รวม 8 เรื่องเล่าจิตผวา…จากปากคำของ “คนเก็บศพ” (มูลนิธิกู้ภัย/ร่วมกตัญญู/จิตอาสา)

1. ไปรับศพที่นิติเวช

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นตอนที่ผมกำลังจะอาบน้ำออกไปข้างนอกพอดี จ่าอ๊อดโทรมาเร่งผมอีกแล้ว

ครั้งก่อนผมขอติดตามไปด้วย และตั้งแต่นั้นมาผมกับพี่อ๊อดและเพื่อนอีกหลายคนก็ได้ไปร่วมใจกันทำประโยชน์ให้สังคม โดยไม่หวังอะไรตอบแทน เราเต็มใจช่วยอย่างจริงใจทุกคน เพราะในแต่ละคืนมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเยอะมาก มีทั้งเสียชีวิตและบาดเจ็บ หรือแม้แต่ไปรับศพที่นิติเวช รวมถึงไปส่งที่วัด และในครั้งนี้…

…ที่เกิดเหตุคือโรงงานตุ๊กตาที่พุทธมณฑลสายสี่ ผมก็ไปยังที่เกิดเหตุด้วย

แต่ผมไปถึงขณะที่เพลิงสงบแล้ว แต่ด้านในยังร้อนระอุไปหมด พวกเราจึงทำอะไรกันไม่ได้มาก

…ส่วนใหญ่จะใช้เครื่องจักรช่วยในการค้นหาซากศพ ผู้เสียชีวิต ซึ่งในครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตจำนวนไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว

ซากศพเป็นจำนวนมากนั้น…ต้องนำส่งนิติเวชเพื่อชันสูตร ก่อนจะนำไปทำพิธีทางศาสนา

และในวันรุ่งขึ้น ตอนประมาณเที่ยงๆ พี่อ๊อดก็โทรตามผมอีกรอบ บอกให้ออกมาหาพี่เค้าที่บ้าน และก็ไม่พูดอะไร พูดจบก็วางโทรศัพท์ไป…

…แสดงว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นแล้ว ผมเลยรีบออกไปหาพี่อ๊อดทันที

…บ้านพี่อ๊อดอยู่ไม่ไกลจากบ้านผมนัก เดินไปไม่ไกลก็ถึง…

“เออ…เมื่อตะกี้นี้พี่รุ่งเขาโทรมาบอกจะมารับ”

พี่อ๊อดว่า

“ไปไหนหรอพี่”

“ยังไม่รู้เลย เค้าบอกให้แต่งตัวรอไว้…เออ…เอ็งอย่าลืมเอาชุดมูลนิธิไปด้วยล่ะ”

“แล้วนี่…เราจะไปไหนกันพี่รุ่ง”

ผมหันไปถาม

“อ๋อ…พอดีเมื่อวานพี่เอาศพไปส่งที่นิติเวช ญาติเค้าก็เลยให้พี่มารับศพไปส่งที่วัดให้หน่อย ก็เลยช่วยๆเค้านะ”

เราใช้เวลาเดินทางไม่นาน…

…แล้วพวกเราก็มาถึงนิติเวช ซึ่งมีญาติของผู้เสียชีวิตมารอ อยู่ก่อนแล้ว พี่รุ่งจึงให้ญาติผู้เสียชีวิตไปติดต่อ เพื่อรับศพ สักพักพี่รุ่งเรียกผมกับพี่อ๊อดเดินตามเข้าไปรับศพ

…ผมเข้าไปเป็นครั้งแรกในชีวิตก็ตกใจมาก

…ศพคนตายมากมายเหลือเกิน มีทั้งที่อยู่ในลิ้นชัก และในเปลนอกลิ้นชัก

วางเรียงรายเต็มไปหมด ญาติผู้ตายชี้บอก แล้วพวกผมก็ยอกออกมาทั้งเปลใส่ลงโลงที่ญาติเตรียมมา

…ก่อนที่จะยกใส่โลงนั้น…เราต้องสอดด้วยผ้าพลาสติกเสียก่อน เพราะศพนั้นเริ่มมีน้ำเหลืองออกมาแล้ว

พอถ่ายใส่โลงเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยปิดฝาโลง ขณะตอกตะปูนั้นผมเห็นที่ปากเขาท่องคาถาอะไรสักอย่าง หลังจากนั้นก็นำโลงขึ้นรถ และมุ่งหน้าไปสู่จังหวัดสุพรรณบุรี

มีรถหลายคันมารับศพกันเป็นแถว และก่อนจะขับรถออกไปนั้น รถทุกคันต้องบีบแตรเสียงลั่นสามครั้ง ผมไม่ทราบว่าบีบทำไม จึงตัดสินใจถามพี่รุ่งซะเลย

“พี่รุ่งครับ…ทำไมต้องบีบแตรด้วยล่ะ”

“เค้าว่ากันว่า บีบแตรเพื่อเรียกวิญญาณผู้ตายให้ตามร่างไปไงล่ะ”

คำตอบของพี่รุ่งทำให้ผมหายสงสัย และนั่งนิ่งไม่พูดอะไรต่ออีก

…หลังจากนั้นไม่นานเราก็มาถึงวัด

พวกเราและญาติๆ ต่างก้ช่วยกันยกโลงลงจากรถไปไว้ในศาลา สัปเหร่อจัดแจงงัดโลง เปิดฝาโลงออกเพื่อจะนำร่างออกมาทำพิธีอาบน้ำศพ

พวกผมและญาติผู้เสียชีวิตก็ช่วยกันยกผ้าพลาสติกที่รองศพผู้หญิงคนนั้นขึ้นมา

ร่างกายนั้นส่งกลิ่นโชยขึ้นทันที รวมทั้งมีน้ำเหลือง ไหลนองเต็มผ้าพลาสติกเต็มไปหมด

จากนั้นเหล่าญาติพี่น้องก็ช่วยกันอาบน้ำแต่งตัวให้กับศพ ลุงแก่ๆ คนหนึ่งเดินปรี่เข้ามาที่พวกผม และขอบอกขอบใจเป็นการใหญ่เลยทีเดียว

และเย็นนั้นพวกเราก็กลับมาที่ศูนย์บางบัวทองเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อ ในค่ำนั้นทุกคนในจุดทยอยกันมาเรื่อยๆ ส่วนพี่อ๊อดนั่งฟัง ว. อย่างตั้งใจ พวกผมที่ทยอยมา กันจนครบนั้นก็นั่งคุยเฮฮากันไปตามเรื่องตามราว

เวลาผ่านไปจนเที่ยงคืน ทุกคนที่อยู่้ในศูนย์นั้น เริ่มผ่อนเปลือกตาลงทีละคน คืนนั้นเหตุการณ์สงบเงียบมาก รวมถึงในศูนย์ด้วย จนกระทั่งเหลือผมกับพี่อ๊อดสองคนที่ยังคงนั่งฟังวิทยุอยู่ด้วยกัน

“เฮ้ย…เอ็งฟังวิทยุแทนสักเดี๋ยว ข้าปวดท้องจะไปเข้าห้องน้ำ”

“ตามสะดวกเลยพี่อ๊อด”

พี่อ๊อดพูดจบ ก็คว้าบุหรี่ไฟแช็คไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ทางด้านหลัง

