รวม 18 เรื่องสยองจาก the Shock ที่คุณ “ไม่เคยอ่าน” ของดีที่ถูกลืม…พลาดไม่ได้!

#เสื้อวัด
เรื่องเล่าสยองขวัญจาก : THE SHOCK
เล่าโดย : คุณมีน

เริ่องราวของคุณมีนในวันนี้ เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมาที่ทางภาคเหนือ ตุณมีนให้ชื่อเรื่องนี้ว่า “เสื้อวัด”

คือเรื่องมันเป็นแบบนี้…คุณมีนเล่าว่าเรื่องราวสมัยยังเป็นวัยรุ่น มีอยู่คืนนึงเพื่อนชวนออกไป “หาผู้ชาย” ซึ่งตัวคุณมีนนั้นแค่ไปเป็นเพื่อนเท่านั้น

โดยไปกันทั้งหมด 4 สาวรวมตัวคุณมีน ด้วยมอ’ไซค์ 2 คัน

ตอนนั้นเป็นเวลาราว 3 ทุ่มแล้ว ก็พากันไปทางทางขึ้นดอยสุเทพ ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ตีนดอย” ซึ่งสร้างความสงสัยกับคุณมีนมากกก นางก็งงว่ามาทำไรกันแถวนี้ เพราะถัดจากครูบาศรีวิชัยไปอีก ก็จะมีแต่ป่าเท่านั้น

 

จนกระทั่งขี่มาเจอวัดวัดหนึ่ง ก็จอดที่วัดนั้น  คิดว่าคงนัดกับเพื่อนชายซึ่งอาจจะมากินเหล้าอะไรกันในที่แบบนี้ล่ะมั้ง ขณะที่รออยู่หน้าบันไดทางขึ้นวัด คุณมีนก็เหลือบไปเห็นลุงคนนึงอยู่แถวนั้นใส่เสื้อม้อฮ่อมของทางเหนือ ใจคอก็ไม่สู้ดีว่านั่นใคร

คุณมีนยังไม่ทันหายสงสัยว่ามาหาใคร สักครู่มีสามเณรเดินมา 3 รูป เรื่องราวมาเฉลยจากปากเพื่อนผู้หญิง 2 คนว่า…

“ก็นี่แหละ…กรุมาหาเณร”

เล่นเอาตะลึงกันเลยทีเดียว ระหว่างนั้นทั้งหมดก็นั่งอยูที่บันไดทางขึ้นวัด คุยกันได้สักพัก คุณมีนกับเพื่อนหญิงอีกคนนึงที่มาเป็นเพื่อนเช่นกัน ก็เดินออกมาจากตรงนั้น เนื่องจากไม่อยากรับรู้กับเรื่องราวอาบัติที่จะเกิดขึ้น ซึ่งคุณมีนก็ไม่ทรบได้ว่าระหว่างนั้น..2 หญิง 3 เณร จะทำอะไรกันมากไปกว่าคุยหรือไม่

 

ส่วนคุณมีนก็เดินห่างออกมาอีกจนไปเจอลุงคนที่เห็นเมื่อสักครู่เข้า… ลุงถามว่า

“หนู เป็นผู้หญิงยิงเรือ มาทำอะไรกันดึกๆแบบนี้ แล้วนี่ก็เป็นวัดนะ”

คุณมีนก็ได้แต่บอกไปว่า…

“หนูมาเป็นเพื่อนเขาเฉยๆ ใจจริงหนูอยากกลับแล้วลุง”

“ลุงช่วยไปบอกเพื่อนหนูทางนู้นทีได้ไหม” … ในใจคุณมีน หวังให้ลุงช่วยไปเอ็ด แต่สิ่งที่ลุงพูดกลับมาคือ..

“กรรมใคร ก็กรรมมัน”!!?

ออกจะเป็นคำพูดที่มีความนัยอยู่…ขณะนั้นเพื่อนคุณมีนอีกคนมาตามบอกว่าเขาจะขึ้นไปบนวัดกันแล้ว จังหวะนั้นคุณมีนหันกลับไปดู ก็ไม่พบลุงคนเมื่อกี้ ราวกับแกหายไปในอากาศซะเฉยๆ

 

หลังจากคุณมีนต้องตามน้ำขึ้นมาบนวัด เพราะรถมอ’ไซค์ไม่ใช่ของตนเอง คุณมีนบอกเพื่อนแล้วว่า “กลับเถอะ ฉันว่าบรรยากาศมันไม่ค่อยดีแล้ว” แต่เพื่อนก็ยังรั้นว่า “ไม่มีอะไรหรอก”

เพื่อนของคุณมีน 2 คน นั่งคุยกับเณรอยู่หลังกุฏิ ส่วนคุณมีนกับเพื่อนอีกคนก็รออยู่ด้านหน้า… สักพัก เพื่อน 2 คนก็ออกมาแจ้งข่าวเซอร์ไพรส์ว่า..

“คืนนี้กรุจะนอนกุฏินี่นะ” !!!

คุณมีนก็ได้แต่ทำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น หลังเพื่อนทั้งคู่เข้าไปนอนกันสักพักใหญ่ ก็มีเสียงของเพื่อนดังออกมาจากในกุฏิ!

เพื่อนออกมา บอกว่า..เห็นผู้ชาย ผู้หญิงเดินไปมาอยู่นอกหน้าต่างจนนอนไม่ได้ สักพักนอนๆอยู่ก็ถูกดึงขา!

 

ตอนนั้นคุณมีนบอกว่าใจไม่ดีมาก เลยชวนเพื่อนอีกคนที่รออยู่ไปไหว้ขอขมาศาลในวัด ที่คนเหนือจะเรียกกันว่า “เสื้อวัด”

“หนูไม่ได้ตั้งใจมาทำอะไรไม่ดีเลย หนูแค่มาเป็นเพื่อน และหนูไม่สามารถจะทำอะไรได้จริงๆ หนูขอโทษด้วย”

จนกระทั่งราวตี 2 เพื่อนทั้งคู่ก็ออกมาบอกว่าจะกลับแล้ว ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร มารู้ตอนหลังว่าเจอหลอกจนนอนไม่ได้เลยกลับ

 

เช้าวันต่อมา ปรากฎว่าเพื่อนทั้ง 2 คนนั้นกลายเป็นคนสติหลุด ไม่มีสติสัมปัชชัญญะ อย่างกับคนบ้า!

พ่อแม่ของทั้งคู่ก็ได้มาถามทางคุณมีนว่า ไปทำอะไรกันมารึเปล่า… แต่ด้วยเรื่องราวที่มันเป็น untold story ไม่สามารถเล่าได้จริงๆ คุณมีนเลยเลี่ยงไปว่า

“ไม่ได้ไปทำอะไรนะคะ แค่ไปเที่ยวแถวคูเมืองเอง เพื่อนไม่สบายรึเปล่า”

ปรากฎว่าเพื่อนไปหาหมอก็แล้ว แต่ก็ไม่หาย จนในที่สุดพาไปหาร่างทรง ทันทีที่ร่างทรงเห็นก็ทักมาคำเดียวว่า…

“พวกมึงไปทำเรื่องอะไรกันมา เค้าตามกลับมา” … “เตือนแล้วไม่ฟัง รู้มั้ยว่าเค้าจะเอาให้ตาย”

 

หลังจากนั้นแม่ของเพื่อนก็มาถามมีน ว่าร่างทรงเค้าทักมาแบบนี้..มีนจึงต้องเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง

ทันทีที่แม่เค้ารู้เรื่องก็ร้องไห้เสียใจ น้ำตาร่วง จนวันต่อมาต้องพาเพื่อนไปทำพิธีขอขมากับเจ้าที่เจ้าทางที่วัด พร้อมกับสามเณรอีก 3 รูป

ร่างทรงก็ไปด้วยกัน ก็ทำพิธีขอขมา ทำพิธีเสียผี ส่วนสามเณรก็ต้องถูกจับสึก หลังจากทำเสร็จแล้ว…ร่างทรงก็บอกว่า

“กรุไม่ยอม มันมากเกินไป กรุจะเอาให้ตาย!” ราวกับว่ามีบางอย่างสื่อสารผ่านร่างทรง

ตอนนั้นทุกคนต่างกลัวหมด จนร่างทรงบอกว่ามีอยู่วิธีเดียวที่จะแก้ได้คือ..”บวชชี”

คนพ่อคนแม่ก็พยายามเจรจาว่า…เออนี่ จะให้ไปบวชชีก็ได้ ยอมทำตาม แต่ขอให้ลูกกลับมามีสติ พูดรู้เรื่องก่อนได้มั้ย ขืนเป็นแบบนี้คงจะไปบวชไม่ได้

ร่างทรงก็ตอบกลับมาว่า…ให้ไปบวชเถอะ เดี๋ยวจะดีเอง

 

หลังจากนั้นทางครอบครัวก็พาเพื่อนไปบวชอยู่ 1 เดือน ระหว่างที่บวชก็เจอผีหลอกทุกกกกวัน แต่ก็ผ่านมาได้ จนครบเวลาแล้วก็กลับมามีสติเหมือนดังเดิม…

เรื่องนี้เป็นสติสอนใจได้ดีเลยว่า…”อะไรควร และไม่ควร” ต้องรู้จักกาละ และเทศะให้มาก

 

 

 

#เจอจนเกือบตาย
เรื่องเล่าสยองขวัญจาก : THE SHOCK
เล่าโดย : คุณชัย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่แถวๆลาดพร้าว ซอยแปดสิบ เมื่อประมาณสองปีที่แล้ว คุณชัยทำอาชีพขับรถ Taxi ช่วงพลัดแรก คุณชัยจะจอดรถที่หน้ารัชดาทุกวัน เพื่อรอรับผู้โดยสาร วันนั้นมีชาวต่างชาติมาสองคน และให้ไปส่งที่อพาร์ทเม้นท์หนึ่งที่ลาดพร้าว ซอยแปดสิบ

จนใกล้จะถึงอพาร์ทเม้นท์ มี Taxi เปิดไฟว่างคันนึง แซงรถของคุณชัยไปอยู่ด้านหน้า แล้วมีผู้หญิงข้างทางกำลังโบกมือเรียกให้คุณชัยจอด ทั้งๆที่ Taxi คันข้างหน้าก็เปิดไฟว่างอยู่ คุณชัยก็เอะใจว่าทำไมถึงมาโบกรถคันนี้ ทั้งๆที่มีผู้โดยสารอยู่แล้ว จึงได้ขับชะลอๆแล้วมองดูผู้หญิงคนนั้น สักพักผู้หญิงคนนั้นก็เดินหายเข้าไปในต้นโพธิ์ที่อยู่ข้างถนน

คุณชัยตกใจมาก แต่ก็เกิดความสงสัย หลังจากที่ไปส่งผู้โดยสารเสร็จแล้ว ก็ได้ขับรถกลับมาที่ต้นโพธิ์ คุณชัยลงจากรถแล้วพูดขึ้นว่า “ไหนออกมาให้ดูอีกทีสิ อยากจะเห็น” แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น คุณชัยก็เลยพูดต่อว่า “ไม่แน่จริงนี่หว่า ไม่กลัวหรอก”

หลังจากพูดจบ คุณชัยรู้สึกเหมือนมีลมพุ่งเข้ามาชนที่หน้าอกอย่างจัง จนเซถอยหลัง คุณชัยคิดว่าคงโดนเข้าแล้ว แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แล้วก็กลับเข้ารถ

จนมาอีกวันหนึ่ง คุณชัยขับรถไม่ได้ เหมือนมีคนมาบีบที่หัวใจจนทำอะไรไม่ได้ เวลานอน บางครั้งก็รู้สึกชัก คุณชัยเป็นแบบนี้อยู่เดือนนึง ก็กลับเป็นปกติ มีอยู่วันนึง เพื่อนของคุณชัยไปเที่ยวพัทยา จึงได้เอารถมาให้คุณชัยควงกะ

คุณชัยก็ขับรถหาลูกค้า จนไปถึงหลังราชภัฏจันทรเกษม หางตาของคุณชัยก็เห็นผู้หญิงคนที่หายเข้าไปในต้นโพธิ์ มานั่งหน้ารถกับคุณชัย แล้วแว๊บเดียวก็หายไป คุณชัยคิดว่านี่มันกลางวันแสกๆนะ พอขับรถไปได้สักพัก ผู้หญิงคนนั้นก็วิ่งเข้ามาตัดหน้ารถ จนคุณชัยชนเข้าอย่างจัง จึงรีบเปิดประตูลงมาดู ปรากฏว่าไม่เจออะไรเลย คุณชัยรู้สึกใจหวิวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และเริ่มกลัวขึ้นมาจับใจ

จึงรีบขับรถเข้าวัด พอไปถึง หลวงพ่อบอกให้คุณชัยรีบถอดเสื้อออก แล้วหยิบขันน้ำมนต์มาสาดใส่ตัวของคุณชัยทันที ทั้งๆที่ยังไม่ได้พูดอะไรกันเลย จากนั้นหลวงพ่อก็สวดบังสุกุลเป็น บังสุกุลตายให้ แล้วหลวงพ่อก็บอกว่า “ถ้าไม่ดีขึ้น ให้มาหาหลวงพ่ออีกนะ เอ็งอะ อยากลองดีใช่มั้ย เอ็งได้เจอแล้วเป็นไง น้อยคนนะ ที่จะอยู่รอดได้ เพราะวันเดือนปีเกิดเอ็งแข็ง”

