รวม 6 เรื่องสยองนองเลือด…อาถรรพ์ “ผีนางรำ/มโนราห์” เอาอีโต้ฟันคอ..แล้วโยนทิ้งบ่อน้ำ!!

‘บ้านตามสั่ง’ – คุณแพร

 

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นจริงกับตัวคุณแพรและคนรอบตัวของคุณแพรซึ่งได้โทรมาเล่าในรายการ The Ghost Radio และเรื่องนี้ก็ยังไม่มีบทสรุปที่แน่นอน

เรื่องเกิดขึ้นเมื่อคุณแพรจะต้องเดินทางไปคุยงานกับลูกค้าที่จังหวัดสุราษฎร์ฯ และจะต้องหาที่พักระหว่างทาง ซึ่งในการเดินทางประกอบด้วยคุณแพร แฟนคุณแพรขื่อคุณตั้ม คุณอู๊ดที่เป็นหุ้นส่วนกับคุณแพร และคุณหลินเป็นรุ่นน้องที่ทำงาน

ทั้งหมดไม่มีใครกลัวเรื่องผี เพราะทุกคนต่างก็ไม่เคยเจอเลยคิดกันว่าจะหาที่พักที่มีประวัติดูน่าจะสนุก เลยตัดสินใจว่าจะลองหาที่พักที่จังหวัดชุมพรที่มีประวัติเกี่ยวกับผีๆ แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่พบ

จนคุณอู๊ดหุ้นส่วนของคุณแพรติดต่อกับเพื่อนได้ที่ชื่อแม็ค คุณแม็คมีบ้านพักอยู่ที่จังหวัดชุมพรและบ้านหลังนี้ก็มีประวัติสุดสยองคือมีคนเสียชีวิตมนบ้าน3ศพ กลุ่มคุณแพรเห็นชอบกันว่าตกลงที่จะพักบ้านหลังนี้ พร้อมกับเตรียมอุปกรณ์ไปเผื่อจะถ่ายวิดีโอหรือภาพนิ่งติดเหล่าวิญญาณมาด้วย

เมื่อไปถึงก็ยังไม่เข้าบ้าน คุณแม็คชวนกลุ่มคุณแพรมากินข้าวกินปลาและดูเหมือนจะยืดเยื้อไม่อยากให้กลุ่มคุณแพรเข้าพักสักเท่าไหร่ แต่ทั้งกลุ่มก็อยากจะพักผ่อนเต็มทีเลยขอเข้าบ้านพักเพื่อจะได้พักผ่อน

ระยะทางจากถนนใหญ่เข้าบ้านพักนั้นประมาณ6กิโลได้ และบ้านคนก็แทบจะไม่มี จะมีก็ห่างกันหลายกิโลกว่าจะเจอบ้านคน สองข้างทางเป็นเหมือนสวนปาล์ม บรรยากาศตอนกลางคืนก็เปลี่ยวและน่ากลัวมาก

เมื่อถึงหน้าบ้านพัก คุณแม็คเจ้าของบ้านไม่ลงจากรถ คุณอู๊ดเลยเดินไปหาร้ำลากันจากในรถ คุณแม็คยังย้ำอีกครั้งว่าจะพักจริงๆหรอ ทั้งหมดก็ยังยืนยันคำเดิมว่าตกลงจะพัก คุณแม็คเลยบอกว่า ‘งั้นไปแล้วนะ คืนนี้มีอะไรไม่ต้องโทรมา’

เมื่อรถคุณแม็คออกไป ทั้งสี่คนก็มองสำรวจบ้านจากด้านนอก ไฟถนนไม่มีทำให้บ้านมืดสนิท รอบบ้านๆมันมือมากจนไม่สามารถมองเห็นอะไรได้และที่ข้างบ้านนั้นก็มีบ่อน้ำอยู่ เป็นบ่อน้ำที่คนจะต้องไปตักน้ำขึ้นมา

ทั้งหมดลงความเห็นว่าเข้าไปในบ้าน กินขนมนั่งชิวกันสักพักก่อนแล้วค่อยเดินสำรวจรอบบ้านๆ บ้านหลังนี้เป็นบ้านชั้นเดียวเปิดประตูเข้าไปก็เจอกับครัวก่อน และข้างๆก็เป็นห้องนั่งเล่นห้องนอนห้องน้ำ

ในขณะที่นั่งพักผ่อนกันอยู่ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ‘ปัง ปัง ปัง!’ คุณแพรเลยให้หลินไปดูที่ประตูว่าใครมาเคาะ เมื่อหลินเปิดประตูออกไปก็พบกับความว่างเปล่า ‘ปัง! ปัง! ปัง!!’ เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง

ครั้งนี้หลินตั้งใจจะเปิดกระแทกแรงๆออกไปคิดว่าจะต้องโดนตัวคนที่มาเคาะแน่นอน ‘ผัวะ!’ เปิดประตูออกไปก็พบกับความว่างเปล่า ด้วยความคะนองปากและอยากรู้อยากเจอหลินเลยท้าทายกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ‘แน่จริงก็ออกมาเป็นตัวๆดิ่วะ ถ่ายติดจะได้เอาไปลงYouTube’

คุณอู๊ดเห็นหลินพูดจบก็เดินออกไปนอกบ้าน คุณอู๊ดเลยเดินไปตามก็เห็นว่าหลินเดินไปตรงบ่อน้ำข้างบ้านนั่นก็เรียกให้หลินเข้าบ้าน คุณแพรเองก็เริ่มรู้สึกกลัวและไม่อยากจะท้าทายแล้ว แผนที่ว่าจะเดินสำรวจบ้านและถ่ายวิดีโอไปด้วยเผื่อติดวิญญาณก็ล้มเลิกไป

ทั้งสี่คนเข้านอนโดยหลินนอนติดริมกำแพง ถัดมาก็เป็นคุณอู๊ด คุณตั้ม และคุณแพร คุณแพรเล่าว่าทั้งคืนนอนปกติไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตื่นเช้ามาก็ปกติแต่ที่ไม่ปกติคือหลิน เพราะทุกคนปลุกเท่าไหร่หลินก็ไม่ตื่น ทั้งเขย่าทั้งตะโกนก็ไม่ยอมตื่น จนต้องตบหน้าแรงๆหลินถึงสะดุ้งตื่นขึ้นมา

พอหลินตื่นขึ้นมาได้สติก็บอกกับทุกคนให้รีบออกไปจากที่นี่ ไม่อยากอยู่แล้วและก็มีท่าทางแปลกๆคือพูดติดอ่างและดูลนๆชอบกล ทั้งหมดเลยขึ้นรถและออกเดินทางไปสุราษฎร์ฯ ในระหว่างที่อยู่ในรถคุณแพรก็ถามหลินว่าเป็นอะไรรึเปล่า

หลินเล่าให้ฟังว่าเมื่อคืนขณะที่กำลังนอนอยู่ ได้ยินเสียงปี่ดังขึ้นมาและก็ตามด้วยเสียงกลอง ซึ่งเป็นเสียงเครื่องดนตรีไทยดังขึ้นมาเป็นจังหวะเร็วๆ พอได้ยินแบบนั้นเลยจะหันไปหาพี่อู๊ดว่าได้ยินเหมือนกันไหม และในจังหวะที่หันไปก็เห็นเงาคนยืนอยู่กลางห้อง

เป็นผู้หญิงใส่ชุดไทยยืนรำอยู่ แต่ท่วงท่าที่รำดูผิดรูปเพราะแขนที่วาดไปด้านหลังมันดูผิดปกติมนุษย์ ส่วนที่คอก็หักห้อยลงมาติดไหล่แต่ไม่ได้หลุดออกจากกัน เมื่อเห็นภาพนั้นหลินก็ช็อคไปแต่ไม่ได้โวยวาย ขยับตัวได้และหันหลังกลับไปตามเดิมก่อนจะเผลอหลับไป

ตอนที่หลินเล่าก็มีอาการหวาดกลัวตลอด ทั้งพูดติดอ่าง ตัวสั่น เมื่อเดินทางถึงสุราษฎร์ฯคุยงานลูกค้าเสร็จก็ตรงกลับกทม.เลย คุณแะรเล่าว่าหลังจากกลับกทม.มาได้3วัน คุณแพรติดต่อหลินไม่ได้เลย โทรไปไม่รับ ไลน์ไปไม่ตอบ ทิ้งข้อความในแชทเฟสก็ไม่อ่าน

ประจวบกับลูกค้าคุณแพรที่ลงไปคุยที่สุราษฎร์ฯตกลงซื้องานคุณแพร คุณแพรเลยคิดจะจัดปาร์ตี้เล็กๆกินกันที่ออฟฟิศ (โฮมออฟฟิศ) เลยทิ้งข้อความในเฟสหลินว่าจะมีปาร์ตี้ที่ออฟฟิศ ประมาณเที่ยวคืนหลินก็ขับมอไซค์มาในสภาพที่เหมือนคนไม่ได้นอนหลายวัน

หลินยังคงดูมีอาการหวาดกลัวตลอด พูดติดอ่างเหมือนเคยและผมก็เริ่มร่วง คุณแพรก็แซวว่าหายไปเลยสามวันจะลาออกแล้วไง หลินไม่ตอบอะไรซึ่งผิดวิสัยนิสัยของหลิน สุดท้ายหลินเล่าว่า จำที่เคยเล่าให้ฟังได้มั้ยว่าเจออะไรที่บ้านนั้น จะบอกว่าเขาตามมาที่บ้านด้วย

หลินเล่าต่อว่าวันที่เดินทางกลับมาจากสุราษฎร์ฯถึงบ้านแล้ว ก็ได้ยินเสี่ยงปี่ดังขึ้นมาอีกพร้อมกับเสียตะโพนเป็นจังหวะเร็วๆ เลยคิดว่าหลอนไปเองเลยจะไปสูบบุหรี่ที่ระเบียง พอออกไปที่ระเบียงก็เห็นนางรำคนเดิมยืนอยู่หน้าบ้านและชี้หน้าหลิน

