The Untold Story (1993) : “เมนูเด็ด” จากคดีสุดสะเทือนขวัญเกาะฮ่องกง เอาศพไปยัดไส้ซาลาเปา!! โคตรอู-มา-มิ

 

The Eight Immortals Restaurant: The Untold Story (1993)  ซาลาเปาเนื้อคน
ผู้กำกับ : Danny Lee, Herman Yau

 

[บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญบางส่วนของภาพยนตร์ แต่ไม่สปอยล์ตอนจบ]

 

จากเค้าโครงเรื่องจริงของคดีสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นในฮ่องกง. . .

ที่ภัตตาคารหวังกวง ในจังหวัดเสฉวนภาคกลางของจีน ขึ้นชื่อว่ามีซาลาเปาอร่อยนักอร่อยหนา ลูกค้าพากันหลั่งไหลไปซื้อ แต่หารู้ไม่ว่านายหวังเปลี่ยนไส้ซาลาเปาจากเนื้อหมูเป็นเนื้อคนแทน เนื่องจากเศรษฐกิจของร้านเขาไม่ค่อยดี ทำให้ไม่สามารถซื้อเนื้อหมูชั้นดีมาทำเป็นซาลาเปาหรือติ่มซำได้ ประกอบกับน้องนายของหวังนั่นเป็นสัปเหร่อคนคอยจัดการศพ หน้าที่ของน้องชายเขาคือนำศพของผู้เสียชีวิตไปทำพิธีการทางศาสนาแล้วก็ฝัง และแล้วหวังก็เกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมา โดยร่วมมือกันน้องชายชำแหละศพออกเป็นชิ้นๆโดยเขาเลือกใช้เนื้อส่วนเอวและแก้มก้น อาจเป็นเพราะว่านุ่มและมีไขมันมากคล้ายเนื้อหมู จากนั้นนำมาบดและหมักคลุกเคล้าทำเป็นไส้ซาลาเปาและแล้วผลลัพธ์คือลูกค้าพากันชื่นชอบกันอย่างมากมาย เพราะว่าซาลาเปาของเขาหวานหอมนุ่มลิ้นเสียเหลือเกิน ทำให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมากและแน่นอนจำนวนศพที่เขาตัดชิ้นส่วนไปทำซาลาเปาก็เพิ่มตามไปด้วย แต่ความลับไม่มีในโลก เมื่อพ่อแม่ของศพลูกสาวของเขาขอดูศพเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะฝัง ทันใดนั้นทุกคนก็แทบเป็นลมล้มตึงเมื่อเห็นร่างของศพลูกสาวถูกเฉือนเนื้อหายไป เรื่องราวจึงถึงตำรวจ สืบสสวสวนสาวไปสาวมาจนพบความจริงที่สุดแสนจะอาเจียนว่าเนื้อที่หายไป หายไปอยู่ในซาลาเปาที่เราๆกินกันนั่นเอง. . .

 


หนังเรื่องนี้มีหลายอย่างที่ทำได้สุดโต่งอย่างมาก ตามสไตล์หนังเกรดสามของฮ่องกง (เรท CAT III เป็นเรทหนัง ออกทาง +18 หรือเรท Rโดยในหนังนั้นจะมีฉาก ร่วมรัก ข่มขื่น การขายตัว ความรุนแรง) จนดังเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ และเมื่อเรื่องนี้ดังผลที่ตามมาคือการงดรับประทานอาหารประเภทไส้เนื้อ โดยเฉพาะซาลาเปาที่ทำให้คนฮ่องกงหยุดกินไปเป็นเดือน ส่วนหนึ่งเพราะ เรื่องนี้สร้างมาจากเค้าโครงเรื่องจริง เลยทำให้มีคนอินในความสมจริงจึงมีมาก แต่จะมากแค่ไหนก็ไม่เท่าการถ่ายทอดความอร่อยของเนื้อซาลาเปา ที่เข้าปากสัมผัสลิ้นด้วยความเอร็ดอร่อยแบบไม่เคยลองชิมที่ไหนมาก่อน ซึ่งผู้ชมจะเป็นคนเห็นวิธีทำไส้เนื้ออย่างโจ่งแจ้ง คัดเนื้อมาอย่างดี แล่เฉพาะที่ต้องการ และเนื้อเหล่านั้นไม่ได้มาจากที่ไหนเลย. . .จากเนื้อมนุษย์นี่แหละ!! ที่กำลังเคี้ยวอยู่