หลังจากนั้นคุณชัยก็หายเป็นปกติ จนมีอยู่คืนนึง คุณชัยลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำ เห็นผู้หญิงคนนั้นมายืนอยู่ที่หลังคอนโด มองหน้าคุณชัยด้วยความอาฆาต คุณชัยกลัวจนเหมือนจะเป็นบ้า และได้ไปเอาน้ำมนต์ที่วัดพระแก้วมาดื่มมาอาบ ก็ดีขึ้นอยู่แค่พักเดียว แต่ก็กลับมาเห็นอีก

หลังจากวันนั้น คุณชัยนั่งดื่มเหล้าอยู่กับเพื่อน เพื่อนแนะนำให้ไปขอขมา จะได้จบๆ คุณชัยก็เลยไปซื้อของใช้ของผู้หญิง รวมทั้งอาหารไหว้ และไปจุดธูปที่หน้าต้นโพธิ์ โดยมีเพื่อนขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่ง

คุณชัยจุดธูปหนึ่งดอก แล้วกำลังจะยกมือไหว้ ลมก็พัดเข้ามาทุกทิศทาง เหมือนต้นโพธิ์ต้นใหญ่กำลังจะหัก เสียงไม้ลั่นเปาะแปะดังไปทั่วบริเวณ จนเพื่อนขี่รถหนี คุณชัยกลัวมาก นั่งนิ่งไม่กล้าลืมตา และพนมมือพูดขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่

สักพักลมก็สงบ คุณชัยจึงค่อยๆลืมตาขึ้นมา ก็ไม่พบอะไร จนทุกวันนี้ คุณชัยเชื่อเหลือเกินว่า วันหนึ่งวันได ถ้าเราได้ไปเจอกับสิ่งเหล่านี้ ที่สภาพร่างการของเราจูนติดกันพอดี อย่าได้ไปลองดี เพราะคนเรามีเวลาขึ้นเวลาลง และนี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้น

 

 

 

วันเลี้ยงรุ่น
เรื่องสยองขวัญจาก THE SHOCK
เล่าโดย คุณบอย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อสี่ถึงห้าปีทีแล้ว แถวๆบางปู สมุทรปราการ ระหว่างหลังเลิกงานเลี้ยงรุ่น คุณบอยกับเพื่อนๆได้ตกลงกันว่า เราห้าคน ผู้หญิงสอง ผู้ชายสาม จะไปทานต่อที่บ้านของคุณต้อง ที่อยู่บางปู ที่มีอากาศดีๆ ก็ขับรถกันไปถึงบ้านคุณต้องเที่ยงคืนโดยประมาณ

ลักษณะบ้านจะเป็นบ้านไม้สองชั้น ห้องน้ำจะอยู่นอกบ้าน คุณบอยและเพื่อนๆก็ขึ้นไปนั่งอยู่บนห้องที่มีห้องน้ำอยู่ข้างล่าง ระหว่างที่ทานกันอยู่นั้น ย่าของคุณต้องเจ้าของบ้านก็เดินมาบอกว่า ถ้าจะกินต่อ ก็เสียงเบาๆหน่อย และตอนก่อนนอน ก็ให้ขอพี่เค้าก่อน

คือคุณบอยและเพื่อนๆก็เห็นว่ามีแค่ย่ากับคุณต้องแค่สองคนที่อยู่บ้านหลังนี้ จึงไม่เข้าใจคำว่าขอพี่เค้าก่อน หลังจากนั้นพอเลิกทานและเก็บของกัน ประมาณตีสองสี่สิบ ทุกคนนอนหมดแล้ว ผู้ชายก็จะนอนอีกฝั่งนึง คือหันปลายเท้าไปหาผู้หญิงอีกฝั่งนึง ตรงกลางจะเว้นช่องไว้ เป็นช่องทางไว้เดินได้ คุณบอยจะนอนริมหน้าต่างด้านขวา คุณต้องจะนอนอยู่ริมประตูด้านซ้าย

ระหว่างที่คุณบอยเคลิ้มๆหลับ มีมือมาสัมผัสที่ปลายเท้า ลักษณะมือคือเปียกน้ำ สัมผัสที่ปลายเท้าอยู่สองครั้ง คุณบอยจึงหรี่ตาดู ในห้องจะเปิดไฟสีแดงๆ สลัวๆ ก็เห็นเพื่อนๆนอนหลับ เลยไม่ได้สนใจ นึกในใจว่าคงไม่มีใครมาแกล้งมั้ง ก็นอนธรรมดาๆ อีกครั้งนึงก็คือ มาจับที่หัวเข่า เป็นมือเดียวกัน ลักษณะเปียกน้ำ คิดว่าน่าจะเป็นมือซ้าย คุณบอยก็ไม่เอะใจ

จนกระทั่งครั้งที่สาม คุณบอยลืมตาขึ้นมาดู แต่ก็ไม่เห็นใครเหมือนเดิม จึงฝืนตาให้หลับต่อ แล้วอีกซักพัก มือนั้นก็จับเข่าของคุณบอยไปกระแทกกับข้างฝา ลักษณะการนอนของคุณบอยคือ ขาซ้ายจะเหยียด ขาขวาจะตั้งชันเข่าขึ้นมา เค้าจับขาซ้ายไปกระแทกกับข้างฝาสามครั้ง ตุ้งๆๆ ทุกคนตกใจตื่นหมด

คุณบอยและเพื่อนๆจึงลุกขึ้นมานั่ง และมองหน้ากัน ก็เฉยๆ แล้วถามว่ามีอะไร คุณบอยบอกว่าเข่าไปกระแทกกับขอบหน้าต่างสามครั้งแล้ว ระหว่างที่นั่งคุยกันอยู่ ไฟก็ดับ ทุกคนตกใจแต่ก็อยู่กันเงียบๆ สักพักนึง เพื่อนก็ลุกขึ้นไปเปิดไฟ ระหว่างที่ลุกขึ้นไปเปิดไฟแล้ว กำลังจะเดินกลับมานั่ง ไฟก็ดับอีก

คือทุกคนก็กำลังมองคนที่เดินไปเปิดไฟแล้วเห็นว่า ได้เดินห่างออกมาจากสวิตซ์ไฟพอสมควรแล้ว ไม่ได้เอื้อมมือไปปิดแน่นอน เพื่อนจึงเดินไปเปิดไฟอีกรอบ พอไฟเปิด เห็นผู้หญิงคนนึงยืนอยู่ตรงกลางช่องทางเดินที่คุณบอยและเพื่อนๆเว้นไว้เป็นช่องทางเดิน เป็นผู้หญิงใส่ชุดสีฟ้าคลุมท้อง และหันหน้ามายิ้มให้คุณบอยและเพื่อนๆ ทุกคนหันไปหาคุณต้องเจ้าของบ้าน แต่ตอนนี้คุณต้องถอยหนีไปติดมุมแล้ว และไม่พูดอะไร

จนกระทั้งไฟดับอีกครั้งนึง ผู้หญิงคนนั้นก็หายไป ทุกคนจึงรีบวิ่งกันออกนอกห้อง ลงไปเรียกย่าของคุณต้อง ย่าของคุณต้องก็เลยให้มานอนกันที่กลางบ้าน และยาของคุณต้องก็นอนด้วย ย่าบอกว่าไม่ต้องพูดอะไรมาก นอนก่อน แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยคุยกัน ที่นี้พอตอนเช้า ย่าก็ถามว่า ก่อนนอนก็บอกแล้วใช่มั้ยว่า ถ้าจะกินต่อก็ให้เสียงเบาๆหน่อย แล้วถ้าเกิดจะนอนก็ให้ขอพี่เค้าก่อน คุณต้องก็ไม่ได้พูดอะไรเลยว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร

แล้วย่าก็ถามว่า ใครไปทำอะไรไว้หรือป่าว พี่เค้าถึงได้มา คุณต้องก็เล่าไปว่า เพื่อนที่ชื่อออฟเนี่ย ยืนปัสสาวะจากหน้าต่างชั้นบนลงไปด้านล่าง สุดท้ายเอะใจกัน อยากรู้ว่าผู้หญิงคนนี้คือใคร ก็เลยถามย่า ย่าก็เอารูปมาให้ดู

เค้าคือพี่ติ๋ม พี่สาวของคุณต้อง เสียชีวิตที่บ้านหลังนี้ ทั้งๆที่กำลังท้องอยู่ ลื่นล้มในห้องน้ำ กว่าจะมาพบศพก็ตอนเย็น แล้วที่บ้านหลังนี้มีเรื่องแปลกอีกเรื่องนึงก็คือ ถ้าเกิดเข้าไปภายในบริเวณรั้วบ้านแล้วหันหน้าเข้าหาประตูบ้าน ด้านซ้ายของรั้วบ้านที่ทำจากไม้ มีต้นไทรอยู่ในบริเวณรั้วบ้าน สูงมาก

หลังจากวันนั้น คุณต้องก็อยู่บ้านไม่ได้ เลยหนีมานอนหอกับคุณบอย และคุณต้องได้เล่าให้ฟังว่า พี่สาวมากวนทุกวันเลย เพราะคุณต้องชอบจิ๊กตังย่าเอาไปดื่ม และปัจจุบันบ้านหลังนั้นก็ร้างแล้ว เพราะว่าย่าของคุณต้องเสีย ของที่อยู่ในบ้านยังอยู่ครบหมด คุณต้องเคยชวนคุณบอยกลับไปที่บ้าน และได้เข้าไปหาผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านบอกว่า ถ้ามาให้มาช่วงเช้า ช่วงเย็นอย่ามา แถวนี้เค้าอยู่กันไม่ได้แล้ว และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

 

 

 

#จุดเกิดเหตุ
เรื่องสยองขวัญจาก : THE SHOCK
เล่าโดย : คุณโอ๊ต

เป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในถนนสายนึง แถวย่านหนองจอก เมื่อสี่ถึงห้าปีที่ผ่านมา คุณโอ๊ตและแฟนต้องไปทำธุระแถวย่านหนองจอก ใกล้กับมหาลัยแห่งนึง ในขณะที่กำลังเดินทางไปยังที่หมาย ช่วงเวลาประมาณบ่ายโมง คุณโอ๊ตก็นึกขึ้นได้ว่า มีพี่คนนึงที่เคยรู้จัก นานมาแล้ว และไม่ได้ไปหาเค้านานแล้ว

พอดีวันนี้มีธุระและต้องผ่านไปแถวนั้นพอดี เลยตั้งใจว่าจะแวะไปคุยกันพี่เค้าสักหน่อย พี่เค้าทำร้านอาหาร ใกล้ๆมหาลัย พอคุณโอ๊ตและแฟนทำธุระเสร็จ ก็เลยแวะเข้าไปหา และได้นั่งคุยกัน ตามประสาคนไม่ได้เจอกันนาน และอยู่ทานข้าวเย็นด้วยกัน เวลาประมาณห้าโมงเกือบหกโมง ฝนเริ่มตกลงมาแบบปอยๆ

แล้วในระหว่างที่นั่งคุยกัน มีอยู่เรื่องนึงที่พี่เค้าเล่าให้คุณโอ๊ตฟังว่า “โอ๊ต เดี๋ยวขากลับเนี่ย โอ๊ตเห็นโค้งข้างหน้ามั้ย” คุณโอ๊ตตอบว่า “อ๋อ ทำไมหรอพี่” แล้วพี่ก็บอกว่า “เด๋วโอ๊ตขับรถผ่านแถวนั้นนะ โอ๊ตต้องระวังนะ เพราะว่าต้องนั้นหนะมันมืดมาก มันไม่มีไฟ แล้วย่านเนี่ย เป็นที่รู้กันว่า มีแรงงานต่างด้าวเยอะ

ลูกคนงานชอบวิ่งไปวิ่งมา ล่าสุดเลย เด็กลูกคนงานวิ่งข้ามถนน แล้วตัวแม่วิ่งตามจะมาอุ้มลูก แล้วมีรถบรรทุกปูนวิ่งมาชนแม่เด็กเสียชีวิตทันที” พอคุยเรื่องนี้จบก็เปลี่ยนไปคุยกันเรื่องอื่นต่อ จนคุณโอ๊ตลืมเรื่องที่พี่บอก ส่วนแฟนคุณโอ๊ตเป็นคนกลัวเรื่องพวกนี้ เลยไม่อยากฟังตอนที่คุยกัน

แต่คิดว่าน่าจะพอได้ยินอยู่บ้าง พอถึงเวลาประมาณหนึ่งทุ่ม คุณโอ๊ตจึงขอตัวกลับ เพราะต้องเดินทางกลับอีกไกล หลังจากนั้นคุณโอ๊ตก็ได้ขับรถออกมา พอมาถึงช่วงที่กำลังจะผ่านโค้งที่พี่บอกให้ระวัง เรื่องที่เล่ากันก่อนหน้านี้ก็แว๊บเข้ามาในหัว คุณโอ๊ตก็เลยพูดกับแฟนว่า “เออนี่คุณ ตรงนี้ไง”

