาเปิดให้แฟน เพราะจะกินยาแก้ปวดหัว ขอนอนอยู่ห้อง ตีสองแอ้โทรหาเอ็ม แล้วบอกเอ็มว่าอย่าแกล้งนะ มาเคาะประตูใช่มั้ย เอ็มก็บอกไม่ เพราะตอนนี้ทั้งสามคนอยู่ผับ ก็เลยวางสายไป พอทุกคนกลับมาจากผับ ปรากฏว่าเห็นแอ้นอนสลบอยู่กับเพื่อนๆ เพื่อนก็ตกใจรีบพาไปโรงพยาบาล แล้วพอแอ้ฟื้นก็ร้องไห้แล้วเล่าให้เพื่อนๆฟังว่า อาบน้ำอยู่มีคนมาเคาะประตู ก็ไปเปิดปรากฏว่าไม่มีใคร และห้องที่แอ้อยู่ก็เป็นห้องริมสุดแล้ว มองซ้ายก็ติดกำแพงแล้ว เคาะครั้งแรก เคาะ ป๊อก ป๊อก ป๊อก 3 ครั้ง แล้วพอใส่กางเกงนอนนั้งอยู่บนเตียงก็ได้ยินเสียงเคาะอีกสามครั้ง ป๊อก ป๊อก ป๊อก ก็ไปเปิดดู ปรากฏว่าไม่มีใคร ก็คิดว่าเพื่อนแกล้ง พอครั้งที่สามเคาะอีก ป๊อก ป๊อก ป๊อก เลยโทรไปหาเอ็ม ว่ามาแกล้งเหรอ พอสักพักก็เคาะ ป๊อก ป๊อก ป๊อก อีก

 

แอ้โมโหเลยกด 0 โทรไปที่รีเซฟชั่น ให้คนขึ้นมาดู พนักงานก็บอกว่าไม่มีใคร พอสักพักก็มาเคาะอีก แอ้โมโหมากเลยเลยถอดเอาโคมไฟหัวเตียง แล้วเอากรอบของโคมไฟ แล้วเข็นเก้าอี้ล้อที่โต๊ะเครื่องแป้งมาที่ประตู แล้วขึ้นยืนบนเก้าอี้ แล้วเอื้อมมือไปปิดพัดลมดูดอากาศด้านบนประตู เพื่อส่องออกไปดูด้านนนอก แล้วได้กลิ่นสาปๆ เหมือนคนไม่อาบน้ำกลิ่นแรงมาก แอ้พยายามส่องดู พอมองไปด้านขวา แอ้เห็นผู้หญิงใส่ชุดสีดำ ผมยาวๆ กำลังคลานมาเรื่อยๆ มาทางห้องแอ้ โดยผมยาวลากพื้นไม่ได้เงยหน้า เล็บก็เกาพรมแกรก แกรก แกรก แอ้เกือบหยุดหายใจ เมื่อผู้หญิงคนนั้นก็หยุดหน้าห้องแอ้ แล้วเคาะ ป๊อก ป๊อก ป๊อก แล้วคลายต่อไปทางห้อง 518 และ 517 และคลานกลับมา มาหยุดตรงหน้าห้องแอ้ แล้วเงยหน้าขึ้นมามองแอ้ที่แอบดูอยู่ทางช่องพัดลม หน้าของผู้หญิงคนนั้น ไม่มีคาง ลิ้นยาวถึงคอ แล้วเลือดเต็มหน้า แล้วแอ้ก็สลบไป จนมาฟื้นหน้าโรงพยาบาล พอพากันไปถามพนักงานก็บอกไม่รู้ ไปถามคนสวน ปรากฏว่าคนสวนเดินหนี ทีนี้เอ็มกับเพื่อนๆ ก็พาไปกินข้าวเช้า เจอเจ้าของร้านอาหาร เลยเล่าให้ฟังว่า พี่ผู้ชายคนหนึ่งชอบพานักร้องมาที่ห้อง มาบ่อยๆ แล้วก็มีปากเสียงกัน พอผู้หญิงคนนั้นนอนหลับ ผู้ชายก็ไปเอาขวานที่อยู่ที่ตู้ดับเพลิง แล้วเอามาจามที่หน้าของผู้หญิงคนนั้น จนเสียชีวิต