 

จัดว่านอกจากจะโหดในแง่ของเนื้อเรื่องแล้ว ยังจัดว่าเหี้ยมอย่างมากเมื่อรู้ว่าคนที่ทำนั้นไม่ธรรมดาเอาเสียเลย เริ่มเรื่องราวจากหว่องจี้หาง (Anthony Wong Chau-Sang) หลบหนีมาอยู่มาเก๊าที่ร้านแปดเซียน เพื่ออำพรางตัวเองจากคดีฆาตกรรมวางเพลิง ด้วยความที่อารมณ์ร้อนเลือดขึ้นหน้าบ่อยครั้งทำให้แลเป็นคนดุ การพูดการจาห้าว ไม่ยอมรับความผิดของตัวเอง และยังต้องการในสิ่งที่ตัวเองต้องเอามาให้ได้ หว่องจี้หางทำงานเป็นลูกจ้างภายในร้านอาหารนั้นมาได้สักระยะ จนสามารถเล่นไพ่นกกระจอกได้อย่างร่ำรวยด้วยการโกง จนในที่สุดเจ้าของร้านจับพิรุธได้และไม่ยอมใช้หนี้ในส่วนที่เสียไป ทำให้หว่องจี๋หางเสนอเงื่อนไขว่าถ้ายอมยกร้านให้จะหายกัน แต่กลายเป็นว่ากลับยิ่งทำให้อีกฝ่ายโมโหซะแทน เพราะคิดว่าตั้งใจมาทำงานที่นี่เพื่อยุบร้านเป็นของตัวเองมากกว่า เมื่อเกิดทะเลาะใช้กำลังกันทำให้หว่องจี๋หางอารมณ์เดือดพล่าน จนฆ่าเจ้าของร้านหมดทั้งครอบครัว แต่ปัญหาก็เริ่มขึ้นเกี่ยวกับศพที่กองอยู่ตรงหน้า. . .ว่าควรจะทำยังไง

 

หว่องจี๋หางเกิดไอเดียสุดบรรเจิด ในเมื่อที่นี่ขายซาลาเปา. . .ก็ลองเอามาทำไส้เนื้อดูล่ะกัน ถึงยังไงไม่มีใครสนใจอยู่แล้วว่าอันไหนไส้หมูไส้คน!!! แต่ที่แน่ๆคือหลังจากขายมันทำให้ได้กำไรดี และหลายคนชอบซาลาเปาไส้เนื้อกันมาก จนหว่องจี้หางต้องคิดหาวิธีทำให้ได้รสชาติแบบนี้ให้อร่อยเสมอไป แม้จะกลับมาใช้เนื้อหมูแต่มันก็ธรรมดาเหมือนเดิม ดังนั้นการล่าเหยื่อเอาเนื้อคน วัตถุดิบระดับกร่เมต์จึงเริ่มขึ้น!!