แล้วแฟนก็หันมาค้อนใส่คุณโอ๊ต เหมือนไม่อยากให้พูดถึงเรื่องนี้ คุณโอ๊ตเลยเงียบ แต่ในหัวก็ยังคิดถึงเรื่องที่พี่เค้าบอก แล้วคุณโอ๊ตก็มองไปเห็นสเปรย์ที่เค้าฉีดเป็นรูปคน ซึ่งมันยังใหม่ๆอยู่เลย และมีเหมือนรอยคราบเลือดแห้งๆเกาะถนนอยู่ พอรถผ่านไปแล้ว คุณโอ๊คก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ต่อ แล้วคุณโอ๊ตก็หันหน้าไปหาแฟนที่นั่งอยู่ข้างๆ แฟนก็หันมามองคุณโอ๊ตพอดี แล้วแฟนก็หันหน้ากลับไปมองตรงเหมือนเดิม คุณโอ๊ตก็คิดในใจว่าสงสัยแฟนคงจะกลัว

ตอนนั้นฝนเริ่มตกลงมาอีกครั้ง แล้วมีละอองฝนเกาะที่กระจกหลังรถจนเป็นฝ้า ระหว่างที่ขับรถต่อไป คุณโอ๊ตรู้สึกผิดปกติตรงที่ว่า เหมือนมีเงาคนอยู่ที่กระจกหลังรถ คุณโอ๊ตเห็นแบบนั้นก็รู้ทันทีเลยว่า เค้าน่าจะตามมา แฟนของคุณโอ๊ตก็ไม่หันหน้ามาทางคุณโอ๊ตอีกเลย คุณโอ๊ตก็ขับรถตามทางมาเรื่อยๆ และพยายามมองกระจกหลัง

เงาที่อยู่ตรงกระจกหลังมันเริ่มชัดขึ้นทุกทีๆ เป็นผู้หญิง ใส่เสื้อยืดคอกลมสีขาว นั่งก้มหน้า คุณโอ๊ตเหงื่อท่วมตัว ทั้งๆที่ในรถเปิดแอร์เย็นมาก ไม่เคยคิดว่าจะเจอชัดแบบนี้ พอเห็นแบบนั้น คุณโอ๊ตเริ่มไม่ไหว จนไม่มีสติในการขับรถ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังขับรถไปที่ไหน และระหว่างที่ขับรถอยู่ คุณโอ๊ตก็คอยมองกระจกหลังเป็นระยะๆ ซึ่งเงาของผู้หญิงคนนั้นก็จะชัดบาง เบลอบ้าง

และคุณโอ๊ตก็รู้ว่า แฟนกลัวมาก จนไปเจอปั้มน้ำมันแห่งนึง สว่างมาก คุณโอ๊ตเลยรีบเลี้ยวรถเข้าไปเจอหน้า supermarket ดับเครื่องแล้วเปิดประตูรถ แล้วหันมาบอกแฟนว่า “คุณ เดี๋ยวหาอะไรทานก่อนดีกว่า”

จากนั้นคุณโอ๊ตก็เดินไปเปิดประตูฝั่งที่แฟนนั่งอยู่ แต่ยังไม่ทันถึงประตู แฟนคุณโอ๊ตก็รีบเปิดประตูรถออกมา แล้วรีบเดินเข้า supermarket ไปก่อนเลย แล้วเป็นจังหวะที่เด็กปั้มเดินมาบอกกับคุณโอ๊ตว่า “พี่จอดตรงนี้ไม่ได้นะครับ เดี๋ยวพี่ช่วยขยับรถหน่อย” คุณโอ๊ตเลยจำเป็นต้องกลับเข้าไปในรถอีก แล้วขับเข้าไปจอดข้างๆ

จอดเสร็จคุณโอ๊ตรีบลงจากรถแล้วล็อกทันที แล้วเดินเข้า supermarket ไปเห็นแฟนยืนเกาะเค้าเตอร์แล้วสั่น คุณโอ๊ตไม่รู้จะทำยังไงดี ซักพักมี Taxi เลี้ยวเข้ามาเติมลมในปั้มพอดี คุณโอ๊ตเลยคิดในใจว่า OK ไม่รู้แล้วหละ ทิ้งรถไว้นี่เลย แล้วเรียกแฟนขึ้น Taxi กลับบ้าน

พอกลับมาถึงบ้าน แฟนคุณโอ๊ตไม่พูดอะไรอีกเลย เป็นแบบนี้อยู่สองวัน แล้วเวลาคุณโอ๊ตเดินไปไหนมาไหน แฟนจะเดินติดชายเสื้อคุณโอ๊ตตลอด เหมือนจะช็อคมาก คุณโอ๊ตถามอะไรก็ไม่บอกไม่พูด จนสุดท้ายต้องพาแฟนไปทำบุญที่วัด

พอทำบุญเสร็จ คุณโอ็ตก็ถามแฟนว่า “คุณเป็นอะไร คุณบอกผมสิว่าคุณเห็นอะไรบ้าง” แล้วแฟนก็บอกว่า ตอนที่หันหน้าไปหาคุณโอ๊ตในรถ ปรากฏว่าผู้หญิงคนนั้นเค้ายื่นหน้ามาอยู่ข้างๆคุณโอ๊ต ก็เลยรีบหันกลับทันที จะเป็นลม เพราะมีความรู้สึกว่าหายใจไม่ออก แน่นอก

หลังจากทำบุญไปแล้ว แฟนของคุณโอ็ตก็เริ่มดีขึ้น ก็เลยมาคิดกันว่าจะเอายังไงกับรถดี คิดว่ายังไงก็ต้องไปเอาตอนกลางวันแน่ๆ ก็เลยเดินทางไปเอากันตอนกลางวัน พอไปถึงปั้มก็เอารถออกมาปกติ แต่เด็กปั้มมองหน้าแปลกๆ แล้วพูดกลับคุณโอ็ตว่า “พี่ทำไมจอดรถค้างคืนไว้สองสามวันเนี่ย พี่ไม่กลัวรถพี่หายหรอ แถวนี้รถหายบ่อยนะพี่” คุณโอ๊ตเลยตอบว่า “พอดีพี่ฉุกเฉินนิดหน่อย ขอโทษด้วยละกัน” แล้วควักตังให้เด็กปั้มไป คิดซะว่าเป็นค่าจอด เด็กปั้มก็ทำหน้าแปลกๆ แล้วพูดว่า “แล้วพี่มาเอารถกับใคร พี่มารถเดียวหรอ” คุณโอ๊ตก็ตอบว่ามาคนเดียว

จากนั้นก็ขับรถออกมา แล้วระหว่างที่คุณโอ๊ตออกมาเอารถ แฟนโทรถามตลอดเวลาว่าอยู่ไหนแล้ว พอตอนที่ถึงปั้มคุณโอ๊ตก็บอกแฟนว่าถึงปั้มแล้ว กำลังจะเอารถกลับ แต่แฟนคุณโอ๊ตบอกว่า “พี่ไม่ต้องเอารถกลับมาบ้านนะ พี่ขับเข้าเต้นขายไปเลย” แต่น่าแปลกตรงที่ว่า คุณโอ๊ตเอารถไปขายย่านรามอินทรา คุณโอ็ตเข้ามาสี่เต็นท์ ถูกปฏิเสธทุกเต็นท์

คุณโอ็ตเลยตัดสินใจขับรถไปขายที่ฝั่งธน อีกสามเต็นท์ ก็ไม่มีที่ไหนรับ คุณโอ๊ตเลยลองโทรปรึกษาเพื่อนว่าจะเอายังไงดี อยากขายจริงๆ เพื่อนเลยแนะนำทางออกสุดท้าย คือจำนำไปเลย พอจำนำรถได้ คุณโอ๊ตก็กลับบ้าน และตั้งใจว่าจะปล่อยให้รถถูกยึดไปเลย ก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอีก

จนผ่านมาประมาณสองถึงสามเดือน คุณโอ๊ตได้สอบถามกับเพื่อนว่ารถที่ไปจำนำเป็นยังไงบ้าง เพื่อนก็ไปถามกับเจ้าของที่รับจำนำแล้วได้ความว่า เค้าเอาไปบริจาควัดแล้ว เค้าบอกว่าต้องเอาไปบริจาค ไม่ไหวแล้ว ยามลาออกไปประมาณสี่ถึงห้าคนแล้ว อยู่ไม่ได้เลย และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

 

 

 

 

 

#ช่วยด้วย
เรื่องสยองขวัญจาก : THE SHOCK
เล่าโดย : คุณศักดิ์

เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสมัยปีสามสิบ คุณศักดิ์ได้ไปพากย์หนังที่โรงหนังแห่งนึงในจังหวัดระนอง ไปถึงช่วงเวลาประมาณบ่ายโมง ก็ได้เข้าไปเปิดห้องพักที่โรงแรมแห่งนึง ที่ชั้นห้า จังหวะที่คุณศักดิ์เปิดห้องเข้าไป คุณศักดิ์มีความรู้สึกว่าเหมือนเบียดใครเข้าไปสักคน แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรต่อ คุณศักดิ์วางของแล้วก็เข้าไปอาบน้ำ

ในระหว่างที่กำลังอาบน้ำ คุณศักดิ์มีความรู้สึกว่า เหมือนมีใครอยู่ในห้องนอน ก็เลยลองเปิดห้องน้ำออกมาดูสองสามครั้ง ก็ไม่เจออะไร จนอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย แต่งตัวเตรียมจะไปโรงหนัง เวลาประมาณหกโมงเย็น คุณศักดิ์เดินออกนอกห้องแล้วปิดประตูและล็อกห้อง ในระหว่างที่กำลังล็อกห้อง มีความรู้สึกว่าเหมือนมีคนอยู่ข้างในห้อง ก็เลยเปิดเข้าไปดู เห็นเหมือนเป็นเงาวูบผ่านหน้าคุณศักดิ์ออกมานอกห้อง

คุณศักดิ์มีความรู้สึกว่า มันไม่ค่อยจะดีแล้ว แต่ก็ไม่อยากคิดอะไรมาก ก็เลยปิดประตูล็อกตามเดิม แล้วหันไปทางซ้ายมือเพื่อที่จะเดินลงบันได แต่มีผู้ชายคนนึงยืนอยู่ที่บันไดแล้วมองมาที่คุณศักดิ์ คุณศักดิ์ก็ยิ้มให้ แต่เค้าก็ไม่ยิ้มตอบ คุณศักดิ์ก็เลยเดินลงบันไดไป แล้วหันกลับมามองอีกที ปรากฏว่าผู้ชายคนนั้นหายไปแล้ว มองหาจนทั่วก็ไม่เจอ

คุณศักดิ์ก็เลยหันกลับแล้วเดินลงบันไดต่อ แต่แล้วก็ได้ยินเสียงคนไขประตูห้องแล้วเปิดประตู คุณศักดิ์หันกลับไปมอง ก็เห็นผู้ชายคนนั้นเดินเข้าไปในห้องแล้วปิดประตู คุณศักดิ์ก็เลยเดินลงจนไปถึงข้างล่างแล้วก็นึกขึ้นได้ว่า ห้องที่ผู้ชายคนนั้นเข้าไปมันเป็นห้องของเรานี่หว่า คุณศักดิ์เลยรีบเดินกลับขึ้นไป กลัวว่าจะเป็นขโมย

พอถึงหน้าห้องก็ไขประตูแล้วถีบประตูเข้าไป ภายในห้องไม่มีอะไรเลย ทุกอย่างเหมือนเดิม คุณศักดิ์ก็เลยเดินไปถามที่เคาน์เตอร์ด้านล่างว่า กุญแจห้องเนี่ยมันมีกี่ดอก แล้วห้องนี้มันมีอะไรหรือป่าว พนักงานก็ได้แค่ตอบว่าไม่มีอะไร ตอนที่คุณศักดิ์กำลังคุยกับพนักงานอยู่ คุณศักดิ์ก็เห็นผู้ชายคนนั้นนั่งอยู่ที่โชฟา เป็นคนเดียวกันที่เจอที่บันได คุณศักดิ์ก็เลยคิดในใจว่าแล้วไป

ก็เลยรีบไปทำงาน พอไปถึงโรงหนัง คุณศักดิ์มีความรู้สึกว่าเหมือนมีอะไรเกาะหลังมา ตั้งแต่ที่ออกมากจากโรงแรม เวลาเดินมันเหมือนมีคนกระชาก แล้วรู้สึกหนักๆ คุณศักดิ์ไม่อยากคิดอะไรมากเพราะต้องไปทำงาน แต่พอคุณศักดิ์เดินไปไหว้เจ้าที่แล้วเดินเข้าโรงหนัง มันก็กลับเป็นปกติ ไม่รู้สึกอะไรแล้ว จนพากย์หนักจบ ทุกอย่างเป็นปกติเรียบร้อย คุณศักดิ์ก็เดินทางกลับที่พัก