ซึ่งด้านหลังนั้นก็จะเป็นที่เก็บโลง และผ้าดิบ ถุงมือและอะไรต่างๆ ที่คนบริจาคไว้

ผมนั่งไปเรื่อยๆ ก็มีความรู้สึกแปลกๆ เหมือนกับมีคนมองผมอยู่อะไรทำนองนั้น พอผมเหลือบตาไปมอง ก็เหมือนกับมีเงาอะไรดำๆ วึ้บ…ไป…ผมหันกลับมาที่หน้าวิทยุ ทำเป็นไม่สนใจ คงคิดไปเองละมั้ง…แต่จู่ๆ ก็มีเสียง

“ตึ้ง…ง…ง”

ดังมาจากทางห้องน้ำ ผมเห็นพี่อ๊อดรีบเดินหน้าเซ็งออกมา ผมถามพี่อ๊อดทันทีว่ามีอะไร

“อ้าว…ก็เอ็งหรือใครล่ะที่ไปเคาะประตู…เร่งข้าอยู่ได้”

พี่อ๊อดพูดแบบหงุดหงิดๆนิดหน่อย

“หา…พี่อ๊อด ผมยังไม่เห็นมีใครเดินเข้าไปด้านหลังเลย”

ผมปฏิเสธเสียงแข็ง แต่พี่อ๊อดก็ไม่เชื่อ

“นี่ไอ้ปู…*********ไม่ต้องมาล้อเล่นอะไรกับกูแบบนี้เลยนะ”

พี่อ๊อดทำท่าส่ายหัวไม่เชื่อเด็ดขาด…ผมเลยบอกไปอีกครั้ง

“พี่อ๊อด…ฟังผมนะ ผมยังไม่ได้ลุกจากเก้าอี้ตวนี้เลยด้วยซ้ำ”

ถึงตรงนี้ ผมไม่ได้ตลกด้วยแล้ว ท่าทางผมคงซีเรียสจริงจังพี่อ๊อดเลยอ่อนเสียงลงบ้าง

“อ้าว…แล้วเอ็งได้ยินเสียงเคาะไหม?”

ผมบอกว่า

“ก็ได้ยินแต่ตอนพี่อ๊อดเปิดประตูกระแทกๆ แล้วก็เดินหงุดหงิดออกมาเท่านั้นแหละ”

คิ้วของผมและพี่อ๊อดขมวดย่นด้วยกันทั้งคู่เลย เราเริ่มจะใจไม่ดีกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับเราสองคนแล้ว จู่ๆ ผมก็รู้สึกเย็นวาบขึ้นมาทั้งตัวเลยทีเดียว พอดีพี่รุ่งที่ตื่นขึ้นมาพอดี

“เฮ้ย…เอ็งสองคนเปลี่ยนกันไปนอนบ้างก็ได้ เดี๋ยวพี่ฟังวิทยุเอง”

“ไม่เป็นไรหรอกพี่รุ่ง…ปูกับพี่อ๊อดตอนนี้นอนไม่หลับหรอกครับ…”

ซึ่งจะว่าไป มันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

“นอนไม่หลับ งั้นก็ออกไปหาอะไรกินกันไหม?”

ผมและพี่อ๊อดตอบตกลงทันที พร้อมกับลุกขึ้น เดินตามพี่รุ่งเปิดประตูเดินออกไปที่รถเพื่อออกไปหาอะไรกินกันตามที่พี่รุ่งชวน

พวกเราขับตระเวนกันไปพักหนึ่งก็เจอร้านบะหมี่เกี๊ยว…เราสามคนตกลงเห็น ดี ด้วยกับการสั่งบะหมี่ พอสั่งเสร็จเรียบร้อย พวกเราก็เดินมานั่งที่โต๊ะ สักครู่คนขายจึงเดินเอาบะหมี่มาให้ แล้วถามเปรยๆว่า…

“อ้าว…พี่ ผู้หญิงในรถไม่ลงมาทานด้วยรึคะ?”

พวกเราสามคนมองหน้าพร้อมกับขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างแปลกใจ ส่วนผมนั้นเย็นวูบวาบไปทั้งตัว เรารีบมองไปที่รถก็ไม่เห็นมีใครอยู่สักคน แต่เราทุกคนยังคงทำท่าเฉยๆ ไว้ ระหว่างที่กำลังกินบะหมี่อยู่นั้นในหัวผมนั้นคิดอยู่ตลอดเวลาเรื่องที่คนขาย บะหมี่บอกให้ชวน ผู้หญิง ที่นั่งในรถลงมากินด้วย

แต่ผมเริ่มเสียวมากขึ้น เมื่อผมกินบะหมี่หมดชาม พี่รุ่งจ่ายเงินเสร็จ เดินนำหน้าไปที่รถ ผมและพี่อ๊อดเดินตามหลังพี่รุ่งมาติดๆ พี่รุ่งขับรถกลับมาเรื่อยๆ ในระหว่างทางนั้นเงียบมาก ไม่มีใครยอมพูดกันสักคนมีแต่เสียง ว. เท่านั้นที่ดังก้องอยู่ในรถเป็นระยะๆ

ความเงียบทำให้ความโล่งอกโล่งใจของผมหายไปทีละนิดเมื่อผมคิดขึ้นไปเอง ว่า ถ้าเกิดมีใครมาเคาะกระจกหลัง แล้วผมหันไปเจอในสิ่งที่ไม่พึงประสงค์จะเจอนั้น ผมจะทำอย่างไรดี แล้วอยู่ๆ ผมก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อพี่รุ่งตะโกนขึ้นมาว่า

“เฮ้ย…ใครมีบุ่หรี่มั่งวะ”

เสียงนี้ทำให้ผมและจ่าอ๊อดที่นั่งเงียบอยุ่นาน เอะอะขึ้นมาบ้าง

“โธ่…พี่รุ่ง ตกใจหมด พูดเบาๆ ก็ได้”

จ่าอ๊อดถอนหายใจดังฟู่ พี่รุ่งหัวเราะ ก่อนจะบอกว่า

“แหม… แหม…. ขวัญอ่อนเหลือเกินนะ ไอ้ปู ไอ้อ๊อด”

“ก็ผมคิดเรื่องสยองๆอยู่ นี่พี่”

“เรื่องอะไรของเอ็งวะที่ว่าสยองน่ะ”

พี่รุ่งถามถึงความคิดของผม แต่ผมก็ไม่ได้บอกอะไร ได้แต่บอกว่าเปล่า… ทั้งๆที่ในใจนั้นอยากจะถามถึงเรื่องผู้หญิงคนที่แม่ค้าบะหมี่ถามว่า ทำไมไม่ลงมากินด้วยกัน

 

แต่น่าแปลกที่พวกเรามองไม่เห็นใครเลยสักคน แล้วอยู่ๆ พี่รุ่งก็มีอาการแปลกๆ เมื่อพี่รุ่งเอามือข้างซ้ายมาเขย่าหัวเขาของจ่าอ๊อดอย่างแรง แต่สายตาของพี่รุ่งนั้นไม่หันไปดูจ่าอ๊อดเลย กลับตาค้างจ้องมองไปที่กระจกมองหลัง

“เฮ้ย…เฮ้ย…ไอ้อ๊อด”

เสียงพี่รุ่งสั่นมาก

“อะไรพี่”

พี่รุ่งไม่ยอมพูดอะไรต่อ นอกจากทำท่าชี้ไปที่กระจกมองหลัง จ่าอ๊อดขมวดคิ้วมองหน้าพี่รุ่งอย่าง งงๆ ต่อด้วยการหันไปมองที่กระจก แล้วก็ตาค้าง อ้าปากค้างไปอีกคน

ผมเริ่มตกใจแล้ว แต่พอหันไปมองที่หลังรถก็ไม่พบอะำไรจึงโถมตัวไปหาพี่ทั้งสอง และมองไปที่กระจกมองหลังบ้าง แล้วผมก็ต้องสะดุ้งสุดตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ร่างกายของผมเย็นวาบขึ้นมาทั้งตัวโดยอัตโนมัติ มือเท้าของผมนั้นมีเหงื่อชื้นเต็มไปหมด เมื่อพี่รุ่งถามผมด้วยคำพูดช้าๆ เนิบๆ ว่า

“พวก…เอ็ง…เห็น…อย่าง…ที่…ข้า…เห็น…รึ…เปล่า…วะ…?”