คุณอู๊ดเลยบอกว่าให้ไปนอนที่ห้องพี่ (คุณแพรคุณตั้มและคุณอู๊ดนอนที่ออฟฟิศ) ห้องพี่ทีทั้งพ่อแก่และพระ มันทำอะไรไม่ได้หรอก หลินสบายใจเลยขอตัวขึ้นไปนอนที่ห้องคุณอู๊ดเพราะว่าไม่ได้นอนมาหลายคืนแล้ว

ปาร์ตี้จบก็แยกย้ายกันขึ้นไปนอน ในขณะที่หลับกันอยู่คุณแพรได้ยินเสียงปี่ดังขึ้นมาและตามด้วยเสียงตะโพนเป็นจังหวะเร็วๆ คุณแพรเลยสะกิดคุณตั้มซึ่งคุณตั้มเองก็ได้ยิน ทั้งคู่เลยเดินไปที่ห้องคุณอู๊ดที่มีหลินกับคุณอู๊ดนอนอยู่

เมื่อเข้าไปในห้องคุณอู๊ด ภาพที่เห็นคือหลินนั่งกอดเข่าอยู่ข้างๆหิ้งพระ ส่วนคุณอู๊ดก็นอนหลับอยู่ คุณตั้มเลยปลุกคุณอู๊ดให้ตื่น พอตื่นขึ้นมาคุณอู๊ดก็พูดขึ้นว่า ‘ใครเปิดเพลงอะไรวะ’ เท่ากับว่าทั้งสี่คนได้ยินเสียงเดียวกันหมด

คุณอู๊ด คุณตั้มและคุณแพรตัดสินใจที่จะเดินไปดูหน้าบ้านว่ามีนางรำอย่างที่หลินเคยเล่าจริงมั้ย ทั้งสามคนเดินไปที่ประตูกระจกและค่อยๆเลื่อนม่านออก คุณหลินไม่กล้ามองแต่คุณอู๊ดร้อง ‘เห้ย!’ และคุณตั้มเองก็เล่าว่าเห็นเหมือนกัน คือเห็นนางรำยืนอยู่หน้าบ้านพร้อมกับมองขึ้นมาข้างบน

ทั้งสี่คนเลยนั่งเป็นวงกลมอยู่ที่หน้าแท่นพระของคุณอู๊ดจนถึงเช้า และรู้สึกว่าทุกอย่างมันเป็นของจริงเราเจอกันจริงๆ เมื่อถึงตอนเช้าทั้งสี่คนเลยเดินทางไปที่วัดที่คุณอู๊ดรู้จักเมื่อถึงวัดกำลังจะเดินเข้ากุฏิไปแจ้งกับพ่อปู่ จู่ๆพ่อปู่ก็เดินมาบอกว่า ไม่ต้องขึ้นมาพวกเอ็งไปอายน้ำมนต์ก่อน

หลังจากอาบน้ำมนต์เสร็จ หลวงพ่อก็ถามขึ้นว่าไปทำอะไรกันมาและโดยเฉพาะเอ็ง(ชี้ไปที่หลิน) ไปทำอะไรไว้ เขาตามเอาถึงชีวิตเลยนะ หลินไม่ยอมพูดอะไรจนทุกคนต้องช่วยกันเค้นว่าหลินทำอะไร พูดออกมาเถอะอยู่กับหลวงพ่อแล้วไม่เป็นอะไรแล้ว สุดท้ายหลินจึ้งยอมสารภาพออกมา

 

 

หลินบอกว่าวันนั้นในบ้านพักตอนที่เปิดประตูออกไปดูว่าใครเคาะรอบที่สอง หลินก็เดินไปที่บ่อน้ำและไปปัสสาวะลงไปในบ่อน้ำนั้น แต่คุณอู๊ดไม่เห็นและหลินก็ไม่ได้บอกใคร พอได้ฟังแบบนั้นทุกคนก็ตกใจ หลวงพ่อท่านบอกว่ารู้ไหม เจาตามเอาชีวิตเอ็งเชียวนะ เอ็งต้องไปขอขมาเขาที่บ่อน้ำนั่น

คุณแพรเล่าเรื่องนี้ให้คุณแม็คเจ้าของบ้านพักนั้นฟัง คุณแม็คถึงกับบอกว่า ‘พวกมึงเล่นอะไรกัน ที่บอกว่ามีคนตายในบ้านหน่ะคิดว่ากูพูดเล่นหรอ’ คุณแม็คเลยเล่าประวัติบ้านหลังนั้นให้ฟัง

เกือบ20ปีก่อน บ้านพักนี้มีคนทรงกับสามีมาเช่าอยู่ และสามีเขาก็มีหน้าที่หานางมโนราห์มารำแก้บน แต่แล้วสามีเขาก็เกิดเล่นชู้กับมโนราห์เอง ฝ่ายภรรยาพอรู้ก็โกรธหนักเลยเอาอีโต้ฟันหน้าสามีจนเสียชีวิตและเก็บศพไว้ในบ้าน

และส่งข้อความหานางมโนราห์หลอกให้มาที่บ้าน เมื่อนางมโนราห์มาถึง ก็เอาอีโต้ฟันที่คอของนางมโนราห์จนเกือบขาดแต่ไม่ขาดและเอาศพลงไปทิ้งลงในบ่อน้ำข้างบ้าน ก่อนที่ตัวเองจะผูกคอตายในบ้านตามไป

จนวันนี้หลินยังคงอาศัยนอนอยู่กับพระในวัดและตัวคุณแพรคุณตั้มเองก็กลับมานอนบ้านอาศัยบารมีจากพ่อแม่ช่วยปกป้อง และกำหนดการที่จะไปขอขมาที่บ่อน้ำก็คือวันเสาร์ (วันนี้) และทางคุณแพรจะอัพเดทเรื่องราวทั้งหมดอีกครั้ง (เรื่องเกิดเมื่อต้นปีช่วงวันที่5-7มกราคม)

 

 

บทสรุปเรื่อง ‘บ้านตามสั่ง’ ทางคุณแพรและหลินได้เดินทางกลับไปที่บ้านพักหลังนั้นเพื่อทำการขอขมา แต่หลินก็ยังคงมีท่าทีแปลกๆโดยพูดแค่ ‘มันๆๆ’ ไม่สามารถพนมมือขอขมาได้จนต้องจับมือขอขมาและหลินไม่สามารถบวชพระได้เพราะว่าไม่สามารถรับบทสวดได้เนื่องจากยังมีอาการผิดปกติ

อาการของหลินก็เป็นอย่างข้างต้นคือพูดจาติดอ่างและมีอาการหวาดกลัว ไม่สามารถสื่อสารได้เป็นแบบปกติ จนแฟนของคณแพรคือคุณตั้มต้องบวชแทนและในขณะที่หลวงพี่บวชอยู่ก็ได้ฝันเห็นนางรำมโนราห์คนเดิมมายืนรำแต่ในสภาพดีขึ้น รำอยู่นานก่อนจะเดินหายไป

หลวงพี่ได้ขออโหสิกรรมให้กับดวงวิญญาณนางรำนั้น และในระหว่างที่คุณแพรกำลังเล่ารายละเอียดในรายการ The Ghost Radio สุนัขหลายตัวก็หอนตลอดที่หน้าบ้านพักตลอด (ตัวคุณแพรอยู่ตจว.) เหตุการณ์การลองดีนี้ทำให้หลินถึงกับมีอาการผิดปกติและหลวงพี่ต้องบวชแทน15วัน ทำให้การทำงานหยุดชะงักหลายด้าน

เพราะฉะนั้นเวลาไปไหนทำอะไร อย่าคิดลองของหรือท้าทายกับสิ่งที่มองไม่เห็นเพราะเราไม่รู้ว่าเราจะเจออะไรบ้าง มันไม่ได้สนุกอย่างที่คิด ส่วนอาการของหลินถ้าดีขึ้นหรือหลวงพี่ลาสิขาเมื่อไหร่คุณแพรจะอัพเดทอีกทีครับ

 

 

‘ผีนางรำ’ – คุณสุ

 

เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับคุณสุ ที่ได้โทรเข้ามาเล่าในรายการThe Shock ช่วงที่พี่ป๋องจัดรายการ
.
เรื่องราวมีอยู่ว่าคุณหนุ่มได้ขับรถกลับมาจากตจว.เพื่อกลับบ้านที่บางบอนกับภรรยา และเมื่อเกือบ10ปีก่อนบางบอนค่อนข้างจะเปลี่ยวและมืด
.
นานๆทีจะมีปั๊มน้ำมัน คุณสุเกิดปวดปัสสาวะขึ้นเลยคิดว่าจะหาปั๊มแต่ไม่ทัน เลยจอดแวะข้างทางเพื่อทำภารกิจของตัวเอง
.
เมื่อลงไปข้างทางก็เป็นป่ารกชัฏ มีศาลพระภูมิและตี่จู่เอี๋ยที่ผู้คนทำมาทิ้งไว้ตั้งเกะกะอยู่ คุณสุเดินแหวกไปอีกทางก่อนจะขอขมาแล้วค่อยทำธุระ
.
เมื่อทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้ว คุณสุก็รู้สึกเหมือนเหยียบอะไรสักอย่างจึงหยิบขึ้นมาดู ก็พบว่าเป็นตุ๊กตานางรำปูนปั้นที่ไว้วางตามศาลนั่นเอง
.
แต่ตอนนั้นคุณสุไม่ได้คิดอะไร และคิดว่าคงไม่มีอะไรแน่ๆเพราะเป็นศาลร้างก่อนที่คนจะนำมาทิ้งเค้าก็ต้องทำพิธีอัญเชิญตามขั้นตอนก่อน
.
คุณสุเลยไม่คิดว่าจะมีพวกเรื่องวิญญาณอะไรทั้งหลายอยู่ เลยวางตุ๊กตานางรำตัวนั้นไว้ที่เดิมก่อนจะขับรถกลับบ้านตัวเองตามปกติ
.
พอตกดึกภรรยาของคุณสุหลับแล้ว แต่คุณสุนั้นยังคงนอนเอาหลังอิงหัวเตียงเพื่ออ่านหนังสืออยู่ ในขณะที่อ่านนั้นคุณสุก็ได้ยินเสียงเพลงดนตรีไทย
.
เสียงเพลงดนตรีไทยดังลอยมาตามสายลมซึ่งคุณสุคิดว่าทาจากอากงข้างบ้านที่ชอบเปิดเพลงงิ้วๆจีนๆ แต่แกอาจจะอยากเปลี่ยนแนวเลยฟังดนตรีไทยแทน
.
แต่หางตาคุณสุมันเหมือนรู้สึกมีคนยืนอยู่ตรงประตู เหมือนจะเป็นเงาคน แต่คุณสุคิดว่าน่าจะมาจากการอ่านหนังสือเลยทำให้ตาพร่ามัว
.
เมื่อคุณสุตัดสินใจเงยหน้า พยายามปรับโฟกัสสายตาเพื่อมองไปยังเงาดำก็ทำให้ภาพนั้นปรากฏเด่นชัดขึ้นมาเรื่อยๆ
.
ผู้หญิงใส่ชุดนางรำเหมือนรำแก้บน ผิวซีดอมม่วง ตามตัวมีรอยเส้นเลือดที่หน้ามีรอยเส้นเลือดเด่นชัดดวงตาเบิกโพลงและที่สำคัญ เขากำลังยืนรำอยู่
.
ท่ารำที่อ่อนช้อยงดงาม มืองอนเหมือนโดนดัดมา ท่วงท่าเข้ากับทำนองเพลงดนตรีไทย แต่สายตาที่มองมายังคุณสุนั้นทั้งดุดันและโกรธแค้นเป็นอย่างมาก
.
คุณสุกลัวภรรยาจะตื่นขึ้นมาเห็นเลยเอาผ้าห่มคลุมหัวไว้และไหลตัวลงนอนก่อนคลุมโปงนอน คุณสุได้ยินเสียงเพลงทั้งคืนแต่ผล็อยหลับไปจนเช้า
.
เช้าขึ้นมาคุณสุและภรรยาต้องเดินทางไปอยุธยาแบะเข้าพักที่โรงแรมหนึ่ง ในระหว่างที่อยู่ในห้องภรรยาคุณสุก็เลื่อนโต๊ะเครื่องแป้งไปติดกับระเบียง
.
พอตกดึก3ทุ่ม ภรรยาคุณสุก็เข้านอน คุณสุก็อ่านหนังสือฆ่าเวลาที่ทางโรงแรมมักมีไว้ทุกห้องคือคัมภีร์ไบเบิ้ล
.
แต่ระหว่างที่อ่านอยู่นั้น ภรรยาคุณสุก็ลุกพรวดขึ้นมา คอพับลง และยืนรำซึ่งรำท่าเดียวกับนางรำที่ได้พบเมื่อคืน ภรรยาคุณสุไม่เคยรำมาก่อน
.
แต่ภรรยาคุณสุรำได้เหมือนมืออาชีพ ทั้งท่าทาง นิ้วมือที่กรีดงอนจนเหมือนโดนดัดมาแต่เด็ก คุณสุคิดว่าภรรยาโดนผีนางรำเข้าสิงแน่ๆ
.
แต่อยู่ดีๆภรรยาคุณสุก็ปีนขึ้นไปเก้าอี้โต๊ะเครื่องแป้งแล้วรำอยู่อย่างนั้น คุณสุกลัวว่าภรรยาจะหล่นลงไปเพราะพักชั้นที่7หากตกลงไปอาจเสียชีวิต
.
คุณสุจึงพยายามอุ้มภรรยาลงมา แต่ว่าทำเท่าไหร่ก็ไม่ขึ้นเหมือนหนักเป็นร้อยๆโล แต่ภรรยาคุณสุนั้นสูง165หนัก40กว่าๆ ซึ่งตัวผอมบางมาก
.
คุณสุเลยตัดสินใจถีบภรรยาตัวเองให้เข้ามาในห้อง ต้องออกแรงถีบถึงสองครั้ง แล้วภรรยาคุณสุก็สลึมสลือตื่นว่ามาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง
.
คุณสุไม่ได้เล่าแค่บอกว่านอนเถอะง่วงแล้ว เมื่อคุณสุเข้านอนก็ฝันแปลกๆ ฝันว่าเจอนางรำมายืนชี้หน้า ปากก็พึมพำๆอะไรไม่รู้ที่ฟังไม่รู้เรื่อง
.
จนสะดุ้งตื่นขึ้นมา ก็ชวนแฟนไปทำบุญที่วัด เมื่อเข้าวัดไปเพื่อจะถวายสังฆทานกับพระที่กุฏินั้น หลวงพ่อท่านก็ทักเลยหลังคุณสุไป
.
‘โยมไม่ต้องขึ้นมาหรอก รออยู่ที่บันไดนั่นแหละ’ คุณสุแปลกใจว่าพระท่านหมายถึงใคร เมื่อนั่งปุ๊ปหลวงพ่อก็ทัก ‘อาตมารู้แล้วโยมไม่ต้องบอก’
.
‘ลองคิดให้ดีนะว่าไปทำอะไรเค้าไว้’ จากนั้นพระท่านก็พรมน้ำมนต์ให้กับคุณสุและภรรยาก่อนที่คุณสุจะเดินทางกลับบ้านตัวเอง
.
ในคืนนั้นคุณสุฝันเห็นนางรำอีกครั้ง ครั้งนี้ได้ยินเสียงชัดเจน ‘มึงทำกู มีงเหยียบแขนกูหัก’ คำด่าทอถูกด่าออกมาสารพัดใส่คุณสุ
.
คุณสุพยายามคิด จนมาคิดออกว่าตนนั้นได้ปัสสาวะริมทางและดันเหยียบตุ๊กตานางรำเข้า พอตอนเช้าคุณสุก็เดินทางไปวัดใกล้บ้านเพื่อปรึกษากับพระที่วัด
.
พระท่านบอกว่า ให้ไปนำตุ๊กตาตัวนั้นมาซ่อมและเอาหัวหมู เป็ด ไก่ ไปเซ่นขอขมาเข้าด้วย คุณสุจึงกลับไปที่เก่าและนำตุ๊กตาที่แขนหักนั้นไปซ่อม
.
นำเครื่องเซ่นตามที่พระท่านบอกไปขอขมา พอตกดึกคืนนั้นคุณสุฝันเห็นนางรำอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มาในสภาพที่ดี มาแบบสวยผิวปกติ ดวงตาสดใส
.
มาบอกกับคุณสุว่าทีหลังทำอะไรให้ดูดีๆ ถ้าหากเป็นคนอื่นเค้าคงเอาถึงตาย ต่อไปนี้จะทำอะไรให้นึกดีๆ แล้วเขาก็หายไป และไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกเลย

 

 

นางมารำ – คุณแอร์

เกิดขึ้นที่บ้านปัจจุบันของคุณแอร์เอง เมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา คุณแอร์ออกไปเดินเล่นตลาดนัดกับเพื่อน เจอร้านขายของเก่า ซึ่งมีตุ๊กตานางรำที่ตั้งอยู่ในร้าน
คุณแอร์รู้สึกอยากได้ตุ๊กตานางรำตัวนี้ ลักษณะของตุ๊กตาจะเหมือนหุ่นเชิด ใส่ชุดทรงเครื่องใส่ชฎา หน้าขาวๆ และตกลงซื้อมาด้วยราคา 300 บาท
คนขายบอกว่าเป็นตุ๊กตาของเด็กนาฏศิลป์ ที่ปั้นส่งอาจารย์เขาไม่ได้ใช้แล้ว เอามาขายต่อ

 

ตอนนั้นคุณแอร์ยังไม่กล้าเอาตุ๊กตากลับบ้าน เพราะกลัวคนที่บ้านกลัว ขอฝากไว้กับเพื่อนก่อน แต่เพื่อนไม่รับฝาก จึงเอากลับบ้าน คุณแอร์เอาตุ๊กตาตัวนี้ไปวางไว้ที่ห้องนั่งเล่น ตื่นเช้ามาคุณย่าของคุณแอร์เอาผ้ามาคลุมเอาไว้และบอกว่าไม่อยากให้เอาตุ๊กตาตัวนี้มาไว้ในบ้าน ก็เลยเอาไปไว้ที่ทำงานแทน
พอวันรุ่งขึ้นอีกวัน แม่บ้านที่ออฟฟิศ ขอให้คุณแอร์เอาตุ๊กตาตัวนี้กลับบ้านไปเพราะรู้สึกกลัว แต่คุณแอร์ก็ไม่ได้เอากลับ

 

เวลาผ่านไปก็ไม่มีอะไร จนคุณแอร์ลาออกจากที่ทำงานโดยไม่ได้เอาตุ๊กตาตัวนั้นกลับบ้าน ที่ออฟฟิศเก่าโทรมาตามให้ไปเอาตุ๊กตา คุณแอร์ก็ไปเอาตุ๊กตาตัวนั้นกลับมาไว้ที่บ้าน คืนนั้นก็ฝันว่ามีคนมารำ ชุดแดง ใส่ชฎาหน้าขาว ทรงเครื่องครบชุด ซึ่งเป็นชุดเดียวกับตุ๊กตาตัวนั้น ในฝันคุณแอร์พยายามสวดมนต์ไล่ นางรำโกรธมาก ขึ้นคร่อมตัวของคุณแอร์และบีบคอ ทำตาขวางใส่ สุดท้ายคุณแอร์ก็สะดุ้งตื่นและรู้สึกเจ็บที่บริเวณคอ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมาก
เพราะคงแค่ฝันไป

 

พอเช้ารุ่งขึ้นก็มานึกย้อนถึงความฝัน คิดว่าเขาคงโกรธที่ไปสวดมนต์ไล่เขา คุณแอร์จึงเอาพวกมาลัยไปให้ตุ๊กตานางรำเพื่อขอขมา และนำตุ๊กตาไปไวในห้องพระ
จากนั้นก็ไม่เคยฝันแบบนี้อีกเลย…

 

 

 

ผีนางรำในโรงเรียน – สมาชิกพันทิป

 

เคยได้ยินกันมาเยอะนะครับสำหรับ ผีนางรำ ผมก็มีเรื่องนึงครับ
ผมเองไม่ค่อยเห็นหรอก น้อยเหตุการณ์มากที่ผมจะเห็นเอง
(ส่วนใหญ่จะร่วมชะตากรรม แต่มองไม่เห็น)

 

