10 เรื่องสายหวีด. . .ดีดยันเช้า จาก ‘the Shock FM’ และ ‘the Ghost Radio’ แบบอ่าน

 

#รวมเรื่องเดอะช็อค fm #รวมเรื่องเดอะโสเรดิโอ #แบบอ่าน ลิสต์ชื่อเรื่อง – ปิดเทอมหลอน – มาถึงบ้าน – ห้างนี้มีผี – ล่องเรือหลอน – เสาหลักประหาร – บ้านเลี้ยงผี – ยันต์แดง – ต้องหนีมาอยู่กรุงเทพ – ยายสาย – สยองขวัญหลังเที่ยงคืน –

ประสบการณ์สยองขวัญ #THESTORY
#ปิดเทอมหลอน
เล่าโดย : คุณโอ๋

 

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่คุณโอ๋อายุประมาณสิบขวบ ราวๆยี่สิบห้าปีที่แล้ว ตอนนั้นคุณโอ๋ที่เป็นเด็กอยู่ คุณพ่อคุณแม่ ได้พาคุณโอ๋ไปฝากไว้กับคุณปู่คุณย่า เพื่อช่วยเลี้ยงดูตั้งแต่ยังเล็ก

 

ส่วนน้องชายของคุณโอ๋นั้น คุณพ่อกับคุณแม่จะเป็นผู้เลี้ยงดูเอง เป็นธรรมดาที่คุณโอ๋จะต้องคิดถึงทางบ้าน จะมีโอกาศได้พบเจอกัน ก็ต่อเมื่อถึงช่วงปิดเทอม

 

และเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นในช่วงที่คุณโอ๋กำลังปิดเทอม คุณโอ๋จะต้องไปนอนค้างที่บ้านของคุณพ่อคุณแม่ ทุกๆเช้าคุณโอ๋กับน้องชาย มักจะแอบมานั่งวางแผนกันว่า จะเล่นอะไรกันดี สาเหตุที่ต้องมาแอบเล่นกันนั้น เนื่องจากว่าคุณแม่ จะไม่ค่อยยอมให้พาน้องไปเล่นที่ไหนไกลๆ

 

เนื่องจากบริเวณโดยรอบนั้น จะเป็นสวน แล้วก็มีท้องร่อง ซึ่งเอาไว้ปลูกผักบุ้ง เป็นของเพื่อนบ้าน ที่อาศัยอยู่ในระแวกเดียวกันนั่นเอง คุณโอ๋กับน้องชายก็ได้ตกลงกันว่า จะไปจับปลาหางนกยูงเล่นกัน

 

สองพี่น้องก็เลยพากันไปชวนเพื่อนบ้านแถวนั้น ที่สนิทกันไปด้วยอีกสองคน และในขณะที่เด็กๆทั้งกลุ่ม กำลังดักช้อนปลาอย่างสนุกสนาน ก็มีเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน ที่ไม่มีใครคุ้นหน้ามาก่อน มาขอเล่นด้วย

 

เด็กคนนั้นได้แนะนำตัวว่า ตัวเค้าเองชื่อว่าต้น ซึ่งตามประสาเด็กๆ การมีเพื่อนใหม่ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี เด็กๆทั้งหมดจึงรวมกลุ่มจับปลากันอย่างสนุกสนาน จู่ๆ ต้นก็บ่นขึ้นมาว่า “ปลากัดหายไปไหนหมด เมื่อกี้ก่อนที่จะเจอกับพวกนาย เรายังได้มาสามตัวเลย”

 

แล้วต้นก็เปิดกระป๋องนมที่ถือมาให้ทุกคนดู ข้างในมีปลากัดอยู่สองสามตัว แล้วพูดต่อว่า “เอาไปปล่อยไว้ที่บ้านสิบกว่าตัวแล้ว” พวกเพื่อนๆรวมทั้งคุณโอ๋ต่างไม่มีใครเชื่อ เพราะปลากัดมันจะมาอยู่แถวนี้ได้ยังไง

 

ต้นจึงพูดว่า “เราจะพาไปดูที่บ้านก็ได้ ถ้าเกิดไม่เชื่อ แล้วจะแบ่งให้คนละตัว” ทุกคนจึงพากันเดินลัดสวนออกมา จนถึงคลองใหญ่ ต้นชี้ข้ามไปฝั่งตรงข้าม แล้วบอกว่า “สังกะสีกั้นรั้วนั่นแหละ หลังบ้านเราเอง มาสิ อาก๋งของเราไม่ว่าหรอก”

 

คุณโอ๋และน้องชาย รวมไปถึงเพื่อนอีกสองคน หันหน้าเข้าปรึกษากัน แต่ยังไม่ทันได้คุยกันรู้เรื่อง พอหันกลับไปมอง เห็นต้นไปยืนอีกฝากหนึ่งของคลองแล้ว แทบไม่น่าเชื่อ ทางปูนที่พาดอยู่บนคลอง หน้ากว้างประมาณไม้บันทรรครึ่ง ความกว้างของคลองเกือบสิบห้าเมตร

 

ทำไมต้นถึงข้ามไปเร็วมาก คุณโอ๋เก็บความสงสัยไว้ก่อน ต้นก็ตะโกนถามกลับมาว่า “ตกลงว่าไง พวกนายจะเอาปลากันมั้ย” ด้วยความที่อยากได้ปลากัด คุณโอ๋จึงรีบเดินข้ามไปทันที จนถึงอีกฝั่ง

 

แต่กลับไม่มีใครเดินตามคุณโอ๋ไปเลย เอาแต่ยืนจดๆจ้องๆกันอยู่ที่เดิม อาจเป็นเพราะว่า กลัวจะมีคนเอาเรื่องไปฟ้องที่บ้าน เพราะการเดินข้ามคลองในลักษณะนี้ มันค่อนข้างอันตรายมากสำหรับเด็กๆ ถ้าเกิดพลาดขึ้นมาจริงๆ อาจถึงแก่ชีวิตได้

 

คุณโอ๋เลยตัดสินใจ ตะโกนบอกทุกคนว่า “รออยู่ฝั่งนั่นแหละ ดูแลน้องเราให้ด้วย เดี๋ยวเอาปลากัดกลับไปให้เอง” เพื่อนสองคนก็ตกลงตามนั้น ต้นเดินเข้าไปอ้าแผ่นสังกะสี จนพอที่จะสามารถมุดตัวเข้าไปได้ แล้วคุณโอ๋ก็มุดตามเข้าไป

 

บ้านของต้น เป็นบ้านไม้สองชั้น ทรงคล้ายๆกับอาคารโรงเรียน หลังใหญ่พอสมควร ทั้งคู่เดินไปจนถึงหน้าบ้าน คุณโอ๋สังเกตเห็นว่า ต้นแสดงท่าทางร่าเริงกว่าปกติ เหมือนกำลังดีใจเป็นอย่างมาก ที่มีเพื่อนมาเที่ยวบ้าน

 

ต้นวิ่งนำขึ้นบันไดไปชั้นสองของตัวบ้านอย่างรวดเร็ว จนคุณโอ๋แทบมองตามไม่ทัน แล้วตะโกนเรียกให้คุณโอ๋ตามขึ้นมาเร็วๆ แล้วหันไปตะโกนเรียกก๋งว่า “ก๋ง ต้นพาเพื่อนมาเล่นที่บ้านด้วย”

 

คุณโอ๋กำลังจะก้าวขาเหยียบขั้นบันได แต่ก็ต้องหยุดชะงัด เพราะได้ยินเสียงๆหนึ่ง “เพี๊ยะ!!” และตามด้วยเสียงของคนแก่ตะคอกว่า “ลื้อไปบอกให้มันออกไป” คุณโอ๋คิดว่า ต้นคงจะโดนตีแน่ๆ จึงตะโกนอยู่ที่หน้าบันไดว่า “เรากลับบ้านก่อนนะต้น”

 

สายตาก็เหลือบไปเห็นฝุ่นผง เกาะอยู่ตามขั้นบันไดหนาเตาะ คุณโอ๋นั่งลงพินิจดูสักครู่ ถึงแม้ว่าคุณโอ๋ยังเด็ก แต่ก็พอจะแยกออก ว่าบ้านที่มีคนอยู่กับบ้านร้าง สภาพมันเป็นยังไง

 

คุณโอ๋คิดได้เช่นนั้นก็รู้สึกขนลุกตั้ง ชาไปทั้งตัว ลมพัดต้นไม้ใหญ่ข้างตัวบ้าน เสียงดังซ่าๆ ลมเย็นยะเยือกพุ่งปะทะตัวเป็นระลอกๆ ทำให้คุณโอ๋จิตหลุดพอสมควร คุณโอ๋รีบเดินจ้ำกลับไปทางเดิมทันที โดยที่ยังก้มหน้าอยู่

 

พยายามหาแผ่นสังกะสีที่สามารถเปิดออกได้ แต่ไม่ว่าจะงัดแผ่นไหน ก็ไม่เจอแผ่นที่จะสามารถเปิดอ้าออกได้เลย ระหว่างที่กำลังง่วนอยู่กับการหาทางออก เสียงของต้นก็ตะโกนลงมาจากตัวบ้านว่า “ไม่ต้องกลับไปแล้ว อยู่เล่นกันเราที่นี่เถอะ ไม่ต้องกลับเลย”

 

คุณโอ๋เหลียวกลับไปมองที่ตัวบ้าน ก็เห็นเข้ากับสภาพของตัวบ้านผิดไปจากเดิม ไม้บางแผ่นข้างฝาบ้านผุพัง จนมองเห็นเป็นรูดำๆ คราบสีเทาๆขึ้นเกาะเป็นจุดๆ หน้าต่างบางแผ่น ห้อยพับลงมา เหมือนกับว่าพร้อมจะหลุดได้ทุกเมื่อ

 

คุณโอ๋พยายามสอดส่องสายตามองจนทั่ว แต่ก็ไม่พบตัวของต้น เริ่มทำให้คุณโอ๋แน่ใจขึ้นทุกที ว่าต้นต้องไม่ใช่คนแน่นอน แต่ก็คิดในใจว่า นี่มันพึ่งจะเที่ยงวัน ผีที่ไหนมันจะออกมาหลอกกลางวันแสกๆ

 

แต่ยังไงซะ ก็ต้องรีบออกไปจากที่นี่ให้ได้ก่อน ในเมื่อหาทางมุดออกไปทางหลังบ้านไม่ได้ ก็คิดว่าจะลองวิ่งไปออกทางรั้วหน้าบ้านดูสักตั้ง ระหว่างนั้น เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของต้น ก็เริ่มดังขึ้นที่ชั้นสองของตัวบ้าน

 

เสียงนั้นดังระงมไปทั่วบริเวณของบ้าน สลับกับเสียงร้องเรียกชื่อของคุณโอ๋ ด้วยประโยคซ้ำๆว่า “อยู่กับเรา..อย่าไป..เราอยู่คนเดียว” คุณโอ๋คิดว่าถ้าช้ากว่านี้คงไม่ดีแน่ รีบพุ่งตัวเลาะกำแพงสังกะสีของบ้าน ไปให้ถึงประตูรั้วหน้าบ้านให้เร็วที่สุด

 

ร้องสะอื้นในลำคอเบาๆ รู้ซึ้งถึงความกลัวสุดขีด จนไปถึงอีกฝั่งของบ้าน เสียงร้องเรียกอันเย็นยะเยือก ยังคงดังออกมาจากบ้านที่มืดทึบ คุณโอ๋มองไปตามรั้วบ้าน ก็ต้องเข่าทรุดลงทันที เพราะว่ารั้วทางฝั่งนี้ ก็ไม่มีประตูเช่นกัน

 

เป็นรั้วสังกำสีเก่าๆ พันด้วยต้นตำลึงจนเป็นพุ่มหนา คุณโอ๋ตัดสินใจ เหยียบไม้โครงยึดสังกะสี ปีนข้ามไปอีกฝั่ง แล้วกระโดดลงพื้น พอเท้าแตะถึงพื้น เสียงเรียกชื่อเย็นยะเยือกนั่น กลับดังขึ้นอยู่อีกฝั่งของกำแพงสังกะสี เหมือนกับว่า ต้นมายืนร้องเรียกอยู่ข้างกำแพง

 

ทำให้คุณโอ๋ผวา ถอยหลังจนเกือบจะเสียหลัก แต่ในใจก็เป็นห่วงน้องเช่นกัน จึงรีบวิ่งอ้อมไปยังอีกฝั่ง จนถึงจุดที่น้องชายและเพื่อนๆยืนรออยู่ แต่ก็ต้องตกใจ เพราะไม่เห็นใครยืนอยู่เลย แม้แต่คนเดียว

 

จึงตัดสินใจ วิ่งไปหาบ้านเพื่อน ด้วยใจที่ร้อนรน จนไปถึงหน้าบ้าน คุณโอ๋ร้องตะโกนหาเพื่อนสุดเสียง จนเพื่อนเดินลงมาจากบ้าน คุณโอ๋นรีบถามว่า น้องชายของตนเองอยู่ไหน เพื่อนก็บอกว่า เดินไปส่งที่บ้านตั้งนานแล้ว เป็นคำตอบที่ทำให้คุณโอ๋โล่งอกอย่างบอกไม่ถูก

 

เพื่อนบอกว่า เห็นคุณโอ๋หายไปนาน จึงพากันแยกย้ายกลับบ้านก่อน หลังจากนั้นอีกสองวัน เพื่อนของคุณแม่มาหาที่บ้าน แล้วก็พูดกันถึงเรื่องนี้ เล่ากันไปเล่ากันมา ได้ความว่า

 

เดิมที บ้านหลังที่ล้อมรั้วสังกะสี เคยมีปู่อาศัยอยู่กับหลานเพียงลำพัง แต่ปู่ได้เอายาฆ่าแมลงให้หลานกิน ก่อนที่จะผูกคอตายตามหลาน เพื่อหนีหนี้สิน กว่าจะมีคนมาพบศพ ก็เกือบจะครบเดือน

 

เพราะชาวบ้านที่สันจรผ่านบ้านหลังนั้น ได้กลิ่นเหม็นเน่า โชยออกมาจากตัวบ้าน และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

 

—  —  —  —  —  —  —  —  —

 

ประสบการณ์สยองขวัญ
#มาถึงบ้าน
เล่าโดย : คุณนัด

 

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นที่บ้านหลังหนึ่ง แถวย่านศรีนครินทร์ เมื่อประมาณสามปีที่ผ่านมา คุณนัทเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ช่วงนั้นคุณนัดต้องอยู่ที่มหาลัยจนดึกเกือบจะทุกวัน เพราะต้องอยู่ทำกิจกรรมที่คณะ

 

วันนั้นเวลาประมาณสี่ทุ่ม คุณนัทขึ้นบีทีเอสจากบริเวณมหาลัยมาลงแบริ่ง ช่วงนั้นมีฝนตกลงมาปรอยๆ รู้สึกขนลุกแปลกๆ เหมือนมีใครเดินตามหลังอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆที่หันไปดูหลายครั้ง แต่ก็ไม่พบใคร หรืออาจเป็นเพราะช่วงนั้นไม่มีผู้อืนอยู่เลย บรรยากาศเย็นๆ เหงาๆชอบกล จึงทำให้จิตนาการไปเอง

 