The Untold Story มีเรตติ้งในระดับเกรดสามที่ว่าด้วยความรุนแรง และเพศอย่างหนัก หรือเท่ากับว่าห้ามขาย ห้ามซื้อ และห้ามดูกับผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี  ซึ่งในบางประเทศรับรองว่าต้องมีแบนกันบ้างล่ะ ในระหว่างที่เรื่องนี้กำลังฉายมีคนดูเป็นลมช๊อคคาโรงมาแล้ว จึงรับประกันได้เลยว่าเป็นหนังที่เข้าข่ายต้องห้ามชัดๆ ทั้งนี้ยังรวมไปถึงการเสียดสีการทำงานของตำรวจที่ขาดระเบียบอย่างจริงจัง ที่ชอบทำทีเป็นเรื่องเล่น ไร้ความตั้งใจอีกด้วย จึงเรียกได้ว่านอกจากจะเหี้ยมโหดในการดัดแปลงหนังแล้ว ยังใช้เนื้อหาได้ถูกช่วงจนทำให้มีเรื่องราวที่น่าสนใจ ถ้ากล่าวโดยรวมแล้วตัวหนังเหมือนจะพยายามเล่าทิศทางระหว่างสองฝั่ง คือตัวฆาตกรกับเหล่าตำรวจ ในด้านตัวฆาตกรผู้ชมต่างเห็นมาตั้งแต่ต้นเรื่องจากการกระทำอันแสนเลือดเย็นที่เผาคนได้ทั้งเป็น จากการกระทำของหว่องจี๋หางที่จะเอาเงินจากการค้างค่าพนัน พฤติกรรมแบบนี้ถ้าว่ากันแบบค่อยเป็น ค่อยไป อาจจะเป็นยุติที่ดีได้ในท้ายที่สุด. . . แต่ว่าไม่เลยสำหรับคนประเภทใจร้อนอย่างหว่องจี๋หาง ที่ทำไปแบบไม่ยั้งคิด ยั้งทำ มุ่งแต่ตามใจอารมณ์เป็นหลัก ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมตัวละครหว่องจี๋หางจึงมีมิติแค่ด้านเดียว

 

ในขณะที่ปมประเด็นต่างๆล้วนว่ากันโดยง่ายดาย อย่างเช่นการที่ทำไมต้องอยากรีบเอาเงินมากนัก หรือจะการเล่นโกงไพ่นกกระจอก สุดท้ายมิติด้านเดียวที่ผู้ชมมองเห็นคือวามโหดเหี้ยม ที่ทั้งดุร้ายจากคำพูดคำจา ตลอดจนการกระทำที่ไม่ไว้หน้าเพศตรงข้าม จัดว่าเป็นตัวละครที่โหดร้ายตั้งแต่บุคลิกหน้าตาตลอดจนก้นบึ้งของจิตใจ แต่ถึงอย่างนั้นการจะทำเหล่านั้นทำให้หว่องจี๋หางกลายเป็นที่น่าจดจำสำหรับผู้ชมได้คือนักแสดง Anthony Wong Chau-Sang ที่เล่นได้อย่างสมจริงสมจัง เก็บรายละเอียดใบหน้าได้อย่างหมดจด จนเชื่อว่าเขาคนนี้มีตัวตนแบบนั้นจริงๆ ด้วยการแสดงสีหน้าระหว่างเชือดแล่เนื้อเป็นบทบาทที่ยอมรับว่าน่ากลัวจนถึงเถ้ากระดูกทีเดียว จนไม่แปลกใจเลยว่าจะได้รางวัลนักแสดงนำชายจากประเทศตัวเองติดไม้ติดมือมาด้วย ซึ่งตอนนั้นเป็นดาราระดับ บี แต่พอเล่นเรื่องนี้เสร็จปุ๊บ เขากลายเป็นดาราระดับ เอ ขึ้นมาทันทีด้วยความสามารถทางการแสดงอันหาใครเปรียบ นอกเหนือจากหว่องแล้ว ก็ยังมี หลี่ซิ่วเสียน ร่วมแสดงด้วย

 

การรับรู้เนื้อเรื่องเกี่ยวกับซาลาเปาที่ทำมาจากไส้อะไร ยังไม่สยองเท่ากับการเห็นเบื้องหลังที่มาของไส้เนื้อเหล่านั้น ที่ผ่านการกระทำรุนแรงเช่นสัตว์ด้วยวิธีโบราณที่เรียกว่าต้องตีให้ตาย ซึ่งมันเป็นการกระทำที่เข้าขั้นโรคจิตผิดมนุษย์มนามาก ยิ่งได้นักแสดงมากฝีมือ Anthony Wong Chau-Sang ยิ่งการันตีไปเลยว่าจะทำให้ทุกคนเห็นแล้วชิงชังไปตลอดกาลได้ ด้วยมุมกล้องที่จับเฉพาะในส่วนของใบหน้าที่กำลังเห็นว่าเขากำลังผ่า สับ แล่เนื้อจากบนโต๊ะอย่างดุดัน ไม่ลังเล คล้ายทำงานหนักๆกับเนื้อที่ต้องลงแรงเฉือนเนื้อให้ขาด ฉากนี้จึงนับว่าน่ากลัวอย่างมาก พอไม่ทันไรก็หยิบเครื่องในออกมาแบบสดๆทั้งตับไตไส้พุงออกมาต้ม โดยทุกคนจะเห็นกันเต็มๆเลยว่าถืออะไรลงหม้อ เท่านั้นยังพอกลับไปพลิกร่างเหยื่อเลือกเนื้อที่คิดว่านิ่มจากก้นที่แล่ออกมาเกินคำบรรยาย