เรื่องนี้หลอนกับการคิดภาพตาม

 

 

 

เรื่องเล่าจากความฝัน – คุณหรั่ง

 

เรืองนี้เกิดขึ้นที่ย่านหนองแขมเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา หรั่งมีเพื่อนสองคน ทั้งสามคนจะไม่ชอบฟังเรื่องผี แต่จะชอบดูรูปผี รูปผีที่ว่านี้คือรูปของคนตายที่โกศ หรือที่เก็บศพตามวัดน่ะค่ะ ที่มีรูป แล้วเขียนวันมรณะ ชาตะด้วย พอดูก็จะพูดคุยกันเล่นว่านี่ตายตอนเด็ก ตายตอนวัยรุ่น ตายตอนแก่ ทำนองนี้ตลอด มีรูปหนึ่งเพื่อนหรั่งสมมติว่าชื่อเอ เอยืนดูรูปหน้าศพของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งสวยมาก เอเลยเอามือไปลูบแก้มในรูปของผู้หญิงคนนั้น ซึ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2509 เอก็ไม่ยอมไปไหน แล้วพูดขึ้นว่าเนี่ยกูขอได้ดมผมทีหนึ่งก็ชื่นใจแล้ว เอเลยเอานามบัตรวางไว้ที่หน้าโกศผู้หญิงคนนั้น แล้วเอก็กลับไป คอนโดของเออยู่แถวหนองแขม เอก็นั่งเล่นอินเตอร์เน็ตไปเรื่อยๆ โดยเปิดประตูห้องทิ้งไว้ ปิดไว้แต่ประตูมุ้งลวด แล้วเอก็เผลอหลับและฝันไป ว่าเสียงโทรศัพท์ดัง แล้วลุกขึ้นไปรับในฝัน แล้วมีเสียงผู้หญิงบอกว่าพี่หนูเองจำได้มั้ย เอรู้ตัวทันทีว่าฝัน แต่ก็บอกว่าจำได้ๆ ผู้หญิงคนนั้นก็ถามว่าขึ้นไปได้มั้ย เอเลยตอบว่าขึ้นมาสิ ขึ้นมาเลย ในฝันเอก็เข้าไปห้องน้ำ หวีผม เช็คตัวเอง แล้วเห็นเงาแว๊ํบที่มุ้งลวด ก็บอกไปว่า เข้ามาสิเข้ามาเลย แล้วผู้หญิงก็ถามอีกว่าเข้าได้เหรอ พอเอบอกได้ ผู้หญิงก็มานั่งที่โซฟา เอก็มานั่งลงข้างๆ แล้วผู้หญิงก็ถามว่า จะเข้าไปนอนได้หรือยัง เอก็เลยบอกว่าได้ๆ เดี๋ยวพี่ไปหยิบน้ำก่อน แล้วก็จะเดินเข้าห้อง อยู่ๆ เอก็เลยบอกว่า เอาหนังสือไปอ่านด้วยดีกว่า เอก็จะไปหยิบหนังสือ แล้วผู้หญิงคนนั้นก็พูดขึ้นว่า เมิงจะเข้าไปนอนได้หรือยัง เอเริ่มกลัว สักพักเอเห็นเงาผู้ชายตัวใหญ่ที่ประตูมุ้งลวด แล้วถามว่า เมิงรู้จักเค้าเหรอ

 

