กระทู้ผีพันทิป : การตามหาที่มาของ “วิทยุติดรถมือสอง” สู่เรื่องราวสยอง อันลึกลับซับซ้อน..เกินกว่าจะคาดเดา!!

 

จากเรื่อง : เพื่อนร่วมทาง! ขนหัวลุก
เรื่องเล่าจาก : กระทู้ผีพันทิป เรื่องเล่าสยองขวัญ
เล่าโดย : สมาชิกหมายเลข 2227735

 

เหตุการณ์ครั้งนี้. . .มันเริ่มมาจากที่ผมพาแฟนที่คบหากันมานับปีกลับ ไปเที่ยวที่บ้านต่างจังหวัด
ผมขับรถไปกันกับแฟนเพียงสองคน บ้านที่ต่างจังหวัดใช้เวลาเดินทางราวๆ 4 ชั่วโมง เศษ น่า จะได้

 

พอเดินทางไปถึงที่บ้าน ผมก็พาแฟนไปแนะนำตัว กับพ่อแม่พี่น้องทุกคนในบ้านให้รู้จัก
ผมตั้งใจว่ามาค้างเพียง 1 คืน แล้วพรุ่งนี้เช้าก็จะกลับกรุงเทพกัน

 

หลังจากที่พาแฟนไปแนะนำตัวให้ที่บ้านรู้จักกันแล้ว ผมก็พาแฟนไปเที่ยวที่ต่างๆในตัวจังหวัด
และก็พาแวะเวียนไปพบปะบรรดาเพื่อนๆ ที่สนิทๆ ที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่อนุบาล
พอเจอหน้าเพื่อนๆ ก็มีการรวมตัว จับกลุ่มสังสรรค์กันเล็กๆ ขึ้นที่บ้านเพื่อนผู้ชายคนหนึ่ง
ซื้อโน่น ซื้อนี่ มากินกัน พูดคุยกันสนุกสนาน ถามสารทุกข์สุขดิบกันไปตามประสา ส่วนแฟนก็ได้แต่นั่งฟังพวกเราคุยกันอยู่เงียบๆ

 

ตอนนั่งสังสรรค์กันอยู่ในบ้าน ผมเดินไปเข้าห้องน้ำ ก็บังเอิญเดินไปเห็นเครื่องเสียงรถยนต์หลายเครื่อง กองอยู่กับพื้น ที่มุมมุมหนึ่ง
ผมก็เลยเดินเข้าไปหยิบดูปรากฏว่า. . .
มันยังดูใหม่ๆอยู่หลายเครื่องเลย ดูใหม่กว่าตัวเครื่องเล่นในรถผมเสียอีก
กลับมาที่วงสังสรรค์ก็เลยถามเพื่อนไปว่า. . . “วิทยุรถยนต์ ที่กองๆอยู่ มันยังใช้ได้ไหมวะ”
เพื่อนก็บอกว่า. . . “ใช้ได้สิ สนใจหรือ?”
ผมก็บอก ว่า. . . “ก็ถ้าใช้ได้ ก็น่าสนนะ”
เพื่อนก็บอก ว่า. . . “เอาไปสิ กูขายให้พันเดียว มีบลูทูธด้วยนะ ต่อกับมือถือได้เลย มีช่องเสียบ USB สำหรับเล่นเพลงในทัมป์ไดรฟ์”
ผมก็เลยตกลงซื้อวิทยุของมันไปหนึ่งเครื่อง. . .
เพื่อนก็บอก ว่า. . . “ไปเลือกเอาเลยจะเอาตัวไหน”
หลังจากสังสรรค์กันนานพอสมควร เกือบๆสองทุ่ม เพื่อนๆก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
ผมก็ไม่ลืมที่จะถือเครื่องเสียงที่ซื้อต่อจากเพื่อนมาด้วย
เพื่อนคนนั้นก็บอกผมว่า. . . พรุ่งนี้ให้มาหามัน เดี๋ยวมันจะพาไปร้านที่เขาจะใส่เครื่องเสียงให้ได้
ผมก็รับปาก แล้วก็แยกย้ายกลับบ้าน. . .