 

แต่ฉากที่นับว่ารุนแรงจนเข้าขั้นว่าอันตรายจริงๆ คือฉากทารุณฆ่าผู้หญิงจากการใช้กำลังแบบโหดเหลือเชื่อ ตลอดจนกระทำข่มขืนเปลืองผ้าส่วนบนยันส่วนล่างแบบไร้ยางอายใดๆทั้งสิ้น ทว่าหลังจากฉากข่มขืนคือเวลาที่เลวร้ายที่สุด จนน่าสะดุ้งของเรื่องนี้ที่หยิบตะเกียบมาหนึ่งกำมือแล้วแทงเข้าไปในอวัยวะเพศอย่างรุนแรงจนเลือดไหลออกมา กระนั้นยังมีอีกฉากที่รุนแรงจนเข้าขั้นว่าอันตรายอย่างหนัก ที่เกิดมีการตายของเด็กแบบอย่างสุดโหด มีการฆ่าเด็กแบบเรียงคิวแบบยกครอบครัว ด้วยวิธีการฆ่าเด็กที่ตั้งใจถ่ายมุมหวาดเสียวจนเกินจับตามอง จากการหยิบมีดมาปาดคอรวมถึงอุ้มเด็กขึ้นโต๊ะ ก่อนจะบรรจงเล็งฟันเข้าไปที่คอแบบไม่พลาด จนคอหลุดกระเด็นพร้อมเลือดที่ไหลออกมา การกระทำที่รุนแรงเช่นนีคล้ายเป็นเรื่องธรรมดาของสังคมที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะการทำร้ายผู้หญิงที่มักพบเจอในสังคมเป็นประจำ หรือจะการฆ่ายกครัวที่แล้วแต่สาเหตุว่าจะเป็นอะไร ที่แน่นอนคือการทำบรรยายากาศให้ออกมาดิบเช่นนี้ มันชวนให้รู้สึกแย่อย่างมากที่เห็นฉากอย่างว่าจนนึกแหวะและขยาดซาลาเปาเมื่อรู้ที่มาของเนื้อหอมๆเช่นนี้


ไม่ใช่แค่คนร้ายที่ทำตัวเลว เพราะคนดีที่ยังแยกแยะความเมตตาไม่เป็นก็ร้ายพอกัน ด้านหว่องจี๋หางเราอาจจะเห็นความโหดร้ายมามากพอตัว ที่ตัวหนังพยายามดำเนินเรื่องแบบไม่รีบร้อน แต่หาเรื่องให้หว่องจี๋หางเกิดอารมณ์เกลียดคนจนอยากกำจัดทั้งๆที่เรื่องนั้นต่างเป็นเรื่องเล็กน้อย และสุดท้ายวิธีการก็ไม่ใช่อะไรนอกจากจับมาทำไส้เนื้อซาลาเปาที่กลายเป็นของเด็ดประจำเรื่อง แม้ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวหว่องจี๋หางมีอยู่น้อยมาก ที่รู้ได้คือการทำไปเพราะอารมณ์ของตัวเองเป็นส่วนใหญ่ ทีแรกอาจจะใช้อารมณ์เพราะควบคุมตัวเองไม่ได้จากความโมโห ทว่าภายหลังมันกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเองเพียงเพราะอยากปกปิดหลักฐาน ด้วยความฉลาดแบบแฝงการค้าของหว่องจี๋หางทำให้ซาลาเปาขายดีเพราะรสชาติ

 