คุณนัทเดินลงไปโบกแท็กซี่ ให้ไปส่งยังหมู่บ้านแห่งหนึ่ง รถแท็กซี่ค่อยๆออกตัวไปกลางถนน เนื่องจากถนนในเวลานั้น เปียกไปด้วยน้ำฝนที่เทลงมาไม่ขาดสาย

 

ในจังหวะที่รถวิ่งตรงไปตามถนน อยู่ดีๆ มีรถจากเลนขวาพุ่งเข้ามาปาดหน้า ในระยะกระชั้นชิด จนทำให้รถแท็กซี่ที่คุณนัดนั่งอยู่ต้องเบรคกระทันหัน ล้อรถถูกับกับพื้นถนนเสียงดังลั่นจนรู้สึกแสบหู

 

คุณนัดใจหายแวบ แต่ยังคงตั้งสติได้ เนื่องจากไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหน คนขับแท็กซี่หันควับมามองทางเบาะหลัง ที่คุณนัดนั่งอยู่ แล้วเหมือนกำลังมองหาอะไรอยู่สักอย่าง

 

คุณนัทคิดว่าคนขับคงกำลังจะหาของอะไรสักอย่าง จึงเปิดแฟลชมือถือช่วยส่องแถวๆที่วางเท้า แต่คนขับกลับพูดขึ้นว่า “น้อง แล้วผู้หญิงที่ขึ้นมากับน้องอ่ะ” คุณนัดได้ยินเช่นนั่นก็รู้สึกงง หมายถึงใครกันแน่

 

จึงตอบกลับไปว่า “เฮ้ยพี่ ผมขึ้นมาคนเดียว พี่ตลกแล้ว” คนขับทำหน้าจริงจังแล้วพูดว่า “น้องพี่เห็นจริงๆ เห็นตั้งแต่ที่เค้าเดินตามน้องลงบันไดเลื่อนแล้ว” คุณนัดเริ่มใจเสีย พยายามพูดเพื่อยืนยันว่า “ยังไงผมขึ้นมาคนเดียวแน่นอนพี่”

 

คนขับเริ่มทำสีหน้าหวาดๆ แล้วพูดว่า “น้องพี่สาบาน พี่เห็นจริงๆ พี่มองกระจกหลัง ผู้หญิงคนนั้นยังนั่งพิงไหล่น้องอยู่เลย” คุณนัดขนลุกซู่ พยายามคิดว่าคนขับกำลังอำเล่นหรือว่าอะไรกันแน่

 

สุดท้ายคนขับก็บอกกันคุณนัดว่า ไปส่งไม่ได้จริงๆ และขอให้คุณนัทลงจากรถทันที และจะไม่เก็บค่าโดยสาร คุณนัทก็ต้องจำใจ ลงจากรถแต่โดยดี แล้วไปโบกรถคันอื่นเข้าบ้านแทน

 

หลักจากนั้นประมานสี่วัน วันนั้นคุณนัดไม่มีเรียน และที่บ้านออกไปทำธุระที่ต่างจังหวัด จึงได้อยู่บ้านคนเดียว ด้วยความที่เบื่อๆเซงๆ คุณนัดเดินไปหั่นผลไม้มาทานเล่น จนเวลาล่วงเข้าช่วงดึก

 

คุณนัดจึงวางจานผลไม้ที่เหลือไว้ข้างหน้าต่างในห้องครัว แล้วเดินขึ้นไปทำกิจวัตรต่างๆที่ชั้นบน จนเวลาล่วงเข้าตีสอง ในขณะที่กำลังนอนเล่นมือถืออยู่ คุณนัทได้ยินเสียงดัง “ตึ้ง!!” มาจากชั้นล่าง

 

คุณนัดตกใจ ดีดตัวขึ้นลุกนั่ง ในใจคิดว่ากลัวจะเป็นโจร รีบเดินไปคว้าบีบีกัน แล้วค่อยๆย่องลงมาที่ชั้นหนึ่ง แล้วกดสวิทช์ไฟให้บ้านมันสว่างทั้งหลัง ด้านขวาจะเป็นโซนรับแขก ส่วนด้านซ้ายจะเป็นห้องครัว คุณนัดกวาดสายตามองไปจนทั่วห้องรับแขก แต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ

 

จึงย่องเข้าไปในห้องครัว จังหวะนั้นเอง คุณนัดได้ยินเสียงแหบๆของผู้หญิงพูดว่า “กูหิว กูกินได้มั้ย” คุณนัทตกใจ หันควับไปมองทางต้นเสียง ภาพที่คุณนัทเห็นคือ ผู้หญิงคนหนึ่ง ลักษณะใบหน้าขาวซีด ตัดกับผมสีดำยาว ยืนจับเหล็กดัดหน้าต่างอยู่ข้างนอก ใช้ปากกัดแทะเหล็ดดัด เหมือนพยายามจะเข้ามาในบ้านให้ได้ ลูกกะตาสีดำจ้องมาที่คุณนัทตาไม่กระพริบ ปากกัดลงกับซี่ของเหล็กดัด เสียงดังครึกๆ

 

คุณนัดขนลุกซู่ไปทั้งตัว หัวใจแทบหยุดเต้น ร้องตะโกนลั่นบ้าน รีบวิ่งขึ้นห้อง แล้วเหวี่ยงประตูปิดดังลั่นบ้าน พร้อมกับลงกลอนอย่างแน่นหนา ยืนหายใจหอบอยู่หลังประตูด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ภาพอันน่าสยดสยองที่พึ่งเห็นเมื่อครู่ ยังคงตามมาหลอกหลอนอยู่ในหัวจนตัวสั่นระริก

 

จังหวะนั้นก็ได้ยินเสียงอะไรสักอย่างดัง “แคร่ง!!” มาจากชั้นล่าง ทำให้คุณนัทสะดุ้งจนตัวโก่ง รีบดีดตัวออกห่างจากประตู พุ่งขึ้นที่นอนแล้วคลุมโปงทันที ในหัวคิดฟุ่งซ่านว่าเสียงที่ดังนั่นมันคือเสียงอะไร มันเกิดจากอะไร ใครเป็นคนทำ หรือว่าสิ่งนั้นมันจะเข้ามาในบ้านได้แล้ว

 

คืนนั้นคุณนัทนอนตัวสั่นทั้งคืน จนนอนแทบไม่ได้ รุ่งเช้า คุณนัดค่อยๆเดินย่องลงมาชั้นล่าง พยายามระวังตัวสุดขีด มองไปที่หน้าต่างเหล็กดัดห้องครัว

 

ภาพที่เห็นเมื่อคืนยังคงติดตา จนต้องเบือนหน้าหนี คุณนัดรีบขับรถไปทำบุญที่วัดที่ใกล้บ้านที่สุด ระหว่างขากลับ คุณนัดคิดทบทวนว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เพราะแน่ใจว่าไม่ได้ไปทำอะไรให้ใคร

 

คุณนัทขับรถมาจนใกล้จะถึงหมู่บ้าน ช่วงที่รถกำลังติด คุณนัทเหลือบมองออกไปนอกรถ ก็เห็นถาดอาหารถาดหนึ่ง ซึ่งมีธูปปักอยู่ด้วย วางอยู่ข้างทางฟุตบาท ทำให้คุณนัดฉุดคิดขึ้นมาได้ นึกย้อนไปถึงเช้าของวันนั้น วันที่คนขับแท็กซี่ทักว่าเห็นผู้หญิงตามคุณนัทอยู่

 

คุณนัทต้องรีบเดินทางไปที่คณะ เพราะดันตื่นสาย จนวิ่งไปเตะถาดอาหารถาดนั้นจนคว่ำ แต่ด้วยความที่คุณนัทไม่ได้สนใจ รีบวิ่งขึ้นมอเตอร์ไซค์ไปซะก่อน คุณนัทคิดว่าสิ่งนี้ น่าจะเป็นสาเหตุ ให้ผู้หญิงคนนั้นตามมาจนถึงที่บ้าน

 

คุณนัทเลี้ยวรถเข้าไปซื้อกับข้าวในร้านอาหารตามสั่งทันที แล้วกลับมายังที่ตรงนั้น วางข้าวกล่องลงบนฟุทบาต ยกมือขึ้นพนม พูดในใจว่า “ผมขอขมานะ กับความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผม ผมไม่ได้เจตนาจริงๆ ขอร้องอย่าตามผม ขอให้จบลงที่ตรงนี้” และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

 

—  —  —  —  —  —  —  —  —

 

ประสบการณ์สยองขวัญ
#ห้างนี้มีผี
เล่าโดย : คุณอัน

 

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นที่ห้างแห่งหนึ่ง แถวฝั่งธน เมื่อสอบปีที่แล้ว บริษัทที่คุณอันอยู่ ได้ไปเปิดร้านกาแฟยังห้างแห่งหนึ่ง และทางบริษัทได้ให้คุณอันไปทำงานประจำยังร้านกาแฟแห่งนี้ ร้านจะอยู่ที่ชั้นสองของห้าง

 

และเนื่องจากร้านกาแฟจะอยู่ในส่วนของตัวห่าง เวลาที่จะส่งเงิน จึงไม่สามารถเอาไปเข้าแบงค์เองได้ ต้องผ่านห้างก่อนเท่านั้น วิธีการที่จะเอาเงินไปส่งให้แคชเชียร์ของห้าง จะต้องเดินไปขึ้นลิฟท์ที่หน้าห้าง เพื่อไปที่ชั้นเก้า ระยะเวลาที่จะต้องส่งเงิน จะอยู่ที่ประมาณสามทุ่มครึ่งถึงสี่ทุ่ม

 

วันนั้นเป็นวันแรกที่ร้านเพิ่งเปิดทำการ หลังจากที่ปิดยอดเสร็จแล้ว คุณอันต้องเดินไปขึ้นลิฟท์ที่หน้าห้าง บริเวณนั้นก็จะมีพนักงานห้าง และคนอื่นๆที่จะต้องไปส่งเงินอยู่หลานคน มีทั้งใส่ชุดฟอร์มของห้าง และของร้านต่างๆ

 

ลิฟท์หน้าห้างจะมีอยู่สองตัว ฝั่งซ้ายและฝั่งขวา แต่คุณอันสักเกตเห็นว่า คนจะมายืนต่อคิวกันที่ลิฟท์ทางฝั่งขวาหมด ทั้งๆที่ลิฟท์ทางฝั่งซ้ายลงมารออยู่ชั้นล่างแล้ว แต่กลับไม่มีใครเดินเข้าไปใช้

 

ถึงคุณอันจะงงๆ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก จึงวิ่งเข้าลิฟท์ทันที เพราะต้องรีบขึ้นไปส่งเงิน วันที่สอง เวลาประมาณเกือบๆสี่ทุ่ม ได้เวลาที่คุณอันจะต้องขึ้นไปส่งเงิน พอไปถึงที่หน้าลิฟท์ ก็เห็นเหมือนกับวันแรก

 

ไม่มีใครเข้าไปใช้ลิฟท์ทางฝั่งซ้าย แต่ไปยืนรอลิฟท์กันทางฝั่งขวาหมดทุกคน ในใจคุณอันคิดว่าก็ดีเหมือนกัน เพราะจะได้ไม่ต้องยืนรอนาน จึงวิ่งเข้าลิฟท์ทางฝั่งซ้ายทันที คุณอันกดที่ชั้นเก้าเหมือนเดิม

 

เชือกสลิงดึงลิฟท์ขึ้นไปเรื่อยๆ จนไปหยุดอยู่ที่ชั่นสี่ แล้วประตูก็ค่อยๆเลื่อนเปิดออก คุณอันมองออกไปที่หน้าลิฟท์ แต่ก็ไม่เห็นว่ามีใครยืนอยู่ จึงกดปุ่มปิดลิฟท์ แต่ประตูกลับค้างไม่ยอมปิด

 

ในขณะที่คุณอันกำลังพยายามกดปิด อยู่ๆก็มีพนักงานผู้หญิงคนนึงเดินเข้ามาในลิฟท์ ทำให้คุณอันตกใจเล็กน้อย เพราะตอนแรกก็ไม่ได้เห็นว่ามีใครยืนรอลิฟท์อยู่ แล้วประตูลิฟท์ก็ค่อยๆเลื่อนปิด คุนอันจึงถามว่า “ส่งเงินที่ชั้นเก้าใช่มั้ยคะ” แต่หนักงานหญิงกลับยืนนิ่ง ไม่แม้แต่จะหันมามองคุณอัน

 

ลิฟท์ค่อยๆเลื่อนขึ้นอย่างเงียบเชียบ จนไปถึงชั้นเก้า ประตูเลื่อนเปิดออก คุณอันยืนกดปุ่มเปิดประตูลิฟท์ค้างไว้ เพื่อรอให้ผู้ร่วมทางเดินออกไปก่อน แต่พนักงานหญิงกลับยืนนิ่ง สายตาเหม่อลอย แสดงใบหน้าเรียบเฉย

 

คุณอันถามว่า “ออกมั้ยคะพี่” ไร้การโต้ตอบใดๆอีกเช่นเคย นอกจากสีหน้าเรียบเฉยที่ไร้ชีวิตชีวา คุณอันจึงเดินออกจากลิฟท์ด้วยความสงสัย ว่าเธอคนนั้นเป็นอะไร ทำไมถึงไม่ยอมคุยกันกับเราด้วย

 

หลังจากที่เดินออกมาจากลิฟท์ได้สามถึงสี่ก้าว เสียงประตูลิฟท์ที่กำลังเลื่อนปิด ก็ดังขึ้นข้างหลัง คุณอันจึงหันกลับไปมอง ก็ยังเห็นผู้หญิงคนนั้นยืนนิ่งไม่ขยับตัว จนประตูลิฟท์ปิดลง รปภ ที่ประจำอยู่หน้าลิฟท์ก็มองคุณอันแบบแปลกๆ

 

ถึงคุณอันจะยังไม่เข้าใจต่อเหตุการณ์นี้ แต่ก็ต้องรีบเข้าไปส่งเงินก่อน จากนั้นก็เดินมารอลิฟท์ที่จุดเดิม รปภ หน้าลิฟท์ก็ถามคุณอันว่า “หนูเห็นอะไรเหรอ” คุณอันตอบว่า “หนูเห็นพี่คนนึงเค้าอยู่ในลิฟท์ แต่เค้าไม่ยอมออก” รปภ ไม่ได้พูดอะไรต่อ แค่ยิ้มตอบคุณอันเบาๆ

 

ตกอีกวันหนึ่ง คุณอันเจอกับลุง รปภ ที่ชั้นล่างของห้าง รปภ ถามคุณอันว่า “หนู เมื่อคืนเห็นอะไร” คุณอันนึกย้อนไปถึงเมื่อคืน ตอนที่ขึ้นไปส่งเงิน จึงบอกกับ รปภ ว่า “หนูเห็นแคชเชียร์คนนึงค่ะ เค้าแปลกๆอ่ะค่ะ เค้าไม่พูดกับหนู” รปภ ก็บอกว่า “อืมม เหรอ ทีหลังก็ขึ้นอีกฝั่งนะ”

 

ด้วยความสงสัย คุณอันจึงไปถามหัวหน้าที่คุมอยู่ในโซนชั้นที่คุณอันทำงานอยู่ หัวหน้าเล่าให้ฟังว่า เมื่อตอนที่ห้างแห่งนี้เปิดมาได้ประมาณสองปี มีแคชเชียร์คนนึงขึ้นไปส่งเงินในเวลาดึก แต่ รปภ ที่คุมลิฟท์อยู่ไม่รู้ จึงได้สับสวิตช์ไฟของลิฟท์ลง