 

ผมพาแฟนไปค้างที่บ้าน กลับถึงบ้าน แม่ก็จัดแจงเตรียมที่หลับที่นอนให้เป็นอย่างดี
ปกตินานๆผมถึงจะกลับมาเยี่ยมบ้านสักที ส่วนใหญ่ถ้าผมมา ผมก็จะชอบนอนอยู่หน้าทีวี ตรงโถงกลางบ้าน
แต่วันนี้แม่เตรียมห้องไว้ให้เป็นอย่างดี บอกให้ผมกับแฟนไปนอนกันที่ห้องนั้น

 

ตื่นเช้ามา หลังจากทานข้าวเช้าเสร็จ สายๆ ก็เลยขอตัวกลับกรุงเทพกัน
ผมแวะไปหาเพื่อนที่บ้านที่สังสรรค์กันเมื่อคืน เพื่อให้เพื่อนพาไปติดเครื่องเสียง

 

หลังจากไปถึงร้าน ช่างก็จัดแจงเปลี่ยนเครื่องเสียงในรถให้ อย่างมืออาชีพ
ไม่นานก็ติดตั้งเสร็จ ช่างเรียกผมไปลองทดสอบเสียง ลองเปิดเพลงฟัง ลองเปิดวิทยุฟัง ก็เสียงดีใช้ได้
ลองต่อบลูทูธฟังกับโทรศัพท์ ก็ใช้ได้ดีไม่มีปัญหา ถูกใจผมมาก
หลังจากจ่ายค่าแรงเสร็จ ผมก็เลยแยกย้ายกับเพื่อนเดินทางกลับกรุงเทพทันที. . .

 

ระหว่างทางผมก็พาแฟนแวะเที่ยวที่สวยๆหลายจุด รวมทั้งแวะเที่ยววัดทำบุญด้วย จนกระทั่งเริ่มเย็นมากแล้ว. . .
แฟนก็บอกให้รีบกลับเถอะเดี๋ยวมันจะมืดค่ำ แล้วจะขับรถลำบาก

 

ระหว่างทางแฟนก็เปิดเพลงฟังมาตลอด โดยเปิดเพลงจากมือถือแฟนผ่านบลูทูธ
แต่ในโทรศัพท์มันมีเพลงน้อยเลยทำให้ เพลงมันวนไปมาซ้ำๆ

 

จนแฟนบอกว่า เบื่อแล้ว. . .ฟังวิทยุดีกว่า แฟนก็เปิดวิทยุ ได้ยินเป็นเสียงซ่าๆ เพราะยังไม่ได้จูนคลื่นหาสถานี
แฟนก็เลยลองสุ่มหาคลื่นฟัง สักพักก็ได้ยืนเสียงเพลงลูกทุ่งดังขึ้น
ผมขับรถไปเรื่อยๆ บรรยากาศตอนนั้นเริ่มจะมืดแล้ว พระอาทิตย์ก็เริ่มคล้อยต่ำ
มองไปข้างหน้า เป็นทุ่งนาสองข้างทาง รู้สึกเพลงมันเข้ากับบรรยากาศเหลือเกิน
ผมก็เลยบอกแฟนไปว่า. . . เพลงเพราะจัง เข้ากับบรรยากาศเลย

 

แฟนผมเขาเป็นคนที่ชอบขี้แกล้ง แฟนก็พูดหยอกขึ้นว่าไม่เห็นเข้ากันเลย น่าจะเปิดเพลงผีตากผ้าอ้อมมากกว่า
พูดจ อยู่ๆวิทยุก็กลายเป็นเสียง ซ่าๆ คล้ายๆไม่มีคลื่น เสียงเพลงก็เลยขาดๆหายๆ ไป
ผมก็เลยพูดว่า. . . “อ้าว! ไม่มีคลื่นละ กำลังโรแมนติกเลย”

 

แฟนก็เลยกดปุ่มเลื่อนหาคลื่นไปมา ก็ยังได้ยินแต่เสียงซ่าๆอยู่
สักพัก ก็ได้ยินเสียง ผู้หญิงดังขึ้น ว่า “ฉัน” แล้วก็ตัดไปเป็นเสียงซ่าๆ…อีก
แฟนก็สแกนหาคลื่นใหม่ ก็มีเสียงพูดขึ้นว่า “หนู” แล้วก็กลายเป็นเสียงซ่า….
แฟนก็สแกนหาคลื่นใหม่ สักพักก็มีเสียงดังขึ้นว่า “กู” แล้วก็กลายเป็นเสียงซ่าอีกครั้ง