ในระหว่างที่เดินทางกลับ ก็มีความรู้สึกว่าหนักที่ไหล่ทั้งสองข้าง ก็คิดในใจว่าสงสัยจะไม่สบาย พอถึงโรงแรมประมาณสี่ทุ่ม เดินเข้ามาในโรงแรม ก็เจอผู้ชายคนนั้นอีกแล้ว นั่งอยู่ที่โชฟาตัวเดิม ชุดเดิม แล้วมองมาที่คุณศักดิ์ คุณศักดิ์ก็เดินขึ้นบันไดไป ระหว่างที่เดินขึ้นบันได คุณศักดิ์หันกลับไปมอง ผู้ชายคนนั้นก็ยังมองมาที่คุณศักดิ์ พยายามมองตามคุณศักดิ์ตลอด

จนขึ้นมาถึงชั้นห้า ความรู้สึกหนักที่หัวไหล่ก็ยังไม่หายไป คุณศักดิ์คิดว่าแบบนี้มันไม่ค่อยดีแล้ว ก็เลยหยุดยืนอยู่ตรงที่พักบันได แล้วนึกในใจว่า ถ้าไม่ใช่อุปทาน ถ้าเป็นเรื่องจริง หรือมีอะไรจริง ถ้าคิดว่าจะมาขอส่วนบุญ อะไรที่เราทำไว้ก็ขออุทิศให้ แล้วถ้ามีอะไรก็มาบอกกัน

สักพักคุณศักดิ์ก็รู้สึกว่าดีขึ้น ไม่รู้สึกว่าหนักที่ไหล่แล้ว ก็คิดว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้จะไปทำบุญให้ แล้วก็เข้าห้องไป และเข้านอนปกติ ตื่นเช้าขึ้นมาในขณะที่สติยังเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น มันเหมือนกับว่าผู้ชายคนนั้นมายืนก้มหน้าอยู่ที่ปลายเท้าของคุณศักดิ์ คุณศักดิ์ก็ถามออกไปว่า “มีอะไรเหรอ” เค้าตอบกลับมาสองคำว่า “ช่วยด้วย” แล้วร่างนั้นก็หายไป

คุณศักดิ์ลุกขึ้นมานั่งคิดว่ามันคือฝันหรือเรื่องจริง แล้วก็ลุกขึ้นไปอาบน้ำ พออาบน้ำเสร็จก็แต่งตัวแล้วมานั่งสวมถุงเท้าบนเตียง แล้วก็ควานมือลงไปใต้เตียงเพื่อหารองเท้า เพราะเมื่อคืนคุณศักดิ์ดันลองเท้าเข้าไปไว้ใต้เตียง พอจับลองเท้าได้คุณศักดิ์ก็ดึงออกมา แต่มันดึงไม่ออกไม่รู้มันติดอะไร คุณศักดิ์ก็เลยยกเตียงขึ้น

ปรากฏว่ามีศพอยู่ในนั้น เป็นศพของผู้ชายที่คุณศักดิ์เจอที่หน้าห้อง ซึ่งคุณศักดิ์ได้นอนอยู่กับศพทั้งคืน คุณศักดิ์ก็เลยโทรลงไปข้างล่าง พนักงานก็ขึ้นมาดูแล้วก็แจ้งตำรวจ เป็นศพของชาวพม่า แล้วเมื่อก่อนชาวพม่าถูกฆ่าตายในโรงแรมแห่งนี้บ่อยมาก จนคนแถวนั้นชินกันหมดแล้ว

คุณศักดิ์ได้ข้อมูลมาว่า ผู้ที่ตายเป็นคนพม่าที่เข้ามาขายเพชรขายพลอย แล้วโดนฆ่าชิงทรัพย์ แล้วยัดศพไว้ใต้เตียง แล้วข้างๆศพเหมือนมีพงอะไรสักอย่างสีดำๆโรยอยู่รอบตัวศพ เหมือนเป็นการสะกดวิญญาณไว้ทำนองนี้ และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

 

 

 

#ปืนอาถรรพ์
เรื่องสยองขวัญจาก : THE SHOCK
เล่าโดย : คุณตั้ม

เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นที่บ้าน ในจังหวัดอุดรธานี เมื่อประมาณยี่สิบปีที่ผ่านมา สมัยที่คุณตั้มยังอายุสิบเอ็ดขวบ มีปืนกระบอกนึงในบ้าน คุณตั้มเห็นปืนกระบอกนี้มานานแล้ว พ่อของคุณตั้มก็เอามาเช็ดทำความสะอาดบ้าง แต่ทุกครั้งที่ทำความสะอาดเสร็จแล้ว คุณพ่อจะเอาวางไว้บนหิ้งพระ อยู่ตรงเสากลางบ้านชั้นสอง แล้วบนหิ้งพระจะไม่มีพระอยู่เลย ส่วนห้องพระก็จะแยกอยู่ต่างหาก

แล้วทุกครั้งที่คุณพ่อเอาปืนขึ้นไปไว้บนหิ้งพระ วันนั้นจะตรงกับวันพระ วันโกน และคืนนั้นจะได้ยินเสียง “ก๊อกๆ แก๊กๆ” มาจากบนหิ้งพระ ตอนเด็กๆคุณตั้มก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่ก็เคยถามคุณพ่ออยู่บ้าง แต่คุณพ่อก็ไม่เล่าให้ฟัง จนมาวันนึง ทุกครั้งที่คุณตั้มปวดปัสสาวะตอนกลางคืน คุณตั้มจะชวนคุณพ่อหรือชวนคุณแม่ไปด้วย แต่พออายุเริ่มเข้าสิบเอ็ดขวบ ก็เริ่มไม่อยากชวน

คืนนั้นคุณตั้มเลยไปคนเดียว เป็นคืนวันพระ เพราะวันนั้นคุณพ่อกับคุณแม่ซื้อดอกไม้ดอกบัวมาไว้พระ ก็ต้องเดินผ่านกลางบ้าน เพราะว่าห้องน้ำอยู่ชั้นล่าง จังหวะที่คุณตั้มเดินผ่านเสากลางบ้านที่มีหิ้งพระ คุณตั้มเหลือบขึ้นไปมอง ปรากฏว่าเห็นเงาคนดำๆนั่งยองๆอยู่บนหิ้งพระ แล้วแกว่งแขนไปด้วยทั้งสองข้าง แล้วหิ้งพระจะอยู่ค่อนข้างสูง เงาที่นั่งอยู่บนหิ้งพระก็จะเอียงคอ เพราะหัวติดกับเพดาน คุณตั้มตกใจมาก ปัสสาวะราดอยู่ตรงนั้นเลย ร้องไห้แล้ววิ่งไปหาคุณพ่อ

ตอนเช้าคุณพ่อก็เลยไปนิมนต์หลวงลุงซึ่งเป็นเจ้าของปืนกระบอกนี้ ให้มานำกลับไปที่วัด จากนั้นเหตุการณ์ในบ้านก็ปกติ จนคุณตั้มโตขึ้น คุณพ่อก็ได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนตอนที่หลวงลุงยังไม่ได้บวช หลวงลุงเป็นทหาร ไปรบในลาว แล้วได้ปืนกระบอกนี้มาจากคนอเมริกัน เป็นปืนพก แล้วมีเพื่อนคนนึง เป็นเขมรที่พอรู้วิชาอาคมบ้าง หลวงลุงก็ได้ให้เพื่อนท่านนี้ลงอักขระให้ที่ปืน ประมาณว่าจะให้มีผีสิงในปืน แล้วผีตนนั้นที่คุณตั้มเห็นตอนเป็นเด็ก ก็คือเหยื่อรายแรกที่โดนปืนกระบอกนี้ยิง แล้วจะเอาฟันของศพมาใส่ไว้ที่ประกับด้ามปืน แล้วก็ลงอักขระปิด

พอปัจจุบันที่อยู่ในสภาวะปกติ ไม่มีสงครามแล้ว ในวันพระวันโกน ก็จะมีเสียง “ก็อกๆ แก็กๆ” คุณพ่อก็ได้เล่าให้ฟังต่อว่า คุณพ่อก็เคยเจออยู่เกือบทุกวัน บางวันคุณแม่จะเอาพวงมาลัยมาคล้องหิ้งพระนี้ไว้ คุณพ่อก็จะเห็นเป็นลักษณะเงาคนออกมาลูบพวงมาลัย แต่ส่วนใหญ่เงาตนนี้จะอยู่แต่บนหิ้งพระ เกาะห้อยไปห้อยมาอยู่แต่ข้างบน ปัจจุบันปืนกระบอกนี้ถูกเอาไปโบกปูนติดไว้ข้างในอกพระพุทธรูปที่วัดแห่งที่ ในจังหวัดอุดรธานี

 

 

 

#ห้องซ่อนวิญญาณ
เรื่องสยองขวัญจาก : THE SHOCK
เล่าโดย : คุณยุ้ย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งแถวย่านเกษตรนวมินทร์ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา รีสอร์ทแห่งนี้จะเป็นกึ่งรีสอร์ทกึ่งโรงแรม มีอยู่สองตึก ตึกหนึ่งกับตึกสอง คุณยุ้ยกับแฟนได้เข้าไปพักที่ตึกสองชั้นสามห้องสามหนึ่งสอง เข้าไปพักในช่วงเวลาตีสี่ เกือบๆตีห้า พอเข้าไปในห้อง

ความรู้สึกแรกของคุณยุ้ยคือห้องมีอากาศเย็นมากๆ ทั้งๆที่ไม่ได้เปิดแอร์ไว้ รวมถึงหน้าต่างด้วย ที่หน้าแปลกก็คือประตูของตู้เสื้อผ้าถูกถอดออกไปทั้งสองบาน คุณยุ้ยจึงได้ขนของเข้าไปเก็บกับแฟนแล้วก็พักผ่อน จนเช้าของอีกวัน คุณยุ้ยกับแฟนก็ได้ออกไปทานข้าวข้างนอก จนกลับเข้าห้องพักมาประมาณหกโมง ก็ได้นั่งดูทีวีกับแฟนอยู่ในห้อง

คุณยุ้ยได้ถอดพวกเครื่องประดับต่างๆไว้บนหลังทีวี แต่ปรากฏว่าตุ้มหูและพวกของประดับที่วางอยู่บนทีวีก็ไหลตกลงพื้นหมด เหมือนมีคนเอามือไปวาดมันลงมา คุณยุ้ยกับแฟนนั่งมองหน้ากัน แต่ก็ไม่อยากคิดอะไรมาก เดินไปเก็บของ ปิดทีวีแล้วเข้านอน สักพักนาฬิกาของคุณยุ้ยที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งก็ได้ไหลตกลงบนพื้น

พอทั้งคู่เห็นเหตุการณ์ไม่ค่อยจะปกติ แฟนของคุณยุ้ยจึงได้พูดขึ้นมาทันทีว่า “ใคร นั่นใคร มีใครอยู่ในห้องนี้หรือป่าว ถ้าเกิดว่าอยู่ ก็ต่างคนต่างอยู่นะ” พอแฟนของคุณยุ้ยพูดจบ ก็มีเสียงคนเอามือลากไม้แขวนเสื้อที่อยู่ในตู้เสื้อผ้า คุณยุ้ยกับแฟนตกใจมาก แล้วสักพักเสื้อผ้าของคุณยุ้ยที่วางไว้ในตู้เสื้อผ้าก็ถูกปัดออกมามาด้านนอก คุณยุ้ยเลยบอกแฟนว่าให้ออกจากห้องกันเดี๋ยวนี้เลย ไม่นอนแล้ว

คุณยุ้ยกันแฟนจึงช่วยกันเก็บของเตรียมออกจากโรงแรม แต่ยังเก็บของกันไม่เสร็จ ผ้าม่านหลังห้องที่ปกติจะปิดอยู่ก็ถูกกระชากเปิดออกมาอย่างแรง คุณยุ้ยและแฟนจึงวิ่งลงมาข้างล่างทันที และไปเช็คเอาท์ออกที่เคาน์เตอร์ด้านล่าง พนักงานตกใจมาก และถามถึงสาเหตุ เพราะยังไม่ถึงเวลาเช็คเอาท์ออกของทั้งคู่

แฟนของคุณยุ้ยก็เลยเล่าให้ฟัง และถามว่าในห้องนั้นมันมีเหตุการณ์อะไรหรือป่าว แต่พนักงานก็บอกว่าไม่มีอะไร วันรุ่งขึ้น ด้วยความสงสัยของคุณยุ้ยและแฟน จึงได้ไปถามช่างประจำโรงแรม ซึ่งแฟนของคุณยุ้ยพอที่จะรู้จักอยู่บ้าง เค้าบอกว่า ห้องนี้เคยมีผู้ชายโดนฆ่าจากที่ไหนไม่ทราบ แล้วเอาศพไปใส่ไว้ในตู้เสื้อผ้า ทางโรงแรมก็ไม่ได้ทำพิธีอะไรให้เลย