 

ทำให้แคชเชียร์ขาดอากาศหายใจตายอยู่ในลิฟท์ สภาพศพค่อนข้างหน้ากลัว ตาเหลือก อ้าปากค้าง ฉีกเงินกระจุยกระจาย จนเล็บหลุดออกเป็นแผ่นๆ ข้างฝาลิฟท์มีแต่รอยเลือด เหมือนกับว่าพยายามใช้มือที่เปื้อนเลือด ตบไปรอบๆลิฟท์ ผนักงานที่ทำงานอยู่ที่นั่น จะไม่มีใครกล้าใช้ลิฟท์ตัวนี้ ในเวลากลางคืน

 

หลังจากที่คุณอันรู้เรื่องนี้เข้า ก็รู้สึกขนลุกตั้งทันที ภาพของผู้หญิงที่เจอในลิฟท์ ผุดขึ้นมาในหัว คิดว่าดีเท่าไหร่แล้วที่เค้าไม่ออมาให้เห็นในสภาพอื่น แต่ก็ยังพยายามไม่คิดมาก เพราะยังต้องทำงานอยู่ที่นี่ แต่เลื่อนมาใช้ลิฟท์อีกตัวแทน เพราะนึกภาพที่ข้างฝาลิฟท์ที่เต็มไปด้วยรอยมือเปื้อนเลือด ก็แทบไม่อยากจะเดินเข้าใกล้

 

หลังจากนั้นอีกประมาณหนึ่งอาทิตย์ คุณอันขึ้นไปส่งเงินปกติ เห็นผู้ชายวัยกลางคนกับเด็กอายุประมาณหกขวบ ถือเบียร์สองขวด เดินขึ้นลิฟท์มาด้วย

 

วันนั้นคุณอันขึ้นไปส่งเงินช้า ส่วนมากคนอื่นๆจะส่งเงินกันเสร็จหมดแล้ว คุณอันก็เกิดความสงสัย ว่าสองพ่อลูกคู่นี้จะไปที่ไหน ถ้าจะไปที่โรงหนัง ต้องไปขึ้นลิฟท์อีกที่หนึ่ง พอลิฟท์เปิดที่ชั้นเก้า

 

สองพ่อลูกก็เดินออกจากลิฟท์ แล้ววกไปขึ้นบันไดข้างๆโต๊ะของ รปภ คุณอันก็มองตามอย่างงงๆ ว่าสองคนนั้นกำลังจะไปไหน แล้วทำไม รปภ ถึงไม่ห้าม รปภ ก็หันมามองหน้าคุณอันแล้วพูดว่า “เห็นเหรอ” คุณตอบว่า “ค่ะ มีอะไรหรือเปล่าค่ะลุง”

 

รปภ ตอบว่า “ไม่มีอะไรหรอก เค้าก็มาแบบนี้ทุกวันแหละ ไปส่งเงินเถอะ” คุณอันได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกใจไม่ค่อยดี แต่ก็ต้องรีบเข้าไปส่งเงินก่อน หลังจากส่งเงินเสร็จแล้ว คุณอันก็ออกมาถามทันทีว่ามันคืออะไร

 

รปภ จึงเล่าให้ฟังว่า เมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว มีพนักงานแคชเชียร์ของที่นี่คนหนึ่ง ลาออกจากงาน แล้วหนีไปอยู่กับแฟนใหม่ สามีจึงหอบลูกมาตามหา แต่พอทราบว่าแฟนขอตนเองได้ลาออกจากที่นี่ไปแล้วก็รู้สึกเครียด ไม่รู้จะไปตามหาที่ไหน

 

จึงซื้อเบียร์มานั่งดื่มรอแฟนที่นี่ทุกวัน จนวันหนึ่ง ผู้ชายคนนี้ซื้อเบียร์แอบขึ้นไปนั่งกินบนดาดฟ้ากับลูก แล้วจับลูกกระโดดลงไปข้างล่างด้วยกัน รปภ บอกอีกว่าผู้ชายคนนี้กับลูกจะต้องมาในเวลาเดิมทุกวัน บางวันก็เห็น บางวันก็ไม่เห็น ถ้าวันไหนเห็นเข้า ก็ทำทีว่ามองไม่เห็น

 

และอีกเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงสงกรานต์พอดี เป็นวันที่คุณอันรู้สึกเพลียมาก เนื่องจากคนเยอะ ประกอบกับที่ยังไม่ได้ทานข้าวกลางวัน ช่วงคนเริ่มซาๆ จึงขอน้องที่ทำงานอยู่ด้วยกัน ขึ้นไปนั่งทานข้าวที่ชั้นสาม บนชั้นสามก่อนจะเข้าห้องอาหาร จะเป็นโซนขายเสื้อผ้าเด็ก และของเล่นเด็ก

 

ระหว่างที่คุณอันกำลังเดินผ่าน ก็เห็นเด็กผู้ชายคนนึง นั่งเล่นอยู่คนเดียว ด้วยความที่คุณอันเป็นคนรักเด็ก คิดในใจว่าเด็กคนนี้น่ารักจัง หลังจากทานอะไรเสร็จก็ลงมาที่ร้านต่อ จนเวลาล่วงไปถึงสองทุ่ม เป็นวันที่คุณอันรู้สึกเหนื่อยมาก แต่ยอดขายกลับไม่ดีเท่าที่ควร

 

ช่วงที่ไม่ค่อยมีลูกค้า คุณอันก็ได้เดินไปเข้าห้องน้ำ คนยืนต่อคิวกันเข้าห้องน้ำกันเยอะมาก เพราะเป็นช่วงสงกรานต์ แต่คุณอันสังเกตเห็นห้องหนึ่งที่ไม่มีคนใช้ เพราะประตูมันปิดไม่สนิท จึงลองผลักประตูเข้าไปดู

 

ปรากฏว่าเห็นเข้ากับเด็กผู้ชายตัวสีดำๆ นั่งยองๆอยู่บนฝาชักโครก คุณอันตกใจ รีบปล่อยมือถอยหลังออกห่างจากประตูห้องน้ำ แต่ด้วยความที่กำลังเหนื่อย จนทำให้รู้สึกหงุดหงิดมากกว่ากลัว จึงพูดขึ้นในใจว่า “พี่เหนื่อย ขอพี่ฉี่ก่อนได้มั้ย ถ้าอยากกินขนมอะไรอ่ะ ไปเรียกลูกค้าเข้าร้านพี่ ถ้าได้หมื่นนึงอ่ะ พี่จัดชุดใหญ่ให้เลย”

 

คุณอันค่อยๆผลักประตูเข้าไปช้าๆ ฝาชักโครกที่มันปิดอยู่ ตอนนี้กลับเปิดอ้าขึ้นเอง ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยกลัว แต่ก็ยังรู้สึกระแวงอยู่หน่อยๆ ดีที่มีคนในห้องน้ำเยอะ คุณอันจึงเข้าไปทำกิจด้วยอาการขนลุกตั้ง แต่วันนั้น ยอดขายได้เกินหมื่นจริงๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบจะไม่น่าเชื่อ จึงจัดชุดใหญ่ให้ตามที่เคยบอกไว้

 

คุณอันอยากรู้ประวัติของเด็กคนนั้น จึงไปถามคนในแผนกกีฬาที่อยู่ข้างๆ ได้ความว่า มีเด็กคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน แต่จะอยู่แค่ในแผนกของเล่น ถ้าผนักงานในแผนกคนไหน ทุจริตหรือขโมยของแม้แต่ชิ้นเดียว เด็กคนนี้จะตามไปถึงที่บ้าน จนอยู่ทำงานที่นี่ต่อไม่ได้ และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

 

—  —  —  —  —  —  —  —  —

 

ประสบการณ์สยองขวัญ
#ล่องเรือหลอน
เล่าโดย : คุณคิง

 

เป็นเรื่องเล่าของป้าแมว ที่นำมาถ่ายทอดให้คุณคิงฟัง ซึ่งมีคนเล่าให้ป้าแมวฟังอีกที ความเชื่อของชาวเรือมีหลายรูปแบบ ในกรณีของการไหว้เรือ หรือไหว้หัวเรือ คุณคิงเล่าว่า ครั้งนึงเคยมีเพื่อนไปเป็นลูกเรือหาปลา

 

ในการออกไปหาปลาแต่ละครั้ง เพื่อนๆบนเรือ มักจะคอยเตือนอยู่เสมอๆว่า “ห้ามมองขึ้นไปบนเสากระโดงเรือตอนกลางคืนนะ เฉพาะกลางคืน แต่กลางวันจะนอนมองยังไงก็ได้ แต่กลางคืนอย่ามอง ไม่งั้น คงไม่กล้าออกเรือหาปลาอีกแน่”

 

และได้เตือนอีกอย่างหนึ่งว่า ตอนกลางคืน ถ้าได้ยินเสียงอะไรแปลกๆในห้องเครื่อง ห้ามไปดูเด็ดขาด เพราะตามความเชื่อ มันคือการตรวจอะไรต่างๆของแม่ย่านาง หรืออาจจะเป็นคนเก่าคนแก่ ที่เป็นเจ้าของเรือ กำลังเดินอยู่ภายในของเครื่อง หรืออีกอย่างหนึ่งก็คือ วิญญาณของคนที่ถูกเครื่องจักรของเรือ ดูดเข้าไปปั่นจนเสียชีวิต กำลังเดินวนเวียนอยู่ในที่ที่ตนเองเสียชีวิต

 

ครั้งนึง เรือที่เพื่อนของคุณคิงนั่งไปหาปลา เกิดติดพายุฝนรุนแรง ท้องฟ้าสีดำมืดปั่นป่วนจนมองไม่เห็นแสงจากพระอาทิตย์ คลื่นลูกยักษ์โหมซัดเข้าหาเรือครั้งแล้วครั้งเล่า จนเรือจะพลิกคว่ำเข้าไปทุกทีๆ

 

เพื่อนวิ่งหาธูป เพื่อที่จะเอามาจุดไหว้ขอให้สิ่งศักสิทธิ์ต่างๆคุ้มครอง แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ เพราะส่วนมาก คนทางแถบนั้นไม่ใช่คนที่นับถือศาสนาพุทธ จึงเอาบุหรี่มาจุดสิบหกมวน แล้วปักไว้ที่หัวเรือ พร้อมกับหาถุงพลาสติกใสมาครอบไว้ แล้วนั่งไหว้ขอให้รอด

 

พอมองไปที่หัวเรือ ปรากฏว่าเห็นเป็นเงาดำๆ ลักษณะเหมือนผู้หญิง ยืนอยู่บนหัวเรือ ไม่กี่อึดใจต่อมา พายุที่โหมกระหน่ำก็ค่อยๆซาลง ลูกเรือทุกคนต่างออกมานั่งคุกเข่า หันหน้าไปทางหัวเรือ แล้วก้มลงกราบ

 

กลับมาถึงเรื่องเล่าของคนที่เคยถ่ายถอดให้ป้าแมวฟัง ตัวเค้าเองเป็นคนที่ไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับเรือมาก่อน ช่วงนั้นเป็นช่วงปิดเทอม คุณลุงของเค้าเป็นไต๋ก๋งเรือ จึงได้บอกกับคุณลุงว่า ช่วงนี้ว่าง อยากลงไปในเรือด้วย อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง คุณลุงก็อนุญาต

 

ก่อนจะลงเรือ คุณลุงก็สอนวิธีการต่างๆที่ควรรู้ให้ จนมีอยู่คืนหนึ่ง เค้าได้ยืนมองออกไปในน้ำทะเลตอนกลางคืน ไปเห็นเข้ากับอะไรสักอย่าง สีออกเขียวๆฟ้าๆ กำลังลอยเข้ามาหาเรืออย่างช้าๆ เค้ายืนมองอย่างพินิจ รู้สึกว่ามันยิ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

 

ก็เลยไปเรียกคุณลุงให้มาดู คุณลุงเดินมาถึงก็ยืนมองอยู่พักนึง แล้วก็หันหลัง เดินเข้าไปในห้องบังคับเรือ เพื่อหันหัวเรือหนีเจ้าสิ่งนั้น พร้อมกับเดินเครื่องเต็มกำลัง เค้าเริ่มรู้สึกแปลกใจ ว่าทำไมคุณลุงถึงต้องพยายามหนีเจ้าก้อนนั้น

 

จนเวลาผ่านไปนานพอสมควร สักพักคุณลุงก็จอดเรือ แล้วบ่นออกมาเบาๆว่า “อืมมม สงสัยจะหนีไม่พ้นจริงๆว่ะ” ทำให้เค้าเกิดความสงสัยมาก จึงถามคุณลุงว่าทำไมถึงพูดอย่างนี้ แล้วมันแปลกประหลาดอะไรนักหนากับไอ่ก้อนนั่น ที่มันลอยเข้ามาหาเรือ

 

คุณลุงก็บอกให้ลองไปดูดีๆ จะเห็นได้ว่ามันลอยทวนน้ำเข้ามาหาเรือ เร่งเครื่องหนีมาได้สักระยะแล้ว แต่มันกลับตามเรือมาติดๆ ก็เลยถามคุณลุงว่าอะไร คุณลุงบอกว่า “นี่ดูไม่ออกจริงๆเหรอ นั่นมันศพ”

 

ก็เลยให้ลูกน้องลงไปโยงเชือกผูกกับศพเอาไว้ แต่จะไม่ดึงขึ้นเรือมาเด็ดขาด ใช้วิธีการลากตามหลังเรือเอา ลูกน้องที่ลงไปผูกเชื่อ ขึ้นมาบอกว่า “โห่ไต๋ ผมนี่บานเป็นแพเลย ศพอืดแล้วอึดอีก จนไม่กล้ามองเลย” ลูกน้องของคุณลุงคนนี้เป็นคนที่ใจบุญ ขี้สงสาร จึงรับอาสาลงไปทำให้

 

ในขนะที่กำลังลากศพไปได้สักระยะ พายุเริ่มก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ จนฝนเทลงมาเหมือนกับฟ้ารั่ว ชนิดที่ว่าเดินเรือไปไหนแทบไม่ได้ ไต๋จึงพยายามมองหาฝั่งที่ใกล้ที่สุด เพราะการอยู่ในดงพายุแบบนี้นานๆ เป็นสิ่งที่อันตรายมาก

 

จึงค่อยๆขยับเรือไปทีละนิด หาเกาะอะไรก็ได้สักเกาะ แล้วนำเรือเข้าจอด เพื่อไม่ให้เรืออับปางอยู่กลางทะเล จนไปเห็นเกาะแห่งหนึ่งอยู่ไกลลิบตา ทำให้ทุกคนบนเรือดีใจกันยกใหญ่ ที่จะได้ลงเกาะ

 

พอยิ่งขับใกล้เข้าไปเรื่อยๆ ก็เห็นคนกลุ่มหนึ่ง นั่งล้อมวงสุมไฟกันประมาณเจ็ดแปดคนอยู่ในเกาะ ทำให้ลูกเรือร้องดีใจที่จะได้เพื่อนนั่งดื่มนั่งกันในคืนนี้ แต่อยู่ๆ ไต๋ก็รีบหยุดเรือ แล้วหันมาบอกกับทุกคนว่า “ไม่ต้องลงแล้วล่ะ”