เอเริ่มกลัว แล้วข้างๆ ผู้ชายแล้วมียายแก่ๆ บอกว่า อย่าให้มันเข้าไป หมายความว่า อย่าให้ผู้หญิงคนนั้นเข้าไปในห้อง เอก็สะบัดมือออก ผู้หญิงคนนั้นผลักเอจนล้ม แล้ววิ่งเข้าไปห้อง แล้วก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา พอความเป็นจริง เอพบว่าตัวเองนอนอยู่ในห้องนอน ทั้งๆ ที่จำได้ว่าตอนนอนอยู่โซฟาข้างนอก พอจะบิดลูกบิดประตู ปรากฏว่าอยู่ๆ ลูกบิดประตูก็ทุ้งเข้าหาเออย่างแรง เหลือแต่โซ่ที่ผูกติดอยู่ เหมือนมีคนผลัก ซึ่งตอนที่มันทุ้ง ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงถามตลอดว่า เมิงเปิดได้หรือยัง เปิดได้หรือยัง เอตกใจกระโดดไปบนที่นอน แล้วทางขวามือ เอก็เห็นยายนั่งอยู่ที่เก้าอี้ แล้วบอกว่า อย่าเปิดนะ อย่าเปิดนะ แล้วเอก็กลัวมาก กระโดดไปกลางห้อง แล้วคลุมโปรงนอนอยู่ตรงนั้น วันหนึ่งมีป้าคนนึงที่อยู่คอนโดเดียวกัน เป็นคนชอบร้องคาราโอเกะ ซื้อทีวีมา แล้วไม่มีคนมาส่ง หรั่ง เอ และเพื่อนอีกคนหนึ่งก็อาสาไปส่งที่ชั้นหก พอขึ้นไปถึงห้อง ป้าเปิดประตู เอก็ปล่อยกล่องทีวีหล่นใส่นิ้วเท้าจนนิ้วเท้าแตก แล้วป้าก็โรกธแต่ก็สงสัย สิ่งที่เอเห็นคือรูปของผู้หญิงคนนั้น ซึ่งป้าก็บอกว่าเป็นน้องสาวของป้า พอกลับออกมาเอก็เล่าทุกอย่างให้หรั่งและเพื่อนฟัง สี่วันต่อมาเอกลับไปอยู่บ้าน เพราะกลัวมาก แล้วไม่กี่วันต่อมา แม่เอก็โทรมาบอกหรั่งว่า เอตายแล้ว เอไม่ได้เห็นศพหรั่งตอนวันงาน แต่มีคนเล่าให้ฟังว่า เอตายหน้าสงสาร ตาเหลือก มือหงิก แล้วมีรูปผู้หญิงที่เป็นรูปเดียวกับที่เจอที่ห้องป้า แล้วในปากก็มีเหรียญห้าอยู่ พอเอไปขอดูศพกับมูลนิธิก็เป็นรูปนั้นจริงๆ หลังจากนั้นเอก็ไปขอดูรูปที่ห้องป้า ป้าก็ยืนยันมายังอยู่ แต่ปรากฏว่าไม่มีจริงๆ

ตอนนี้เหลือหรั่งแค่คนเดียว ส่วนเพื่อนอีกคนก็เสียชีวิตแล้ว โดยหรั่งก็ได้เล่าเรื่องไว้ในเรื่อง โค้งนี้ที่ชลบุรี จขกท. ยังไม่ได้ฟังค่ะ ><
เรื่องนี้เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ในคอลัมภ์หนึ่งว่า ตายพิศดาร

 

 

 

ผีรุ่นน้อง – คุณโต

 

เรื่องจากโกดัง 13 นะคะ ช่วงสงกรานต์โตกับเพื่อนเล่นน้ำกันกลางถนน แล้วเกิดอุบัติเหตุคือระหว่างที่เล่นน้ำกันกลางถนน รถยนต์เสียหลักมาชนรุ่นน้องของโตเสียชีวิตในวันที่ 13 ซึ่งในวันที่ 14 เมษา ก็จะมีงานรับปริญญาของน้องอีกคน ก็พากันไปแสดงความยินดี พอขากลับก็กลัวเรื่องที่มีรุ่นน้องเสียชีวิตเมื่อวาน กลับมาประมาณเที่ยงคืน ก็เดินไปส่งกันที่บ้าน ไปกันหลายคน พอไปถึงบ้านน้องก็ยกมือบ๊ายบาย ทีนี้เหลือน้องผู้หญิงกับน้องผู้ชาย โตเห็นมือระหว่างทั้งสองคนยืนอยู่ โบกมือบ๊ายบายคนที่กำลังจะเข้าบ้าน โตก็กลัวมาก น้ำตาไหล ตอนนี้เหลืออีก 4 คน ก็จับมือกันไว้ แล้วบอกว่ากันว่าอย่าวิ่งๆ

 

 

 

ไม่เอาแล้ว – คุณเก่ง

 