 

แฟนก็ตกใจ ร้อง “เฮ้ย ! ไม่ฟังแล้ว” แล้วก็รีบปิดวิทยุไป
ตอนนั้น. . . ผมรู้ว่าเขาอยากถามว่าผมได้ยินเหมือนเขาไหม แต่เขาเหมือนเก็บอาการ ทำราวว่าไม่สนใจ แบบว่าผ่านๆ ไม่ต้องพูดถึง
แล้วก็ทำอะไรกลบเกลื่อนไป

 

เราขับรถมาสักพัก จนแสงแดดเริ่มริบหรี่. . . ผมก็รู้สึกปวดฉี่ ก็เลยแวะปั้มเพื่อเข้าห้องน้ำ
พอจอดรถได้ ก็ถามแฟนว่า. . . “จะเข้าห้องน้ำไหม”
แฟนก็บอกว่าไม่เข้า ผมก็เลยไม่ได้ดับเครื่องแล้วก็รีบเปิดประตูรถ วิ่งไปเข้าห้องน้ำ
ทำธุระจนเสร็จสรรพ มองกลับมาที่รถเห็นแฟนนั่งก้มหน้า คงเล่นมือถืออยู่ในรถ
พอมาถึงรถก็เปิดประตูเข้าไปนั่ง ใส่เกียร์ถอย เพื่อจะถอยรถ ตาก็มองที่กระจกมองหลังตลอด
แต่พอรถถอยได้นิดหนึ่ง อยู่ๆก็ได้ยินเสียงเคาะกระจกฝั่งตรงข้ามดังขึ้น

 

ผมรีบหันไปมอง. . . เห็นแฟนยืนก้มตัวอยู่นอกรถมองเข้ามาที่ผม “จะไปไหน หนูยังไม่ขึ้นรถเลย”

ผมตกใจ. . . “อ้าว ลงไปตั้งแต่เมื่อไหร่”

แล้วแฟนก็รีบเปิดประตูขึ้นมา . . . “หนูยืนซื้อขนมอยู่ข้างๆนี่ พี่ไม่เห็นเหรอ”

ผมตกใจ ใจก็แว๊บคิดถึงภาพที่เห็นผู้หญิงผมยาวนั่งก้มหน้าอยู่ในรถ. . . อ้าวไม่ใช่แฟนเราหรอกหรือ?
ผมนึกในใจ. . . เอ หรือว่าจะตาฝาด?
อาจจะเป็นเพราะฟิล์มรถมันมืดๆด้วย. . . ตาเราอาจจะจินตนาการไปเองว่าแฟนนั่งอยู่ข้างใน

ตอนนั้นก็ไม่รู้จะตอบแฟนว่ายังไง ได้ยินแต่เสียงแฟนบ่นว่า โหย..จะทิ้งกันเสียแล้ว

 

กลับถึงกรุงเทพก็ราวๆ สองทุ่มเศษๆ เลยไปส่งแฟนที่บ้านเขา ด้วยความที่มันมืดค่ำแล้วรถในหมู่บ้านจึงจอดเต็มถนน
ผมเลยต้องเอารถไปจอดหน้าบ้านแฟน แล้วก็พากันขนของกินของฝากและกระเป๋า เข้าบ้านกัน

 

ที่บ้านมีแม่แฟนกับน้องๆแฟนอยู่กัน ส่วนพ่อยังไม่กลับมาจากข้างนอก แม่แฟนชวนผมอยู่ทานอาหารด้วยกันก่อน ค่อยกลับ

 

หลังจากพากันเตรียมอาหารอยู่พักหนึ่ง ก็มานั่งทานข้าวกันที่โถงรับแขก
ไม่นานพ่อแฟนก็กลับเข้ามาจากข้างนอก พ่อถามว่า “กลับมากันแล้วหรือ” ว่าแล้วก็เดินเข้ามาข้างใน

แล้วพ่อก็พูดขึ้นอีกว่า. . . “ทำไมให้เพื่อนรอล่ะลูก ไม่ชวนมาทานข้าวด้วยกัน”