จ่าอ๊อดและผมพยักหน้าพร้อมกันทันทีหลังจากที่เราได้เห็นผู้หญิงคนเดียว กับ ที่ไปรับมาจากนิติเวชเมื่อกลางวันนั่งอยู่หลังรถ ผมพูดกับจ่าอ๊อดด้วยเสียงสั่นๆว่า

“จ่า นั่งด้วยนะ…”

จ่าอ๊อดยังไม่ทันตอบอะไร ผมก็ไปนั่งเบียดด้วยทันทีแล้วก็ถามขึ้นมาเบาๆว่า

“ละ…แล้ว เราจะทำยังไงดีล่ะทีนี้?”

“จะทำไงได้ล่ะวะ ก็บอกให้พี่รุ่งแกขับเร็วขึ้นอีกน่ะซิ”

ยังไม่ทันที่จะบอกอะไรเลย พี่รุ่งแกก็เหยียบคันเร่งเร็วขึ้น เราหันไปมองผู้หญิงที่หลังรถ พอไม่เห็นก็โล่งใจ แต่ทุกคนนั่งเงียบ ใจจดใจจ่อว่าจะทำยังไงกันดี ในใจนั้นผมอยากให้พี่รุ่งขับรถให้ถึงจุดศูนย์ให้เร็วกว่านี้

ผมรู้สึกว่าขากลับมันไกลกว่าขาไปมากเหลือเกิน พอไปถึงหน้าศูนย์ พี่รุ่งกับจ่าอ๊อดก็รีบเปิดประตูรถแล้วพากันโกยอ้าวเข้าไปในศูนย์โดยไม่สนใจ ผมเลยสักนิด

ผมรู้สึกเสียวๆ ยังไงไม่รู้เมื่อตอนคลำหาที่เลื่ือนเบาะไม่เจอ เพราะมือไม้สั่นไปหมดแล้ว พอลงมาได้ ผมรีบวิ่งตามไป โดยลืมปิดประตูรถ พอวิ่งมาถึงที่ศูนย์ ผมก็ต้องตกใจอีกครั้งหนึ่ง เพราะเห็นทุกคนยืนและหันไปมองที่รถ ผมจึงหันไปดูบ้าง แล้วผมก็เห็นผู้หญิงคนนั้นยังนั่งอยู่และโบกมือมาทางพวกเราด้วย

เท่านั้นแหละครับ พวกเราทุกคนถึงกับต้องนัดกันใส่บาตรในตอนเช้า และกลับไปนอนไม่สบายไข้ขึ้นอยู่อีกหลายวันเลยทีเดียว…

ที่มา: หนังสือ มูลนิธิเรื่องเล่าชาวเก็บศพ โดย วศิน ทองธารี

 

2. คืนนั้นที่มูลนิธิเก็บศพ

เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องสั้นๆ จากคุณหาญ ใจสิงห์ครับ คุณหาญเล่าว่า.. เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อปี พศ. 2540 ตอนที่ผมเรียนอยู่ ปวช.2 สอบกลางภาคเดือนตุลาคมเสร็จ ทางโรงเรียนก็ให้นักศึกษาไปฝึกงานกับศูนย์ราชการต่างๆ ในจังหวัด โดยทำการจับฉลากกันว่าใครจะได้ไปฝึกที่ไหน ปรากฏว่าผมกับเพื่อนอีก 2 คนได้ไปฝึกงานที่สาธารณสุขอำเภอเมือง ใกล้กับศาลากลางจังหวัดครับ ไปฝึกงานได้ 2 วัน พี่ที่เป็นเจ้าหน้าที่เขาก็ชวนผมบอก ‘ลองไปทำอาสาไหม? ที่มูลนิธิ’ ผมถาม ‘เก็บศพเหรอพี่? ไม่ไหวมั้ง..’ แกหยอกผมว่าทำอย่างกับเห็นผี กลัวผีอย่างงั้นล่ะ ผมเลยไม่อยากขัด เลยบอกพี่เขา ‘ไปก็ได้ครับ..’

 

พอดีว่าวันนั้นมีเหตุจริงๆ เป็นผู้หญิงขี่รถชนกับสิบล้อตายคาที่ สมองกระจายเต็มถนน ผมนั่งรถไปกับพี่เขา และเจ้าหน้าที่มูลนิธิอีก 2 คน ไปถึงเห็นสภาพศพแบบดูไม่ได้เลยครับ นอนคว่ำเหลือแค่ตัวถึงคอ หัวเละ

 

พี่บอกให้ผมไปเข็นรถคนตายไปไว้ข้างถนนเพื่อรอตำรวจ ผมเดินไปจับแฮนด์รถ ปรากฏว่ามันมีของเหลวบางอย่างติดอยู่ ผมเอามือขึ้นมาดูก็ตกใจ เห็นเป็นสีเหลืองๆ มีเส้นเลือดอยู่ สิ่งแรกที่คิดได้คือมันสมองแน่นอน! ผมรีบเอามือเช็ดกับพื้นถนนทันที ตอนนั้นเองก็ได้ยินเสียงพูดมาว่า ‘มึงเอาสมองกูไปถูพื้นทำไม!’ ผมเงยหน้ามา เห็นผู้หญิงที่ตายนั่งอยู่บนเบาะรถ กำลังมองมาทางผม ผมนิ่ง อึ้ง มองเธอตาต่อตาอยู่พักหนึ่ง จนพี่ที่มูลนิธิมาเรียกโดยการดึงเสื้อผม พี่แกบอกเรียกผมอยู่นานแล้ว แต่ผมเอาแต่นั่งนิ่งมองเบาะรถ แกแซวผมใหญ่ว่า ‘เอ็งเห็นผีเหรอไงวะ?’ แล้วก็ใช้ผมไปเอาศพขึ้นรถ โดยที่ผมต้องนั่งในแค็ปหลังกับศพ และพี่อีกคนหนึ่ง.. ก่อนที่ประตูแค็ปหลังจะปิด ภาพที่เห็นคือผู้หญิงคนนั้นยืนไม่มีหัวอยู่กลางถนน! ผมก็ได้แต่กลัว และสงสารเธอในเวลาเดียวกัน แต่หลังจากเหตุการณ์นั้น ผมก็ยังไปช่วยที่มูลนิธิอีก 3-4 ครั้งครับ

 

Story by คุณหาญ ใจสิงห์

 

3. นกแสก นกมรณะ

 