ดังนั้นการกระทำในช่วงแรกกับช่วงหลังมีความแตกต่างกันมาก ที่ถึงแม้จะลงเอยเหมือนกันก็ตาม ตอนนี้ที่รู้ได้อย่างหนึ่งคือการเสพติดความสุขที่ได้กำไรจากการฆ่าที่ไม่จำเป็นต้องไปซื้อเนื้อหมู ด้วยเนื้อคนนี่แหละที่ลงทุนฆ่าอย่างเดียวก็ได้กำไรกอบโกยแล้ว แต่ที่น่าสนใจคือการทำเนื้อซาลาเปาในแต่ละครั้งมีความโดดเด่นในเหตุผลที่แตกต่างกัน ซึ่งตรงนี้น่าจะเข้าใจกันดี อย่างการฆ่าลูกจ้างมาใหม่เพราะปากพล่อยจากการมาเห็นเล่นโกงไพ่นกกระจอก หรือการกำจัดลูกจ้างเก็บเงินที่เห็นท่าไม่ดีเพราะตำรวจที่เข้ามาซอกแซกในร้าน จนกลัวว่าอาจจะติดร่างแหไปด้วย เลยอยากจะขอลาออกจากร้านด้วยเหตุผลว่าแม่ตัวเองป่วย ส่วนจะจริงหรือไม่นั้นในความคิดของหว่องจี๋หางมีเพียงอย่างเดียว คือต้องกำจัดเพื่อกันการปากโป้งที่อาจจะทำความลำบากภายหลังได้ แล้วการกระทำของหว่องจี๋หาง. . .จะทำไปเพื่อเพราะต้องการกลบเกลื่อนหรืออยากทำเพื่อเขามีความสุขที่ได้ทำกันแน่


มาทางด้านกลุ่มตำรวจที่ทำงานแบบไม่จริงจัง เดี๋ยวเล่นเดี๋ยวจริงจนผู้ชมรู้สึกปรับอารมณ์ไม่ถูก เมื่อถูกไปเทียบเคียงกับหว่องจี๋หางที่ทำหน้าโหดไร้อารมณ์ตลกขบขันอย่างที่พวกตำรวจมี ตัวหนังดำเนินเนื้อเรื่องกันอย่างชัดเจนว่าใครคือผู้ร้ายตั้งแต่ต้นเรื่อง แต่เราไม่อาจรับรู้ได้ว่าเขาเคยกระทำอะไรลงไปบ้างในช่วงแรกก่อนมาเป็นเจ้าของร้าน เนื่องจากมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับเจ้าของเดิมด้วยว่าหายไปไหน สิ่งที่แน่นอนอย่างหนึ่งเกี่ยวกับเนื้อเรื่อง คือการพยายามหาคนกระทำผิดจากช่วงแรกๆของหนัง ที่เปิดให้เห็นเด็กเล่นทรายริมทะเลแล้วไปเจอถุงที่บรรจุแขนขา จนกลายเป็นหน้าที่ของฝ่ายตำรวจที่สืบสาวจนไปสงสัยร้านแปดเซียน แต่ถึงแบบนั้น. . หว่องจี๋หางยังคงปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ด้วยการที่บอกว่าไม่รู้เรื่องเจ้าของร้านคนก่อนหายไป แต่กระนั้นกลับมีจดหมายทางญาติของเจ้าของตัวจริงส่งมาถึงมือตำรวจที่เป็นเบาะแสอย่างหนึ่งว่าหายตัวไป ทว่าจดหมายที่ส่งมานั้นในช่วงแรกกลับถูกเมินจากลูกน้องด้วยความที่เป็นคดีเล็กน้อย แต่โชคดีที่สารวัตรยังเป็นคนรักหน้าที่ตัวเองอย่างดี จึงให้ลูกน้องทำต่อไป ซึ่งก็โยงเข้าหาร้านแปดเซียนเช่นกัน ทำให้ได้เค้าความการหายตัวไปอย่างลึกลับแล้ว ว่าพวกเขาอาจไม่มีชีวิตแล้วก็เป็นได้

 