 

ทุกคนอยู่ในอาการงุงงง จึงถามไต๋ว่า “อ่าว ทำไมไม่ลงอ่ะ” ไต๋บอกว่า “พายุก็แรง จะลงไปยังไงล่ะ ผีทั้งนั้น ไม่ใช่คนนะน่ะ” ลูกเรือแย้งขึ้นมาว่า “ไต๋รู้ได้ไง ยังไม่ทันได้เข้าไปถึงฝั่งเลย”

 

ไต๋พูดเน้นเสียงว่า “ดูดีๆดิ ประสบการณ์เรือนี่น้อยมากเลย คนอะไรวะ มันจะมานั่งก่อกองไฟกลางพายุอย่างเงี้ย แล้วไฟมันก็ไม่มอดเลยซักนิด” ต่างคนต่างงง คิดว่ามันจะใช่ผีจริงหรือเปล่า แล้วถ้าเป็นผี ทำไมมันถึงมองเห็นชัดขนาดนั้น

 

แต่ไต๋ก็ยังยืนยันว่าพวกมันเป็นผี จึงค่อยๆเดินเรือเลาะตามเกาะแห่งนี้ไปเรื่อยๆ แต่ไต๋จะไม่จอดหยุดเรืออยู่กับที่เด็ดขาด จนพายุเริ่มสงบ ตัวคนที่เล่าเอง เพิ่งลงเรือมาเป็นครั้งแรก ไม่สามารถช่วยอะไรใครได้

 

จึงลงไปหลบอยู่ข้างในจนเผลอหลับ มารู้สึกตัวตื่นขึ้นมาช่วงกลางดึก เพราะปวดปัสสาวะ ช่วงนั้นพายุต่างๆได้สงบลงแล้ว จึงเดินขึ้นมาข้างบน คิดในใจว่า ทุกคนคงกำลังนั่งดื่มกันอยู่ เพราะปกติ ลูกเรือมักจะนอนเวลาไม่ตรงกัน

 

หูก็ได้ยินเสียงอะไรสักอย่าง เหมือนคนกำลังนั่งล้อมวงทานข้าวกันอยู่ในห้องครัว เค้าก็เลยเดินแวะเข้าไปดู พอเข้าไปถึงห้องครัวก็ชะโงกหน้าเข้าไปมอง สิ่งที่เห็นคือ ผู้หญิงที่ขึ้นอืดอยู่ท้ายเรือกับคนอีกประมาณเจ็ดแปดคน นั่งล้อมวงคดข้าวกันอย่างเมามัน

 

แล้วก็ค่อยๆแหงะหน้าขึ้นมามอง ใบหน้าเขียวๆขึ้นสีม่วงจับจ้องมาทางเค้าแบบตาไม่กระพริบ ส่วนคนอื่นๆ เห็นเป็นลักษณะของคนตัวสีนำตาลเข้มทั้งตัว กำลังนั่งใช้มือจกข้าวใส่ปาก จนเค้าสลบหงายท้องทันที

 

ตื่นมาอีกที ก็ตอนที่ทุกคนช่วยปฐมพยาบาลให้ เค้าจึงเล่าให้ทุกคนฟัง คุณลุงก็งงว่าทำไมวิญญาณเหล่านี้ถึงเข้ามาในเรือได้ พอถามกับลูกเรือก็ได้ความว่า ลูกเรือคนที่ใจบุญ ที่ลงไปมัดศพ เอาธูปมาปักหนึ่งดอกในสำรับอาหารที่เตรียมไว้ให้ แล้วบอกกับศพของผู้หญิงคนนั้นว่า ถ้าหิวก็ขึ้นมากินได้

 

แต่ธูปดอกนั้นมันไม่ได้เชิญแค่ดวงเดียว มันกลับไปเชิญเอาวิญญาณแถวนั้นให้ยกโขยงเข้ามาด้วย และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

 

—  —  —  —  —  —  —  —  —

 

ประสบการณ์สยองขวัญ
#เสาหลักประหาร
เล่าโดย : คุณนี

 

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง ในจังหวัดสระบุรี เมื่อประมาณหกปีที่ผ่านมา คุณนีและเพื่อนๆวางแผนกันว่าจะไปเที่ยวที่ต่างจังหวัด ตั้งใจไว้ว่าจะไปกันอาทิตย์หน้า

 

พอใกล้จะถึง มีเพื่อนคนหนึ่ง โทรมาชวนให้คุณนีไปเที่ยวที่รีสอร์ทในจังหวัดสระบุรี เพราะตอนนี้เพื่อนอยู่คนเดียว คุณนีก็โอเค เพราะจะได้ไม่ต้องจองที่ให้ยุ่งยาก ขึ้นไปกันประมาณสี่คน

 

รีสอร์ทเห่งนี้ เป็นของคุณพ่อของเพื่อน ซึ่งกำลังสร้างเสร็จใหม่ๆ รอบูรณะรอบๆให้เสร็จก่อน ถึงจะเปิดให้เข้าพัก รีสอร์ทตั้งอยู่บนเขาลูกหนึ่ง ห่างจากชุมชนบ้านเรือนประมาณสองกิโลเมตร มีบ้านพักประมาณเกือบๆสิบหลัง มีทั้งแบบชั้นเดียวและสองชั้น รอบๆรีสอร์ทจะเป็นป่า ด้านหลังรีสอร์ทจะมีคลองเล็กๆ ที่สามารถนั่งตกปลาได้

 

คุณนีและเพื่อนๆเดินทางไปถึงช่วงเย็น หลังจากทานอะไรกันอิ่มแล้ว ก็กระจายกันเข้าพักหลังละคน จนวันที่สอง ในช่วงหัวค่ำ หลังจากทานอาหารค่ำกันเสร็จแล้ว เพื่อนคนหนึ่ง ไปเดินเล่นแถวๆหน้ารีสอร์ท แล้วก็วิ่งหน้าตาตื่นกลับมา

 

พูดเสียงสั่นปากสั่นว่า “ไปดูนั่นดิ อะไรไม่รู้ตาแดงๆ กูก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร” คุณนีจึงเอาไฟฉายส่องเข้าไปดู แถวๆหน้ารีสอร์ทจะมีต้นไม้ต้นใหญ่อยู่หลายๆต้น มีหญ้าขึ้นสูงประมาณหัวเข่า แต่คุณนีก็ไม่พบอะไร นอกจากความมืด

 

แต่เพื่อนยืนยันเสียงแข็งว่าเห็นจริงๆ เป็นลูกกะตาสีแดงๆ คุณนีก็คิดว่าน่าจะเป็นสัตว์กลางคืน เพราะที่นี่อยู่บนเขา ก็ไม่แปลกที่จะมีสัตว์หลงเข้ามาในเวลากลางคืน ตอนแรกคุณนีและเพื่อนไม่คิดที่จะนอนรวมกัน แต่เพื่อนดันไปเห็นอะไรแปลกๆเข้า จึงย้ายมานอนรวมกันที่ชั้นสองของบ้านหลังหนึ่ง

 

คุณนีสะดุ้งตื่นขึ้นมาตอนประมาณตีสอง หูแว่วได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง กำลังเดินขึ้นบันได เหมือนกำลังลากอะไรขึ้นมาด้วยสักอย่าง ลักษณะคล้ายๆโซ่ “แคร้งๆๆๆ” แล้วมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตู

 

คุณนีค่อยๆแหงะมองไปตรงช่องเล็กๆใต้ประตู ภายในห้องปิดไฟจนมืด เหลือเพียงแค่แสงสว่างจากหลอดนีออนที่อยู่เหนือประตู เห็นเป็นเงาของใครสักคน ยืนอยู่ที่หน้าประตู ในใจคิดว่าเป็นคุณพ่อของเพื่อนแวะเข้ามาดู คุณนีจึงไม่สนใจ เงาที่ยืนอยู่หน้าประตู ค่อยๆเดินลงบันไปอย่างช้าๆ

 

เช้าวันต่อมา คุณนีจึงมานั่งคุยกับเพื่อนๆ ว่าเมื่อคืนเห็นอะไรแปลกๆ เพื่อนคนที่นอนข้างๆคุณนีบอกว่า ได้ยินเหมือนกัน เหมือนคนกำลังเดินลากโซ่ขึ้นมาบนบ้าน แล้วเพื่อนคนที่ชวนให้คุณนีมาเที่ยวก็พูดแทรกขึ้นมาว่า “เจอเหมือนกันเหรอ”

 

คุณนีก็เริ่มแปลกใจว่าเพื่อนหมายถึงอะไร จึงถามออกไปว่า “เจออะไรอ่ะ” เพื่อนจึงบอกว่า นี่คือเหตุผลที่ต้องให้คุณนีและคนอื่นๆ ขึ้นมาพักที่นี่เป็นเพื่อน ย้อนกลับไปประมาณหนึ่งอาทิตย์ ก่อนที่คุณนีจะขึ้นมาพัก

 

ปกติที่นี่จะมีคนงานอยู่สองคน ค่อยช่วยงานอยู่ในรีสอร์ทแห่งนี้ แล้วบังเอิญว่าคนงานทั้งสองคน ได้ไปเจออะไรเข้าสักอย่าง จนต้องวิ่งหนีลงเขาไปอยู่ในปั้มน้ำมัน ซึ่งห่างจากรีสอร์ทประมาณสามกิโลเมตร

 

เพื่อนเล่าต่อว่า คุณพ่อได้ไปประมูลไม้เก่าๆ จากกรมราชทัณฑ์ แล้วมีไม้อยู่สามท่อน ที่คุณพ่อจะกำชับไว้นักหนาว่าห้ามยุ่ง ลักษณะเป็นไม้หน้าสี่ แต่คนงานทั้งสองคนไม่รู้ เพราะเป็นคนจากประเทศเพื่อนบ้าน จึงได้เอาไม้ทั้งสามชิ้นมาแปรรูป ทำเป็นแผ่นไม้ขั้นบันได

 

คุณพ่อบอกกับเพื่อนว่า ไม้ทั้งสามท่อนนั้น คือไม้หลักประหาร กว่าจะถอนขึ้นมาได้ คนที่ถอนต้องนอนจับไข้ไปเป็นอาทิตย์ ไม้ทั้งสามท่อนนี้เป็นไม้ชิงชัน ถ้ายิ่งอยู่ในดินนานเท่าไหร่ จะยิ่งเหนียวเท่านั้น และถ้าอยู่ในน้ำ ก็จะทำให้ไม้ยิ่งแกร่ง นี่คือคุณสมบัติของไม้ชิงชัน

 

คนงานทั้งสองคนเล่าให้คุณพ่อของเพื่อนฟังว่า หลังจากวันที่ได้แปรรูปไม้ แล้วเอามาทำเป็นบันได ตกกลางคืน ก็ขึ้นไปนอนพักผ่อนบนห้องที่พวกคุณนีนอน ช่วงเวลาประมาณตีสอง คนงานตกใจตื่น เพราะเหมือนมีอะไรสักอย่างตกลงบนหน้าอก

 

จึงพยายามเพ่งมองดูดีๆ พบว่ามันคือดอกบัวที่ถูกมัดติดกับธูปเทียน หางตากก็เหมือนเห็นอะไรสักอย่างอยู่แถวๆประตู จึงหันไปมอง ปรากฏว่าเห็นผู้ชายร่างกำยำ ไม่ใส่เสื้อ นุ่งแต่กางเกงตัวเก่าๆสีมอๆ มองไม่เห็นศีรษะ ถูกล่ามโซ่ทั้งมือและเท้า

 

แต่คนงานก็ยังทนอยู่มาได้อีกประมาณสามวัน หลังจากนั้นก็หนีกลับบ้านทันที เพราะทุกๆคืน จะเห็นคนหัวขาด มานั่งยองๆ ดึงขาอยู่ที่ปลายเท้าทุกคืน จนอยู่กันไม่ได้ รีสอร์ทแห่งนี้ จึงเหลือแค่คุณพ่อกับเพื่อนพักอยู่แค่สองคนเท่านั้น เพื่อนจึงได้โทรชวนให้คุณนีมาเที่ยวที่นี่

 

ไม่ชิงชันเป็นไม้ที่แข็งมาก เนื้อจะออกสีดำๆ เหตุผลที่คนสมัยก่อนเอาไม้ชนิดนี้ไปเป็นเสาหลักประหาร เพราะว่าถ้าโดนคมมีดแล้ว จะไม่ค่อยบิ่น และเป็นเสาที่ถ้าปักลงไปแล้ว จะดึงขึ้นยากมาก เพื่อป้องกันคนที่ถูกมัดขัดขืน ต้องใช้เครื่องมือในการดึงขึ้นมา

 

ปัจจุบัน ไม้ทั้งสามแท่งถูกแปรรูปไปหมดแล้ว คุณพ่อของเพื่อนได้รื้อบันไดไม้ทิ้ง แล้วทำเป็นบันไดเหล็กแทน แต่หลังจากวันที่รื้อบันได คุณพ่อก็ยังหาไม่ทั้งสามแท่งนั้นไม่เจอ และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

 

—  —  —  —  —  —  —  —  —

 

ประสบการณ์สยองขวัญ
#บ้านเลี้ยงผี
เล่าโดย : คุณสมชาย

 

เป็นเรื่องราวที่คุณพ่อเล่าให้ฟัง เหตุการณ์เกิดขึ้นที่บ้านหลังหนึ่ง ในจังหวัดพิจิตร เมื่อประมาณสี่สิบปีที่ผ่านมา เรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยที่คุณสมชายยังไม่เกิด คุณพ่ออาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งกับคุณปู่และคุณย่า

 

ช่วงเย็นของวันหนึ่ง บ้านที่อยู่ในระแวกเดียวกันนั้น ได้จัดงานบุญขึ้นที่บ้าน ซึ่งชาวบ้านเล่ากันว่า บ้านหลังนี้เลี้ยงผีอยู่ในบ้านด้วย แต่มันเป็นแค่เรื่องเล่าปากต่อปากของชาวบ้าน ยังไม่เคยมีใครได้พบเห็น จึงไม่ค่อยเป็นที่หวาดกลัวกันเท่าไหร่นัก

 

จนเข้าช่วงหัวค่ำ มีชาวบ้านไปร่วมงานมากมาย แต่มักจะเกิดเรื่องแปลกๆขึ้นอยู่ตลอดเวลา เช่น อยู่ๆไฟในงานก็ดับ แล้วก็ติดขึ้นมาเอง เสียงเพลงติดๆดับๆ อยู่เป็นระยะๆ และมีอยู่ช่วงหนึ่ง แม่ครัวเห็นเข้ากับดวงตาสีแดงๆ สว่างวาบอยู่ในป่าหลังบ้าน และได้ยินเสียงผู้หญิงแก่ๆ พูดออกมาจากในป่าว่า “อยาก…อยาก…อยาก”

 

คุณปู่ซึ่งนั่งอยู่ในงานด้วย พูดกับคุณพ่อว่า “สงสัยเจ้าของบ้านยังไม่ได้เลี้ยงมันก่อน” สักพัก เจ้าของบ้านเดินหิ้วไก่เป็นๆ ที่ถูกมัดขามาสองตัว วางไว้ตรงลานข้างบ้าน แล้วจุดธูปปักลงบนดิน ปรากฏว่าไก่ดิ้นไปมาสักพัก แล้วก็นอนแน่นิ่งขาดใจตาย หลังจากนั้น งานก็เป็นปกติดีทุกอย่าง สร้างความแปลกใจให้แก่ผู้ร่วมงานอย่างมาก