เข้าเรื่องเลยครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นระหว่างรอเข้ามหาลัย…
ผมจำได้ว่าเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์แรกหลังจากจบม.6 เลยครับ
หลังจากสอบ Onet-Anet เสร็จพวกผมก็ว่างระหว่างรอผล ผมมักจะไปนั่งเล่น
ที่โรงเรียนเป็นประจำ ถึงซัก 5-6 โมงก็จะขับรถกลับบ้านครับ เป็นแบบนี้เกือบทุกวัน

 

เพราะผมเองช่วยอาจารย์เขาดูวงโรงเรียนบ้างครับ
และผมเป็นกรรมการนักเรียนที่พึ่งหมดวาระด้วย
เหตุการณ์วันนั้นเป็นอะไรที่ผมสับสนมากครับ ผมไม่ได้กลัวโรงเรียนนะครับ
เพราะมันเป็นอะไรที่ช่างไม่มีมูลเลย

 

ผมจำได้ว่าช่วงนั้นพฤษภาครับ คือผมประกาศแล้ว ติดมหาลัยที่เรียนจบมานี่ล่ะครับ
ตอนนั้นโคตรเท่เลย 5555 ผมก็ไปนั่งเล่นกีตาร์เล่นอะไรไปเรื่อย ตรงลานหน้าเสาธงครับ
เรียกว่าอะไรดีล่ะ หลังลานละกัน เพราะถ้าหน้าลานคือเสาธง ผมนั่งอยู่ตรงข้ามเสาธงครับ

 

เล่นกีตาร์ตั้งแต่บ่ายแก่ๆ จนซัก5-6โมงเย็นละครับผมก็นั่งหันหน้าไปทางเสาธง
ที่มีตึกเก่าอยู่หลังเสาธง ทิศที่ผมหันหน้าก็คือหันไปทางเสาธงโดยมีลานอยู่ตรงกลาง
ระหว่างผมและเสาธง และมีตึกเก่าหน้ากว้างประมาณ 50 เมตร โดยด้านซ้ายมือของผม
จะเป็นตึกดนตรีครับ ระหว่างที่ผมเล่นกีตาร์อยู่นั้น

 

ผมก็เห็นนางรำคนนึง คือแจ่งเต็มยศมากครับ คือชุดนางรำแบบแต่งหน้า
ทรงเครื่องเต็มมากเดินลงมาจากตึกดนตรี ตอนนั้นผมไม่แปลกใจเลย
เพราะโรงเรียนผมนั้น หลังจากเปิดเทอมมา2สัปดาห์(โดยประมาณ) จะมีงานของโรงเรียนครับ

 

อยู่มาหลายปีก็ชินละครับ คือตอนที่เห็นก็คือซ้อมรำตั้งแต่หน้าตึกดนตรีครับ
แล้วเดินรำไปเรื่อยโดยอ้อมที่ตึกหลังเสาธงจากด้านซ้ายครับคือจากที่ไม่แปลกใจ
ก็ตกใจมากครับ เนื่องจาก ตอนที่นางรำคนนั้นเดินรำ เพียงแค่สไบที่ห้อยจากข้างหลัง
พ้นสายตาทางมุมตึกไป มือที่ตั้งวงอยู่ก็ค่อยๆโผล่มาจากทางขวาของหลังตึก
เป็นนางรำคนเดิมครับ นาทีนั้นผมยังคิดนะครับ “มี 2 คนหรอวะ”

 

แต่ผมมั่นใจว่าผมเห็นคนเดียวนะ ไม่ได้เห็น2 คน แล้วชุดเต็มแบบนี้
ปกติมันน่าจะมีชุดเดียวนะ ชุดอื่นก็ตัวรอง ต้องแต่งน้อยกว่านี้ แล้วแต่งหน้าเต็มขนาดนี้เลยหรอ
ระหว่างที่กำลังคิดอยู่นั้น นางก็ทำสิ่งที่ผมมั่นใจว่าไม่ใช่คนแน่ๆครับ

 

นางเคลื่อนที่แบบพริบตา จะเรียก Jumper ก็ได้ครับ พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ 3พรึ่บ!!!
มาถึงกลางลานเลย ไม่เกิน 2 พรึ่บ มาถึงพวกผมแน่ นาทีนั้นผมแบกกีตาร์คว้าถุงกีตาร์
วิ่งขึ้นตึกเรียนข้างหลังเลยครับ คิดว่าอยู่ไม่ได้แล้ว น้องๆผมก็งง แล้วเดินตามขึ้นมาครับ

 

ผมไม่ได้เล่าให้ใครฟังครับ ผมประคองสติที่เหลือเก็บกีตาร์ใส่กระเป๋าแล้วออกไปทางข้างตึก
ที่ผมจอดรถไว้แล้วขับออกมาโดยบอกน้องๆผมว่า ออกมาก่อนค่อยเล่า
ผมขับไปจนถึงร้านกาแฟที่นั่งกันบ่อยๆแล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง
โดยที่แต่ละคนก็นึกไม่ออกว่าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นหรือมีประวัติหรือไม่

 

หลังจากนั้นผมตั้งสติได้ก็กลับบ้านครับเข้าใจเลยว่าคนที่บอกว่าโดนผีหลอกแล้วคุยไม่รู้เรื่อง
มันเป็นยังไง คือมันไม่ได้อะไรนะครับ แต่มันนึกวนเวียนตลอด ทบทวนตลอด
ว่าที่เจอมามันคืออะไรกันแน่ ผมไม่ไปนั่งที่โรงเรียนจนเข้ามหาลัยอะครับ
เสาร์อาทิตย์ตอนเปิดเทอมก็มาบ้าง แต่ไม่เคยอยู่เย็นขนาดนั้นอีก
กลัวเขา Jump มาอยู่ข้างหลังครับ…

 

 

สยองบ้านนางรำ – คุณบอยฉีดปลวก

 

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่บ้านหลังหนึ่ง ในจังหวัดกรุงเทพ เมื่อประมาณสี่ปีที่ผ่านมา คุณบอยเริ่มทำงานเกี่ยวกับกำจัดแมลงกับเพื่อน ได้ประมาณปีกว่าๆ และโชคดีได้คอนแทรคกับลูกค้าคนหนึ่ง ซึ่งอยากให้ทีมคุณบอยเข้าไปดูแลกำจัดแมลงภายในบ้าน คุณบอยก็ได้ตอบตกลง และเข้าไปดูสถานที่ในช่วงเวลาประมาณบ่ายโมง

 

บ้านหลังนี้ปลูกห่างจากหลังอื่นๆพอสมควร มีต้นกล้วยเรียงรายทั้งสองข้างทาง ตั้งแต่ทางเข้าบ้าน ซึ่งมีแต่ต้นกล้วยทั้งหมด ลักษณะบ้านเก่าพอสมควร มีสองชั้น ชั้นหนึ่งจะเป็นปูนเหมือนบ้านทั่วๆไป ส่วนชั้นสองทำจากไม้ เป็นแบบเรือนไทย มีการแกะลวดลายกนกเหมือนบ้านทรงไทยสมัยก่อน ดูๆแล้วก็เหมือนกับยกเอาบ้านเรือนไทยทั้งหลัง มาประกอบกับบ้านปูน จนเป็นบ้านสองชั้น…บ้านหลังนี้มีคนดูแลอยู่หนึ่งคน เป็นพี่ผู้หญิงวัยกลางคน กับคุณป้าอีกคนนึง อายุประมาณห้าสิบปี ซึ่งเป็นอัมพาต พูดไม่ได้ และไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ ทำได้อย่างเดียวคือขยับลูกกะตา ต้องนั่งอยู่บนรถเข็นตลอดเวลา จะมีก็แต่คนดูแล ที่ต้องคอยดูแลบ้าน ไปพร้อมๆกับดูแลผู้ป่วยด้วย คุณบอยและเพื่อนเข้าไปแนะนำตัวกับผู้ดูแล จากนั้นก็เข้าไปดูภายในตัวบ้าน ชั้นล่างเป็นบ้านธรรมดาทั่วไป แต่ในส่วนที่เจ้าบ้านจะให้ดูแลคือชั้นสอง

 

เมื่อคุณบอยเดินขึ้นไปชั้นบน คุณบอยรู้สึกขนลุกขึ้นมาทันที ชั้นสองทำจากไม้ที่มีการแกะลวดลายสวยงาม ดูเก่าและขลังพอสมควร บริเวณบ้านส่วนมากจะเป็นลานโล่งๆ หลังคาทรงสูง มีตู้กระจกตั้งอยู่ข้างฝาบ้านหกตู้ ภายในตู้เต็มไปด้วยชุดนางรำเก่าๆ ทั้งชายและหญิง คุณบอยถามกับคนดูแลว่า “พี่ ทำไมมีชุดเต็มไปหมดเลย” ผู้ดูแลตอบว่า “ที่นี่สมัยก่อน เป็นสถานที่ที่เอาไว้สอนเกี่ยวกับการฟ้อนรำ มีบรรดาครูๆ มาใช้สถานที่แห่งนี้ สอนเด็กนักเรียนของเค้า” คุณบอยถามต่อว่า “แล้วชุดพวกนี้ทำไมเค้าไม่เอาไปด้วย” ผู้ดูแลตอบกลับมาว่า “เค้าเอาให้ไว้เป็นที่ระลึก เพราะคุณป้าที่เป็นอัมพาต เอื้อให้ใช้สถานที่ในการสอน โดยที่ไม่เก็บค่าอะไรเลย” เมื่อคุณบอยและเพื่อนเดินสำรวจบริเวณบ้าน เพื่อวางสโคปงานที่จะต้องทำ และถามคนดูแลว่าสดวกให้ทำงานตอนกี่โมง คนดูแลบอกว่าสดวกให้ทำช่วงกลางคืน คุณบอยและเพื่อนได้ยินเช่นนั้นก็ทำท่าอิดออดเล็กน้อย

 