เรื่องนี้เกิดขึ้นจากถนนเส้นเพชรเกษมลงใต้ บ้านแม่ของแฟนเก่าเก่ง ซึ่งนับถือกัน วันหนึ่งแม่ของแฟนเก่าเก่ง (ขอแทนว่าแม่) ขับรถจากชุมพรมาเพชรบุรี มาหยุดพักรถที่ประจวบ ฝนตกปรอยๆ ขับมาเรื่อยๆ ใช้ความเร็วแค่ 50-60 เวลาประมาณสองสามทุ่ม มาถึงแถวปราณบุรี ระหว่างที่แม่ขับมา มีความรู้สึกว่ามีรถคันใหญ่ขับตามอยู่ จังหวะที่รถคันหลังจะแซง ซึ่งเป็นรถขนาดใหญ่ แม่เห็นผู้หญิงเดินอยู่ริมถนน แล้วแม่ก็ตกใจเพราะรถคันที่จะแซงกำลังพุ่งเข้าใส่ แม่ก็พยายามบีบแตร พยายามคิดอย่าเดินมา อย่าเดินมา สุดท้ายรถคันนั้นก็ชนผู้หญิงคนนั้นปึ้งเต็มๆ กระเด็นมาตกหน้ารถแม่ แม่สติกระเจิง ตกใจรีบโทรหาลูกสาว ลูกสาวก็บอกแม่ใจเย็น แม่เลยเปิดประตูรถจะลงไปดู ปรากฏว่าผู้หญิงคนนั้นลุกขึ้น วิ่งๆๆ ลงไปข้างทาง แม่ก็ตกใจ สักพักตำรวจมา แม่ก็เล่าเหตุการณ์ให้ฟัง ตำรวจก็พากันส่องหาปรากฏว่าไม่พบร่องรอยอะไร แม่ก็ใจไม่ดี ขับรถต่อไป จนไปถึงช่วงหนึ่งของถนนที่มีวัดอยู่ จะเหมือนภาพลวงตาว่าวัดโผล่พ้นถนนมา รถแม่เกิดเสียกะทันหัน แม่ก็โทรบอกลูกสาวให้อามาลากรถ ฝนก็ตกไม่หยุด ฟ้าร้องตลอด สักพักมีวัยรุ่นผู้ชายสองคนเดินมาถามป้าเป็นอะไร แม่ก็บอกรถเสียแล้ววัยรุ่นสองคนนั้นก็บอกว่าจะไปตามเพือนมาช่วย แม่ก็บอกขอบคุณ สักพักก็โทรไปบอกลูกสาวว่ามีคนมาช่วย จังหวะที่ฟ้าแลบ แล้วแสงสว่างวาบ แม่เห็นวัยรุ่นสองคนนั้นเดินเข้าไปในวัดแต่ไม่ได้เดินผ่านประตู กลับเดินเข้าในเสาวัด แล้วร่างสองร่างนั้นก็นั่งห้อยขาอยู่บนกำแพงวัด ตัวดำเมี่ยม สักพักขาก็ค่อยๆยาวเลื่อยๆลงมา ตัวก็เลื้อยๆลงมาตาม แล้วพอถึงพื้นก็วิ่งๆๆๆๆ เข้ามาหาแม่ บอกยายรอแป๊บนึงนะเดี๋ยวไปตามเพื่อนมาทำรถให้ แล้วก็วิ่งหายไป แม่ก็สลบไป ใครโทรหาก็ไม่รับ จนหลายสายมาก จนคนมาถึงแม่ก็เล่าให้ฟังว่าเจอผีหลอก ก่อนไปแม่ก็จุดธูประหว่างที่จุดธูปปรากฏว่าเห็นร่างสองร่างนั้น บอกว่ายายจะรีบไปไหนเล่า ผมกำลังตามเพื่อนมาซ่อมรถให้ แม่ก็ตะโกนโวยวายเลยว่า ไม่เอาแล้ว

 

 