แล้วย้อนกลับไปตอนที่กำลังก่อสร้างโรงแรมแห่งนี้ คนงานก็ถูกฆ่าตายสามคน และทิ้งศพไว้ในบริเวณก่อสร้าง หลังจากที่คุณยุ้ยและแฟนทราบเรื่องก็ได้เล่าเรื่องนี้ให้น้องที่รู้จักฟัง ซึ่งน้องคนนี้ชอบลองของ ก็ได้เข้าไปติดต่อโรงแรมและขอเข้าพักที่ห้องสามหนึ่งสอง ที่คุณยุ้ยและแฟนเคยเข้าไปพัก ทางโรงแรมก็อนุญาต

หลังจากนั้นประมาณสามวัน น้องก็มาเล่าให้คุณยุ้ยฟังว่า ห้องนั้นเย็นมากๆ ทั้งๆที่ไม่ได้เปิดแอร์ และประมาณตีห้า น้องได้ยินเสียงเคาะตู้เสียงผ้า ปึ้งๆๆ น้องของคุณยุ้ยก็ไม่ได้สนใจแล้วก็นอนต่อ จนตื่นมาประมาณสิบเอ็ดโมง ของที่วางไว้หน้าตู้เครื่องแป้งถูกกวาดลงมาที่พื้นหมด รวมทั้งเสื้อผ้าที่อยู่ในตู้เสื้อผ้าด้วย พอน้องเห็นแบบนั้นก็เลยเก็บของแล้วออกจากโรงแรมทันที และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

 

 

 

#มุมมืดในสตูดิโอ
เรื่องสยองขวัญจาก : THE SHOCK
เล่าโดย : คุณปอง

เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสตูดิโอแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในห้างสรรพสินค้า เมื่อประมาณสี่ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่คุณปองกำลังหางานทำ แล้วจังหวะมีพี่ชายที่งานเป็นฟรีแลนซ์ของบริษัทหนึ่ง พี่ชายจึงดึงคุณปองเข้าทำงานด้วยกัน คุณปองเห็นว่าเงินมันค่อนข้างดี ก็เลยเข้าไปทำด้วย แล้วก็ได้มีงานถ่ายรายการเข้ามางานหนึ่ง ซึ่งถ่ายตอนเช้า

คุณปองและพี่ชายจึงต้องเข้าไปเซ็ตไฟกันตอนกลางคืน แล้วก็ต้องนอนค้างที่สตูดิโอ ตอนแรกที่คุณปองเข้ามาในสตูดิโอแห่งนี้ก็มีความรู้สึกแปลกๆ บรรยากาศมักจะดูอึมครึม อึดอัด ทั้งๆที่ไฟก็สว่าง ตอนที่กำลังเซ็ตฉากกัน คุณปองก็ได้ไปเซ็ตเรื่องไฟ และผ้าดำที่ต้องคลุมฉากอีกทีนึง พี่ชายของคุณปองก็ได้บอกว่า ให้ขึ้นไปข้างบน แล้วคอยเกี่ยวผ้าดำแล้วจัดแสงไฟข้างบน

คุณปองก็ตอบว่าทำไมต้องเป็นเราด้วย เพราะด้านบนมืดมาก คุณปองก็เลยเกิดอาการกลัวขึ้นมา พี่ชายก็เลยให้เพื่อนขึ้นไปด้วยอีกคนนึง คุณปองก็เลยขึ้นไปกันสองคน ด้านบนจะมืดมาก เพราะไม่มีไฟเลย คุณปองจะอยู่ตรงกลาง แล้วเพื่อนอีกคนจะอยู่ข้างหน้าคุณปอง แล้วจังหวะที่กำลังขึงผ้าอยู่ หางตาของคุณปองเห็นอะไรบางอย่างผ่านไปทางขวามือ คุณปองก็เลยลองเรียกเพื่อนแล้วถามอยู่ตรงไหน เพราะมืดมากจนมองกันแทบไม่เห็น เพื่อนก็ได้ตอบว่าอยู่ข้างหน้านี่ไง

คุณปองก็เลยพยายามทำเฉยๆไว้ แล้วขึงผ้าดำต่อ แล้วก็มาแขวนไฟ หางตาของคุณปองก็เห็นอะไรบางอย่างวิ่งผ่านไปทางขวาอีกแล้ว ด้วยความที่อยากรู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ ก็พยายามเพ่งมองเข้าไปในความมืด เห็นเป็นร่างคนตัวใหญ่ยืนอยู่ตรงมุมห้องแล้วมองมาที่คุณปอง พอคุณปองเห็นแบบนั้นก็เลยรีบหันหน้าหนี แล้วคิดในใจว่ามันไม่น่าจะดีแล้ว คุณปองลองชำเลืองมองดู ก็ยังเห็นเงาร่างใหญ่นั้นยืนอยู่ที่เดิม

คุณปองไม่มีทางเลือกนอกจากต้องตั้งไฟต่อให้เสร็จก่อน จนเวลาล่วงไปประมาณตีหนึ่ง เงานั้นก็ยังยืนอยู่ที่เดิม คุณปองก็เลยตะโกนลงไปหาพี่ข้างล่างว่าขอลงไปแล้วได้มั้ย พี่ก็ถามว่ามีอะไร คุณปองก็บอกว่าปวดท้อง พี่จึงให้คุณปองลงมา แล้วให้เพื่อนขึ้นไปแทน พอคุณปองลงมาก็ได้แต่นั่งอยู่กับพี่ ไม่กล้าไปไหนเลย จนพี่ถามว่าเป็นอะไร คุณปองก็นั่งมองหน้าพี่ชาย เหมือนว่าพี่จะรู้ เพราะทำงานที่นี่มานานแล้ว

พี่ก็เลยบอกว่า ไม่มีอะไรหรอก เราอย่าไปมองเค้า คิดซะว่าเรามาดี มาทำงานของเรา เวลาประมาณตีสอง คุณปองก็ได้ไปอาบน้ำที่หลังสตูดิโอ ก็เห็นศาลเจ้าที่อยู่หลังหนึ่ง คุณปองจึงได้หาธูปไปไหว้ แล้วก็เข้าห้องนอน เวลาประมาณตีสาม ทุกคนเข้านอนหมดแล้ว แต่คุณปองยังนอนไม่หลับก็เลยเปิดโคมไฟเล็กๆ บนหัวนอนแล้วอ่านหนังสือการ์ตูน

จังหวะที่คุณปองมองขึ้นไปด้านบนก็เห็นเงาดำๆ ร่างใหญ่ เกาะอยู่บนเพดานห้อง คุณปองคิดว่าอยู่ต่อไปไม่ไหวแล้ว อยากกลับบ้าน แต่ทางออกจากสตูดิโอมืดมาก และห้องนี้ก็อยู่ชั้นสาม จึงได้ชวนพี่ชายที่นอนข้างๆ กลับบ้านกันดีกว่า แต่พี่ชายก็บอกว่าให้นอนที่นี่แหละ คุณปองเลยจำเป็นต้องนอนที่นี่ต่อ เงาสีดำที่เกาะอยู่ข้างบนก็ยังอยู่แบบนั้นจนคุณปองเผลอหลับ

หลังจากผ่านมาหลายวัน คุณปองจึงได้ถามพี่ชายว่าเคยเห็นมั้ย พี่ชายก็บอกว่าเคย แต่ไม่ได้ลบหลู่เค้า ก็ทำงานไปปกติ หลังจากนั้นคุณปองก็ยังเห็นอีกเรื่อยๆ จนชิน เพราะต้องทำงานอยู่ในที่แห่งนั้น และคุณปองมาทราบเรื่องหลังจากทำงานอยู่ที่นี่ได้ไม่นานว่า มีผู้ชายคนมากระโดดตึกตาย และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

 

 

 

#อาถรรพ์ต้นโพธิ์
เรื่องเล่าสยองขวัญจาก : THE SHOCK
เล่าโดย : คุณหนุ่ม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ถนนหน้าศาลอาญารัชดา เมื่อประมาณหนึ่งปีก่อน คืนนั้นคุณหนุ่มกลับมาจากงานไหว้พระพิฆเนศ โดยมีพี่สาวและแฟนนั่งกลับมาด้วย คุณหนุ่มขับรถมาจนใกล้จะถึงถนนหน้าศาลอาญา คุณหนุ่มมีความรู้สึกว่า เหมือนทางข้างหน้ามันแปลกๆ ดูไม่คุ้นตาทั้งๆที่ขับผ่านมาทางนี้หลายครั้งแล้ว และเห็นคนใส่ชุดสีดำอยู่ข้างถนนเยอะมาก

และมีอยู่คนหนึ่งยืนอยู่เกาะกลางถนนกำลังโบกรถให้คุณหนุ่มผ่านไป คุณหนุ่มก็คิดว่าสงสัยจะมีอุบัติเหตุอะไรสักอย่าง แล้วสักพักคุณหนุ่มก็รู้สึกเหมือนกับว่าสติได้หลุดไปช่วงหนึ่ง และได้ยินเสียงกรี้ดมาจากรอบด้าน แล้วแฟนของคุณหนุ่มก็จับพวกมาลัยรถหัก คุณหนุ่มได้ลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นว่ารถกำลังจะปีนขึ้นเกาะกลางถนน คุณหนุ่มจึงรีบหักพวงมาลัยให้รถกลับเข้ามาในเลนเหมือนเดิม ทุกคนในรถถามด้วยความตกใจว่าเป็นอะไร หลังจากที่คุณหนุ่มกลับมามีสติก็มองเห็นต้นโพธิ์ที่อยู่เกาะกลางถนน

คุณหนุ่มก็คิดว่า ถ้าเกิดหักรถกลับมาเข้าเลนไม่ทันคงได้เอารถไปเจิมกับต้นโพธิ์ต้นนี้แน่ คุณหนุ่มจอดรถทันทีแล้วเปลี่ยนให้แฟนมาขับต่อ และนั่งคิดทบทวนว่ามันเกิดอะไรขึ้น หลังจากนั้นคุณหนุ่มจึงได้ไปค้นประวัติของต้นโพธิ์ในสถานที่ตรงนั้นมาก็ได้ความว่า ทางโค้งตรงนั้นเหมือนจะไม่อันตราย เพราะมันไม่ใช่โค้งหักศอก แต่มักจะเกิดอันตรายหรืออุบัติเหตอยู่บ่อยๆ และรถมาหลุดโค้งตรงนี้กันบ่อยมาก

มีผู้คนและดาราที่มีชื่อเสียงไปเกิดอุบัติเหตุ ณ จุดนี้อยู่หลายคน โค้งตรงนี้จึงได้ชื่อว่าโค้งร้อยศพ ผู้คนมักจะเห็นเป็นผู้หญิงยืนอยู่ที่เกาะกลางถนน จังหวะที่รถใกล้จะขับผ่านไป ผู้หญิงคนนั้นก็ได้วิ่งไปกลางถนน ทำให้คนขับรถตกใจและหักหลบจนเกิดอุบัติเหตุ

บางคนที่ขับรถผ่านก็เห็นเป็นเด็กตัวเล็กๆกำลังปีนเล่นห้อยโหนอยู่บนต้นโพธิ์ในเวลากลางดึก และตรงนั้นจะมีสะพานลอย ถ้ามีคนขึ้นไปเดินอยู่ข้างบน เงาจะสะท้อนลงมาที่ถนน จนเห็นเป็นเงาคนตัวสูงๆ เวลาที่รถวิ่งผ่านมาก็อาจจะทำให้ตกใจและคุมสติกันไม่อยู่ แต่บางคนก็เล่าว่าช่วงนั้นก็ไม่ได้มีคนเดินอยู่บนสะพานลอย แต่ก็ยังเห็นเงาดำใหญ่ๆพาดอยู่กลางถนน และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

 

 

 

#เพื่อนพาหลอน
เรื่องเล่าสยองขวัญจาก : THE SHOCK
เล่าโดย : คุณกวาง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ร้านเสริมสวยแห่งนึงแถวอนุสาวรีย์ชัย คุณไก่ เพื่อนของคุณกวางได้เซ้งร้านมาอีกที ซึ่งเจ้าของเดิมได้เปิดร้านเสริมสวยอยู่ไม่กี่วัน แล้วก็ได้รีบเซ้งร้านให้คุณไก่ด้วยราคาที่ถูกจนน่าตกใจ หลังจากนั้นคุณไก่ก็ได้ไปดูดวงกับหมอดู ซึ่งหมอดูก็คือคุณแม่ของคุณกวาง แล้วก็ถูกทักว่า มีผู้หญิงลักษณะแบบนี้อยู่ในร้าน ผูกคอตายที่ขื่อตรงกลางร้าน ซึ่งคุณไก่ก็เหมือนจะไม่ค่อยเชื่อ

แล้วมีอยู่วันหนึ่ง คุณไก่ได้นอนในร้าน แล้วเห็นผู้หญิงใส่ชุดคลุมท้องสีขาว มายืนชะโงกหน้ามองอยู่แถวๆ บันไดขึ้นชั้นสอง คุณไก่ก็ตกใจ วันต่อมาจึงได้กลับไปหาหมอดู หมอดูก็บอกว่าคนนั้นแหละที่ผูกคอตายในร้าน หมอดูก็แนะนำว่าลองทำบุญไปให้เค้าดู คุณไก่จึงได้ไปทำบุญที่วัดโดยมีคุณกวางไปด้วย หลังจากนั้นคุณไก่ก็ไม่เคยเห็นอะไรอีกเลย