บ่อยครั้งที่ลุงแช่มออกตระเวนหาข่าวโดยไปสิงสถิตอยู่ตามปั๊มน้ำมันหลายแห่งริมถนน หลายครั้งที่โรคเก่ากำเริบจนต้องขอความช่วยเหลือจากเด็กปั๊ม เนื่องจากโรคลมชักขาดยาพ่นไม่ได้ แต่ก็มีหลายครั้งที่แกลืมยาไว้ที่บ้าน หรือไม่ก็เอายาที่ใกล้หมดติดตัวไป แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่แกจะมาเสียเวลาไปเปล่า ๆ กับงานในหน้าที่ ปั๊มบางแห่งไม่ใหญ่โตนัก และยังห่างจากทางแยกทางร่วมซึ่งไม่ใช่เป้าหมายของรถกู้ภัยโดยส่วนใหญ่ หลายครั้งแกมาจอดรถที่ปั๊ม และประสบเหตุต้องช่วยเหลือผู้ประสบภัยเบื้องต้นไปก่อนที่รถกู้ภัยจะมา ความภูมิใจเล็ก ๆ ที่ได้ช่วยเหลือคนอื่นในยามทุกข์ เป็นสิ่งที่กู้ภัยและเจ้าหน้าที่ชื่มชมแกเป็นอย่างมากเช้าวันหนึ่ง ก่อนออกจากบ้านตามปกติ แกได้ยินเสียงนกร้องแปลก ๆ บนหลังคาบ้าน พอหันหน้าขึ้นไปมองต้องตกใจ นกแสกตัวเขื่องบินมาจากไหนไม่รู้มาเกาะหลังคาบ้านพร้อมกับส่งเสียงร้อง

“นกอะไรล่ะต่า?” เด็กนักเรียนสาวลูกสาวบ้านติดกันออกจากบานกำลังจะไปโรงเรียน แหงนหน้ามองเหมือนกัน เพราะได้ยินเสียงร้อยเลยถามตาแช่ม

“นกเค้า บางทีก็เรียกนกแสก”

“มันเข้ามาหลบใต้ชายคาแล้วตา มันดุไหม?”

“ไม่นะ ถ้าไม่ไปยุ่งกับมัน” ตาแช่มตอบไปอย่างนั้น เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาค่อนชีวิตบอกว่า มีเค้าลางแห่งความหายนะ ความสูญเสีย ความตายกำลังจะมาเยือน

วันนี้ทั้งวันลุงแช่มไม่ค่อยสบายใจนัก กู้ภัยเจ้าเก่าแวะมาคุยด้วยพร้อมกับกาแฟร้อน ปาท่องโก๋ของฝาก

“ขอบใจมากหลานชาย วันนี้มาเร็วนะ”

“ใครว่าล่ะตา ผมยังไม่ได้กลับบ้านเลย”
“เมื่อคืนยุ่งหรือ?”

“มี 2-3 ราย เจ้าเก่าพวกเมาแล้วขับ รถเก๋งไม่ตายก็คางเหลือง รถเครื่องคาที่”

“อืม คนเรานี่ก็แปลก เขายิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ จะกินเหล้ามันกินมันนอนที่บ้านไม่ได้หรือไง?”

“มันไม่เท่ไงลุง ต้องออกมาสังสรรเมาแล้วเฮฮาพากันมาเจ็บมาตาย รถเครื่องซ้อนกันมา 3 คาที่ 2 อีกหนึ่งไปตายโรงพยาบาล รถเก๋งนั้นก็เมาสวนทางมากินเลนเลยกวาดรถเครื่องไปหมดแผง อีก 2 คันที่ตามมาไม่รู้เรื่องด้วย เลยหักหลบตกถนนหัวร้างข้างแตกไปตาม ๆ กัน”

 

คุย ๆ กันอยู่ เสียงวิทยุขอความช่วยเหลือกู้ภัยก็ดังขึ้น ปลายสาย หัวหน้าวิชัยเรียกลูกชายไปช่วยรถไฟไหม้จอดอยู่ริมถนนบายพาส เสียงวิทยุสนับสนุนดังพร้อมกับเสียงไซเรนดังแทรกมาเป็นระยะ

“รถผมไม่มีถังสารเคมีไปตอนนี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ไอ้หนุ่มเอาไปดับไฟรถเครื่องเมื่อวานตอนเย็น ยังไม่ได้เบิกมาใหม่ โชคดีนะที่ไฟไม่ได้ลามมาติดรถมัน มีอย่างที่ไหน เด็กปั๊มกำลังเติมน้ำมันให้เจ้าของรถ ดันงัดยาสูบออกมาจุดไปซะอย่างนั้น พรึ่บเลยทีนี้”

“โดนไฟลวกไหม?” ลุงแช่มถามอย่างตกใจ

“โชคดีของมันไป ที่กระโดดหลบไปร่วม 3 เมตร ไอ้คนจุดไฟสิโดน อยู่โรงพยาบาลตอนนี้”

“ความประมาทแท้ ๆ เด็กปั๊มวิ่งหนีหมด ขนาดมีถังสารเคมีทุกเสาปั๊มนะ แทนที่จะมาช่วย”

“อ้าวทำไมทำอย่างนั้น?”

“หัวหน้าไปห้องน้ำ ลูกน้องเด็กปั๊มที่เติมน้ำมันก็ต่างชาติทั้งนั้นทำไม่เป็น”

“เออ ให้มันได้อย่างนี้สิ” ลุงแช่มฟังแล้วถอนหายใจรอบสอง

มีอุบัติเหตุรถบรรทุกแก๊สมาเทกระจาดพลิกคว่ำ ขอกำลังเข้าสนับสนุน เคลียร์พื้นที่ ปิดถนน ห้ามรถผ่านเพราะถังแก๊สกระจายเกลื่อนพื้น เป็นวัตถุอันตราย บางครั้งแก๊สกำลังรั่วไหลฟุ้งกระจาย “แย่แล้วลุง ไปด้วยหรือเปล่า ผมต้องไปที่เกิดเหตุแล้ว”

 

ลุงแช่มสตาร์ทรถเช่นกัน ไม่นานนักก็มาถึงที่เกิดเหตุด้วยกันทั้ง 2 คัน นักข่าววัยดึกกับหลานชายกู้ภัยวัยฉกรรจ์ กู้ภัยที่ล่วงหน้ามาก่อนทยอยเก็บถังแก๊สที่กลิ้งตกลงไปยังร่องกลางถนน บางถังปล่อยแก๊สรั่วฟุ้งกระจาย ควันขาว ๆ ออกมาจนเหม็นแสบจมูก บางคนโบกมือบอกเพื่อน ๆ อย่าเข้ามาใกล้ถังที่กำลังรั่วและตนเองกำลังเก็บกู้ บางถังอยู่ใกล้รถที่เกิดเหตุกำลังรั่วควันกระจาย เครื่องยนต์รถกระบะที่พลิกตะแคงยังติดเครื่องอยู่ ไฟฉุกเฉินยังเปิดทิ้งไว้ กระพริบทั้ง 4 ดวง ส่วนคนขับมีกู้ภัยช่วยพยุงร่างนอนเปลไปที่รถ และพาวิ่งส่งโรงพยาบาลไปแล้ว กู้ภัยทีอ่ยู่กลางถนนพยายามตะโกนบอกใครก็ได้ ให้ไปช่วยดับเครื่องยนต์ที่ติดทิ้งไว้ให้ที เพราะว่ามันอันตรายมาก อาจเกิดประกายไฟ และระเบิดได้ในพริบตา