เพราะด้วยบรรยากาศของบ้าน ขนาดเป็นตอนกลางวันยังรู้สึกน่าขนลุก แล้วถ้าเป็นตอนกลางคืนไม่อยากจะคิดเลย ว่าจะรู้สึกยังไง คนดูแลเหมือนจะสังเกตอาการของคุณบอยและเพื่อนออก จึงพูดว่า “ช่วยทำหน่อยเถอะ เคยจ้างบริษัทใหญ่ๆแล้ว มีคนมาสำรวจบ้าน แต่ไม่มีที่ไหนเลยที่กล้าทำ” คุณบอยเริ่มคิดหนัก เพราะทั้งๆที่บริเวณบ้านก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากนัก แต่ทำไมบริษัทใหญ่ๆถึงต้องปฏิเสธ หรือเพราะจะกลัวอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่รู้ว่าบางอย่างนั่นมันคืออะไร ช่วงนั้นบริษัทของคุณบอยกำลังเปิดใหม่ๆ ถ้าปฏิเสธลูกค้ามันจะดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก คุณบอยจึงถามว่า “พี่ แล้วสดวกเวลาไหนบ้างครับ” ผู้ดูแลบอกว่า “ขอเป็นหลังเที่ยงคืน” คำตอบนี้ทำให้คุณบอยกับเพื่อนรู้สึกเย็นที่สันหลังวาบ คนดูแลให้เหตุผลว่า หลังจากห้าทุ่ม จะพาคุณป้าลงไปนอนที่ชั้นล่าง และตัวเองจะกลับไปนอนที่บ้านอีกหลังหนึ่ง

 

คุณบอยคิดว่าไหนๆก็มาถึงที่นี่แล้ว จึงจำใจตอบตกลง คิดแค่ว่าคงไม่มีอะไร เพราะว่ามาทำงานเฉยๆ คุณบอยบอกกับคนดูแลว่า ขอเริ่มงานพรุ่งนี้เลย แต่คนดูแลขอเลื่อนไปเป็นอาทิตย์หน้าแทน คุณบอยก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร เมื่อเวลาผ่านไปจนครบอาทิตย์ คุณบอยและเพื่อนก็เดินทางไปที่บ้านหลังนั้นอีกครั้ง ปรากฏว่าเจอเข้ากับคนดูแลคนใหม่ ซึ่งคนเก่าได้ลาออกไปแล้ว คนดูแลคนใหม่บอกให้ทำงานตามที่ตกลงไว้ได้เลย พอถึงวันทำงานจริง บรรยากาศแตกต่างจากตอนกลางวันอย่างลิบลับ คุณบอยและเพื่อนต้องขับรถผ่านเข้าไปในสวนมืดๆ เกือบครึ่งกิโลเมตร ซึ่งมีต้นกล้วยขนาบข้างไปตลอดทาง มีลมอ่อนๆพัดอยู่ตลอดเวลา ทำให้ใบกล้วยโยกไหวไปมาทั้งสวน เหมือนมือคนนับพันๆมือ กำลังกวักเรียกให้คุณบอยละเพื่อนเข้าไปหา

 

คุณบอยพยายามไม่คิดฟุ้งซ่าน เพ่งสติไปในการขับรถ จนไปถึงที่หมาย ตัวบ้านจะตั้งตระหง่านอยู่ท้ายสวน มีต้นกล้วยเป็นฉากด้านข้างและด้านหลัง ดูมืดทึบน่ากลัว ต่างจากที่เคยเห็นเมื่อตอนกลางวันอย่างเทียบกันไม่ได้ คุณบอยจอดรถไว้ที่หน้าบ้าน เห็นคนดูแลยืนรออยู่ที่หน้าประตูบ้านพอดี ซึ่งคุณบอยมองดูแล้วก็ต้องรู้สึกสงสัย ว่าทำไมต้องออกมายืนรอข้างนอกมืดๆแบบนี้คนเดียว คุณบอยและเพื่อนก้าวลงจากรถแล้วเดินตรงเข้าไปหา คนดูแลยื่นกุญแจบ้านให้คุณบอย และพูดแค่ว่า “เดี๋ยวพรุ่งนี้เจอกันนะ เสร็จแล้วล็อคบ้านให้พี่ด้วย” จากนั้นก็ขี่รถกลับออกไปทางหน้าบ้าน คุณบอยคิดแค่ว่ารีบทำให้มันเสร็จๆดีกว่า จะได้รีบกลับ จึงเดินเข้าไปในบ้านกับเพื่อน

 

สิ่งแรกที่เห็นหลังจากก้าวเข้ามาในบ้านคือ คุณป้าที่เป็นอัมพาตนอนอยู่บนเตียงกลางบ้าน มีแสงไฟอ่อนๆ จากโคมไฟบนโต๊ะข้างๆที่นอน ส่องให้เห็นแค่บริเวณตรงกลางของบ้าน คุณบอยมองดูแล้วก็ต้องรู้สึกแปลกใจ ว่าทำไมเจ้าของบ้านถึงปล่อยให้คุณป้า ซึ่งเป็นอัมพาตนอนอยู่คนเดียว ไร้คนดูแลในตอนกลางคืน คุณบอยและเพื่อนเดินเลี้ยวขวา ขึ้นบันไดไปที่ชั้นบนอย่างช้าๆ เพราะบริเวณนี้ค่อนข้างมืดมาก ในขณะที่กำลังเดินขึ้นบันได หูก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดัง “ตึ้ง!!” คุณบอยกับเพื่อนชะงักเท้าทันที แต่ตอนนั้นยังคงจับทิศทางของเสียงไม่ได้ จนมันดังขึ้นอีกครั้ง “ตึ้ง!!” ครั้งนี้คุณบอยรู้ขึ้นมาทันที ว่าเสียงมันดังมาจากแถวๆที่คุณป้านอนอยู่ คุณบอยจึงเหลียวไปมอง ปรากฏว่าเห็นขาทั้งสองข้างของคุณป้า ยกสูงขึ้น แล้วหล่นลงกระแทกกับเตียงนอนดัง “ตึ้ง!!” ลักษณะคล้ายๆกับคนนอนเหยียดตัวตรง แล้วยกขาทั้งสองข้างขึ้น แล้วก็ปล่อยลงมากระแทกกับเตียง เพื่อนตกใจ พูดขึ้นว่า “เฮ้ย ป้าเค้าไม่ได้เป็นอัมพาตนี่ ลองคุยกับป้าเค้าดูหน่อยมั้ย”

 

คุณบอยกับเพื่อนค่อยๆเดินเข้าไปหา แต่ปรากฏว่าเห็นคุณป้ากำลังหลับสนิท ไม่มีอากัปกิริยาที่จะสามารถยกขาขึ้นมาเองได้ ทำให้คุณบอยและเพื่อนรู้สึกงงมาก ไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น คุณบอยเริ่มรู้สึกไม่ค่อยดี จึงบอกกันเพื่อนว่า “รีบๆทำงานดีกว่า นี่มันจะตีหนึ่งแล้ว จะได้รีบกลับ ไม่อยากอยู่ที่นี่นาน” ทั้งสองคนจึงเดินตรงไปที่บันได ในขณะที่กำลังเดินขึ้นไปชั้นบน กลับได้ยินเหมือนมีเสียงคนเดินอยู่ข้างบน

ลักษณะการเดินเหมือนเดินแบบซอยเท้าถี่ๆ โดยใช้ส้นเท้าเดิน “ตึกๆๆๆ” แต่เสียงมันไม่ได้ดังมากนัก แต่เนื่องจากบริเวณโดยรอบของบ้านค่อนข้างเงียบมาก จึงทำให้ได้ยินอย่างชัดเจน คุณบอยมองขึ้นไปบนปลายบันไดที่มืดทึบ นึกในใจว่าต้องมีคนอยู่ข้างบนแน่ ค่อยๆเดินย่องขึ้นบันไดทีละขั้น โดยมีเพื่อนเดินตามอยู่ข้างๆ เสียงมันเริ่มดังถี่ขึ้น จนเหมือนกับว่าไม่ได้มีแค่คนเดียว คุณบอยค่อยๆชะเง้อหน้าขึ้นไปมอง บริเวณชั้นสองค่อนข้างมืดมาก แต่เหมือนมีอะไรสักอย่างกำลังขยับเขยื่อนอยู่ในความมืด ตรงลานกลางบ้าน คุณบอยพยายามเพ่งมองดูสักพัก เห็นเป็นนางรำประมาณสี่คน กำลังกางแขนซอยเท้ารำอยู่บนลานกลางบ้าน

 

ทั้งสี่คนสวมชุดนางรำไทยโบราณสวยงาม และสวมชฎาบนหัว เต้นรำกันอย่างพร้อมเพียง เหมือนกับว่าซ้อมเต้นกันมาหลายครั้งแล้ว เพื่อนที่ยืนอยู่ข้างๆก็พูดขึ้นว่า “ใครมาซ่อมเต้นอะไรดึกดื่นป่านนี้” แต่คุณบอยกลับคิดว่าสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าตอนนี้ เหมือนกับว่าไม่ใช่คน เพราะถ้าเพ่งมองดูดีๆ จะเห็นว่านางรำทุกคนไม่มีหน้า เห็นเป็นสีดำๆแทน แต่สีผิวเห็นเป็นสีขาว เหมือนผ่านการอาบแป้งมาทุกคน จังหวะนั้นเอง สายตาของคุณบอยก็เหลือบไปเห็นผู้ชายคนหนึ่ง สวมหัวโขน เดินออกมาจากตู้เสื้อผ้า แล้วมายืนรำอยู่ข้างๆนางรำทั้งสี่คน คุณบอยรู้สึกขนลุกต่อภาพที่เห็น ตอนนั้นแน่ใจแล้วว่า สิ่งที่อยู่ตรงหน้าต้องไม่ใช่คนแน่ๆ อยากจะวิ่งลงไปข้างล่าง แต่ขามันตายสนิทเพราะความกลัว ผู้ชายที่สวมหัวโขน ยืนเต้นรำโดยหันข้างให้คุณบอย ค่อยๆซอยเท้าเข้ามาหาคุณบอยเรื่อยๆ ในท่าหันข้าง คุณบอยรู้สึกกลัวจนจับใจ หัวใจเต้นแรงเหมือนมันจะทะลุออกมานอกอก สักพักต่อมา อยู่ๆนางรำทั้งชายหญิงก็หยุดนิ่ง ยืนมองมาตรงบันได ที่ที่คุณบอยและเพื่อนแอบดูอยู่ แล้วตะโกนเสียงดังใส่หน้าว่า “มองอะไร!!”