ด้วยทักษะการทำงานของตำรวจปราบปรามที่เหมือนเด็กใหม่ ทำให้ผู้ชมรู้สึกได้ถึงอีกโลกหนึ่งที่มีความเป็นกันเอง สนุกเฮฮา ด้วยอารมณ์เช่นนี้ช่วยผ่อนคลายความสยองไปได้บ้าง แต่กระนั้นมันทำให้ตำรวจขาดความจริงจังการทำงานเกินไป ทั้งยังทำงานแบบใช้โน้นใช้นี้คนอื่นเพื่อหวังเอาหน้าเอาตาอีก ที่ยังดีคือเป็นการทำงานด้วยความตั้งใจ แบบไม่แก่งแย่งจนเกินไปแค่หวังเอาสนุกเสียมากกว่า ก่อนช่วงท้ายของเรื่องที่ฝ่ายตำรวจหันมาจริงจังกับหน้าที่ของตัวเองจนผิดหน้าผิดตาในช่วงแรกๆของหนัง คล้ายกับว่าเบื้องหลังทำงานแบบไม่เครียดไม่จริงจังแต่ขอให้มีผลงาน ในขณะที่เบื้องหน้าตั้งใจทำเต็มที่ให้มองว่าเป็นตำรวจรักษาระเบียบ แต่กระนั้นหลังจากจับกุมหว่องจี๋หางมาได้ก็ใช่ว่าจะจับดำเนินคดีได้เต็มที่ เพราะอย่างแรกคือหว่องจี๋หางไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนกระทำผิดทั้งสิ้น แม้จะมีหลักฐานมัดตัวจากเอกสารของผู้สูญหายแล้วก็ตาม


ทำให้ฝ่ายตำรวจทำทุกวิธีทางเพื่อให้ปริปากยอมรับพร้อมบอกว่าคนอื่นๆหายไปไหน จนต้องลงไม้ลงมือซ้อมอัดเพื่อให้พูด ด้วยความที่หว่องจี๋หางเป็นคนเอาแต่ได้ จึงอาศัยโอกาสหนีไปให้นักข่าวภายนอกได้เห็น แล้วเกิดเรื่องข่าวพาดหัวตำรวจซ้อมผู้ต้องหาให้ยอมรับว่าผิด จุดนี้กลายเป็นแง่ประเด็นอย่างหนึ่งเกี่ยวกับสังคมที่แพร่หลายในหมู่ตำรวจที่หวังจะรีบปิดคดีโดยเร็ว จึงไม่แตกต่างอะไรเลยกับการที่จะบอกว่าตำรวจคือผู้รักษาความยุติธรรมเป็นเพียงโลโก้ ตีหน้าบอกประชาชนเท่านั้น บางครั้งการทำหน้าที่ของประชาชนคือการรับฟังตำรวจที่รักษากฎหมาย แต่จะทำยังไงถ้ากฏหมายหันมาเล่นงานประชาชนซะเอง หรือจะบอกว่าคล้ายๆกับวิธีของศาลเตี้ยที่ไม่จำเป็นต้องไตร่ตรองรายละเอียดให้มาก แค่รู้ว่าทำผิดก็จัดการให้สิ้นซาก เช่นตำรวจในหนังเรื่องนี้ที่พยายามจัดการหว่องจี๋หาง จนไม่พ้นแม้แต่การให้นางพยาบาลที่ถูกทำร้ายมาเอาคืนโดยไม่สนใจว่ามันเป็นเรื่องผิด แต่สมควรแล้วที่จะโดนแบบนี้ ซึ่งรวมไปถึงการผิดจรรยาบรรณของหมอเองที่ต้องรักษาผู้ป่วยให้หายดี แต่เลือกปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกตำรวจจัดการด้วยวิธีทรมาน สุดท้ายแล้วการกระทำของตำรวจมันสมควรมากแค่ไหนจึงจะเรียกว่าถูกต้องและยุติธรรมมากที่สุด บางทีอาจเป็นเพราะทัศนคติของคนด้วยกันเองที่จ้องมองหาสิ่งแปลกปลอมอย่างผู้ร้ายที่กระทำผิดก็เป็นได้