แต่เหตุการณ์กลับมาเกินขึ้นกับคุณกวางแทน ช่วงเวลาประมาณสองทุ่ม พี่สาวของคุณกวางได้เห็นเด็กวิ่งอยู่ในบ้าน ทั้งๆ ที่บ้านของคุณกวางไม่ได้มีเด็ก คุณกวางก็แปลกใจว่าเค้าจะเข้ามาได้ยังไง ที่บ้านก็มีศาลพระภูมิ แล้วแม่ของคุณกวางก็บอกว่าเค้าตามคุณไก่เข้ามา เพราะตอนที่ไปทำบุญกัน คุณไก่ได้เข้ามาในบ้านของคุณกวาง

หลังจากนั้นไม่นาน แฟนของพี่สาวคุณกวางมาบอกว่า มีความรู้สึกเหมือนใครไม่รู้มาตบหัว ทั้งๆ ที่ไม่มีใคร คุณกวางไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยพูดออกมาว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้จะไปทำบุญให้อีก แล้วคืนนั้น ช่วงเวลาประมาณตีสี่ คุณกวางตื่นขึ้นมา เห็นผู้หญิงแต่งชุดสีขาว ยืนอยู่หน้าบ้าน ซึ่งลักษณะของผู้หญิงคนนี้จะตรงกับที่คุณไก่เคยเล่าให้ฟัง

คุณกวางก็เลยเดินลงไปหาที่หน้าบ้าน ก็ได้เห็นว่าผู้หญิงคนนี้สวยมาก แต่งตัวดี แล้วคุณกวางก็พูดว่า “ได้ทำบุญไปให้แล้วนะ” จากนั้นก็หันหลังแล้วเดินเข้าบ้าน ผู้หญิงคนนั้นก็พูดขึ้นมาว่า “เดี๋ยวก่อน” คุณกวางจึงหันกลับไปมอง จากผู้หญิงที่หน้าตาสวยมาก แต่งชุดสวยๆ ตอนนี้กลายเป็นผู้หญิงหน้าตาซีดเซียว และมีเลือดไหลออกจากท้องไม่หยุด คุณกวางตกใจมาก วิ่งหนีเข้าบ้าน

แล้วเค้าก็พูดว่า “จะฆ่าแก จะเอาแกไปอยู่ด้วย” แล้วก็วิ่งเข้ามาหาคุณกวาง คุณกวางทำอะไรไม่ถูกจึงยืนสวดมนต์นึ่ง แล้วผู้หญิงคนนั้นก็พูดว่า “ท่องไปเถอะ ไม่กลัวหรอก” แล้วคุณกวางก็นึกถึงคำพูดของคุณแม่ว่าถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็ให้ลองนึกถึงพระพุทธเจ้า คุณกวางจึงทำตาม อยู่ๆ ผู้หญิงคนนั้นก็กรีดร้องออกมาดังมากแล้วก็หายไป แล้วคุณกวางก็สะดุ้งตื่น ก็เลยได้ไปทำบุญให้เค้าที่วัดอีกครั้งหนึ่ง แล้วตอนนอนก็ฝันเห็นผู้หญิงคนนั้นมาบอกว่าไม่รับ แต่จะเอาคุณกวางไปอยู่ด้วย จนสุดท้าย คุณกวางตัดสินใจไปบวชชีพราหมณ์เจ็ดวัน

หลังจากคุณกวางบวชเสร็จแล้วกลับมาบ้าน ก็ได้ฝันเห็นผู้หญิงคนนั้นมาบอกว่าขอบคุณนะ นี่แหละที่เค้าต้องการ หลังจากนั้นก็ไม่เจออีกเลย คุณกวางจึงไปถามเจ้าของร้านคนเก่าว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร เจ้าของร้านบอกว่าผู้หญิงคนนี้อายุสามสิบกว่าๆ ไปผูกคอตายตรงขื่อกลางร้าน เพราะแฟนทิ้ง และไม่มีเงินทำคลอด และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

 

 

 

#โค้งน้ำผีดุ
เรื่องเล่าสยองขวัญจาก : THE SHOCK
เล่าโดย : คุณสุจินต์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อห้าปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่คุณสุจินต์กำลังหางานทำ จึงได้ไปขอพักอยู่กับญาติ ที่พระนครศรีอยุธยา ญาติมีอาชีพขายผักในตลาด โดยขนผักขึ้นเรือ แล้วพายเรืแไปขายในตลาด

ช่วงนั้นเป็นช่วงน้ำท่วม คุณสุจินต์พักอาศัยอยู่ที่บ้านญาติได้สองวัน จึงออกหางานทำ มีอยู่วันนึง หลานของคุณย่า ที่ปกติจะพายเรือไปขายพักกับคุณย่าที่ตลาด เกิดไม่สบาย คุณสุจินต์จึงได้อาสาไปช่วยแทน

วันนั้นตรงกับวันพระใหญ่ คุณสุจินต์ก็ได้ออกไปขายผักกับคุณย่ากันแต่เช้า จนเวลาหกโมงเย็น ก็ได้ขายผักจนหมด จึงได้พายเรือกลับ แต่ขากลับจะต้องพายเรือทวนน้ำขึ้นมา และช่วงนั้นเป็นช่วงน้ำท่วม

จนเวลาประมาณหนึ่งทุ่ม คุณสุจินต์ก็พายเรือจนไกล้จะถึงหลังวัด ซึ่งจะมีโค้งน้ำอยู่ที่หลังวัดพอดี ตรงนั้นจะมีต้นยางสองต้น สูงมาก และริมฝั่ง ชาวบ้านจะสุมไฟให้วัว โค้งน้ำแถวนั้นจึงเต็มไปด้วยหมอกควัน พอคุณสุจินต์พายไปถึงที่โค้งน้ำ ก็รู้สึกว่าตรงนี้น้ำนิ่งมาก ปกติช่วงที่น้ำขึ้นแบบนี้น้ําจะเชี่ยว จุดอื่นๆตั้งแต่ที่ออกมาจากตลาด น้ำก็ไหลเป็นปกติ

คุณสุจินต์พายเรือไปได้สักพัก หางตาก็เห็นเหมือนมีอะไรเคลื่อนไหวอยู่แถวๆต้นยาง จึงได้หันไปดู ปรากฏว่าเห็นขาคนห้อยยาวลงมาจนถึงพื้น คุณสุจินต์จึงมองขึ้นไปบนต้นยาง เห็นผู้หญิงห่มสไบสีเขียว หน้าขาวๆ กำลังร้องเพลงกล่อมเด็กอยู่บนต้นไม้ ใช้ผมมัดกับต้นไม้ทำเป็นเปลนอน แล้วให้เด็กนอนบนผม แล้วแกว่งไปมา

คุณสุจินต์ตกใจมากจนทำอะไรไม่ถูก คุณย่าเลยเอาไม้พายมาสะกิตหลัง แล้วบอกให้เฉยๆไว้ แล้วให้พายเรือต่อ จนกลับมาถึงบ้าน คืนนั้นคุณสุจินต์นอนไม่หลับทั้งคืน เสียงผู้หญิงกล่อมเด็กยังดังวนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลา

จนเช้าของอีกวัน คุณย่าจึงพาคุณสุจินต์ไปรดน้ำมนต์ที่วัด ซึ่งเป็นวัดที่คุณสุจินต์ได้พายเรือผ่านมาเมื่อวาน คุณสุจินต์จึงได้เข้าไปถามหลวงพ่อ ถึงเหตุการณ์ที่ตนเองได้เจอมา

หลวงพ่อท่านก็เล่าให้ฟังว่า ตอนที่ท่านมาอยู่ที่วัดแห่งนี้ใหม่ๆ ท่านก็เคยเจอ ช่วงเวลาตีห้าตอนที่ออกไปบิณฑบาต ก็เห็นผู้หญิงห่มสไบคนนี้ยืนอุ้มลูกอยู่ตรงหน้าเมรุ หลวงพ่อจึงได้ถามออกไปว่ายังเช้าอยู่เลย โยมมาทำอะไร แต่ผู้หญิงคนนั้นไม่ตอบ หันหลังแล้วก็วิ่งขึ้นไปบนปล่องเมรุที่สูงเกือบสิบเมตร แล้วหายเข้าไปในปล่อง

หลวงพ่อท่านก็บอกว่า เค้าจะออกมาให้เห็นในช่วงวันพระ และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

 

 

 

#หอพักพิศวง
เรื่องเล่าสยองขวัญจาก : THE SHOCK
เล่าโดย : คุณเอิก

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่หอพักแห่งหนึ่ง ในจังหวัดราชบุรี เมื่อประมาณสี่ปีที่แล้ว คุณเอิกได้เรียนอยู่ปีหนึ่ง ทางมหาลัยได้มีกฎว่า นักศึกษาปีหนึ่งจะต้องพักที่หอพักของทางมหาลัย หอพักแห่งนี้มีทั้งหมดสามชั้น คุณเอิกได้ห้องชั้นล่างกับเพื่อนอีกหนึ่งคน ห้องอยู่ติดกับริมถนน

ภายในห้องจะมีเตียงสองชั้นอยู่สองหลัง จึงได้แบ่งเตียงนอนกับเพื่อนคนละหลัง และมีตู้เสียงผ้าคนละตู้ แต่ว่าคุณเอิกกับเพื่อนขนเสื้อผ้ามาเยอะมาก จนไม่พอใส่ตู้ บนชั้นสามของหอพัก จะมีห้องซักรีดอยู่ และมีตู้เสื้อผ้าอยู่ในห้องนั้นหลายตู้ คุณเอิกก็เลยคุยกับเพื่อนว่า ถ้าวันไหนปลอดคนเมื่อไหร่ เดี๋ยวขึ้นไปช่วยกันยกตู้เสื้อผ้าลงมาอีกคนละตู้

ช่วงพักเที่ยงของอีกวัน คุณเอิกกับเพื่อนก็ได้กลับมาที่หอพัก และได้ไปช่วยกันยกตู้เสื้อผ้าลงมาอีกตู้หนึ่ง เสร็จแล้วก็กลับไปเรียนตามเดิม จนถึงตอนเย็น รุ่นพี่ได้พาไปไว้ศาลพระภูมิหน้าหอพัก แล้วก็กลับมาพักผ่อนกัน

จนเวลาประมาณตีหนึ่ง คุณเอิกได้ยินเสียง กึกๆ ออกมากจากตู้เสียงผ้า คุณเอิกคิดว่าคงจะเป็นหนูวิ่งไล่กัน แต่ก็คิดอีกว่าตู้เสียงผ้าพึ่งจะยกลงมา จะมีหนูเข้าไปอยู่ได้ยังไง คุณเอิกจึงเดินเข้าไปดู ก็เห็นประตูตู้เสื้อผ้ามันเปิดอยู่ เลยเอาโซ่เล็กๆมาคล้องไว้

คืนที่สองเวลาประมาณตีหนึ่ง เกือบตีสอง คุณเอิกก็ได้ยินเสียงอีกแล้ว แต่เสียงมันถี่ขึ้นกว่าคืนแรก ดังแบบรัวๆ คุณเอิกก็งง เพราะว่าได้ล็อกตู้เสื้อผ้าแล้ว ก็เลยลุกไปเปิดประตูตู้เสื้อผ้าทิ้งไว้ แล้วเสียงก็ไม่ดังอีก คุณเอิกงงมากว่ามันเป็นอะไร อยากเรียกให้เพื่อนมาช่วยกันดู แต่เพื่อนก็หลับไปแล้ว

จนคืนที่สาม คุณเอิกได้เปิดตู้ทิ้งไว้เลย เสียงนั้นก็ไม่ดังขึ้นอีก จนเวลาประมาณตีสาม เกือบๆตีสี่ คุณเอิกรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา จึงได้พยายามหลับต่อ แล้วนอนตะแคงหันหน้าไปทางเตียงของเพื่อน ซึ่งอยู่อีกฝั่งของห้อง เพื่อนจะนอนอยู่ชั้นสองของเตียง

ในห้องมืดมาก คุณเอิกเหมือนจะเห็นอะไรบางอย่าง อยู่บนเตียงของเพื่อนตรงชั้นหนึ่ง ลักษณะขาวๆมัวๆ จึงพยายามเพ่งมอง พอจังหวะรถสวนมาที่ถนน แล้วสาดแสงไฟหน้ารถเข้ามาในห้อง คุณเอิกเห็นเป็นผู้หญิงผมยาวไม่สวมเสื้อผ้า นั่งกอดเข้าอยู่บนเตียงของเพื่อน

ซึ่งเป็นช่วงจังหวะแค่แปบเดียวที่เห็น เพราะแสงไฟหน้ารถจากถนน คุณเอิกหยุดหายใจไปชั่วขณะหนึ่ง แล้วหันหลังเข้ากำแพง คลุมโปงจนถึงเช้า เวลาแปดโมง เพื่อนก็ได้มาปลุก แล้วถามว่าไม่ไปเรียนหรือไง คุณเอิกก็ได้ถามเพื่อนว่าเมื่อคืนเห็นอะไรมั้ย เพื่อนก็บอกว่าไม่ได้เห็นอะไร