 

ความสับสนอลหม่านของรถที่วิ่งมาติดออกันแน่นในที่เกิดเหตุ ดู ๆ ไปก็เหมือนเหตุการณ์ในอดีตที่รถแก๊สระเบิด “เฟี้ยวววววววว บรึมมมมมมมม” แล้วเหตุการณ์ร้ายแรงที่ไม่มีใครอยากให้เกิดก็เกิดขึ้นในพริบตา ความร้อนบวกกับเปลวไฟจากท่อไอเสีย จุดระเบิดถังแก๊สที่รั่ว ไฟลามโลมเลียไปจุดระเบิดรถทั้งคันที่มีถังแก๊สเหลือตกค้างอยู่ที่ท้ายกระบะ ซึ่งถูกมัดเอาไว้ 5 ถัง กับถังที่เหลืออีก 3-4 ถัง ใกล้ ๆ รถที่ตะแคง เปลวไฟขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่ร้อนแรงปานขุมนรก ไหลมารวมกันแล้วกระจายไปสู่แก๊สที่รั่วอยู่บนพื้นถนน โชคดีที่มีแรงลมมาช่วยและไม่ได้อยู่ในสถานที่ปิด แต่อยู่กลางแจ้ง เปลวไฟจึงกระจายแล้วพุ่งขึ้นสู่ความสูงระดับอก เป็นลูกไฟขนาดใหญ่แล้วสลายลงสู่พื้นแผ่ไปทั่วพื้นถนนดุจขุมนรก

 

แรงลมพัดมาอยางแรงเหมือนแรงกระโชกปลุกให้ลุงแช่มรู้ตัว แกเหลือบตามองไปเห็นพยาบาลกำลังเปิดหน้าต่าง แสงสว่างจากภายนอกปลุกให้ลุงแช่มตื่นจากภวังค์ รู้สึกชาไปหมดทั้งร่างกาย “คนไข้รู้สึกตัวแล้ว เดี๋ยวคุณหมอจะเข้ามาตรวจนะคะ สบายใจได้ค่ะ คุณลุง” ลุงแช่มมองร่างกายตนเองที่พันผ้าไว้เกือบทั้งตัว จะเอ่ยปากถามพยาบาลก็ยากเต็มทีเพราะว่ามันหนักอึ้งไปหมดทั้งปาก แขน ขา หรือแม้แต่จะขยับเขยื้อนร่างกาย จะสบายได้อย่างไรอย่างกับหนอนในดักแด้อย่างนี้

 

“คุณลุงต้องสู้ ๆ นะคะ” เพื่อนบ้านมาเยี่ยมพร้อมทั้งเด็กนักเรียนสาวคนนั้น คนที่กำลังจะไปเรียนแล้วมายืนมองนกแสกร้องอยู่ที่หลังคาบ้าน ใช่แล้ว มันเป็นลางร้ายของนกตัวเขื่องที่ลงมาเกาะหลังคาบ้านแก นกแสกมาร้องที่หลังคาบ้าน ลุงแช่มนึกขึ้นมาได้ในทันทีถึงความโชคร้ายของแก นี่ถ้ามันไม่มาเกาะที่บ้านแกคงไม่ซวย โชคดีทีไม่ถึงตาย หลังจากนั้นอีก 3 เดือนต่อมา อาการแกก็ดีขึ้น แกเพิ่งรู้จากพยาบและคนมาเยี่ยมว่า..กู้ภัยวัยหลานชายที่ขี่รถนำหน้าแกมาเมื่อครั้งนั้น ได้เสียชีวิตไปแล้ว….

ที่มา: หนังสือ มูลนิธิเรื่องเล่าชาวเก็บศพ โดย วศิน ทองธารี

 

4. กู้ภัยสยองขวัญ

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดนครสวรรค์ โดยที่ตัวคุณเน็ตนั้นเป็นกู้ภัยอยู่ที่จ.นครสวรรค์ และตอนช่วงสงกรานต์จะเป็นช่วงที่มีอุบัติเหตุเยอะ คุณเน็ตก็ว่างเว้นจากการเรียนก็กลับไปช่วยพี่ๆกู้ภัย แล้วก็มีอยู่คืนนึง ก็ได้รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุรถกระบะ

พลิกคว่ำ มีผู้บาดเจ็บประมาณ 6 ราย โดยหน่วยกู้ภัยนครสวรรค์จะมีรถอยู่ 5 คัน เบอร์ 1-5 คุณเน็ตไปกับรถกู้ภัยเบอร์ 2 แล้วก็มีกู้ภัย 1 และ 4 ที่ออกไป พอไปถึงที่เกิดเหตุ มีผู้เสียชีวิต 2 คน ทางกู้ภัยก็ไปปฐมพยาบาลเบื้องต้นผู้บาดเจ็บก่อน แล้วก็นำส่งโรงพยาบาล ส่วนผู้เสียชีวิต ต้องรอเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วก็กลับมาอีกครั้งนึง เพื่อมาจัดการกับศพผู้เสียชีวิต

 

ทีนี้รถกู้ภัยนครสวรรค์ จะมีข้อสังเกตุอยู่อย่างนึง คือ รถเบอร์ 4 จะเอาไว้บรรทุกศพเท่านั้น ส่วนเบอร์ 2 จะรับแต่คนเจ็บ เพราะเครื่องมือต่างๆในรถจะแตกต่างกัน ถ้าเมื่อไหร่ที่เอาศพขึ้นรถเบอร์ 2 จะมีเหตุแปลกๆอยู่ตลอด เช่น ถ้าเอาศพขึ้นรถเบอร์ 2ขับๆไปไม่ยางระเบิด ก็กระจกแตก เป็นอย่างนี้ประจำ บางครั้งเด็กใหม่ๆที่มาทำไม่รู้ รถก็จะดับกลางทางมั่งอะไรมั่ง ก็เลยจำเป็นต้องเป็นเบอร์ 4 คันเดียวที่บรรทุกได้ คุณเน็ตก็นั่งกลับไปกับรถเบอร์ 2 แล้วก็มีพี่อีกคนขับรถเบอร์ 4 ไป เพื่อกลับไปที่เกิดเหตุอีกครั้งพอจัดการเรื่องศพเรียบร้อย ก็นำศพใส่ที่รถเบอร์ 4 ส่วนรถเบอร์ 2 ก็รับผู้บาดเจ็บเล็กน้อยกลับมา

 

ซึ่งขากลับ รถเบอร์ 4 จะขับนำรถเบอร์ 2 ที่คุณเน็ตนั่ง และตามนิสัยของรถฉุกเฉินก็จะต้องเปิดไซเรนท์อยู่แล้ว แล้วก็จะขับกันด้วยความเร็วประมาณนึง และก็จะวิทยุขอเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเคลียร์ทาง ขอไฟเขียวตามแยกต่างๆไว้แล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้องแซงกัน ขับกันไปเป็นขบวน ทีนี้ คุณเน็ตซึ่งนั่งอยู่หน้ารถกับคนขับในรถเบอร์ 2 ชื่อว่าพี่บอม คุณเน็ตก็สังเกตว่าพี่บอมจะพยายามขับรถแซงรถเบอร์ 4 อยู่ตลอดเวลา ซึ่งปกติแกไม่ขับรถแบบนี้ แล้วก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแซงเลย คุณเน็ตก็คิดในใจว่าทำไมพี่บอมถึงพยายามจะออกขวาตลอด แต่คุณเน็ตก็ไม่ได้ถามอะไร เพราะว่าต้องวิทยุรายงานกับโรงพยาบาลตลอด