 

บ้านหลังนี้จะมีลูกสาวอยู่สามคน สวยสะโอดสะองทุกคน มักจะมีเด็กต่างหมู่บ้านคอยแวะเวียนมากจีบอยู่ทุกวัน รวมถึงพ่อของคุณสมชายด้วย คุณปู่ก็พูดกับพวกเด็กๆที่มาจีบลูกสาวของบ้านหลังนั้นว่า “พวกเอ็งไปจีบลูกสาวบ้านนั้น ไม่กลัวไส้หายบ้างเหรอวะ”

 

ทุกคนก็ไปนั่งจีบอยู่หลายคืน แต่ก็ไม่เห็นอะไรที่มันผิดปกติ คุณปู่จึงบอกว่า “ถ้าพวกเอ็งไม่เชื่อนะ ไปเอาใบตองของบ้านหลังนั้นมา เอาเป็นยอดอ่อนๆนะ” ตกอีกวันหนึ่ง เด็กกลุ่มนั้นก็แอบไปตัดใบอ่อนของต้นกล้วย ที่ปลูกอยู่หลังบ้านมาให้คุณปู่

 

คุณปู่ก็เขียนอักขระอะไรสักอย่างลงในใบตอง แล้วบอกว่า “คืนนี้ตอนที่นั่งคุย ให้นั่งบนไม้กระดานแผ่นเดียวกัน แล้วเอาใบตองนั่งรองทับ” ทุกคนจึงลองทำตามวิธีของคุณปู่ดู

 

ปรากฏว่าเด็กพวกนั้นกระโดดลงจากบ้านกันแทบไม่ทัน เพราะในตอนที่นั่งคุยกับลูกสาวของบ้านหลังนั้นอยู่ มีผู้หญิงแก่ๆ อายุประมาณร้อยกว่าปี หน้าเหี่ยวย่นจนปากย้วยลงมาถึงคาง หนังตาห้อยลงมาปิดลูกกะตาจนมิด ผมบนหัวแทบจะไม่เหลือซักเส้น นั่งเลียใบหน้าของผู้หญิงทั้งสามคน สลับกันไปมา คุณปู่บอกว่า ผีตนนั้นมันจะมาเลียหน้าอยู่ทุกวัน เพื่อให้หน้าตาสระสวยอยู่ตลอดเวลา

 

ถ้าหนุ่มคนไหนหลงเข้าไปแต่งเป็นเขยของบ้านหลังนั้น ไม่เกินคืนวันแต่ง เครื่องในคงไม่เหลือ มันจะล้วงกินทางปาก แล้วมันจะเอาอย่างอื่นยัดเข้าไปในร่างแทน ให้เหมือนกับว่ายังมีชีวิตอยู่ แต่ก็คงอยู่ได้อีกไม่นาน

 

มีอยู่วันหนึ่ง เวลาประมาณสามทุ่มกว่าๆ คุณพ่อของคุณสมชาย เดินถือคบเพลิงหากบอยู่ตามทุ่มนา จนเผลอเข้าไปใกล้บ้านหลังนั้น แถวๆข้างบ้านจะมีต้นตาลอยู่สามต้น ปรากฏว่าคุณพ่อเห็นยอดของต้นตาล ค่อยๆโน้มตัวลงมาหาเรื่อยๆ

 

แต่สมัยนั่น คุณพ่อยังเป็นคนห้าวๆ จึงพูดออกมาว่า “เอ็งอยากหลอกก็หลอกไป ก็ได้แค่นั้นล่ะวะ จะมาทำอะไรข้าไม่ได้หรอก” แล้วคุณพ่อก็เดินอ้อมไปหากบอีกทางหนึ่ง อยู่ๆก็ได้ยินเสียงอะไรสักอย่าง “ตุบๆๆๆๆ” อยู่ข้างหลัง เสียงมันดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

 

คุณพ่อจึงหันไปมอง เห็นเป็นกระพ้อมใบ้ใหญ่ๆ กลิ่งตามมาข้างหลัง คุณพ่อก็ยืนมองนิ่งๆ กระพ้อมใบนั้นกลิ่งมาจนเกือบจะโดนเท้า แล้วมันก็กลิ่งกลับไปทางเดิม หายเข้าไปในความมืด คุณพ่อจึงเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้คุณปู่ฟัง คุณปู่บอกว่า ผีที่บ้านหลังนั้นเลี้ยงไว้มันจะหวงบ้านมาก ใครเข้าใกล้เป็นไม่ได้ และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

 

—  —  —  —  —  —  —  —  —

 

ประสบการณ์สยองขวัญ
#ยันต์แดง
เล่าโดย : คุณอั้ม

 

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นที่บ้านหลังหนึ่ง ในจังหวัดนนทบุรี เมื่อสิบปีที่ผ่านมา คุณอั้มย้ายมาอยู่ที่อำเภอไทรน้อยตั้งแต่ยังเด็ก บ้านของคุณอั้มจะอยู่แถวๆปากซอย แถวที่คุณอั้มอยู่ จะมีทาวน์เฮ้าส์ใหม่ๆผุดขึ้นอยู่หลายหลัง แถวกลางซอยแต่เดิม มีทาวน์เฮ้าส์เก่าๆอยู่หลายหลัง แต่ก็ได้รับการบูรณะใหม่ทุกหลัง

 

แต่ท้ายซอยจะมีบ้านสองชั้นอยู่หลังหนึ่ง ซึ่งเก่าและทรุดโทรมมาก ก็เป็นเรื่องที่แปลก ที่ไม่มีบ้านหรือทาวน์เฮ้าส์หลังไหน กล้าปลูกติดกับบ้านหลังนี้ แต่จะขยับออกไปปลูกกันห่างๆ บ้านหลังนี้ร้างมาตั้งแต่ที่คุณอั้มย้ายเข้ามาอยู่ ผ่านมาไม่กี่เดือน ก็ได้มีคนเข้ามาบำรุงใหม่ ซึ่งก็น่าจะเป็นเจ้าของ แล้วแขวนป้ายให้เช่า ไม่นานก็มีคนมาเช่าอยู่ เป็นร่างทรง

 

คุณอั้มมักจะชอบปั่นจักรยานไปเล่นแถวๆท้ายซอยอยู่บ่อยๆ จะเห็นพวกตุ๊กตา พวกของบูชาอยู่เยอะมาก จนล้นออกมาหน้าบ้าน และจะมีควันธูปลอยโขมงอยู่ตลอดเวลา ร่างทรงเช่าอยู่ที่บ้านหลังนี้เกือบสิบปี แล้วก็ได้ย้ายออก ไม่กี่วันต่อมา ก็มีคนใหม่เข้ามาเช่าอยู่

 

แต่ก็อยู่ได้แค่สองวัน คุณอั้มได้ยินชาวบ้านแถวๆนั้นพูดกันว่า คนที่มาเช่าอยู่ใหม่ รีบขนของย้ายออกกลางดึกทันที แต่ทุกคนก็ไม่ทราบเหตุผลว่าเป็นเพราะอะไร หลังจากนั้นประมาณหนึ่งเดือน ก็มีน้าของเพื่อนคุณอั้ม ย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านหลังนี้

 

ช่วงแรกๆ ตอนที่น้าย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ๆ น้าเป็นคนปกติดีทุกอย่าง แต่หลังจากที่อาศัยอยู่ที่นี่ได้สองเดือน ก็เริ่มกลายเป็นคนเพ้อ มักจะบอกว่า เค้ามีแฟนและลูก อยู่ในบ้านหลังนี้ด้วย ทั้งๆที่น้าอยู่ที่นี่แค่คนเดียว

 

วันนั้น คุณอั้มได้ขอคุณแม่ว่า จะไปนอนที่บ้านน้าของเพื่อน ที่อยู่ท้ายซอย เพราะจะได้แอบไปสูบบุหรี่ด้วย จึงเดินถือหมอนไปที่ท้ายซอยกับเพื่อนสองคน พอไปถึงบ้านน้า คุณอั้มกับเพื่อนก็คุยเล่นกันปกติ จนเวลาย่างเข้าตีหนึ่ง ก็ขึ้นไปนอนกันที่ชั้นบน ส่วนน้าจะนอนที่ชั้นล่างอยู่แล้ว

 

ในห้องชั้นสองไม่ได้มีข้าวของอะไรมากนัก มีเพียงแค่เตียงนอนที่อยู่ขวามือ โต๊ะเครื่องแป้งอยู่ถัดจากเตียงนอน ตู้เสื้อผ้าจะอยู่ตรงปลายเตียง ส่วนห้องน้ำจะอยู่หลังห้อง ตรงข้ามกับประตูทางเข้าพอดี

 

คุณอั้มนอนไปได้สักพัก เริ่มได้ยินเสียงพัดลมตั้งพื้นดัง “แกร็กๆๆๆ” ทั้งๆที่ตอนแรกมันก็ไม่ได้มีเสียงอะไร จนเพื่อนที่นอนข้างๆสะกิด แล้วบอกว่า “พัดลมดังอ่ะ” คุณอั้มรู้ว่าเพื่อนกลัว เพราะปกติเพื่อนคนนี้จะเป็นคนกลัวผีมาก

 

คุณอั้มจึงลุกไปปิด มันจะไม่ได้ส่งเสียงดังน่ารำคาญอีก สักพักใหญ่ๆ คุณอั้มรู้สึกตัวตื่น เพราะเพื่อนสะกิดที่หลัง ด้วยอารมณ์ที่ง่วงนอนปนโมโห จึงลุกขึ้นมาถามเพื่อนว่า “เป็นอะไรเนี่ย” ก็เห็นเพื่อนนอนหลับตาปี๋ แล้วชี้ไปทางปลายเตียง

 

ปรากฏว่ามีเด็กผู้หญิง นั่งหันหลังอยู่ที่ปลายเตียง อายุรุ่นๆอนุบาลสาม ผมยาวถึงกลางหลัง ใส่ชุดราตรี นั่งแกว่งหัวโยกตัวไปมา จากคนที่ไม่กลัวผี คุณอั้มเริ่มคิดว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันคืออะไร ความกลัวเล็กๆเริ่มผุดขึ้นในตัว คุณอั้มหลับตาลง คิดในใจว่า ถ้าลืมตาขึ้นมาแล้วไม่เห็น แสดงว่าตาฝาด

 

ครู่เดียว คุณอั้มค่อยๆลืมตาขึ้นมา เด็กผู้หญิงคนนั้นก็หายไป ที่ปลายเตียงมีเพียงแค่ตู้เสื้อผ้าหลังเก่าๆ จึงรู้สึกใจโล่งขึ้นมาทันที แต่อยู่ๆ ประตูห้องมันกลับเปิดออกเอง แล้วค่อยๆอ้าออกอย่างช้าๆ “แอ๊ดดดดดดด”

 

คุณอั้มรู้สึกขนลุกตั้ง ทั้งๆที่ตนเองเป็นคนล็อกมันกับมือก่อนนอนแล้วแท้ๆ ต้องมีคนเปิดมันจากด้านในเท่านั้น แต่คุณอั้มไม่ทันที่จะได้คิดอะไรต่อ ประตูห้องน้ำก็ค่อยๆอ้าออก คุณอั้มรีบหัวควับไปมองทันที

 

ปรากฏว่าเห็นเด็กผู้หญิง คนที่นั่งอยู่ปลายเตียงเมื่อครู่ ไปนอนคว่ำหน้าอยู่กลางห้องน้ำ คุณอั้มตกใจจนตัวเกร็ง รีบหลับตาลง ความกลัวเริ่มแผ่กระจายจนทั่วร่างกาย นึกใจในว่า “ไม่ใช่ๆ เราไม่ใช่คนกลัวผี มันต้องไม่ใช่” แล้วค่อยๆลืมตาขึ้นดูอีกที ก็เห็นประตูห้องน้ำปิดอยู่ในสภาพเดิม

 

คุณอั้มคิดในใจว่า มันคืนอะไรกันแน่ ตาฝาดไปเองหรือเห็นภาพหลอน คุณอั้มรีบปลุกเพื่อนที่นอนอยู่ข้างตัวให้ลุกขึ้นมาก่อน “ฟ้า ตื่นๆๆๆ” เพื่อนก็ลืมตาขึ้นมามองหน้าคุณอั้ม แต่ยังไม่ทันที่คุณอั้มจะได้พูดอะไร เพื่อนก็ชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า “ไม่ต้องเล่า เห็นทุกอย่างแล้ว”

 

คืนนั้น คุณอั้มกับเพื่อนตัดสินใจวิ่งลงไปข้างล่าง แยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน รุ่งเช้าจึงมานั่งเล่ากันว่าต่างคนต่างเจออะไรกันบ้าง คุณนัทเล่าไปถึงตอนที่เห็นเด็กนั่งอยู่ปลายเตียง แล้วพยายามหลับตาลง พอลืมตาขึ้นมา ก็ไม่เห็นเด็กคนนั้นแล้ว คิดว่าคงจะตาฝาดไปเอง

 

แต่เพื่อนกลับบอกว่า ความจริงเด็กมันไม่ได้หายไปไหน แต่มันลุกเดินไปเปิดประตูห้อง แล้วเดินกลับมาเปิดประตูห้องน้ำ แล้วเดินหายเข้าไปในตู้เสื้อผ้า เหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็วมาก เพราะเด็กคนนั้นกึ่งวิ่งกึ่งเดิน อยู่ในอาการลุกลี้ลุกลน เหมือนกำลังหนีอะไรบางอย่าง

 

ช่วงเย็น เวลาประมาณหกโมง คุณอั้มและเพื่อนจึงเดินไปเล่าเรื่องนี้ให้น้าฟัง แต่น้ากลับไม่เชื่อ ทุกคนจึงเดินขึ้นไปดูกันที่บนห้อง คุณอั้มเดินนำหน้าขึ้นไปบนชั้นสอง เปิดสวิทช์ไฟที่อยู่แถวๆหัวบันได หลอดนีออนกระพริบอยู่สองสามที แล้วก็ดับพรึบ

 

แต่ทุกคนก็ไม่ได้สนใจมันมากนัก แล้วเดินเข้าไปในห้อง จังหวะที่เปิดประตูเข้าไป กลิ่นอับๆ พุ่งปะทะจมูกของคุณอั้ม จนต้องรีบเอามือปิดจมูก สภาพของห้องต่างจากเมื่อคืนอย่างลิบลับ พื้นไม้มีฝุ่นเกาะอยู่หนาเตาะ เตียงนอนมีแต่ฝุ่นจับอยู่เต็มผ้าปูเตียง ตู้เสื้อผ้าเก่าจนแทบจะหักพับลงมาได้ทุกเมื่อ กระจกหน้าโต๊ะเครื่องแป้งมีแต่คราบฝ้าสีขาวๆจับอยู่ทั่วทั้งบาน

 

คุณอั้มหัวใจเต้นแรงจนมันแทบจะทะลุออกมาจากอก คิดอยู่ในใจว่า นี่เมื่อคืนเรานอนอยู่ในห้องนี้เหรอ หันไปมองหน้าเพื่อน เห็นเพื่อนทำหน้าจะร้องไห้ คุณอั้มถามน้าว่า “น้า ทำไมห้องนี้มันถึงได้เก่าแบบนี้อ่ะ” น้าตอบกลับมาว่า “ก็ตั้งแต่ที่มาอยู่ ยังไม่เคยขึ้นมาเหยียบข้างบนนี้เลย รู้สึกไม่ชอบข้างบนนี้”