คุณเอิกจึงรีบลุกไปอาบน้ำ แล้วไปเรียน วันนั้นทั้งวัน คุณเอิกพยายามคิดว่า สิ่งที่เห็นมันคืออะไร เราตาฝาด หรือว่ากำลังฝันอยู่ จนถึงตอนกลางคืน และคืนนั้น คุณเอิกนอนไม่หลับ จนถึงเวลาประมาณตีหนึ่ง เสียงจากตู้เสื่อผ้าก็ดังขึ้นอีก

คุณเอิกคิดว่า วันนี้เป็นไงเป็นกัน จะไม่หลับเด็ดขาด จึงได้ลองพยายามมองดูที่เตียงของเพื่อน พอไปรถจากถนนฉายเข้ามา ก็เห็นผู้หญิงคนเดิม ท่าเดิม นั่งอยู่บนเตียงของเพื่อน คุณเอิกแน่ใจแล้วว่าไม่ได้ตาฝาด จึงกระโดดลงจากเตียงชั้นสอง แล้ววิ่งออกจากห้องไปนอนห้องของเพื่อนข้างๆ เพื่อนห้องข้างๆก็งง แล้วถามว่าทำไมไม่นอนที่ห้อง คุณเอิกบอกว่าเดี๋ยวค่อยเล่าตอนเช้า

ตอนเช้ามาเพื่อนที่นอนห้องเดียวกับคุณเอิกก็เดินมาถามว่าทำไมเมื่อคืนถึงไม่นอนในห้อง คุณเอิกก็เลยเล่าสิ่งที่เจอมาให้เพื่อนฟัง เพื่อนได้ฟังแล้วก็เงียบไปสักพัก แล้วก็บอกว่า เค้าก็เจอเหมือนกัน แล้วก็อยากวิ่งหนีเหมือนกัน แต่มันวิ่งไม่ได้ เพราะผู้หญิงคนนั้นดึงขาไว้อยู่

ก็เลยมาคุยกันว่าที่เจอนั่นมันคืออะไร จึงตัดสินใจไปถามแม่บ้าน แม่บ้านก็เลยขอเข้าไปดูในห้อง พอแม่บ้านเห็นตู้เสื้อผ้า ก็ถามออกมาว่าไปยกตู้นี้มาจากไหน คุณเอิกก็บอกว่ายกมาจากชั้นสาม แม่บ้านก็เลยบอกให้ขยับตู้ออกมา คุณเอิกกับเพื่อนจึงช่วยกันลากตู้ออกมา แล้วปรากฏว่าเจอผ้ายันต์สีแดงติดอยู่ที่หลังตู้ ทั้งๆที่ตอนยกลงมาจากชั้นสาม ก็ไม่เห็นจะมีของแบบนี้ติดอยู่

แม่บ้านเล่าว่า ตู้เสื้อผ้าตู้นี้ ถูกยกออกมาจากหอหญิงเมื่อยี่สิบปีก่อน มีนักศึกษาหญิงเข้าไปผู้คอตายในตู้นี้ เพราะโดนนักศึกษาชายจากหอพักแห่งนี้ แอบเข้าไปข่มขืนในตอนที่เค้าอยู่ห้องคนเดียว จนผ่านไปหลายวัน รูมเมทของเค้าก็สงสัยว่าเค้าหายตัวไปไหน และได้กลิ่นออกมาจากในตู้เสื้อผ้า แต่ก็เปิดไม่ออก จึงเรียกคนมาช่วยกันงัด พองัดออกมาก็พบศพของผู้หญิงผูกคอตายในนั้น ทางมหาลัยจึงได้ให้ภารโรงยกตู้เสื้อผ้าตู้นี้ไปทิ้ง

แม่บ้านก็ถามคุณเอิกว่าไปยกตู้นี้มาจากไหน คุณเอิกก็ตอบว่า ยกมาจากชั้นสาม เพราะเห็นบนนั้นมีตู้อยู่หลายใบ จึงได้ยกลงมาสองตู้ แม่บ้านก็หน้างงๆ แล้วบอกว่า ชั้นสามมันไม่มีตู้เสื้อผ้า คุณเอิกก็เลยพาแม่บ้านขึ้นไปดูที่ชั้นสาม

พอขึ้นมาถึงชั้นสามกัน คุณเอิกรู้สึกจุกที่ท้องขึ้นมาทันที ตู้ที่ก่อนหน้านี้ คุณเอิกและเพื่อนเห็นว่ามันตั้งเรียงกันอยู่หลายใบ ตอนนี้มีแต่พื้นที่โล่งๆ แม่บ้านก็บอกว่าตู้ถูกยกเอาไปใช้ในห้องหมดแล้ว ก่อนที่จะมีนักศึกษาเข้ามาอยู่เสียอีก

หลังจากนั้นแม่บ้านก็ได้ขอตู้เสื้อผ้าที่คุณเอิกกันเพื่อนไปยกลงมาคืน แล้วก็แจ้งไปทางมหาลัย ทางมหาลัยจึงได้เอาตู้ใบนี้ไปบริจาคที่ไหนต่อก็ไม่ทราบ และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

 

 

 

#เขามาทวงดอกเข็ม
เรื่องเล่าสยองขวัญจาก : THE SHOCK
เล่าโดย : คุณวา

เหตุการณ์นี้เกินขึ้นเมื่อประมาณยี่สิบหกปีที่ผ่านมา คุณวามีพี่น้องทั้งหมดเจ็ดคน ตอนที่คุณแม่คลอดลูกคนสุดท้องออกมา แม่เหมือนจะอาการไม่ค่อยดี หมอตำแยจึงให้ไปหาดอกเข็ม เพื่อมาทำเป็นยากินและยาทา คุณแม่จึงสั่งให้พี่สาวคนที่สามไปหาดอกเข็มมา พี่สาวก็ได้ไปหาตามแถวๆบ้าน แต่ก็หาไม่เจอ

ก็เลยเดินเข้าไปหาในวัดต่อ แล้วได้เข้าไปถามเจ้าอาวาส ท่านก็บอกว่าในวัดนี้ไม่มีหรอก พี่สาวจึงเดินหาไปทั่ว จนไปเจอเข้าตรงที่หลังโกดังเก็บศพ จึงได้เด็ดกลับเอามาให้คุณแม่ แต่พี่สาวไม่ได้บอกว่าไปเอามาจากที่ไหน แล้วเอาแต่บ่นว่าปวดไหล่มาก ปวดคอมาก

แต่คุณแม่ก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะคิดว่ามันเป็นอาการปวดเมื่อยปกติ หลังจากหมอตำแยมาทำยาให้แม่เอาไว้ทาเสร็จแล้ว ตกตอนกลางคืน เวลาประมาณสามทุ่ม คุณแม่กำลังจะเข้านอน ก็ได้ยินเสียงตู้ที่เอาไว้ตั้งโชว์ถ้วยแก้วเขย่าดังมาก

แม่ตกใจมาก จึงรีบออกไปดู แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้วยแก้มยังคงอยู่ปกติดี เลยคิดว่าหน้าจะหูฝาดไป จึงได้เข้านอนต่อ แล้วคุณแม่ได้ฝันว่า มีผู้หญิงกับผู้ชายสองคน อายุประมาณยี่สิบปลายๆ ใส่ชุดคนจีน พาลูกๆของคุณแม่มาตีลังกาเล่นให้คุณแม่ดู

คุณแม่ฝันอยู่แบบนี้อยู่ประมาณห้าถึงหกวัน และจะได้ยินเสียงตู้สั่นทุกคืน ของช่วงเวลาประมาณตีห้า และคืนที่เจ็ด คุณยายตื่นขึ้นมาทำกับข้าวตอนตีสี่ เพราะขายอาหารตามสั่ง แต่วันนั้นประมาณตีสาม คุณแม่ได้กลิ่นควัน นึกว่าวันนี้คุณยายตื่นมาทำกับข้าวเร็วกว่าทุกวัน จึงไม่ได้สนใจและนอนต่อ

จนสักพัก ก็ได้ยินเสียงคุณยายโวยวายลั่นบ้าน แล้วบอกกับคุณแม่ว่าทำไมนอนไม่รู้เรื่องเลย ไฟจะคลอกตายอยู่แล้ว คุณแม่จึงรีบลุกขึ้นมาดู ก็เห็นว่าไฟใหม่เตียงที่ตนเองนอนอยู่ จนเกือบจะลามมาถึงตัวของคุณแม่ เพราะว่าก่อนนอน คุณแม่ได้จุดยากันยุงไว้ปลายเตียง จึงได้ช่วยกันดับไฟ

จนประมาณคืนที่สิบ คุณแม่ฝันว่า เห็นผู้ชายเอาลูกคนเล็กของคุณแม่มาเล่นน้ำในกะละมัง แล้วบอกว่าจะเอาเด็กคนนี้ไปอยู่ด้วย คุณแม่จึงไปเล่าให้คุณยายฟัง แต่คุณยายก็ได้แค่บอกว่า ไม่ต้องคิดมาก

หลังจากนั้นประมาณสิบวัน แม่ก็ฝันเห็นคนแก่เดินถือไม้เท้าเข้ามาหา แล้วก็มาอุ้มลูกคนเล็กของคุณแม่ แล้วบอกว่าขอเอาไปอยู่ด้วยนะ แล้วก็เดินหันหลังไป คุณแม่กำลังจะวิ่งตาม แต่รู้สึกแปลกๆที่ลำตัว ก็เลยก้มมองดู คุณแม่เห็นดอกเข็มขึ้นที่ลำตัวเต็มไปหมด จนตกใจตื่น ได้ยินเสียงตู้สั่น จึงได้รีบวิ่งออกไปดู แต่ก็ไม่เจออะไรเหมือนเดิม

จนตอนเช้ามา คุณแม่ก็ได้ไปถามพี่สาวว่า ไปเอาดอกเข็มจากที่ไหนมา คุณแม่ถามว่าแล้วได้ขอใครหรือป่าว พี่สาวจึงบอกว่าเดินไปขอเจ้าอาวาสแล้ว แต่ท่านบอกว่าไม่มี จึงเดินหาเอง จนไปเจอเข้าที่หลังโกดังเก็บศพ

คุณแม่จึงได้เรียกคนทรงที่รู้จักมาปรึกษาที่บ้าน คนทรงบอกให้คุณแม่ไปซื้อประปุกเสือ หรืออะไรก็ได้ที่เป็นเสือมาคู่หนึ่ง แล้วเดี๋ยวจะเอาไปทำพิธีขอขมาที่ศาลเจ้าพ่อเสือ ที่อยู่ในวัดแห่งนั้นให้ ซึ่งก็คือวัดกระทุ่มเสือปลา

คุณแม่ก็ได้ขอให้คนทรงช่วยดูลูกสาวคนที่สามให้ด้วย เพราะว่าหลังวันที่พี่สาวไปหาดอกเข็มมา พี่สาวนอนร้องไห้ทุกคืน บอกว่าปวดไหล่ ปวดท้อง จะเป็นเฉพาะช่วงเวลาประมาณตีหนึ่ง ถึงตีห้าทุกคืน

คนทรงบอกว่า คนในฝันของคุณแม่ ที่จะเอาลูกคนสุดท้องไปอยู่ด้วยเพราะว่า ตอนที่พี่สาวไปเก็บดอกเข็ม พี่สาวได้ขึ้นไปเหยียบบนฮวงซุ้ยของเค้า คนทรงจึงให้คุณแม่ ทำพิธียกน้องกุมารไปให้แทน เพื่อเป็นการแก้เคล็ด

หลังจากนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับคุณแม่อีกเลย และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

 

 

 

#มันมาจากเชิงตะกอน
เรื่องเล่าสยองขวัญจาก : THE SHOCK
เล่าโดย : คุณอุทัย

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นที่จังหวัดลพบุรี อำเภอท่าวุ้ง เป็นเหตุการณ์ที่คุณพ่อประสพมาเมื่อสามสิบหกปีที่ผ่านมา และนำมาเล่าให้คุณอุทัยฟัง คุณพ่อทำอาชีพกระเป๋ารถเมล์อยู่ที่กรุงเทพ และวันนั้นพ่ออยากจะกลับบ้าน เพราะมีลางสังหรณ์ว่า คุณแม่จะคลอดพี่ชาย

จึงได้ขึ้นรถเที่ยวสุดท้ายกลับบ้าน จนถึงที่ท่าวุ้งประมาณตีหนึ่งครึ่ง ถนนมืดมาก เพราะยังไม่มีไฟฟ้า คุณพ่อเดินไปจนถึงหน้าโรงสีแห่งนึง ถัดไปจะเป็นวัด คุณพ่อจำได้ว่า ทางเข้าบ้าน จะต้องข้ามสะพานไม้ไปก่อน ก็เห็นผู้ชายคนหนึ่ง กำลังจูงวัวสองตัว เดินอยู่หน้าโรงสี