 

พอถึงโรงพยาบาลแล้ว คุณเน็ตก็ได้มีโอกาสถามกับพี่บอม เขาก็เล่าให้ฟังว่า เน็ต พี่จะบอกอะไรให้ ที่พี่พยายามแซงเพราะว่า พี่ทนไม่ไหว พี่กลัว คุณเน็ตก็ถามว่า พี่บอมเห็นอะไร พี่บอมบอกว่า ขณะที่ขับจี้ตามท้ายรถเบอร์ 4 และรถกู้ภัยก็จะมีหลังคาแครี่บอยปิดด้านหลังไว้ พี่บอมนั้นก็เห็นลุงคนที่เสีย นั่งอยู่บนหลังคา ห้อยขาลงมา แล้วก็เอามือจับโครงเหล็กที่ใช้ติดไซเรนท์เอาไว้ แล้วก็ยิ้มอยู่ตลอดทาง แต่ทางคุณเน็ตที่นั่งอยู่กับพี่บอมไม่เห็น พี่บอมก็พยายามจะตีไฟออกขวาเพื่อที่จะแซง แต่รถคันเบอร์ 4 ก็คิดว่า รถคันข้างหลัง คนเจ็บเป็นอะไรมากหรือเปล่า ก็เลยเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นอีก ก็เลยตามกันไปอย่างนั้น ซึ่งลุงคนนั้นเป็น 1 ใน 2 ผู้เสียชีวิตที่นอนอยู่ในท้ายรถเบอร์ 4

 

โดย คุณเน็ต เรื่องเล่าจากเดอะช็อค

 

 

5. ถุงแดง

เรื่องนี้ย้อนไปปี 2538 เหตุเกิดที่โรงพยาบาลแห่งนึงในปทุมธานี ซึ่งก็ยังไม่ทันสมัยเท่าไหร่ เอ็มต้องย้ายไปอยู่ที่นั่น เอ็มไปอยู่ชั้นสอง ซึ่งมีคนป่วยอยู่แค่ 3-4 คน เอ็มเห็นเด็กวัยรุ่นคนนึงตัวใหญ่ๆ แต่ตัวเหลืองมาก เป็นไวรัสตับอักเสบบี โดยมีญาติมาส่งแล้วญาติก็กลับไป น้องคนนั้นก็นอนตะแคงข้างไปหาเอ็ม แล้วบอกว่าน้าๆ ขอน้ำหน่อย เอ็มก็เอาน้ำหวานให้ แต่ปรากฏว่าเด็กคนนั้นเอาน้ำหวานราดตัว เอ็มเลยถามว่าทำไมทำอย่างนั้น เด็กคนนั้นบอกร้อนใน เอ็มเลยไปแจ้งพยาบาลมาดู

 

พอตกดึกเด็กคนนั้นก้เรียกเอ็มอีก บอกให้พาไปห้องน้ำ แต่ด้วยความที่เอ็มเห็นมีสายระโยงระยาง เลยเดินไปแจ้งพยาบาล พยาบาลบอกว่าไม่ได้ ต้องให้ฉี่บนเตียง ช่วยหากระโถนให้เค้าฉี่ แต่เด็กคนนั้นก็ไม่ยอม ดึงสายน้ำเกลือออกจะไปเข้าห้องน้ำ พยาบาลก็วิ่งเข้ามาดู แล้วฉีดยานอนหลับเข้าไปที่ถุงน้ำเกลือแล้วกลับไปนั่งดูทีวี ตอนนั้นก็มีคนป่วยพูดว่าทำไมพยาบาลทำแบบนั้นคนป่วยแย่อยู่แล้ว สุดท้ายเด็กคนนั้นก็เพ้อเรียก แม่ๆๆ แล้วก็เหงื่อแตก จนเด็กคนนั้นก็ตายตอน 3 ทุ่ม ด้วยความที่มีพยาบาลอยู่แค่คนเดียว ไม่มีบุรุษพยาบาล คนไข้ในนั้นเลยต้องช่วยกัน พยาบาลก็ไปเอาสำลีมาอุดรูทวารทุกจุด แล้วเอาศพใส่ถุง โดยถุงที่ใส่ศพเป็นสีแดง เพราะผู้ป่วยเป็นผู้ป่วยติดเชื้อ สุดท้ายผู้ป่วยที่อยู่ก็ช่วยพยาบาลเข็นศพลงไปเก็บยังห้องเก็บศพ ซึ่งเรียกกันว่าศาลาแดง โดยข้างในจะเป็นตู้เย็นสำหรับใส่ศพ

 

พอคืนวันต่อมา เอ็มได้เย็นเสียงถุงดังก๊อกแก๊กๆ เหมือนมีคนกระโดดเหยียบถุง ด้วยความสงสัยเอ็มก็เลยออกไปดูทางศาลาแดงแต่ไม่เจออะไร ทีนี้พอไปเข้าห้องน้ำออกมาได้ยินเสียงถุงอีก เอ็มเลยออกไปส่องดูที่บันได สิ่งที่เห็นคือถุงสีแดงที่ใส่ศพมีศพอยู่ข้างในกระโดดขึ้นบันไดแล้วกระดึ๊บๆมาอยู่หน้าประตู เอ็มก็ปลุกลุงเตียงข้างๆ ว่าดูสิมีถุงแดงมายืนอยู่หน้าประตู ลุงบอกไม่เห็น แล้วให้เอ็มรีบนอนเพราะพรุ่งนี้ต้องไปออกกำลังกายแต่เช้า ถุงแดงก็ยืนอยู่ประมาณ 5 นาที เอ็มก็นอนจ้องด้วยความกลัว สักพักถุงแดงก็กระโดดลงบันไดไป เอ็มเล่าให้หมอฟัง หมอก็ไม่เชื่อ แต่พอคุยกับพยาบาลคนที่ทำศพ พยาบาลก็กลัวก็พูดไปเรื่องอื่น จนตอนเที่ยงพยาบาลก็มาถามอีกว่าเรื่องจริงหรือเปล่า แล้วก็บอกว่าให้เอ็มไปทำบุญให้ พอคืนที่สองถุงแดงก็มาอีก กระโดดขึ้นมาแล้วมายืนอยู่หน้าประตู แต่เข้ามาไม่ได้ ได้แต่ยืนหน้าประตูกระจก เอ็มก็เล่าให้ลุงฟังอีก ลุงก็บอกไม่เห็น

 

พอคืนที่สามลุงเป็นคนปลุกเอ็มแล้วชี้ให้ดูว่าลุงเห็นแล้ว ก็พากันกลัว ทุกครั้งที่ถุงแดงมาจะมีกลิ่นฟอร์มาลีนมาก่อน วันต่อมาเลยพากันไปไหว้ศาลไหว้ที่ทางที่ศาลาแดง พอคืนที่สี่ เอ็มนอนอยู่ก็มีก้อนอะไรถูกโยนมาใส่ตัว ปรากฏว่าเป็นก้อนสำลีชุบฟอร์มารีน เหมือนก้อนที่อุดรูทวารตอนช่วยพยาบาลทำศพ แล้วเอ็มก็โทรเรียกที่บ้านมารับ แล้วไปทำบุญ

 