อาถรรพ์ดอกไม้แดง – คุณเบิร์ด

 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในโรงหนังแห่งหนึ่งที่นนทบุรี เบิร์ดทำงานที่โรงหนังนั่น และทุกวันพระโรงหนังจะใช้พวงมาลัยดอกดาวเรืองไหว้พระ มีน้องใหม่เข้ามาทำงาน และพรุ่งนี้จะเป็นวันพระ ผู้จัดการบอกให้น้องว่าซื้อพวงมาลัยมาไหว้ด้วย แต่พวงมาลัที่น้องได้ซื้อมาเป็นดอกไม้สีแดง แต่ทุกคนก็คิดว่าไม่เป็นไร เพราะมีดอกดาวเรืองเล็กๆอยู่ด้วย ทุกคนก็เดินไหว้ไปเรื่อยๆ แต่ทั้งก็เกิดเรื่อง โรงแรกนั้นเครื่องเปิดไม่ติดเลย จนได้ยกมือขอขมา จึงติด พอโรงต่อไป พอหนังฉายไปประมาณครึ่งชั่วโมงไฟเกิดดับขึ้น แล้วสักพักก็ติด แล้วก็ดับไปอีก เป็นอยู่แบบนั้นจนต้องปิดและรีเซ็ตเครื่องใหม่หมด ทุกคนวุ่นวายมากในวันนั้น และทุกคนก็กำลังเตรียมจะกลับบ้าน แล้วเบิร์ดคิดว่าลืมปิดเครื่องสแกนแว่น ก็ชวนเพื่อนเดินไปดู แต่โรงหนังนั้นมืดมาก พอเดินไปได้กลางโรงได้ยินเสียง ตึก ตึก ตึก ตึก รัวๆๆ เบิร์ดก็หยุด แล้วก็ก้าวต่อไปอีก ก็ดังอีก เบิร์ดก็หยุด รอนิ่งฟัง แล้วได้ยินอีก เบิร์ดสาดไฟฉายใส่ไป ปรากฏว่าเจอเป็นข้อเท้าคน เห็นช่วงข้อขาลงมาข้อเท้า เบิร์ดและเพื่อนตกใจมาก เบิร์ดคว้าคู่มือเพื่อนบอกใจเย็นๆ แล้วเท้าคู่นั้นก็ค่อยๆ เดินจากไป แล้วทั้งสองคนก็พยายามคุมสติและพยายามเดินออกจากโรงให้เร็วที่สุด จังหวะที่จะออกจากประตู เบิร์ดได้กลิ่นธูปอ่อนๆ แล้วก็ได้ยินเสียง ผู้หญิงแก่ๆ กระแอมไอเบาๆ เบิร์ดก็ค่อยหันกลับไปดูที่ทางจอฉาย ก็เห็นเป็นผู้หญิงผมกระเซอะกระเซิง เหมือนคนบ้า หลังค่อมๆ แก่ๆ และใส่ชุดแบบสมัยโบราณ แล้วค่อยๆเดินมาทางเบิร์ด จนมารู้ตัวอีกทีก็มานั่งหอบหน้าโรงหนัง แต่เบิร์ดเอามือไปเท้าโดนพวงมาลัยดอกไม้แดงพอดี จึงนึกได้ว่าเป็นเพราะเหตุนี้แน่นอน

 

 

ทางขึ้นดอย – คุณซีซ่าส์

 