คุณพ่อก็ดีใจ คิดว่าจะได้มีเพื่อนเดินด้วย จึงได้เดินตามหลัง แต่ผู้ชายคนนั้น เดินจูงวัวเข้าไปในวัด พ่อก็คิดว่า คนอะไรเลี้ยงวัวในวัด ถัดจากวัดไปจะเป็นสะพานไม้ผุๆ ข้างๆทางขึ้นสะพาน จะมีต้นไทรใหญ่มากอยู่ต้นนึง

ข้างๆต้นไทร มีกองไม้ที่วางเรียงกัน ถูกเผาจนเหลือแต่ควันลอยขึ้นอ่อยๆ เหมือนที่คนสมัยก่อนใช้ในการเผาศพ แต่คาดว่าคุณพ่อจะไม่รู้ จึงเดินไปหยิบดุ้นฟืนที่ไฟยังไม่ดับ มาต่อบุหรี่

ในระหว่างนั้น ก็สังเกตเข้าไปในกองไฟที่มอดไปแล้ว เห็นเป็นเสื้อสีลายๆ ที่ยังเผาไม่หมด และกระดูกสีขาวหลายชิ้น คุณพ่อเห็นแบบนั้นก็รู้สึกขนลุก รีบเดินหนีออกมา แล้วรีบข้ามสะพานไม้ พอเหยียบสะพานไม้เก่าๆ เสียงมากหอนก็ดังมาจากทุกทิศทาง

แล้วรู้สึกเหมือนมีคนมาตบที่บ่า พ่อจึงรับเอามือปัดออก แล้วหันกลับไปดู แต่ก็ไม่มีใคร ลักษณะมือจะนิ่มๆ และมีขนเยอะมาก เหมือนมือของลิง คุณพ่อคิดว่าท่าจะไม่ดีแล้ว จึงรีบเดินข้ามสะพานไม้

หูก็ได้ยินเสียง “ตึกๆๆๆ” เหมือนมีใครเดินตามหลังมา และมีเสียงอะไรสักอย่างตกลงไปในน้ำ ตรงระหว่างสะพาน คุณพ่อไม่กล้าหันไปมอง รู้สึกใจเต้นรัวเหมือนเป็นกลอง และรีบเดินเข้าซอยไปจนถึงบ้าน

คุณย่าที่อยู่ในบ้าน ก็ถามคุณพ่อว่า “เอ้า มากันกี่คน” คุณพ่อก็ตอบว่า “กลับมาคนเดียว” และคุณย่าก็ถามต่อว่า “อ่าว แล้วคนที่เดินตามมาหละ เค้ายืนอยู่ที่ประตูหน้าบ้านนั่นหนะ” คุณพ่อขาอ่อนทันที

จนวันรุ่งขึ้น คุณแม่ก็ได้คลอดพี่ชายออกมา คุณพ่อจึงได้เดินไปที่วัด แล้วถามพระในวัดว่า กองไม้ที่เผาไฟอยู่ข้างต้นไทรนั่น เค้าเผาอะไร หลวงพ่อก็ตอบว่า เมื่อวานได้มีผู้ชายถูกยิงอยู่แถวๆสะพาน จึงได้นำมาเผาที่ข้างต้นไทรแห่งนั้น

พอคุณพ่อทราบ ก็คิดว่าเหตุการณ์ที่เจอ อาจจะเพราะไปลบหลู่เค้า โดยที่ไม่ตั้งใจ และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

 

 

 

#คืนปีใหม่ในโรงงาน
เรื่องเล่าสยองขวัญจาก : THE SHOCK
เล่าโดย : คุณพลากร

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่จังหวัดระยอง เมื่อประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมา คุณกรทำอาชีพช่างซ่อมบำรุง ไซต์งานจะอยู่ที่บางพลี เถ้าแก่ไปได้งานด่วนมาที่จังหวัดระยอง จึงได้ให้ทีมของคุณกรไปทำงานนี้

คุณกรและทีมออกจากบางพลีช่วงเย็น เอารถกระบะไปกับทีมงานอีกห้าคน จนไปถึงระยองประมาณสองทุ่ม เป็นนิคมอุตสาหกรรมชื่อดังแห่งหนึ่ง มี รปภ สองคนอยู่หน้าโรงงาน คุณกรและทีมจึงแลกบัตรแล้วเข้าไปในโรงงาน

คุณกรและทีมเดินตาม รปภ ไปยังจุดที่จะต้องทำงาน พื้นที่ส่วนมากในโรงงานปิดไฟหมดแล้ว เพราะคนกลับบ้านกันหมด เปิดไว้ให้แค่จุดที่คุณกรจะต้องทำ เป็นงานซ่อมถังขนาดใหญ่ คุณกรและทีมจึงเร่งทำงาน

จนถึงเวลาเที่ยงคืน ก็ได้พักกินน้ำกัน แล้วทำงานต่อ จนกระทั่งตีสอง บริเวณที่คุณกรกำลังทำงานกันอยู่จะเป็นตรงกลางโรงงาน รอบข้างจะมืดมาก และด้านซ้าย ห่างออกไปไม่ไกล จะมีชั้นลอยอยู่ เหมือนเป็นออฟฟิศ

คุณกรก็สังเกตเห็นคนยืนอยู่บนชั้นลอย แต่เห็นไม่ชัด เพราะความมืด คุณกรก็คิดว่าเป็นคนในโรงงาน มาคอยดูพวกคุณกรทำงาน ก็ไม่ได้สนใจและทำงานต่อ แต่สักพัก คุณกรก็หันขึ้นไปดู ก็ยังเห็นยืนอยู่ที่เดิม จนเวลาตีสี่ เงานั่นก็ยังยืนนึ่งอยู่ที่เดิม

จนเวลาประมาณตีห้า เงานั่นก็ได้หายไป คุณกรทำงานได้สักพักก็เก็บของกลับกันก่อน แต่งานยังไม่เสร็จ พอเก็บของเสร็จก็ออกไปหน้าโรงงาน คุณกรก็ได้ถาม รปภ ว่า “เอกสารต้องให้ใครเซ็นบ้าง แล้วคนที่มายืนคุมงานคนนั้นต้องเซ็นด้วยมั้ย”

รภป ได้ยินแบบนั้นก็เฉย ไม่พูดอะไร แล้วก็คืนบัตรประชาชนให้ พร้อมกับเซ็นเอกสารให้ด้วย คุณกรและทีมจึงกลับไปที่บางพลี

เย็นวันต่อมาก็ได้เข้าไปที่โรงงานแห่งนี้อีก แลกบัตรเสร็จก็เข้าไปทำงานเหมือนเดิม ช่วงประมาณตีหนึ่ง คุณกรก็เห็นเงามายืนอยู่จุดเดิมอีกแล้ว ยืนนึ่งไม่ขยับอะไรเลย คุณกรจึงตะโกนขึ้นไปว่า “พี่ เนี่ยผมซื้อเครื่องดื่มชูกำลังมา ลงมากินได้นะ ผมซื้อมาฝากด้วย”

เค้าก็ยังยืนนิ่งไม่ขยับ อยู่ที่เดิม คุณกรก็คิดในใจว่า ไม่รู้เค้านึกยังไงกับเรา ก็เลยไม่สนใจ แล้วทำงานต่อ จนประมาณตีสี่ งานก็เสร็จ จึงได้เก็บของกัน เวลาประมาณตีห้าครึ่ง ก็ได้ออกไปที่หน้าโรงงาน คุณกรก็ได้ถาม รปภ ว่า

คุณกร : คนที่คุมงานเนี่ย ผมเรียกให้กินอะไรก็ไม่สนใจเลย ยืนนิ่งอย่างเดียว
รปภ : ไม่มีใครไปคุมงานพวกคุณนะ ทั้งโรงงานก็มีแค่ รปภ ที่อยู่ตามทางเข้าต่างๆ ข้างในโรงงานก็มีแต่พวกคุณ สงสัยพวกคุณหนะ จะเจอแล้ว
คุณกร : เจออะไร
รปภ : ปลายปีที่แล้ว มีคนมาทำงานเหมือนที่พวกคุณทำเนี่ยแหละ แก๊สระเบิดตายคาที่ในโรงงานเลย
คุณกร : ผมก็ตะเวนทำงานพวกนี้บ่อยนะ แต่ไม่เห็นมีข่าวเลย
รปภ : โอ๊ย โรงงานเค้าไม่ให้มีข่าวพวกนี้หรอก นอกจากจะตายกันทีละหลายศพ จนปิดไม่มิด ที่เนี่ย คนตายกันเยอะ

และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

 

 

 

#30เมตร
เรื่องเล่าสยองขวัญจาก : THE SHOCK
เล่าโดย : คุณโดด

เหคุการณ์นี้เกิดขึ้นแถวย่านรัชดาซอยเจ็ด เมื่อสิบวันที่ผ่านมา คุณโดดทำอาชีพขับวินมอเตอร์ไซค์ วันนั้นแฟนของคุณโดดเลิกงานเที่ยงคืน คุณโดดต้องไปรับที่ถนนนราธิวาส จึงได้ขี่วินไปเรื่อยๆก่อน พอถึงเวลาเที่ยงคืน ก็ค่อยไปรับแฟน

มีลูกค้าให้คุณโดดไปส่งที่แยกห้วยขวาง คุณโดดจึงขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่ง และผ่านหน้ารัชดาซอยเจ็ด ตรงนั้นค่อนข้างมืด เห็นผู้หญิงสองคน ใส่ชุดสีดำ นั่งยองๆ เหมือนกำลังกินอะไรอยู่ คุณโดดคิดว่าเป็นคนสติไม่ดี มานั่งกินอะไรในที่แบบนั้น

คุณโดดก็ไปส่งลูกค้าถึงที่หมาย และได้รับลูกค้ามาอีกคน ต้องไปส่งที่ปากซอยรัชดาซอยเจ็ดพอดี พอไปส่งผู้โดยสารเสร็จ ก็เจอกับผู้หญิงสองคนที่พึ่งเจอเมื่อก่อนหน้านี้ ยืนอยู่ห่างจากรถของคุณโดดประมาณห้าเมตร

คุณโดดเห็นผู้หญิงสองคนนั้นโบกแท็กซี่ พอแท็กซี่ขับมาจอดแล้วลดกระจกลง ผู้หญิงคนนึงก็บอกกับแท็กซี่ว่า “ไปวัดเสมียน” อยู่ๆแท็กซี่ก็เร่งเครื่องออกไปเลย คุณโดดก็เลยคิดว่าจะรับสองคนนี้ไปส่งดีกว่า ไปส่งที่วัดเสมียนคิดร้อยสี่สิบได้สบายๆ

คุณโดดจิงถามผู้หญิงสองคนนั้นว่า “พี่ ไปมอไซค์มั้ย” ผู้หญิงสองคนนั้นก็หันมาหาคุณโดด แล้วยิ้มที่มุมปากหน่อยๆ อยู่ๆคุณโดดก็รู้สึกใจเต้นรัว และรู้สึกถึงความกลัวโดยไร้สาเหตุ

แล้วคุณโดดก็พึ่งนึกขึ้นได้ว่า เลยตรงนี้ไปประมาณสามสิบเมตร จะมีวินมอเตอร์ไซค์อยู่แถวนั้น เดี๋ยวถ้ารับผู้โดยสารไป มันจะมีปัญหา คุณโดดจึงบอกว่า “ถ้าจะไป เดี๋ยวรอแปบนึงนะ เดี๋ยวไปเรียกวินแถวนี้ให้”

คุณโดดขี่มอเตอร์ไซค์ไปประมาณสามสิบเมตร ก็เจอกลุ่มวินมอเตอร์ไซค์ แล้วคุณโดดก็พูดว่า “พี่ๆ ลูกค้าจะไปวัดเสมียนสองคน” แล้วคุณโดดก็หันไปชี้ตรงที่ผู้หญิงสองคนนั้นยืนอยู่ ปรากฏว่าตรงนั้นไม่มีใครอยู่เลย

คุณโดดงงอยู่พักนึง เพราะสองฝั่งเป็นกำแพง มันไม่น่าจะมีที่ให้หลบ แล้วจากตรงนั้นมาถึงตรงที่วิวอยู่ ก็แค่สามสิบเมตร ใช้เวลาไม่กี่วินาที แล้วอยู่ๆ คุณโดดก็พึ่งนึกขึ้นได้ ถึงตอนที่เจอผู้หญิงสองคนนี้ครั้งแรก

จึงลองไปดูตรงที่ผู้หญิงสองคนนั้นกำลังนั่งกินอะไรกันอยู่ ปรากฏว่าเจอเครื่องเซ่น วางอยู่สองถาด และของเซ่นต่างๆก็ยังอยู่ครบ คุณโดดจึงขี่รถกลับไปตรงจุดที่วินอยู่กัน และนั่งตั้งสติบนรถสักพัก

มีวินแก่ๆคนนึงเดินมาบอกกับคุณโดดว่า “ดีแล้วที่เอ็งไม่รับ ถ้าเอ็งรับ มีหวังเอ็งได้ตายอยู่ตรงทางรถไฟแถววัดเสมียนนั่นหนะ” และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

 

ขอขอบคุณที่มา : pantip.com/topic/34501860 สมาชิกหมายเลข 1995582

Loading...
Loading...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: Content is protected !!