โดย คุณเอ็ม เรื่องเล่าจากเดอะช็อค

 

 

6. เขื่อนประตูผี

 

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่หมู่บ้านแถวพุทธมณฑล บ้านของ A (คนที่เล่าเรื่องให้คุณบอยฟัง) จะอยู่ในสวนลึก ต้องพายเรือเข้าไป หมู่บ้านของ A เป็นเหมือนหมู่บ้านร้าง ไม่ค่อยมีใครอาศัยอยู่ เป็นทางเปลี่ยว แท๊กซี่ก็จะไม่กล้าเข้าไป

 

ตอนที่ A เรียนอยู่ เจอกู้ภัยมามุงอยู่หน้าประตูเขื่อนของหมู่บ้าน โดยตรงประตูเขื่อนจะเป็นทางน้ำหักศอก และน้ำวนแรงมาก หากพลาดมาน้ำจะดูดเรือที่พายเข้าไปหมุนแตกได้เลย A เข้าไปถามกู้ภัยว่ามีคนตายเหรอ ปรากฏว่าใช่ และเห็นกู้ภัยใช้เชือกเส้นใหญ่ๆ สองเส้นเพื่อผูกและลงไปเอาศพ เนื่องจากน้ำวนแรงมาก ตรงนี้ไม่ได้มีคนตายแค่ศพแรก แต่ตายมาหลายรายแล้ว ลักษณะเหมือนต้องการตัวตายตัวแทน

 

วันหนึ่ง A ได้กลับมาจากเรียนปกติ แล้วก็ลงเรือที่ผูกไว้เลยประตูเขื่อนไปนิดนึง พอพายเรือผ่านสวน ได้ยินเสียงคนพายเรือมาข้างหลัง แต่ A ไม่ได้หันไปมอง A รู้สึกอุ่นใจที่มีเพื่อนร่วมทาง แต่พอเอาไม้พายพักบนเรือข้างหลังก็เงียบเหมือนกัน พอเอาไม้พาย พายเรือ เสียงข้างหลังก็พายด้วย พอใกล้ถึงบ้าน ด้วยความแปลกใจ A จึงหันกลับไปมอง ปรากฏว่าเห็นเป็นผู้หญิงผมยาวๆ นั่งเรือที่ลักษณะเหมือนโลงศพ แล้วไม่ได้มีไม้พายแต่ใช้มือจ้วงน้ำแทน ซึ่งมือใหญ่กว่าใบพาย พอใกล้จะถึงบ้าน ปรากฏว่าน้าของ A ที่อยู่ศาลาท่าน้ำก็เห็น รีบกระโดดลงมาดึงหัวเรือของ A ลากเข้าไปและเอา A ขึ้นไปบนศาลา และปล่อยเรือทิ้งไปเลย และบอก A ว่าอย่าหันไปมอง ให้รีบขึ้นไปบ้าน แล้วไปห้องพระ แล้ววิ่งไปกอดพระ แล้วน้าก็ถามว่ารู้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น A ก็บอกว่าไม่รู้ และน้าก็บอกว่าไม่ต้องถามพรุ่งนี้ไปวัดกัน

 

วันรุ่งขึ้นก็ไปหาพระ พระก็บอกว่าให้อยู่ในโบสถ์ 3 วัน แล้วเอาสายสิญจน์ล้อม ไม่งั้นไม่รอด แล้วจะให้เณรมาเฝ้าคืนละรูป จะโดนเอาชีวิต A ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง พอตกกลางคืน A ก็จะได้ยินเสียงคนพายเรืออยู่ท่าน้ำวัด พอคืนสุดท้าย มีพระและเณรสองรูปมาอยู่เป็นเพื่อน แต่คืนนี้เปิดประตูหน้าโบสถ์เอาไว้ ก็ได้ยินเสียงพายเรืออีก และเสียงเรียกชื่อ A ไปด้วย สักพักก็เห็นหน้าผากคนค่อยๆ โผล่พ้นท่าน้ำ แล้วโผล่มาคอยาวๆ ยื่นออกมา แล้วก็ไม่มีลูกตา และแสยะยิ้ม ทั้งพระทั้งเณรก็รีบปิดประตูโบสถ์หมดเลยแล้วมารวมกันอยู่ในสายสิญจน์ที่เดียวกัน พระกับเณรก็สติหลุด ตะโกนช่วยด้วยๆ แล้วพอดีกับมีคนเดินมา 4 คนเป็นกรรมการหรือลูกศิษย์วัด มองไปที่ท่าน้ำเห็นเป็นผู้หญิงพายเรือหนีไปอย่างเร็ว พอหลวงพ่อเข้ามาในโบสถ์ ก็บอก A ว่า เอ็งพ้นแล้วแหละเค้าไปเอาคนอื่นแทน พอใกล้รุ่งสาง น้าของ A ก็มาที่วัด และบอกว่ามีคนตายที่หน้าประตูเขื่อน ….

 

โดย คุณบอย เรื่องเล่าจากเดอะช็อค

 

 

7. จากปากคำคนเก็บศพ

 

เชื่อไหมตั้งแต่ผมทำงานมาสิบกว่าปีไม่เคยเจอผีหลอกเลยซักครั้ง ไม่เคยเลยแต่ตัวผมเชื่อเรื่องวิญญาณว่ามีจริง หลายครั้งผมแคล้วคลาดมาตลอดเคยเกิดอุบัติเหตุกับผมประเภทว่าล้อรถจะหลุดๆอยู่แล้วไฟลุกท่วมยาง แต่ผมไม่ได้สังเกตเห็น มีน้องๆขับรถตามมาแล้ว วอบอกจึงรู้พอลงมาดูไม่รู้รอดมาได้ยังไงยังงอยู่จนทุกวันนี้ ทำอะไรก็ราบรื่นมาตลอดไม่ค่อยติดขัดอะไรเจอแต่สิ่งที่ดีๆมาเยอะ คงเป็นเพราะผลบุญที่ผมได้มีโอกาสช่วยคนมาเยอะมั้ง ถ้านับกันคนตายที่ผ่านมือผมไปประมาณ 4,000 กว่าศพเห็นจะได้และที่ช่วยคนเจ็บเกือบ 6,000คน ได้รวมๆแล้วเป็นหมื่นๆราย

 

แต่ที่แปลกก็มีเห็นๆเลยดูจากสภาพรถแล้วมันยับไปทั้งคันยู่ยี้ไปหมด แต่เชื่อไหมคมขับมานั่งปัดฝุ่นอยู่ข้างรถ ผมเคยเห็นกับตารถพังทั้งคันคนขับนั่งอยู่ข้างรถนั่นแหละ เราก็พวกชอบพระเครื่องอยู่แล้วเลยไปขอดู คุณเชื่อไหม? เขาแขวน “หลวงปู่ทวด” หลังเตารีด ผมละขนลุกเลยตรงนี้มันน่าแปลกรถก็ไม่มีอะไรป้องกันถุงลมไม่มีเข็มขัดนิรภัยไม่ไส่ รอดมาได้ยังไง