 

คุณอั้มเหลือบไปมองที่ประตูห้องน้ำ ก็พบว่ามันถูกล็อกไว้ด้วยแม่กุญแจเก่าๆจากด้านนอก และมียันต์สีแดงเก่าๆ แผ่นประมาณเท่าฝ่ามือ แปะอยู่กลางประตูห้องน้ำ ถึงแม้ว่าคุณอั้มจะกลัว แต่มีความรู้สึกว่า ต้องรู้ให้ได้ว่าในห้องนั้นมันมีอะไร

 

จึงขอทุบแม่กุญแจที่ล็อกประตูห้องน้ำไว้ น้าก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร คุณอั้มเอาค้อนหวดจนที่ล็อกแม่กุญแจหลุดกระเด็น จับบานประตูเตรียมจะเปิด อยู่ๆก็รู้สึกถึงความกลัวในอะไรบางอย่าง ในใจคิดว่า ถ้าเปิดออกมาแล้วเจอศพเด็ก จะทำยังไง

 

คุณอั้มรวบรวมสติ ค่อยๆผลักประตูช้าๆ สภาพห้องน้ำค่อนข้างเก่ามาก มีหยากไย่และเชื้อราดำๆ เกาะอยู่เต็มฝ้าและผนัง มีกระถางธูปสีน้ำเงินเก่าๆ มีธูปที่เหลือแต่ก้าน ปักอยู่หนึ่งดอก วางอยู่กลางห้องน้ำ ข้างๆกระถางธูปมีจานใส่กับข้าวขึ้นราดำๆอยู่หนึ่งจาน มีชุดราตรีสีขาวเก่าๆของเด็กผู้หญิง แขวนอยู่ตรงราวแขวนผ้าขนหนู มีตุ๊กตาเกือบๆร้อยตัว ทั้งตัวเล็กและตัวใหญ่ กองอยู่ทางผนังฝั่งชักโครก

 

คุณอั้มเห็นแบบนั้นก็ผงะถอยหลัง รีบปิดประตูทันที น้าที่ยืนอยู่ข้างๆ ทำสีหน้าหวาดกลัวไม่ต่างจากคุณอั้ม ส่วนเพื่อนรีบเดินจ้ำออกจากห้อง ไม่พูดไม่จาสักคำ คุณอั้มอยากจะเดินตามหลังเพื่อนออกจากห้องจนใจจะขาด ติดที่ว่าขาทั้งสองข้างมันตายสนิท

 

มาขยับได้ก็ตอนที่ได้ยินเสียงน้าพูดว่า “ลงไปข้างล่างกันดีกว่า” คุณอ้ำจึงเดินลิ่วออกจากห้องก่อน แล้วน้าก็เดินตามหลังมาติดๆ ระหว่างที่กำลังเดินลงบันได หูก็แว่วได้ยินเสียงเหมือนเด็กกำลังฮำเพลง ออกมาจากในห้องน้ำ “ฮื้มมม..ฮืมมม..ฮื่มมมมม” ทำให้คุณอั้มเสียวสันหลังวาบ ความคิดที่ว่าตนเองเป็นคนไม่ค่อยกลัวผี บัดนี้รู้ซึ้งแล้วว่า ตัวเองเป็นคนที่กลัวผีมากๆ

 

หลังจากนั้น คุณอั้มขอให้น้าย้ายออกจากที่นี่ แต่น้ากลับบอกว่าย้ายออกไม่ได้ เพราะน้าทิ้งลูกทิ้งเมียไว้ที่นี่ไม่ได้ ทำให้คุณอั้มเริ่มระแวงว่า ลูกเมียที่น้าพูดถึงอยู่บ่อยๆ เป็นใครกันแน่ จนต้องมีญาติมาบังคับให้ย้ายออก น้าถึงจะยอมย้าย

 

คุณอั้มพยายามถามประวัติของบ้านหลังนั้น จากคนที่อยู่ในซอยเดียวกัน แต่กลับไม่มีใครรู้อะไรเกี่ยวกับบ้านหลังนี้เลย ปัจจุบันคุณอั้มกลายเป็นคนขี้หวาดระแวง ตั้งแต่ที่เปิดเข้าไปในห้องน้ำห้องนั้น และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

 

—  —  —  —  —  —  —  —  —

 

ประสบการณ์สยองขวัญ
#ต้องหนีมาอยู่กรุงเทพ
เล่าโดย : คุณโมท

 

เป็นเรื่องราวที่คุณพ่อเล่าให้ฟัง เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อสามสิบปีที่แล้ว ตอนนั้นคุณโมทเพิ่งจะอายุได้ประมาณหกเดือน คุณพ่อเป็นคนจังหวัดนครพนม แต่คุณแม่เป็นคนอุบลราชธานี

 

ปกติแล้วคุณพ่อคุณแม่จะอาศัยอยู่กับทางบ้านคุณแม่ พอมีลูกด้วยกัน ทางบ้านก็ให้แยกกันอยู่ ครั้นจะไปอยู่กับทางบ้านของพ่อก็ไม่ได้ เพราะทางนั้นก็มีญาติพี่น้องเยอะเช่นกัน คุณตาก็เลยบอกให้ไปอยู่ที่นา

 

ซึ่งห่างจากหมู่บ้านไม่ไกล จะมีเถียงนาโล่งๆ ที่พอจะสร้างที่พักได้ คุณพ่อกับคุณตาช่วยกันสร้างกระท่อมเล็กๆขึ้นมาหลังหนึ่ง เสร็จแล้วก็พาคุณแม่กับคุณโมท ที่ตอนนั้นยังอายุได้ไม่ถึงปีเข้าไปอยู่

 

คุณพ่อซึ่งเป็นคนต่างถิ่น ไม่รู้จักกับใครเลย แต่มีผู้ชายอยู่หนึ่งคน รู้จักกันตอนที่กำลังทำบ้าน เป็นเขยต่างถิ่นเหมือนกัน จึงสนิทกันได้เร็ว คุณพ่อชื่อว่าพล ส่วนผู้ชายที่เป็นเขยบ้านอื่นก็ชื่อว่าพลเหมือนกัน

 

เป็นคนร่างใหญ่ ใหญ่กว่าคุณพ่อมาก ไม่ค่อยชอบสวมใส่เสื้อ เนื้อตัวจะเหม็นสาบ เพราะไม่ค่อยอาบน้ำ เป็นคนชอบลุยๆ ตกเย็นมักจะชอบมานั่งดื่มกับคุณพ่อ ตอนกลางคืนจะชอบชวนออกไปหาจับกบ

 

ทางบ้านของคุณพลก็มีลูกอ่อนเหมือนกัน แต่ตกเย็น ภรรยาจะเอาลูกเข้าไปนอนในหมู่บ้าน ส่วนคุณพลจะนอนที่บ้านนาคนเดียว เถียงนาของคุณพลจะอยู่ห่างจากของคุณพ่อประมาณสามร้อยกว่าเมตร

 

ช่วงเย็นของวันนึง คุณพ่อนั่งตกปลาอยู่ในบ่อข้างๆเถียงนา เหลือบมองไปเห็นคุณพลยืนมองอยู่บนคันนา ลักษณะยืนมองมานิ่งๆ คุณพ่อก็เลยตะโกนถามออกไปว่า “ทำอะไร” คุณพลไม่ได้ตอบอะไร แต่กวักมือเรียกให้เข้าไปหา แล้วเดินเข้าไปในเถียงนาของตัวเอง

 

เถียงนาของคุณพลจะดูทึบๆ เพราะปลูกต้นไม้ไว้ลอมรอบ จนมันแผ่กิ่งก้านดูรกครึ้มไปทั่วบริเวณ คุณพ่อเดินตรงเข้าไป คิดว่าคุณพลน่าจะให้ไปช่วยผ่าฟืนเหมือนทุกครั้ง

 

เมื่อคุณพ่อเดินเข้าไปถึง สิ่งแรกที่เห็นคือ ภรรยาของคุณพลนอนคว่ำหน้าอยู่ใกล้ๆตัวบ้าน มีเลือดนองอยู่บนพื้นตรงบริเวณศีรษะ คุณพ่อรีบวิ่งเข้าไปจับร่างพลิกขึ้นมา เห็นว่าศีรษะมีรอยเหมือนโดนทุบด้วยของแข็ง

 

คุณพ่อตกใจ รีบเขย่าตัวให้ได้สติ แต่ก็เหมือนจะได้ผล ภรรยาของคุณพลลืมตาขึ้นมามอง จากสีหน้าสะลึมสะลือกลายเป็นสีหน้าตกใจ ร้องบอกคุณพ่อว่า “ช่วยผัวชั้นด้วยๆ” คุณพ่อรีบถามว่า “มันอยู่ไหน” ภรรยาของคุณพลชี้มือไปที่คอกวัว ที่อยู่เลยหลังบ้านไปไม่ไกล

 

คุณพ่อรีบวิ่งตรงไปที่คอกวัว ระยะห่างประมาณสิบก้าว เห็นเท้าคนโผล่ออกมาจากคอกวัว ทำให้คุณพ่อเริ่มใจไม่ดี รีบเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเท่าตัว ปรากฏว่าเห็นแค่ส่วนเท้าโผล่ออกมา ส่วนช่วงลำตัวและศีรษะถูกขี้วัวทับถมอยู่

 

หลังจากตำรวจเข้ามาถึง สภาพศพถูกจอบสับที่ศีรษะและลำตัวหลายแผล ผู้เป็นภรรยาเล่าว่า ตนเองกำลังทำกับข้าวอยู่บนบ้าน สักพักก็ได้ยินเสียงสามีร้องเสียงดังลั่น จึงรีบวิ่งออกมาดู

 

ปรากฏว่าเห็นสามีนอนคว่ำหน้าอยู่ ด้านข้างมีผู้ชายร่างเล็กๆผอมๆ ยืนถือจอบเตรียมจะฟาดซ้ำลงไปอีกครั้ง ตนจึงรีบวิ่งเข้าไปห้าม จนโดนผู้ชายคนนั้นเอาจอบตีเข้าที่ศีรษะจนสลบไป

 

จากการสืบสวนได้ความว่า ผู้ที่ลงมือฆ่า เป็นคนบ้าในหมู่บ้าน ลงมือทำเพราะความกลัว สาเหตุมาจากที่ชาวบ้านมักจะชอบพูดหยอกอยู่บ่อยๆว่า “เดี๋ยวจะเรียกไอ่พลมาจัดการนะ , เดี๋ยวจะให้มันมาฆ่านะ”

 

เพราะคุณพลเป็นคนร่างใหญ่กำยำที่สุดในหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงใช้ชื่อคุณพลมาหยอก ในเวลาที่คนบ้าเดินเข้าไปหา เพื่อให้เกิดความกลัว จะได้เดินหนีไปที่อื่น ตอนนั้นมันประจวบเหมาะพอดี ที่คนบ้าเดินมาเห็นคุณพลกำลังนั่งหันหลังให้ จึงลงมือทันที

 

ศพของคุณพลถูกตั้งสวดที่เถียงนาหนึ่งคืน เพราะในหมู่บ้านไม่มีวัด และชาวบ้านไม่ให้นำศพตายโหงเข้าหมู่บ้าน คุณพ่อไปอยู่ช่วยงานศพทั้งวัน กลับมาถึงบ้านประมาณสองทุ่ม เตรียมตัวจะออกไปจับกบเหมือนเช่นทุกวัน แต่ในใจก็นึกหวั่นๆ กลัวว่าเพื่อนสนิทจะมาช่วยจับกบเหมือนคืนก่อนๆ แต่ก็ต้องทำ เพราะไม่มีเงินไปซื้อกับข้าวมาให้ครอบครัว

 

คุณพ่อคาดไฟฉายไว้ที่หน้าผาก เดินเลาะไปตามคันนา คอยสอดส่องหากบที่มักจะชอบแอบอยู่ตามซอกใต้โพงหญ้า จนเดินไปถึงปลายทุ่งนาแถวๆตีนเขา จมูกกลับได้กลิ่นที่คุ้ยเคยเหมือนทุกๆคืน

 

นั่นก็คือกลิ่นเหม็นสาบ ที่มักจะออกมาจากตัวของคุณพล คุณพ่อรู้สึกขนลุกตั้ง ในใจคิดว่าจะใช่มันจริงๆหรือเปล่า หรืออุปทานไปเอง แม้ว่าจะรู้สึกกลัวมาก แต่ก็กลัวลูกเมียไม่มีอะไรกินมากกว่า

 

พยายามข่มความกลัว ส่องไฟหากบอยู่ในทุ่มนามืดๆคนเดียว สักพัก คุณพ่อได้ยินเสียงเหมือนฝีเท้าคนเดินอยู่ข้างหลัง “สวบ..สวบ..สวบ” พร้อมๆกับกลิ่นสาบที่รุนแรงยิ่งขึ้น

 

คุณพ่อรีบหันควับไปดูทันที ถึงแม้ว่าจะเป็นคืนเดือนมืด แต่มันก็ยังพอมีแสงจันทร์ส่องลงมาบางๆ ปรากฏว่าเห็นลุงพลยืนนิ่งอยู่ในความมืด ไม่ใส่เสื้อ สะพายข้องจับกบ ในมือถือฉมวก เตรียมพร้อมจะช่วยจับกบเต็มที่ ห่างจากคุณพ่อประมาณสิบเมตร

 

ถึงแม้ว่าจะข่มความกลัวเอาไว้ได้มากแค่ไหน แต่ภาพที่เห็นทำให้คุณพ่อตกใจสุดขีด รู้สึกได้เลยว่าผมบนหัวมันกำลังชี้ตั้งขึ้น คุณพ่อรีบกระโดดลงไปในทุ่งนา วิ่งฝ่าต้นข้าวที่ยืนลำต้นสูงเท่าหัว ตรงดิ่งไปทางบ้านของตนเอง

 

ในจังหวะนั้น หูได้ยินเสียงเหมือนคนวิ่งตามหลังมาติดๆ “สวบๆๆๆ” คุณพ่อรีบหันกลับไปมองด้วยความตื่นตระหนก ภาพที่เห็นทำให้คุณพ่อแทบสติแตก ร่างกำยำดำทมึนวิ่งฝ่าดงข้าวตามหลังคุณพ่อมาติดๆ จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นสาบที่เหม็นชวนให้ฉุนจมูก

 

คุณพ่อร้องโวยวายลั่นทุ่งนา วิ่งสะเปะสะปะจนเกือบจะสะดุดคันนาล้มหน้าทิ่ม โยนของทุกอย่างบนตัวทิ้ง จนมาถึงเถียงนาที่บ้าน จังหวะนั้นเอง คุณพ่อรู้สึกเย็นวูบขึ้นที่สันหลัง เหมือนมีอะไรสักอย่าง เปียกๆเย็นๆ สัมผัสโดนที่ท้ายทอย

 