ด้วยการดำเนินเรื่องเชิงเสียดสีแบบถูไถเช่นนี้ ทำให้ผู้ชมมองเห็นรายละเอียดหนาบางของวิธีเบื้องหลังของตำรวจที่ทำงานปิดคดีโดยเร็ว แต่ที่น่าสนใจคือการปล่อยให้หว่องจี๋หางฝากเข้าเรือนจำที่มีญาติของผู้ตายอาศัยอยู่ด้วย แล้วผลออกมาคือหว่องจี๋หางถูกกระทำความรุนแรงอยู่ฝ่ายเดียวจนปางตาย ในขณะที่ผู้คุมเองที่นั่งอยู่หน้ากรงยังปล่อยปละไม่สนใจคล้ายกำลังบอกว่า “สมควรแล้วนี่” สำหรับผู้ชมอาจจะคิดเช่นนั้นด้วยก็เป็นได้ เพราะการกระทำอันป่าเถื่อนวิปริตเช่นนี้มันเกินเหยียวยาจะให้อภัยแล้วจริงๆ พอมานั่งคิดอีกทีก็พบว่าความยุติธรรมควรจะเอาอะไรมาชั่งน้ำหนักกันดี หรือว่าการปล่อยให้คนชั่วโดนแบบนั้นมันสมควรอยู่แล้วที่ต้องเป็นฝ่ายโดนซะบ้าง


The Eight Immortals Restaurant: The Untold Story จัดว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อันตรายต่อผู้ชมทุกเพศทุกวัย ด้วยเนื้อหาที่ชวนแหวะ รุนแรง และแสดงถึงภัยสังคมรอบตัว ด้วยความสมจริงในบางฉากทำให้การชำแหละเป็นไปแบบชวนอาเจียนบรรยากาศชวนรู้สึกมืดบอดเหมือนเจอทางตัน การดำเนินเรื่องเป็นไปอย่างต่อเนื่องไม่ชวนน่าเบื่อ และยังมีมุขตลกกับกลุ่มตำรวจที่ต่างทะเล้นเวลาอยู่ในกรม แม้ว่าการจะมีช่วงสบายๆอยู่บ้างแต่อดอึดอัดไม่ได้เวลาเปลี่ยนไปเข้าหาเรื่องที่ร้านแปดเซียน ที่เห็นหน้า Anthony Wong Chau-Sang ทีไรมันเหมือนตัวเองกำลังเจอคนหลุดมาจากนรกยังไงไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆอย่างหนึ่งเวลาชมเรื่องนี้. . . การรับประทานซาลาเปาระหว่างชมอาจทำให้ตัวเองอดมองซาลาเปาที่ตัวเองถือไม่ได้ว่ามันทำมาจากเนื้ออะไร พอคิดเช่นนั้นทำให้ตัวเองนึกไปกับหนังด้วยอารมณ์กำลังอินที่แบบว่าเนื้อคนใช่ไหม ถึงไม่ใช่มันก็แย่มากๆเวลาเห็นซาลาเปาไส้เนื้อจนงดไปเลยดีกว่าเพื่อลืมๆมันไป

ว่ากันว่าตอนที่ฉายนั้นสื่อทางฮ่องกงตีพิมพ์รายงานว่า ยอดขายซาลาเปาไส้หมูแดงถึงกับตก เพราะคนกินเกิดอาการจิตตกและหวาดๆ กับซาลาเปาในเรื่อง แต่เอาเข้าจริงเรื่องของซาลาเปาเนื้อคนนั้น ไม่ได้จะทำให้คุณชวนอ้วกอะไรมากขนาดนั้น ยกเว้นแต่คุณจะไม่เคยสัมผัสหนังเรตสามจากฮ่องกงมาก่อน เพราะมันครบถ้วนกระบวนความที่มีตั้งแต่ความโหดของการฆ่า เลือด เครื่องใน และอีกมากมาย ไม่นับฉากข่มขืน ฆ่าเด็ก ฆ่าคนแก่ การทรมาน แต่ภาพเหล่านี้กลับไม่ทำให้คุณรู้สึกอะไรมากนัก เพราะไอ้ที่ทำให้มันดูสยองจริงๆ กลับเป็นการแสดงของแอนโธนี่ หว่อง ที่ใส่แว่นและทำหน้าทำตาโตๆ เดินไปเชือดคนนั่นมากกว่า เพราะหน้าแกเป็นอย่างงั้นตลอดทั้งเรื่อง เรียกว่าอุบาทว์สุดๆ

 

ขอขอบคุณที่มา : Bloggang by แผ่นพิมพ์เขียว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: Content is protected !!