ผมยอมรับจริงๆตั้งแต่ผมทำงานมาแทบจะไม่เจอพระหลวงพ่อทวดในคอคนตายและคนเจ็บเลย เคยเห็นอยู่ครั้งเดียวเท่านั้น หนุ่มรายนี้โดนเจ้าหนี้ทวงเงินแล้วเกิดทะเลาะกัน เผลอไปด่าบุพการีเขา คู่กรณีเลยซัดด้วย 11 ม.ม.4นัด สร้อยขาดเลยพระร่วงหายไป หนุ่มคนนั้นตายคาที่ ครั้งเดียวจริงๆที่เห็นเพราะเราชอบเรื่องพระอยู่แล้วจึงสังเกตุ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นเหรียญรูปไข่นะไม่แน่ใจว่ารุ่น2 หรือเปล่า จึงรู้และหาเจอหลังเกิดเรื่องนั่นแหละ

 

แต่ที่เห็นมากับตาก็อดีตเจ้าพ่อเมืองกรุงผู้ล่วงลับผมเห็นศพเขา ตอนไปรับศพเพื่อไปบำเพ็ญกุศลที่บ้านเขา ผมเป็นคนเคลื่อนย้ายศพออกจากนิติเวชไปบ้านแกเอง คุณเชื่อไหมหลังของเจ้าพ่อคนนี้มีแต่รอยไหม้เป็นจ้ำๆแต่กระสุนยิงเข้าเพียง 1 นัดเท่านั้น ทั้งๆที่ปลอกกระสุนที่เกิดเหตุเกลื่อนไปด้วยปลอกเอ็ม16 ผมเลยมาขอดูรูปที่ลูกน้องไปถ่ายไว้ แกอมพระสมเด็จวัดระฆังอยู่ที่ ปากนอนคว่ำหน้ากับตัวรถมือยังกำปืนอยู่เลยเสื้อผ้าด้านหลังขาดหมดเป็นรอยกระสุนทั้งนั้น ผมจึงเชื่อเรื่องพุทธคุณพระว่ามีจริงแต่ก็ไม่พ้นกฏแห่งกรรมไปได้

 

เรื่องสะสมพระผมชอบผมชอบมาตั้งแต่วัยรุ่น ผมตระเวนไปเรื่อยที่ดังไหนดังผมก็ไปมาแล้วเกือบทุกวัดเช่ามาเก็บๆไว้ ที่บ้านมีพระเครื่องเป็นลังๆ ส่วนตัวผมเองนับถือหลวงปู่ทวดมาก ไปใต้เมื่อไหร่ผ่านปัตตานียังไงต้องไปที่วัดช้างให้ก่อน เพราะตัวผมเองนึกอยู่เสมอเรื่องแคล้วคลาดผมจะแขวนพระอยู่ด้วยเสมอ หน้ารถกู้ภัยยังมีพระบูชาขนาด 5 นิ้วของหลวงปู่อยู่เลย ที่แขวนๆประจำจะมีหลวงปู่ทวด ,เหรียญ ร.5 ,ลูกอมหนุมานหลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม องค์นี้ผมได้มากับมือท่านเลยครับ

 

“คุณเชื่อไหมร้อยละ80ที่เกิดอุบัติเหตุ มาจากเมาแล้วขับทั้งนั้นบางทีตายไปแล้วกลิ่นเหล้ายังฟุ้งอยู่ ลูกเมียก็ลำบากตามกันไป

คุณเสน่ห์เล่าให้ฟังอย่างเซ็งๆขนาดนั่งดื่มบางทียังประคองตัวเองให้ตรงแทบไม่ได้และถ้าลองได้ไปขับรถแล้ว โอกาสมันสูงที่จะเกิดเหตุ พระอะไรท่านก็ช่วยไม่ได้จริงๆขอฝากเตือนด้วยจริงๆ” คุณเสน่ห์ฝากข้อคิดทิ้งท้าย

 

 

8. เจอร่างชายถูกฆ่า คนเดียวกับที่คุยกันในลิฟต์

 

นักกู้ภัยเก็บศพมืออาชีพ การพบเจอกับคนตายถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่มีนักเก็บศพคนหนึ่งที่เข้าถึงอาชีพนี้ ถึงขนาดพูดคุยเจรจากับคนตายได้ในขณะปฏิบัติหน้าที่ ส่วนศพนั้นจะตอบรับเขาหรือไม่ และจะตอบกลับการเจรจากับเขาอย่างไร เราไปฟังจากประสบการณ์ของเขาเลยดีกว่า คนที่เรายกให้เป็น คนเด็ด 7 ย่านน้ำ

 

ความตายมักดึงดูดบางคน ให้ไปเกี่ยวข้อง หากคุณเกี่ยวข้องกับความตายทุกวัน จะยอมรับ และใช้ชีวิตอยู่กับมันได้อย่างไร คุณยอด อัญวุฒิ โพธิ์อำไพ นักกู้ภัยต้องพึ่งไสยศาสตร์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เล่าว่า ตั้งแต่วันแรกที่อุทิศตนเป็นนักเก็บศพ จะต้องพบเจออะไรบางอย่างที่คนทั่วไปไม่เคยพบเจอ

 

ปัจจุบันเป็นความเคยชิน ที่พูดคุยกับศพ หลากหลายรูปแบบการตาย บางทีต้องร้องขอ อธิษฐานจากศพ ให้พบร่างของผู้ตาย กรณีที่หาศพไม่เจอ

 

มีอยู่วันหนึ่ง ต้องไปกู้ศพผู้เสียชีวิตลอยอยู่ที่แม่น้ำเจ้าพระยา เวลาประมาณตี 2 ตี 3 ตนจึงรีบเดินทางไปถึงที่สะพานพุทธ เมื่อเห็นศพลอยอยู่กลางแม่น้ำ แต่น้ำไหลแรง ร่างลอยไปเร็ว ไม่มีใครกล้าลงไปเก็บศพ ตนจึงรีบลงไปเก็บศพ เห็นสภาพศพเสียชีวิตมาแล้วหลายวัน เกาะกับศพกลางแม่น้ำ

 

ขณะนั้นรู้สึกใจหาย ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะหากปล่อยศพไว้ แล้วว่ายน้ำกลับ ก็คงจะสูญเปล่า แต่ทุกครั้งที่เกิดปัญหา ก็จะระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วเอามือลูบศพ บอกศพว่า ขอให้ผ่านไปด้วยดี จากนั้นคล้ายกับว่า มีใครมาช่วยผลักให้ศพนั้นลอยไปริมฝั่ง

 

เมื่อลองแกล้งหยุดว่ายน้ำ ศพก็ยังลอยสวนกระแสน้ำมายังริมฝั่ง จึงเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีอยู่จริง

 

นอกจากนี้ มีอยู่วันหนึ่งกำลังจะออกจากคอนโด ได้กลิ่นศพเน่าแรงมาก เห็นชายคนหนึ่งเดินมารอลิฟต์กลางอาคาร เมื่อเดินไปถึงอยู่ในลิฟต์ด้วยกัน ก็ถามเขาว่าได้กลิ่นอะไรหรือไม่ แต่เขาไม่ตอบ พอลิฟต์ถึงชั้น 1 ประตูลิฟต์เปิด กลิ่นนั้นยังแรงมาก จึงไปบอกให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบว่าเหมือนมีคนตายอยู่ในห้อง ก่อนจะพบว่า มีคนถูกฆ่า ชายที่เดินเข้ามาพร้อมกันในลิฟต์ ลักษระแต่งกาย เหมือนกับผู้ตาย จึงเชื่อว่า เขามาขอความช่วยเหลือ ทำให้พบร่าง และส่งวิญญาณไปสู่ภพภูมิต่อไป

 

 

Loading...
Loading...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: Content is protected !!