 

คุณบอยสะดุ้งจนได้สติ รีบวิ่งลงบันได โดยมีเพื่อนวิ่งตามหลังมาติดๆ พอมาถึงประตูบ้าน ก็ต้องรู้สึกใจหายวูบ เพราะประตูมันเปิดไม่ออก คุณบอยพยายามเขย่าประตู พร้อมกับเหลียวกับไปมองที่บันได กลัวว่าจะมีอะไรตามลงมาด้วย แต่สิ่งที่คุณบอยเห็นคือ คุณป้ากำลังนั่งอยู่บนเตียง จ้องมาทางคุณบอย แล้วพูดเบาๆว่า “กลับกันแล้วเหรอ” คุณบอยมองตาค้าง คนที่เป็นอัมพาตจะลุกขึ้นมานั่งแบบนั้นได้ยังไง

แต่ก็อยู่ในอาการตกตะลึงได้ไม่นาน เพราะได้ยินเสียงเหมือนคนซอยเท้าบนชั้นสอง ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ถ้าขืนช้าไปกว่านี้ นางรำข้างบน คงจะเดินเรียงแถวกันลงมาข้างล่างเป็นแน่ คุณบอยทนไม่ไหน ถีบประตูจนกลอนหลุดกระเด็น วิ่งพรวดออกจากบ้าน กระโดดขึ้นรถ แล้วเหยียบออกจากบ้านหลังนั้นทันที ระหว่างทางกลับ คุณบอยกับเพื่อนไม่พูดอะไรกันเลยแม้แต่คำเดียว จนวันรุ่งขึ้น ก็ได้กลับมาที่บ้านหลังนี้อีกครั้ง เห็นคุณป้านอนอยู่บนเตียงเหมือนเดิม คุณบอยพยายามเล่าเรื่องเมื่อคืนให้คนดูแลฟัง

 

แต่คนดูแลกลับบอกว่า “เป็นไปไม่ได้ ป้าเค้าเป็นแบบนี้มาตั้งหลายปีแล้ว จะขยับตัวไม่ได้” ด้วยความสงสัย คุณบอยจึงติดต่อไปหาเจ้าของบ้าน แล้วเล่าทุกๆอย่างให้ฟัง ทางเจ้าของบ้านบอกว่า “สงสัยจะเป็นพี่ผู้ชายคนเก่า ยังคงมาวนเวียนดูแลคุณป้าอยู่” คุณบอยสงสัยตรงคำว่าวนเวียน จึงถามว่ามันคืออะไร ก็ได้รับคำตอบว่า สมัยก่อน มีคนดูแลคนหนึ่ง ซึ่งเป็นโรคประสาท ชอบยกเท้าคุณป้าขึ้นแล้วเหวี่ยงลง พักหลังเจ้าของบ้านทราบเรื่อง ก็เลยไล่ออก และห้ามเข้ามาในบ้านอีก ซึ่งตัวเค้าเองกลับรู้สึกว่ารับไม่ได้ หรืออะไรก็แล้วแต่ จึงได้มาผูกคอตายอยู่ตรงบันได และตอนที่เจ้าของบ้านมาเห็นศพ รู้สึกตกใจมาก เพราะตาของศพจ้องเขม่นไปตรงที่คุณป้ากำลังนอนอยู่ เจ้าของบ้านยังบอกอีกว่า ปกติคุณป้าจะขยับตัวลุกขึ้นนั่งไม่ได้ และพูดไม่ได้ เพราะงั้นสิ่งที่คุณบอยกับเพื่อนเห็น คงจะไม่ใช่คุณป้าแน่นอน ส่วนสิ่งที่อยู่บนชั้นสอง มันเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ที่เห็นแค่นั้นยังน้อยไป เพราะบนชั้นสองมีมากกว่านั้นเยอะ

 

พอคุณบอยได้ยินแบบนี้ ก็เลยขอปฏิเสธที่จะทำงานตอนกลางคืน แต่ขอทำตอนกลางวันแทน ทางเจ้าของบ้านก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร และจะมาช่วยยืนคุมงานด้วย และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

 

 

มโนราห์หน้าขาว – สมาชิกหมายเลข 3341624

 

ว่า อ้อ ออ ออ ว่า อ้ออออออ…
ตึงๆตึ่งโป๊ะ ตึงๆตึ่งโป๊ะ โป่ะ โป่ะ…..
แม่โนราห์ตัวน้อยยยยยย…
เฝ้าคอยความหวังงงงงงงงง…

 

………เคยเล่าไว้แล้วในโพสต์แรก ตอนที่เรายังเด็ก ว่าเราเคยปีนขึ้นไปเล่นบนบ้านโนราห์ ที่คนในบ้านตายยกครัว แต่ปัจจุบันบ้านหลังนั้น ผุพังกลายเป็นกองไม้ ที่ดินก็มีต้นไม้ต้นหญ้า พวกไม้หนาม และสะตอเบา ขึ้นแทนเต็มไปหมด กลายเป็นป่ารกๆใกล้บ้านเราไป

“แม่ แล้วเค้าเป็นไอ้ไหรตายกันเหม็ดบ้านอ่า”

“ไปถ๊าม พ่อแลต่ะ แม่ใช่รู้เรื่องนิ พ่อนั้นรู้”

เรากะเลยไปถามพ่อ พ่อกะว่า

“แล้วอิโร้ไปทำไหรล่ะ อย่าไปทำท่าวกะเค้าต่ะ ใช่เรื่อง”

……..บางคืนตอนดึกๆ เสียงดนตรีโนราห์ ลอยแว่วมา เรามักตื่นมานั่งฟัง พอเช้าก็ถามแม่ ถามพ่อ พ่อกับแม่ก็จะแสดงอาการกังวลใส่ แม่นั้นมักเข็นเราเข้าวัดทำบุญตลอด

……….ที่ข้อมือเรา พ่อเอาสายสิญจน์ คล้องตระกรุดมาสวมให้ ไม่เคยให้ถอดออกมาหลายปีแล้ว เคยเผลอถอดออกวางไว้ พ่อมาเห็น พ่อหวดเราด้วยไม้เรียวตรงนั้นเลย

“พ่อบอกแล้วช่ายม้าย ว่าห้ามถอด” เพี้ยะๆเข้าให้

………..เราก็น้อยใจไปร้องไห้กับแม่ ว่าทำไมแค่ถอดสายตะกรุดออก ต้องตีด้วย แม่ก็บอกว่า แม่กลัว “โนราห์หน้าขาว”
มาเอาไปอยู่ด้วย เราก็สงสัยอะไรคือโนราห์หน้าขาวที่ว่า
พอโตมากพอแล้ว เราก็เลยถามพ่อในวันนึง

“พ่อ ไอ้ไหรคือโนราห์หน้าขาว”

พ่อก็นิ่งๆแล้วเล่าให้ฟัง

“จำบ้านโนราห์เก่า ที่นุ้ยเคยไปปีนเล่นแรกเอียดๆได้หม้ายล่ะ”

“จำด้าย ”

“นั้นแนะ ที่คนโนราห์บ้านนั้น ตายเรียบ กะโนราห์หน้าขาวนั้น

แนะ เอาพวกเค้าไปอยู่ด้วย”

“กะแล้วไซร เค้าเป็นใครอ่า ถึงมาเที่ยวฆ่าคน”

“กะใช้มีใครโร้นิ ว่ามาแต่ไหน ที่จริงเค้ากะใช่ฆ่าตรงๆ แต่น่าอีบันดาลให้ตายไปทีละคน จนหมดครัว เหลือคนนึงรอดไปได้ ทุกวันนี้พ่อไม่เห็นหลบมาแลที่ดินตัวเองเลย”

 

………..พ่อเล่าว่า สมัยนั้นบ้านข้างๆเป็นโนราห์ย้ายมาจากพัทลุง ข้ามมาอยู่ที่ตรัง พากันมาเป็นครอบครัว มีกันอยู่6คน ทุกคนรำโนราห์เป็น แล้วก็มารับรำโนราห์ตามงานจ้างฝั่งตรัง
ตัวเอกนั้นรำเก่งรำสวยมากเป็นหญิง ร้องบทก็ไพเราะ กำลังทำท่าจะไปได้ดี ก็มาผูกคอตายทั้งที่สวมชุดทรงเครื่องคาบ้าน
ตาถลน ลิ้นจุกปาก ในมือยังกำพระอยู่เลย

……………ทีนี้ตอนเค้าเอาศพไปวัด ตอนนั้นวัดยังเป็นแค่สำนักสงฆ์กลางป่า ตอนที่หามศพไป มีคนที่เดินตามศพ เห็นว่า มีคนสวมชุดโนราห์ นั่งไปบนศพที่คนช่วยกันหาม หันหน้ามามอง แต่หน้านั้นขาววอก ไม่มีหน่วยตา ไม่มีอะไรเลยบนหน้า เหมือนเอาแป้งโป่ะไว้เฉยๆบนหน้า

…………………..คนที่เดินตามที่เห็นเค้าก็พากันเดินกลับเลย แต่คนที่หามไปด้านหน้า ไม่มีใครเห็นหรอก
พอเผาศพคนนั้นไปไม่นาน ศพ2 ศพ3 ก็ตามมาติดๆกัน คนนึงตกบ้านคอหักตาย อีกคนจมน้ำทั้งที่ว่ายน้ำเป็น แล้วจุดที่จมตายน้ำลึกแค่ราวนมคนตาย เป็นลูกชายของบ้านทั้งคู่

“ตอนที่เค้าหาม2ศพนั้นไป พ่อนั่งแล บนบ้าน หวันมุ้งมิ้งนิ พ่อก็ว่า ใครวะ มันแต่งชุดโนราห์นั่งไปบนศพ พอลงเรือนอีวิ่งไปแล ก็ไม่เห็นไหร”

นั่นคือคำยืนยันจากพ่อ ที่ว่าเคยมีคนเห็นคนแต่งชุดโนราห์นั่งไปบนศพแรก เป็นเรื่องจริง และเราก็เชื่อที่พ่อเล่า ว่าพ่อไม่โกหกเรา