คุณพ่อไม่กล้าหันกลับไปมอง กลัวว่าจะเจอภาพที่มันรับไม่ได้ยิ่งกว่านี้ รีบกระโดดขึ้นบ้าน วิ่งเข้าไปนอนตัวสั่นอยู่ในมุ้ง คุณแม่ก็นอนกอดลูกอยู่ข้างๆ โดยที่ไม่ได้ถามอะไร เพราะเหมือนว่าจะรู้อยู่แล้ว ว่าคุณพ่อไปเจอเข้ากับอะไรมา

 

เช้าวันต่อมา ได้มีการย้ายศพไปที่ป้าช้า คุณพ่อได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้ชาวบ้านฟัง แต่กลับไม่มีใครเชื่อเลยสักคน ก่อนจะฝังศพ ได้มีการเปิดโลง เอาน้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ แต่ทุกคนก็ต้องตกตะลึง เพราะเท้าของศพเต็มไปด้วยดินโคลน เหมือนกับว่าศพลงไปเดินลุยโคลนมายังไงยังงั้น

 

ปกติคุณพ่อจะนั่งดื่มเหล้าอยู่บนแคร่ไม้หน้าบ้านทุกเย็น แต่วันนี้คุณพ่อไม่กล้านั่งอยู่คนเดียว ขึ้นไปนอนกับคุณแม่ตั้งแต่หัวค่ำ จนเวลาประมาณสี่ทุ่ม คุณพ่อได้ยินเสียงใครสักคน มายืนเรียกอยู่ที่หน้าเถียงนา “ไอ่พล…ไอ่พลโว้ย…ไปยังอะ”

 

คุณพ่อได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจกลัว ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง นอนตัวสั่นเหมือนคนจับไข้ พยายามข่มตาหลับให้ได้ แต่เสียงที่ได้ยินมันทำให้คุณพ่อหลอนจนตาค้าง เสียงเรียกมันอยู่แถวๆหน้าเถียงนา แต่บางครั้งเสียงมันก็มาอยู่ที่หน้าบ้าน สลับกันไปมา

 

คุณพ่อเริ่มทนไม่ไหว คว้าขวดเหล้าข้างตัวขึ้นมายกดื่ม เพื่อให้เหล้าเป็นตัวช่วยกล่อมให้หลับ เป็นแบบนี้อยู่สองคืน พอวันที่สาม คุณแม่บอกกับคุณพ่อว่าทนไม่ไหวแล้ว อยากจะขอเอาลูกเข้าไปนอนในหมู่บ้าน

 

ถึงแม้ว่าคุณพ่อจะกลัวมาก แต่ก็จำเป็นต้องให้ไป เพราะลูกยังเล็กอยู่ ส่วนคุณพ่อจะต้องนอนเฝ้าที่เถียงนา ถ้าไม่เช่นนั้น พวกเป็ดไก่วัวที่เลี้ยงไว้คงไม่เหลือ ช่วงเย็นของวันนั้น หลังจากที่คุณพ่อทานข้าวเสร็จ ก็รีบยกเหล้าขึ้นกระดกทันที จนพระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า คุณพ่อหิ้วขวดเหล้าขึ้นไปบนบ้าน จุดตะเกียงนั่งดื่มเหล้าต่อ ให้มันเมาหลับให้ได้

 

คุณพ่อมารู้สึกตัวตื่นประมาณหกโมงเช้า เพราะแสงแดดมันเริ่มแยงตา หัวหมุนติ้วเพราะพิษของสุราที่ดื่มเข้าไปเยอะจัด คุณพ่อมองไปรอบๆตัว ก็ต้องรู้สึกตาสว่างขึ้นมาทันที เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความกลัว พบว่าตอนนี้ตัวเองนอนอยู่บนแคร่ไม้หน้าบ้าน ข้างตัวมีขวดเหล้าอยู่หนึ่งขวด พร้อมแก้วเหล้าสองใบ คุณพ่อนั่งช็อคอยู่สักพักใหญ่ๆ สติถึงจะกลับมาเหมือนเดิม

 

คืนต่อมาคุณพ่อตัดสินใจไม่ดื่มเหล้า ทานข้าวเสร็จก็รีบขึ้นบ้านนอนทันที เปิดวิทยุกล่อมให้มันง่วง จนเวลาย่างเข้าช่วงดึกก็ปิดวิทยุนอน จังหวะที่กำลังเคลิ้มๆ หูได้ยินเสียงคนเดินมาตั้งแต่ไกล “แกร่บ..แกร่บ..แกร่บ” มาหยุดอยู่ที่ใต้ถุนบ้าน

 

สักพักใหญ่ๆต่อมา ได้ยินเสียง “แอ๊ด..แอ๊ด..แอ๊ด” เป็นเสียงที่คุณพ่อคุ้นหูมาก เพราะเสียงนี้จะได้ยินเฉพาะตอนที่นั่งเปลญวนใต้ถุนบ้าน คุณพ่อจึงตะโกนออกไปด้วยเสียงสั่นๆว่า “เฮ้ย ตายไปแล้วก็อยู่ใครอยู่มันสิวะ ข้ากลัวนะโว้ย”

 

สักพักเสียงเปลก็เงียบลง ทำให้คุณพ่อรู้สึกใจชื้นขึ้นมาก แต่ก็ต้องสะดุ้งจนตัวโก่ง เพราะได้ยินเสียงเรียกชื่ออยู่ใต้ถุนบ้าน “ไปมั้ย..ไอ่พล” คุณพ่อรีบคว้าขวดเหล้าข้างตัวขึ้นมากระดกทันที คิดว่าถ้าพรุ่งนี้มันยังมาอีก จะขอไปตายเอาดาบหน้าที่กรุงเทพดีกว่า

 

ช่วงเย็นของวันต่อมา หลังทานข้าวเสร็จ คุณพ่อรีบขึ้นไปนอนบนบ้านเหมือนเดิม พระอาทิตย์พึ่งจะลับขอบฟ้าได้ไม่นาน เสียงเดินของใครคนหนึ่ง ดังขึ้นตั้งแต่ที่หน้าเถียงนา จนมาถึงที่ใต้ถุนบ้าน

 

แล้วนั่งลงที่เปลญวนเหมือนเดิม “แอ๊ด..แอ๊ด..แอ๊ด” วันนี้คุณพ่อคิดว่าเป็นไงเป็นกัน ส่องลงไปดูใต้ถุนบ้าน ผ่านซี่ไม้กระดาน ปรากฏว่าเห็นลุงพล นอนหนุนมือตัวเองอยู่บนเปล แล้วจ้องขึ้นมามองคุณพ่อผ่านทางซี่ไม้กระดาน ตัวดำคล้ำกว่าปกติมาก เหมือนคนที่กรําแดดอยู่ทุกๆวัน หรือคล้ายๆกับผิวหนังที่ใกล้จะเน่าเต็มที ได้กลิ่นสาบรุนแรงลอยผ่านซี่ไม้กระดานขึ้นมา จนคุณพ่อต้องผงะลุกขึ้น แล้วกระโดดเข้าที่นอน

 

หูได้ยินเสียงของลุงพลตะโกนขึ้นมาว่า “ไอ้พล ข้าตายแล้ว เอ็งรังเกียจข้าเหรอ” พร้อมกับเสียงไกวเปลดัง “แอ๊ด..แอ๊ด..แอ๊ด” คุณพ่อเอาแต่นอนตัวสั่น พนมมือไหว้สวดมนต์อยู่ใต้ผ้าห่ม จนเสียงค่อยๆเงียบหายไป

 

สักพักใหญ่ๆ คุณพ่ออยากรู้ว่าคุณพลไปหรือยัง ก็เลยไปส่องดูที่เดิม ปรากฏว่าเห็นใบหน้าของลุงพล แนบติดกับพื้นไม้กระดานฝั่งใต้ถุนบ้าน ลูกกะตาสีขาวขุ่นๆ จ้องมองขึ้นมาหาคุณพ่อ เหมือนกับจะกินเลือดกินเนื้อกันให้ได้

 

คุณพ่อมารู้สึกตัวอีกทีประมาณสองโมงเช้า เพราะคุณแม่เข้ามาปลุก คุณพ่อมีอาการไข้ขึ้น จึงได้ให้คุณตาเอารถมารับเข้าหมู่บ้าน รักษาตัวอยู่ประมาณสองวัน จนอาการเริ่มดีขึ้น คุณพ่อกับคุณแม่เก็บเสื้อผ้าหนีเข้ากรุงเทพทันที และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

 

—  —  —  —  —  —  —  —  —

 

ประสบการณ์สยองขวัญ
#ยายสาย
เล่าโดย : คุณปาล์ม

 

เป็นเรื่องราวที่คุณพ่อเล่าให้ฟัง เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นที่จังหวัดสุโขทัย เมื่อประมาณสิบปีที่ผ่านมา คุณพ่อทำอาชีพขับรถสองแถว ช่วงนั้นมีคนจ้างเหมาให้ไปส่งที่สุโขทัย หลังจากที่กลับมาถึงบ้าน คุณปาล์มก็ขึ้นไปช่วยคุณพ่อเก็บของเก็บขยะบนรถ

 

คุณปาร์ลเห็นใบหนาดกองอยู่เต็มหลังรถสองแถว ด้วยความสงสัย คุณปาล์มก็ถามคุณพ่อว่า “พ่อ อันนี้ใบอะไรพ่อ” คุณพ่อตอบว่า “เค้าเรียกว่าใบหนาด คนทางโน้นเค้าเอาไว้กันผีกะ” คุณปาร์มสงสัยว่าผีกะคืออะไร คุณพ่อจึงเริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดที่คุณพ่อไปเจอมาให้ฟัง

 

มีคุณยายท่านหนึ่ง ซึ่งกำลังล้มป่วยหนัก บ้านเดิมเป็นคนสุโขทัย ได้ให้ลูกหลานมาเหมารถสองแถวของคุณพ่อ ให้ไปส่งที่สุโขทัย เพื่อไปจัดการแบ่งทรัพย์สมบัติให้ลูกหลาน คุณพ่อจึงตกลงที่จะไปส่ง

 

หลังจากที่ไปถึง ลักษณะบ้านไม่ได้ใหญ่โตมากนัก เป็นบ้านไม้ยกสูง มีลูกหลานของคุณยายอาศัยอยู่หลายคน คุณพ่อช่วยพยุงคุณยายไปนอนที่ใต้ถุนบ้าน มีชาวบ้านแวะเวียนเข้ามาถามอาการของคุณยายหลายต่อหลายคน แต่มีคุณยายอยู่คนหนึ่ง ซึ่งคุณพ่อดูแล้วก็รู้สึกแปลกๆพิลึก

 

คุณพ่อได้ยินชาวบ้านเรียกคุณยายคนนี้ว่ายายสาย ยายสายก็เข้ามาเยี่ยมเหมือนคนอื่นๆ แต่ที่คุณพ่อรู้สึกว่ามันแปลก เพราะเห็นยายสายเอามือมาลูบท้องของคุณยายคนที่ป่วย แล้วจ้องมองด้วยสายตาที่ไม่ปกติ เป็นสายตาที่เหมือนกับจะหวังอะไรสักอย่างในตัวของคุณยาย

 

สักพักยายสายก็หันไปมองหลานของคุณยาย ที่นั่งอยู่ข้างๆ ซึ่งเป็นเด็กผู้หญิงอายุประมาณสิบสองขวบ และคุณพ่อก็สังเกตได้อีกอย่างหนึ่งว่า คนอื่นๆที่อยู่ใกล้ยายสาย ดูจะระมัดระวังตัวเช่นกัน ซึ่งคุณพ่อดูแล้วก็ยิ่งทำให้รู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก

 

เวลาย่างเข้าช่วงเย็น คุณพ่อต้องอยู่ที่นี่อีกสามวัน เพื่อรอรับคุณยายกลับ แต่เนื่องจากบ้านหลังนี้ไม่ได้ใหญ่มากนัก ก่อนเข้าหมู่บ้าน จะมีปั้มน้ำมันใหญ่ๆอยู่แห่งหนึ่ง ห่างออกไปประมาณสองกิโลเมตร คุณพ่อคิดว่าจะไปนอนพักที่นั่น

 

แต่พอคิดได้เช่นนั้น อยู่ๆคุณพ่อกลับรู้สึกเหมือนมีไข้ขึ้น เนื้อตัวชา ปวดตุบๆที่กลางกระหม่อม คนที่บ้านจึงให้คุณพ่อกินข้าวกินยา แล้วกางมุมให้นอนในบริเวณบ้าน คุณพ่อเข้านอนเวลาประมาณสามทุ่ม

 

รุ่งเช้าของอีกวัน หลังจากที่คุณพ่อตื่นนอน หลานสาวของคุณยายได้เข้ามาถามคุณพ่อว่า “ลุง เมื่อคืน ทำไมลุงลุกขึ้นมานั่งอยู่ข้างยายล่ะ” คุณพ่อได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกงง หลานสาวก็พูดต่อว่า “ตอนที่หนูลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำตอนดึก หนูเห็นลุงนั่งขัดสมาธิ แล้วโยกตัวไปมาอยู่ข้างๆยาย”

 

คุณพ่อรู้สึกตกใจกับเรื่องที่ได้ยิน พยายามนึกว่าเมื่อคืนตนเองทำอะไรแบบนั้นจริงๆหรือเปล่า แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก แต่ถ้านี่เป็นความจริง คุณพ่อคิดว่ายายสายน่าจะเป็นสาเหตุของเรื่องนี้ จึงได้ไปถามลูกหลานของคุณยาย ว่ายายสายแกเป็นคนยังไง

 

ได้ความว่า ยายสายเป็นคนมีวิชา ที่บ้านของยายสายจะเลี้ยงผีกะไว้ ผีกะจะมีลักษณะคล้ายๆผีปอบ ผีปอบคือคนที่เล่นของ แต่ของย้อนเข้าตัว แต่ผีกะคือผีที่ถูกเลี้ยงไว้ด้วยอาคม เพื่อเอาไว้ใช้งานในเรื่องต่างๆ

 

คนในหมู่บ้านเคยสังเกตความผิดปกติของยายสายเหมือนกัน และชาวบ้านก็เคยพายายสายไปหาพระสายธรรม ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสิงห์บุรี แต่พระท่านบอกว่า รักษาให้ไม่ได้ เพราะยายสายถอดของทิ้งไว้ในบ้าน ที่มานี่ก็มาแต่ตัว มันก็ไม่มีประโยชน์

 

ชาวบ้านจึงลองพิสูจน์ความจริง โดยการแกล้งอุ้มไก่ไปเดินเล่นแถวๆหน้าบ้านของยายสาย สักพักยายสายโผล่ออกมาจากบ้าน ทำตาโต เดินลิ่วเข้ามาขออุ้มไก่บ้าง ชาวบ้านก็ยื่นให้อุ้มแต่โดยดี ยายสายอุ้มไก่เดินไปเดินมาอยู่พักนึงแล้วก็คืนให้ เจ้าของไก่จึงลองเอาไก่ตัวนั้นไปเชือด ปรากฏว่าไก่ตายทันทีที่โดนมีดแทงเข้าผิวหนัง และไม่มีเลือดไหลออกมาสักหยด

 