คุณซีซ่าเป็นคนลำปาง ซึ่งในช่วงวัยรุ่นนั้นก็ชอบที่ชวนเพื่อนๆ ขี่มอเตอร์ไซดืไปเที่ยวเชียงใหม่ เพราอยู่ไม่ไกล และเมื่อตอนจะจบม.หก ก็ได้มีโอกาสไปเที่ยวเชียงใหม่อีกครั้ง โดยไปกับเพื่อนๆ 5-6 คน ดดยขับมอไซด์และมีรถกระบะไปอีกหนึ่งคัน ก็ขับรถขึ้นดอยไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่รถจะขึ้นไปต่อไม่ได้ ต้องเดินขึ้นไป จึงหยุดคุยกับเพื่อนว่าจะยังไงกัน เพื่อนก็เลยพูดขึ้นว่า เราจะจบม.หก แล้วก็กินเหล้าได้สิ ด้วยความคึกคะนอง จึงพากันตกลงที่จะกินเหล้า และซีซ่าก็อาสาไปซื้อเหล้า ที่ต้องขับมอไซด์ลงจากดอยไป ตอนนั้นก้เป็นเวลาประมาณ 2-3 ทุ่มแล้ว และซีซ่าก้พาเพื่อไปด้วยคนนึงเพื่อถือของก็คือบัว เมื่อซื้อของเสร็จแล้วก็พากันขับมอไซดืกลับขึ้นดอยไปหาเพื่อนๆ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีวาทางขึ้นดอยก็มีทางโค้งเป็นสิบๆ เพื่อไต่ขึ้นดอย บัวซ้อนท้าย มือซ้ายถือของ ส่วนมือขวาก็จับที่ไหล่ขวาของซีซ่า พอใกล้จะถึงโค้งๆหนึ่ง ซีซ่าเห็นผู้หญิงยืนโบกรถอยู่ ซึ่งมองแล้วเป็นคนสวยมาก ด้วยความเป็นวัยหนุ่มเห็นสาวมาโบกรถก็สนใจ คิดจะเหล่สาว เลยขับเข้าไปใกล้ๆ แต่พอไปใกล้ๆ จึงได้รู้ว่าหญิงสาวคนนั้นท้องอยู่ ก็เลยหมดอารมณ์ที่จะเกี้ยวพาราสี แต่ถ้าจะขับรถเลยผ่านไปเฉยๆก็จะดูไร้มารยาท จึงได้ขับรถไปใกล้ๆ แล้วถามว่าจะไปไหน หญิงสาวคนนั้นก็อ้อนวอนขอขึ้นดอยไปด้วย แต่ด้วยความที่ซีซ่าผิดหวังว่าไม่สาววัยรุ่นแต่เป็นคนท้อง บวกกับกลัวอันตรายหากพาซ้อนท้ายไปอีกคน จึงได้พูดว่า ไปไม่ได้หรอก ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา ถ้าเกิดอุบัติเหตุผมรับผิดชอบไม่ไหว แต่สาวคนนั้นก็อ้อนวอนต่อว่าขอเถอะนะ ขอไปด้วย โบกคันไหนเขาก็ไม่รับ แต่ซีซ่าก็บอกให้รอคันหลังแล้วบึ่งรถไปอย่างไร้เยื่อใย จังหวะที่ขับขึ้นดอยนั้น ทุกครั้งที่ผ่านโค้ง ซีว่ารู้สึกว่าบัวจะกำที่ไหล่เค้าแน่นขึ้นๆ ตลอดทุกๆโค้ง แต่ก็คิดว่าเพื่อนคงกลัวตก หรือหนาว เลยไม่ได้สนใจ พอไปถึงจุดที่เพื่อนๆอยุ่ เพื่อนๆก็วิ่งจะมารับของ แต่ทุกคนก็ต้องหยุดชะงักหน้าถอดสี ซีซ่างง ที่เพื่อนหยุดเดินเข้ามาหา ก็เลยหันไปดูบัวที่ยังเกาะไหล่แน่น น้ำหูน้ำตาไหล น้ำลายฟูมปาก ซีซ่าตกใจและเรียกเพื่อนมาช่วยกันปฐมพยาบาล จนสักพัก บัวฟื้นขึ้นมา ก็เรียกหาซีซ่า แล้วถามซีซ่าว่าเห็นผู้หญิงตรงทางโค้งมั้ย ซีว่าก็ตอบว่า เห็นสิวะ เรายังจอดถามเค้าอยู่เลย บัวเลยเล่าว่า ทุกๆโค้งผู้หญิงคนนั้นจะมายืนอยู่ด้วยสีหน้าโกรธ และยืนอยู่ฝั่งเดียวกับที่มอไซด์ขับ นั่นก็คือฝั่งซ้าย ซึ่งเฉียดมากๆ แต่ซีซ่าไม่เห็น นั่นเป็นเหตุผลที่บัวจิกที่ไหล่ซีซ่าแน่นขึ้นเรื่อยๆ และหลังจากนั้นก็พากินเหล้าย้อมใจ พอเก้าโมงเช้า ก็รีบกลับลำปางทันที และซีซ่าเองก็ไม่กลับไปที่ดอยนั้นอีกเลย

 

บ้านเหนือ บ้านใต้ – คุณบุ้ง

 