“นี้นะ พอ3ศพแล้ว พอกลางคืน มีคนเดินผ่านทางนี้ ก็เห็นว่ามีโนราห์4คน คนนึงหน้าขาววอกเดินนำหน้า อีก3คน ไอ้คนเห็นมันจำได้ว่า เป็น3คนที่ตายนั้นแนะเดินตามรอบบ้านเลย”

………….ทีนี้ตอนนั้นบ้านนั้นเหลือคนแค่3คนแล้ว เป็นพ่อ กับลูกสาวอีก2 ยังวัยรุ่นๆอยู่เลย เขาก็กลัว ตอนนั้นพ่อว่า คนเป็นพ่อ เอาลูกสาว2คนมาฝากไว้กับปู่ เพราะบ้านใกล้กันที่สุด
คนพ่อนั้นเห็นว่าอีหลบพัทลุงไปตามคนมีวิชามาช่วย พ่อว่าพอเอาสองสาวนั้นมาฝากไว้กับปู่ พอตกกลางคืน มีเสียงคนมาขานบทโนห์ราอยู่ที่ข้างบ้าน
ตอนนั้นพ่อจะออกไปดู แต่ปู่ห้ามไว้ พ่อว่าตอนนั้นบนบ้าน มีปู่ มีพ่อ กับลูกสาวลุงคนนั้นรวม4คน ไอ้เสียงร้องบทโนราห์มันก็ร้องไม่ยอมหยุด จนสองสาวนั้นกอดกันแน่นร้องไห้ จนปู่ตะโกนสวนออกไปเลยนะ

…….”ที่นี้เรินกู โบ๋อย่ามาเอิด อีทำไหรใครกะได้ข้างนอก แต่ม่ายช่าย ที่เรินกู ไป หลบเรินโบ๋ไป๊”

……………พอปู่ตะโกนจบประโยค เสียงร้องบทโนราห์ที่ว่าก็ค่อยๆห่างบ้านไป พ่อว่าตอนนั้นพ่อกลัวมาก แต่อยากเห็น ปู่บอกพ่อว่า
อีหน้าขาวนั้นไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่น่าจะเป็นหัวหน้า มันจะมาตามเอาคนที่เหลือไปอยู่กับมัน

…………พ่อว่าปู่เป็นคนมีครู มีวิชาพอตัว เพราะปู่เคยเป็นศิษย์สำนักเขาอ้อ ที่พัทลุง ปู่นั้น ปั้นหุ่นพยนต์จากดินเผาแล้วกำกับคาถา พันด้วยด้ายมัดตราสัง จากศพตายโหง แล้วเอาไปวางไว้รอบบ้านทั้ง4มุม

“พอค่ำ อีโนราห์หน้าขาวกะพาพวกมาหล่าว ขานบทร้องมาแต่บ้านมันนุ พ่อก็นั่งฟัง ปู่ก็นั่งบนบ้านนั่นแล่ะ พนมมือ พักเดียว พ่อได้ยินเสียงเหมือนคนตีกันอยู่ข้างล่าง แบบดัง ตุ๊บตั่บๆ ตุบตั้บ ลั่นข้างบ้านเลย”

…………พอเช้ามา ต้นไม้ต้นหญ้าข้างบ้านด้านที่หันไปทางบ้านโนราห์ผี ก็แลดูเละเทะเหมือนมีวัวมาขวิดกันตรงนั้นสัก10ตัว เละไปเป็นแปลง ปู่บอกพ่อว่า
“เออ เอาต่ะ อีเข้าบ้านกูพรือ ลูกน้องกูกะยังกันเอาต่ะ”

………..พ่อว่า อีผีโนราห์หน้าขาวนั้นมันก็มาอีกไม่เข็ด จะมาเอาสองลูกสาวบนบ้านให้ได้ ปู่ต้องซ่อมหุ่นพยนต์ตลอด บางเช้าหุ่นก็แขนหัก ขาหัก พ่อว่า ปู่ก็กังวลนะ กลัวหุ่นพยนต์จะแพ้

“แล้วไซร ปู่ไม่บุกไปปราบมันเข้าอ่ะพ่อ”

“อื้อ อย่าว่าแต่ปราบต่ะ ปู่กันมันได้กะบุญหัวแล้ว”

ถามอีสองสาวรุ่นนั้นว่ารู้ม้าย ผีโนราห์หน้าขาวนั้นเป็นใคร มาแต่ไหน ถึงได้ตามจองเวรจัง อีสองสาวก็ไม่รู้เรื่องว่าเป็นใครยังไง..

บทสวดที่กล่าวถึงในการเล่าต่อไปนี้ น่าจะสวดทำนองประมาณนี้เปิดฟังได้ระหว่างอ่านก็ดีนะ เผื่อจะได้นึกภาพออก

__ปู่เอาตะกรุดปลุกเสก พ่อบอกว่าเป็นตะกรุด ที่ปู่ได้มาจากวัดเขาอ้อ สมัยไปอยู่เป็นศิษย์ที่นั่น มาผูกให้ทั้งพ่อ และสาวรุ่นครอบครัวโนราห์นั้น พ่อว่าพ่อมั่นใจมาก เพราะวัดเขาอ้อมีชื่อเสียงอยู่แล้วเรื่องเครื่องรางอาคม

___ปู่ก็สั่งให้พ่อคอยดู2สาวรุ่นไว้ด้วย ว่าอย่าให้ออกไปนอกเขตบ้าน แม้แต่ตอนกลางวันก็ห้าม 7วันให้หลัง พ่อของ2สาวก็กลับมาจากพัทลุง พาพระธุดงค์มาด้วยรูปนึง แกบอกว่าไปตามหาหมอผี หาคนมาช่วยแต่หาไม่ได้ เลยเดินทางกลับ เพราะห่วงลูกสาวที่ฝากไว้ เจอท่านธุดงค์ผ่านมาทางป่าพยอม ฝั่งพัทลุง เลยเล่าความเดือดร้อนให้ฟัง ท่านก็มาช่วย

____ปู่ก็ไปด้วย ไปกันตอนกลางวัน ที่เหลืออยู่บ้านปู่ หายกันไปนานปู่ก็กลับมาที่บ้านกันทั้งหมด ปู่ก็บอกพ่อว่า

“ตาหลวงท่านนั่งทางใน เข้าไปแหลงแล้ว ท่านว่าเค้าไม่ยอม เค้าว่าเค้าเป็นเจ้ากรรมนายเวรของตระกูลนี้ เค้าเคยถูกบรรพบุรุษสกุลนี้ ที่เป็นโนราห์ด้วยกัน ทำให้เจ็บช้ำน้ำใจจนตรอมใจตาย ก่อนตายเค้าอาฆาตเอาไว้ ว่าอีเอาคืนแบบล้างโคตร ลูกหลานสกุลนี้ที่รำโนราห์เป็น ..ทุกคน..”

“เขาบอกตาหลวงมาว่า …กูอีเอาพวกไปอยู่กับกูทุกคน…”

“แล้วตาหลวง ทำไอ้ไหร ม้ายด้ายมั่งเห้อ”

“เรื่องนี้ฉ้าน ช่วยไอ้ไหรม้ายด้าย ฉ้านติดต่อเค้าได้ แหลงกับเค้าได้ แต่ปราบเค้าม่ายด้าย”

____ในวันนั้นก็เลยได้รู้แค่ว่า มโนราห์หน้าขาว เป็นเจ้ากรรมนายเวรเก่าแก่ของสกุลนั้น ที่ตามกันมาแต่พัทลุง พอถึงที่ดวงของคนนั้นกำลังอ่อน เลยโดนอำให้ฆ่าตัวตาย ทั้งผูกคอ โดดลงจากบ้านเอาหัวลง และมุดน้ำตาย

____พระท่านไป ลุงนั้นแกก็หนักใจ บ้านเองก็กลับไปนอนไม่ได้ ปู่เลยชวนให้นอนอยู่ที่บ้านปู่นี่แล่ะ จนผ่านไปครึ่งเดือนน่าจะได้ เช้ามาคนตื่น แต่พบว่า 1ใน2สาวหายไป มีรอยเท้า2รอย เหมือนโดดลงไปจากชั้น2ของบ้าน
(อันนี้ตัวเราก็เคยโดนมาตอนเด็กๆที่โดนอำให้โดดลงไปจากบ้านตอนดึกๆ ตามที่เคยเล่าไปในโพสต์แรก)

____รอยเดินตรงกลับไปที่บ้านนั้นเลย ตาลุงแกก็วิ่งร้องไห้นำหน้า ปู่ก็เดินตามหลังไปกับพ่อส่วนอีกสาวไม่กล้าตามไป รออยู่บนบ้าน พ่อว่าพอไปถึงพากันขึ้นไปบนบ้าน อีสาวนั้นผูกคอตายจุดเดียวกับแม่เขาเลย ปู่ไปดูที่ข้อมือไม่มีตะกรุดปู่ พอกลับมาเลยพบว่าสาวที่โดดลงเรือนไปผูกคอตายตอนดึกน่ะ อาบน้ำแล้วถอดตะกรุดทิ้งไว้ในห้องน้ำ

___เลยไปตามชาวบ้านมาช่วย ชาวบ้านเขาก็กลัวๆบ้านหลังนั้นอยู่ แต่ก็มาตามน้ำใจคนชนบท เอาศพไปเผา พ่อว่ามันน่าหดหู่มาก ที่ต้องมายืนมองดูรูปคนตายติดไว้ที่ฝาบ้านเรียงรายถึง4คนแม่1 ลูก3 เหลือพ่อกับลูกสาวอีกคนที่ยังรอด

___ปู่ก็หัวเสียมาก กับเรื่องนั้น ปู่เลยพาพ่อ ลุงเจ้าของบ้าน กับลูกสาวอีกคนพาไปฝากสำนักสงฆ์ไว้ ให้อาศัยร่มใบบุญเขตสงฆ์คุ้มหัว เพราะปู่จะไปตามเพื่อนคนนึง ที่เป็นศิษย์สำนักเขาอ้อเหมือนกันมาช่วย ปู่บอกพ่อว่า ลำพังปู่ ปราบมันไม่ได้ แต่ถ้าได้เพื่อนอีกคนมาช่วย น่าจะพอจับขังได้