คุณพ่อจึงเล่าเรื่องที่เด็กเห็นตนเองนั่งโยกตัวไปมา อยู่ในมุ้งคุณยายกลางดึก ให้คนอื่นๆฟัง ก็ได้คำตอบว่า ที่บ้านหลังนี้จะเก็บอัฐิของคนตายไว้ทุกรุ่น น่าจะเป็นผีบรรพบุรุษของที่บ้าน มาเขาสิงคุณพ่อ เพื่อให้คอยกันยายสายแอบย่องขึ้นบ้านตอนกลางคืน เพราะผีกะมันจะเลือกกินเฉพาะคนที่อ่อนแอ กำลังเจ็บไข้ได้ป่วย หรือคนที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เหตุผลที่เลือกเข้าสิงคุณพ่อ เพราะว่าที่บ้านนี้ มีแต่ผู้หญิง ไม่มีผู้ชายเลยสักคน

 

เคยมีชาวบ้านที่อยู่บ้านข้างๆยายสาย ตื่นขึ้นมากลางดึก เห็นยายสายนั่งยองๆอยู่นอกมุ้ง จ้องตาเป็นมัน แต่ลักษณะจะน่ากลัวกว่าเดิมมาก ใบหน้าเหี่ยวย่นกว่าปกติ ไม่มีตาสีขาว แยกเขี้ยวยิงฟันอยู่ตลอดเวลา สักพักก็กระโดดออกทางหน้าต่างไปเอง

 

วันเดินทางกลับ ลูกหลานจึงไปขนเอาใบหนาดมากองไว้เต็มหลังรถ เพราะกลัวผีกะจะตามคุณยายกลับมาด้วย และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

 

—  —  —  —  —  —  —  —  —

 

ประสบการณ์สยองขวัญ
#สยองขวัญหลังเที่ยงคืน
เล่าโดย : คุณบอย

 

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่อาบอบนวดแห่งหนึ่ง แถวถนนเพชรบุรี เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา คุณบอยเปิดบริษัทเล็กๆกับเพื่อน เกี่ยวกับกำจัดแมลง และได้คอนแทรคกับสถานอาบอบนวดที่หนึ่ง ให้เข้าไปทำการดูแลความสะอาดและพวกแมลง โดยมีสัญญาหนึ่งปี

 

ที่แห่งนี้จะมีทั้งหมดสามชั้น ชั้นหนึ่งยังเปิดทำการปกติ แต่ชั้นสองและชั้นสามกำลังรีโนเวทใหม่อยู่ ทางสถานอาบอบนวดนัดให้คุณบอยกับเพื่อนเข้าไปทำตอนตีหนึ่ง เพราะต้องรอให้คนออกจากสถานที่ให้หมดก่อน

 

หลังจากที่คุณบอยเดินทางไปถึง พบกับยามและสุนัขหนึ่งตัว นั่งเฝ้าอยู่หน้าตึก ยามบอกกับคุณบอยว่า “มากันแล้วใช่มั้ยน้อง เดี๋ยวพี่เปิดประตูให้ แล้งน้องขึ้นไปกันเองนะ” คุณบอยก็ตอบกลับว่า “อ่าวพี่ ผมเพิ่งมาครั้งแรก ผมจะรู้ได้ยังไง ว่าต้องไปเปิดไฟตรงไหน”

 

ยามหยิบกระดาษขึ้นมาแผ่นหนึ่ง วาดแผนพังแบบสังเขป พร้อมกับอธิบายให้ฟังว่า “นี่ชั้นสองนะ พอขึ้นไปจะมีทางเดินซ้ายขวา ตรงกลางมันจะมีพวกแผงสวิทช์ต่างๆอยู่ ส่วนชั้นสาม ถ้าขึ้นไปแล้วเลี้ยวซ้าย จะเจอห้องน้ำ ตรงกลางจะมีพวกแผงสวิทช์ไฟอยู่เหมือนกัน แต่สวิทช์ไฟที่ชั้นสามยังใช้ไม่ได้ ต้องไปกดที่ชั้นสองเท่านั้น”

 

คุณบอยและเพื่อนไม่ค่อยแปลกใจเท่าใดนัก เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่เจ้าบ้านจะให้เข้าไปจัดการกันเอง จึงถือแผนที่แล้วเดินไปตามทางที่ยามบอกไว้ ชั้นหนึ่งจะปิดไฟทั้งหมด ทางเจ้าของสถานที่เค้าห้ามเปิดไฟ

 

คุณบอยจึงเอาไฟฉายขึ้นมาส่องไปตามมุมต่างๆ แล้วยกกระป๋องฉีดยา เดินฉีดไปเรื่อยๆ โดยแยกทำกับเพื่อน สถานที่แห่งนี้ค่อยข้างใหญ่พอสมควร การที่คุณบอยต้องมาเดินอยู่ในความมืดเพียงลำพัง มีแค่เสียงรองเท้าที่ดังก้องไปมาในโถงทางเดินใหญ่ๆทึบๆ ทำให้รู้สึกหวาดระแวงพอสมควร จนต้องหยิบมือถือขึ้นมาเปิดเพลง เพื่อกลบความกลัว

 

เมื่อเสร็จจากชั้นหนึ่ง จึงเดินกลับมารอเพื่อนที่ห้องโถงใหญ่ สักพักเพื่อนก็เดินเข้ามาหา คุณบอยตกลงกับเพื่อนว่า “เดี๋ยวเราขึ้นไปฉีดที่ชั้นสามก่อน แล้วค่อยลงมาฉีดที่ชั้นสอง เสร็จแล้วกลับเลย” เพื่อนเห็นดีด้วย จึงพากันเดินขึ้นไปที่ชั้นสอง

 

ทางเจ้าของสถานที่อนุญาตให้เปิดไฟที่ชั้นสองและสามได้ คุณบอยจึงสับสวิทช์ไฟที่ชั้นสองขึ้นแบบมั่วๆ เพราะไม่รู้ว่ามันคือจุดไหนบ้าง แสงสว่างไล่ความมืดและความกลัวได้ดีพอสมควร

 

เมื่อคุณบอยชะเง้อขึ้นไปมองที่ชั้นสาม พบว่ามีแสงสว่างจากหลอดนีออนแล้ว จึงพากันเดินขึ้นไปที่ชั้นสาม ในขณะที่กำลังเดินขึ้น คุณบอยได้ยินเสียงน้ำไหล แต่ไม่ได้ไหลแรงมากนัก ลักษณะเหมือนเปิดก๊อกน้ำทิ้งไว้ คุณบอยจำได้ว่า ทางซ้ายมือเป็นห้องน้ำ จึงไม่แปลกใจนักที่จะมีเสียงน้ำไหล

 

ชั้นสามจะดูแคบกว่าชั้นอื่นๆ ไฟติดแต่ตรงทางเดินหน้าบันใด ทางซ้ายและขวามือจะเป็นทางเดินยาวๆมืดๆ มีข้าวของและเศษก้อนปูนวางระเกะระกะ ตามฝาผนังยังคงทาสีไม่เสร็จดี

 

คุณบอยหยุดอยู่แถวๆทางเดินหน้าบันได คุยกับเพื่อนว่า “น้ำมันไหลอยู่ได้ยังไง นี่มันตีหนึ่งแล้วนะ” ถึงแม้ว่าคุณบอยและเพื่อน จะเคยทำงานในเวลากลางดึกแบบนี้มาหลายต่อหลายครั้ง แต่ครั้งนี้มันกลับต่างออกไป คุณบอยรู้สึกอึดอัดและไม่ค่อยดีกับสถานที่แห่งนี้มาก

จึงบอกกับเพื่อนว่า “เดี๋ยวเรารีบๆทำงานให้เรียบร้อย แล้วแยกย้ายกันกลับดีกว่า” จุดแรกที่จะเข้าไปฉีดคือห้องน้ำ คุณบอยเดินตรงไปที่ทางเดินด้านซ้าย ห้องน้ำจะอยู่ห้องแรกซ้ายมือ

 

เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ ยิ่งทำให้ได้ยิงเสียงน้ำไหลชัดเจน คุณบอยพยายามหมุนลูกบิดประตู แต่มันกลับถูกล็อกจากด้านใน จึงหันไปคุยกับเพื่อนว่า “หรือว่าจะมีคนอยู่ข้างใน” แต่เพื่อนก็พูดเสริมขึ้นมาว่า “หรือเค้าจะเป็นอะไรหรือเปล่า น้ำมันไหลนานแล้วนะ”

 

จึงช่วยกันเคาะประตู “มีคนอยู่ข้างในมั้ยครับ มีมั้ยครับ” ไม่มีเสียงใครตอบกลับมา นอกจากเสียงน้ำไหล คุณบอยดูท่าไม่ดี  คิดว่าจะเดินลงไปเรียกยามขึ้นมา จังหวะที่หันหลังจะเดินลงบันได ปรากฏว่าได้ยินเสียงปลดล็อคดัง “แกร่ก!!”

 

คุณบอยและเพื่อนสะดุ้ง รีบหันกลับไปมอง เห็นประตูมันค่อยๆแง้มเปิดออกทีละนิด ทำให้คุณบอยและเพื่อนยืนอึ้งอยู่กับที่ แต่พยายามคิดปลอบใจตัวเองว่า มันคงไม่มีอะไรหรอก จึงค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วดันประตูเข้าไป

 

เป็นห้องมืดๆที่แทบจะมองอะไรไม่เห็น มีกลิ่นสาบของอะไรบางอย่างจางๆ คุณบอยใช้ไฟฉายส่องเข้าไปดู ทำให้รู้ว่ามันคือห้องน้ำที่ถูกทุบทั้งหมด ไม่มีอะไรเลย เป็นแค่ห้องสี่เหลี่ยมว่างเปล่า คุณบอยขนลุกวาบ แล้วเสียงน้ำไหลที่ได้ยินมันคือเสียงของอะไรกันแน่

 

เพื่อนพูดขึ้นมาทันทีว่า “ท่าไม่ดีแล้วแฮะ เอางี้มั้ย เราลงไปข้างล่าง แล้วไปปรึกษายามดู” คุยบอยและเพื่อนเดินถอยออกมาจากห้องน้ำ แล้วตรงไปที่บันได แต่ก็ต้องสะดุ้งเฮือก รีบกระโดดกลับหลังทันที เพราะประตูห้องน้ำมันดีดปิดเองดัง “ปั้ง!!”

 

แล้วเสียงน้ำไหลมันก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันดังก้องไปทั้งชั้น พร้อมกับกลิ่นคาวของอะไรบางอย่าง ลอยอบอวลอยู่ทั่วบริเวณ ในจังหวะที่คุณบอยและเพื่อนยืนตัวสั่นมองหน้ากันอยู่ ปรากฏว่าได้ยินเสียงผู้หญิงครวญครางดังอยู่ไกลๆ “อื้ออออื่ออออื้อออ”

 

เป็นเสียงที่ผิดมนุษย์มนามาก ดังมาจากความมืดปลายทางเดินด้านซ้าย คุณบอยและเพื่อนค่อยๆฉายไฟไปทางต้นเสียงด้วยใจระทึก แสงไปกระทบเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่ง มองไม่เห็นใบหน้า ใส่ชุดคลุมท้อง เนื้อตัวมีแต่ลอยเลือด เหมือนเอามือที่เปื้อนเลือดจับไปตามร่างกาย ยืนกางแขนกางขาเล็กน้อย มีเลือดสีแดงเข้ม ไหลออกมาจากหว่างขา

 

ภาพที่เห็นมันตอบโจทน์ได้ทันทีว่า เสียงน้ำไหลมันคืออะไร มีเสียงครวญครางดังอยู่ตลอดเวลา “อื้อออ..อื้ออออออ” คุณบอยกับเพื่อนยืนขาตาย ทำอะไรไม่ถูก ความกลัววิ่งแล่นไปทั่วร่างกาย รู้สึกหน้ามืดอยากอาเจียน เพราะกลิ่นเหม็นคาวมันรุนแรงขึ้นทุกที

 

ผู้หญิงคนนั้นยืนครางในลำคอเหมือนคนเจ็บปวดสุดจะทานทน แล้วอยู่ๆก็วิ่งกระเสืิอกกระสนเข้ามาหาคุณบอยและเพื่อน ครางเสียงสั่นๆในลำคออยู่ตลอดเวลา “อื้ออื้อออื้อออื้ออ” คุณบอยและเพื่อนตกใจสุดขีด โยนถังฉีดแมลงในมือทิ้ง วิ่งกระเจิงลงมาจนถึงชั้นหนึ่ง ร้องตะโกนโวยวาย “ผี ผีหลอกกกก ผีหลอกโว้ยยยย”

ปรากฏว่ายามกับสุนัขที่นั่งเฝ้าอยู่หน้าประตู วิ่งหนีออกไปนอกถนน คุณบอยได้ยินเสียงเพื่อนจะโกนบอกว่า “ขึ้นรถ พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน” จึงขึ้นรถกับเพื่อนคนละคัน แล้วเหยียบออกไปจากที่นี่ทันที

 

รุ่งเช้า เพื่อนโทรมาบอกว่า ลูกค้าเรียกไปให้หา เมื่อคุณบอยและเพื่อนเดินทางไปถึง เจ้าของสถานที่ก็ยิงคำถามมาทันที ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงทิ้งอุปกรณไว้แกะกะแบบนี้ แต่คุณบอยกับเพื่อนไม่สามารถเล่าเรื่องที่เจอมาให้ลูกค้าฟังได้ เพราะจะกระทบต่อความน่าเชื่อถือ

 

จึงตอบแค่ว่า “ผมดูสถานที่แล้วมันไม่สดวกที่จะทำงานครับ งั้นผมขอยกเลิกสัญญาเลยก็ได้ แล้วจะคืนเงินให้ครับ” คุณบอยจึงขึ้นไปเก็บอุปกรณ์ข้างบน มีคนงานก่อสร้างกำลังทำงานกันอยู่หลานคน

 

คุณบอยเจอเข้ากับหัวหน้าคนงานที่ชั้นสาม หัวหน้าคนงานเดินมาบอกว่า “พี่ ผมเก็บไว้ให้ละ สองถัง ของพี่ใช่มั้ยครับ” คุณบอยตอบว่า “ใช่ครับ” แล้วรับถังฉีดแมลงมา คุณบอยมองไปตามทางเดินทางซ้าย ภาพที่เห็นเมื่อคืนก็ผุดขึ้นมาในหัว

 

ด้วยความสงสัย จึงลองเดินไปสุดทางเดิน ตรงที่ผู้หญิงคนเมื่อคืนยืนอยู่ พบว่าด้านขวามือ เป็นห้องสำหรับตรวจภายใน ห้องไม่ค่อยกว้างมากนัก มีอุปกรณ์ครบครัน ทั้งเตียงนอน โคมไฟบนหัวแบบห้องผ่าตัด เครื่องมือสแตนเลสต่างๆ รวมไปถึงเชือกสลิง ของทุกอย่างมีสภาพค่อนข้างเก่า เหมือนผ่านการใช้มาแล้วนับไม่ถ้วน

 

คุณบอยรู้สึกไม่ดีกับห้องนี้มาก เหมือนกับว่าห้องนี้มันเก็บความเจ็มปวดของใครหลายๆคนเอาไว้อยู่เต็มไปหมด จนชวนให้รู้สึกหดหู่ใจ จนคุณบอยต้องรีบเบือนหน้าหนี แล้วรีบเดินลงมาจากตึก แยกย้ายกันไปทำที่อื่นต่อ และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

 

ขอขอบคุณที่มา : pantip.com สมาชิก MiNi Choco และเพจ คนอ่านผี

Loading...
Loading...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: Content is protected !!