เรื่องนี้ จขกท ฟังมานานมากแล้วค่ะ ไม่ได้ฟังซ้ำอีก แต่พอจะจำได้คร่าวๆ เพื่อนๆคนไหนมีเรื่องแนะนำก็แนะนำมาด้วยนะคะ เพราะบางทีฟังซ้ำ พิมพ์ซ้ำอีกครั้งก็มี ถ้าเรื่องไหนซ้ำก็ต้องขอโทษด้วยนะคะ ^_^
สมัยก่อน สิ่งที่วัยรุ่นนิยมคือการดูหนังกลางแปลง ซึ่งมีครั้งหนึ่งบุ้งกับเพื่อนอีกคนได้ไปดูหนังอีกหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งวัยรุ่นทั้งสองหมู่บ้านนั้นไม่ถูกกัน จึงต้องระวังการมีเรื่องเป็นพิเศษ แล้วก็เกิดเรื่องจนได้ ขากลับบุ้งกับเพื่อนถูกวัยรุ่นวิ่งตามมาหาเรื่องระหว่างทางที่วิ่งกลับบ้าน ทั้งสองได้ไปหลบอยุ่หลังพุ่มไม้ แล้วเห็นชายวัยกลางคนคนหนึ่ง จึงบอกว่าอย่าบอกใครว่าตนหลบอยู่ตรงนี้ แต่ชายคนนั้นตะโดนบอกวัยรุ่นที่ตามมาทันทีว่าบุ้งกับเพื่อนหลบอยู่ตรงนี้ ทั้งสองจึงวิ่งต่อ แล้วไปเจอผู้ชายคนหนึ่ง บอกว่าให้ตามมาจะพาไปหลบ ด้วยความที่จนมุมก็เลยต้องตามชายคนนั้นไป เขาพาทั้งสองคนเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง และบอกว่าหลบอยู่ในนี้ก่อน ทั้งสองหลบอยู่สักพัก ได้ยินเสียงผู้หญิงแก่ไออยู่ข้างๆหน้าต่าง ก็ไม่คิดอะไรคิดว่าเป็นคนในบ้านนั้น ผ่านไปสักพัก ชายคนนั้นก็บอกสองคนนั้นว่าพวกนั้นน่าจะกลับไปแล้ว เดี๋ยวจะเดินไปส่ง แล้วชายคนนั้นก็เดินนำไปส่งทั้งสองคน พอถึงคลองที่จะต้องข้ามเพื่อกลับหมู่บ้าน ชายคนนั้นได้บอกสองคนนั้นว่า ระหว่างที่ข้ามคลองไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอย่าหันกลับมาเด็ดขาด ทั้งสองรับปาก ระหว่างที่ข้ามคลองที่น้ำน่าจะระดับเอว ถ้า จขกท จำไม่ผิดนะคะ ทั้งสองได้ยินเสียงเหมือนคนว่ายน้ำอยู่ข้างหลัง แต่ก็ไม่ได้หันกลับไปดูเพราะเริ่มกลัวและจำที่ชายคนน้ันบอกได้ พอไปอีกสักพัก เห็นผู้หญิงนั่งอาบน่ำหรือซักผ้าอยู่ในคลอง ทั้งสองกลัวมาก เลยรีบเดินข้ามคลองไปเร็วๆ พอขึ้นฝั่งได้ ทั้งสองได้หันกลับไปดูอีกฝั่งนึงที่ชายคนนั้นมาส่ง สิ่งที่เห็นทำเอาขวัญกระเจิง เพราะร่างของชายคนนั้น เหมือนยืนอยู่บนปลายไม้ ซึ่งไม่มีทางที่คนธรรมดาจะทำแบบนั้นได้ ทั้งสองรีบวิ่งกลับบ้านทันที พอวันต่อมาก้สงสัยว่าชายคนนั้นเป็นใคร ก็เล่าเหตุการณ์ให้น้าฟัง แล้วพาน้าไปดูบ้านหลังนั้น ซึ่งที่น่าตกใจคือ เป็นบ้านร้างมาหลายปีแล้ว

 

ขอขอบคุณที่มา : pantip.com/topic/34501860 สมาชิกหมายเลข 1995582

Loading...
Loading...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: Content is protected !!