____พ่อว่าตอนที่ปู่ข้ามไปฝั่งพัทลุง พอตกดึกย่ำหลังเที่ยงคืนไปแล้ว เสียงดนตรี เสียงร้องบทโนราห์อย่างโหยหวลเลย ลอยมาแต่ไกล หมอหอนรับกันเป็นทอดๆ แล้วก็มาร้องว่าร้องบทไปรอบสำนักสงฆ์เลย เพราะเข้าไม่ได้

“แม้แต่เจ้าอาวาสท่านยังกลัว ท่านเปิดหน้าต่างกุฏิไปแล ตกใจแทบตาย มาแค่ตัวเดียวนะ อีหน้าขาวนั้นแนะ”

“บางคืนมาไม่ร้อง แต่มายืนมองเฉยๆ มองเข้ามาในกุฏิ หมาเห่าหมาหอนกันลั่นหมด บางคืนก็มาดัดตัว หักหัว หักขาโชว์ ท่านเจ้าอาวาสท่านก็ได้แค่นั่งแผ่เมตตาให้ แต่ไม่ยอมไป มันจะเอาให้ได้ 2คนที่เหลือ”

____แต่เหมือนว่าถึงคราว ก่อนหน้าที่ปู่จะพาเพื่อนกลับมาแค่วันเดียวเอง ลุงคนพ่อ แกเหมือนจะทนรอไม่ไหว ในฐานะคนเป็นพ่อ ก็ต้องการทำอะไรบ้างไง แกก็สั่งให้พ่อช่วยดูลูกสาวคนสุดท้ายแกไว้ด้วย แกจะไปเผาบ้านทิ้ง แกว่า

“ถ้าอยู่ไม่ได้ กูกะอีเผาทิ้ง”

____พ่อว่า พ่อก็ห้ามนะ ให้แกทนรอปู่ แต่แกใจร้อน ปู่หายไปร่วม7วันแล้ว แกก็ดื้อไป แล้วก็หายไปเลย หายไปแบบทุกวันนี้เค้าก็ยังไม่รู้เลยว่าแกหายไปไหน พอปู่กลับมาพร้อมกับเพื่อนแก พ่อก็เล่าให้ฟัง ปู่ก็พาเพื่อนไปที่บ้านนั้น

____ชาวบ้านพอรู้ว่าปู่ไปพาเพือ่นหมอผีมาจากพัทลุง ก็พากันตามไปดูหลายคน พอไปถึง ปู่กับเพื่อนแก ก็เอาไห เหมือนไหใส่ปลาร้าลูกเล็กๆเท่าแตงโมอ่อน สีเขียวเคลือบ ไปวางไว้บนชานเรือนบ้าน

____พ่อว่าปู่กับเพื่อนปู่ ทำพิธีอะไรก็ไม่เข้าใจหรอก แต่ไปนั่งคนละด้านของบ้านแบบ เพื่อนปู่นั่งหน้าบ้าน ตัวปู่ไปนั่งหลังบ้าน นั่งพนมมือสวดคาถาอะไรก็ไม่รู้ ดังลั่นบริเวณเลย พ่อว่าคล้ายๆสวดภาณยักษ์ เพราะมีการท่องด้วยทำนองแปลกๆโหยหวน

“แบบไหนอ่ะพ่อ”

“ก็แบบที่เวลาพระสวดยานๆน่ากลัวๆ แล้วดังเอิ๊ก เอิก เอ้ก นั้นไง”

______แต่พ่อว่า ก็ไม่น่าจะใช่บทสวดภาณยักษ์ แค่ใช้ทำนองการสวดเหมือนภาณยักษ์ ท่องกันอยู่ประมาณชั่วโมงได้ แล้วเพื่อนปู่ก็เอากริช ปักที่หน้าบ้าน แล้วเอาสายสิญจน์พันรอบกริช เดินพันไปรอบบ้าน ตอนพันแกก็ท่องบทสวดโบราณคล้ายภาณยักษ์โหยหวนนั้นไปตลอดนะ

_____แล้วไม่ท่องเบาด้วย เปล่งเสียงแข่งกันเต็มเสียงทั้งปู่ทั้งเพื่อนเลย พอพันรอบบ้านแล้วก็เอามาพันรอบกริชที่ปักไว้หน้าบ้านอีกครั้ง แล้วเพื่อนปู่ก็เอาสายสิญจน์ พันเอวเดินขึ้นไปบนบ้าน ส่วนปู่ก็ย้ายมาจับด้ามกริชที่ปักหน้าบ้าน

____ระหว่างที่ทำน่ะ ไม่มีใครหยุดท่องบทสวดเลย พอเพื่อนปู่ขึ้นไปถึงไหเล็กๆที่วางไว้ เพื่อนปู่ก็หยุดสวด แต่ปู่ยังสวดต่อ พ่อว่าแล้วเพื่อนปู่แกก็กระทืบเท้าบนชานบ้านดังลั่นเลย
ตึง ตึ้ง ตึ้ง แล้วก็รัวเท้าอีกถี่ๆไม่ยั้งเลย

____พ่อว่า กริชที่ปักพื้นที่ปู่จับอยู่น่ะสั่นจนแขนปู่ไหวเหมือนเขย่าเลย (เราแย้งว่าปู่เขย่าหรือเปล่า) (พ่อก็ว่าไม่ใช่เพราะมีตอนท้ายปู่ปล่อยกริช แล้ววิ่งถือแผ่นหนังขึ้นไปตรงไหที่เพื่อนยืนอยู่ กริชก็ยันสั่นอยู่ แบบคนที่ยืนอยู่พากันตกใจฮือ) แล้วก็มีเสียงผู้หญิง ร้องแบบเจ็บปวดดังมาจากบนบ้าน

____ปู่น่ะวิ่งขึ้นไปเอาแผ่นหนังที่ถือปิดฝาไหนั้นแล้วเขาก็ช่วยกันพันด้วยสายสิญจน์ แล้วเค้าก็พากันเดินลงมาพร้อมไหใบเล็กๆ เพื่อนปู่ก็บอกว่า
“เออ ไม่พรือแล้ว กูจับอีหน้าขาวไว้ในนี้แล้ว แต่ที่เหลืออีก5 ที่มันฆ่าแล้วเอาเป็นลูกน้องที่อยู่บนบ้าน มันเป็นเจ้าของบ้าน มันไม่ทำไอ้ไหรใคร กูเลยปล่อยไว้ โบ๋อย่าไปกวนเค้ากะพอ
ให้มันอยู่กันบนนั้นและ ถึงเวลามันกะไปตามทางมันเอง”

____พ่อว่าแล้วเพื่อนของปู่น่ะก็พาไหขังผีโนราห์หน้าขาวน่ะกลับไปพัทลุง แต่ก็เตือนไว้ว่า แกจะเอาไหอีผีหน้าขาวเนี่ยไปฝังไว้ในถ้ำที่วัดเขาอ้อ แต่ก่อนที่มันจะลงไห มันขู่เอาไว้ว่า ถ้ามันหลุดมาได้เมื่อไหร่ มันจะมาเอาคืนลูกหลานของปู่ เพราะช่วยกันจับมันลงไห

____ไม่มีใครรู้หรอกว่าเพื่อนของปู่ เอาอีไหผีบ้านั้นไปฝังไว้ตรงไหนของถ้ำวัดเขาอ้อที่พัทลุง ส่วนลูกสาวคนเดียวของบ้านที่รอดอยู่ อยู่กับปู่และพ่อมาได้อีก2ปี ก็ได้ผัวแล้วผัวพาลงไปอยู่ทาง อ.ปะเหลียน บ้านหลังนั้นก็เลยเป็นสมบัติของแกชิ้นเดียว แต่แกไปแล้วไม่เคยกลับมาแลเหลียวเลยนะ คงกลัว

____พ่อว่า พ่อกลัวเหมือนกัน เพราะไหขังผีนั่น ผูกมัดด้วยสายสิญจน์ มันย่อมมีวันเปื่อยขาด กลัวสายจะขาดแล้วมันออกมาเอาคืน พอเลยเอาตะกรุดปู่ให้เราใส่ไว้ที่ข้อมือพอเราถอดพ่อเลยเคือง จริงๆพ่อไม่ได้ให้เราใส่แต่แรกหรอก แต่พอหลังจากเหตุการณ์ที่เราไปแอบปีนบ้านหลังนั้น แล้วตอนดึก เราโดดลงจากบ้านไปรำโนราห์รอบบ้านนั่นแล่ะ

____พ่อเลยเกิดกลัวขึ้นมา เพราะมันเป้นเหตุการณ์คล้ายๆตอนที่สาวคนนั้นทำแล้วเดินไปผูกคอตาย แต่พอพ่อกับแม่ตามเราไปทัน ถึงรู้ว่า ผีที่อำเราไปรำรอบบ้านกลางดึกโดยที่เราไม่รู้ตัวน่ะ ไม่ใช่ผีหน้าขาว แต่เป็นแค่ผีโนราห์ที่อยู่บนบ้านที่เคืองเพราะเราไปเอาเทริดมาสวมเล่นแล้วเต้นแร้งเต้นกา เค้าเลยเคืองจึงสั่งสอน พอพ่อตามไปขอ เค้าก็ปล่อยกลับมา คงเพราะสำนึกในบุญคุณของปู่ที่เคยทำให้แต่หนหลัง

___พ่อว่าปู่เสียตอนเราอายุได้2ขวบ แม่เป็นคนในหมู่บ้านก็เลยรู้เรื่องราวของผีโนราห์หน้าขาวที่อาฆาตจะเอาชีวิตลูกหลานปู่เหมือนกัน แม่ก็กลัวๆ พอเกิดเหตุการณ์เราไปรำรอบบ้าน พ่อเลยเอาตระกรุดปู่มาสวมให้เพื่อความอุ่นใจ และนี่คือเรื่องราวทั้งหมดของเรา จริงๆมันมีรายละเอียดอีกมาก แต่เราเอามาพิมพ์ไม่หมด จึงนำมาเล่าสู่กันฟังแต่รวบรัดเท่านี้

 

ขอบคุณที่มา : FB เรื่องผีๆ-สาระดีๆ, เรื่องสยองของแอนนี่, พันทิป.com

Loading...
Loading...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: Content is protected !!