แฟนก็หันไปหา แล้วก็พูดขึ้นว่า “เพื่อนไหนพ่อ”
ไม่ทันจะถามต่อ พ่อก็พูดสวนขึ้นว่า “ก็เพื่อนที่นั่งอยู่ในรถไง ผมยาวๆ หน้าขาวๆ พ่อเดินผ่านเห็นแต่นั่งก้มหน้าอยู่”
พอได้ยิน ผมนี่ขนลุกซู่เลย อดนึกถึงผู้หญิงคนที่ผมเห็นตอนออกมาจากห้องน้ำที่ปั้มทันที
นึกในใจ . . .“ไม่ได้อำใช่ไหม”

 

แฟนก็พูดขึ้นว่า “ไม่มีพ่อ มากันแค่สองคนนี่แหละ พ่อตาฝาดแล้ว“ พ่อแฟนก็ทำหน้า งงๆ “อ้าวหรือ ! มากันแค่สองคนหรือ !”
ว่าแล้วแกก็เดินเลยไปในครัว ไปเข้าห้องน้ำ แฟนก็พูดขึ้นว่า “พ่อแกแก่แล้ว ก็อย่างนี้แหละ เห็นไรไปทั่ว ตู่โน้นตู่นี่ไปทั่ว“

 

หลังจากนั่งทานข้าวด้วยกันแล้ว ผมก็นั่งเล่นอยู่บ้านแฟนสักพักก็ขอตัวกลับ
ระหว่างทางขับรถกลับคอนโด ก็คิดมาตลอดทาง ว่าที่พ่อแฟนพูดมันเรื่องจริงหรือเปล่า? หรือมันแค่เรื่องบังเอิญที่แกอาจจะตาฝ้าฟางเห็นอะไรส่งเดชไป
แล้วดันบังเอิญมาตรงกับที่เราเคยเห็น แต่ก็พยายามจะไม่คิดอะไรมาก สงสัยเราจะเพลียจากการขับรถมากเกินไปเองก็ได้

 

เช้าวันต่อมา ผมเดินทางไปทำงานตามปกติ จนถึงช่วงบ่ายๆ ท้องฟ้าก็เริ่มมืดครึ้ม จนข้างนอกแทบจะกลายเป็นกลางคืน
สักพักฝนก็เริ่มลงเม็ด มีเพื่อนที่ทำงานคนหนึ่งเดินไปที่หน้าต่าง แล้วเอามือดึงม่านหน้าต่างมู่ลี่ลง เพื่อดูบรรยากาศข้างนอก
เขาก็ตกใจ หันเข้ามาข้างในแล้วก็พูดว่า “เฮ้ย พี่ ! รถพี่หรือเปล่าอะ ! ทำไมประตูมันเปิดอ้าออกมา “

 

เพื่อนที่ทำงานมองมาที่ผม ผมรีบลุกขึ้นไปดู มองผ่านหน้าต่างลงไปที่ลานจอดรถด้านหน้าบริษัท
จริงๆด้วย รถผมตรงประตูด้านหลังเปิดอ้าออกมาอยู่คันเดียว! ตอนนั้นรู้สึกงง ว่าอยู่ๆประตูมันเปิดอ้าแบบนั้นได้ไง
ฝนก็เริ่มตกหนัก พอเห็นแบบนั้นก็รีบวิ่งลงไปข้างล่าง แล้ววิ่งผ่าสายฝนไปที่รถทันที
พอถึงรถผมก็ชะโงกหน้าเข้าไปดูข้างในว่าไม่มีใครอยู่ในรถใช่ไหม พอเห็นไม่มีใคร ผมก็รีบออกมาปิดประตูรถอย่างเร็ว
แล้วรีบวิ่งเข้ามาในออฟฟิศ เนื้อตัวเปียกมอมแมมไปหมด

 

พอขึ้นมาชั้นสอง เพื่อนร่วมงานก็แซว โหเปียกหมดเลย
ผมรีบเข้าไปในห้องน้ำ แล้วก็พยายามทำให้ผมแห้ง โดยการสบัดผมไปมา แล้วก็เอากระดาษทิชชู่เช็ดตัวด้วย
ออกมาจากห้องน้ำ เพื่อนคนหนึ่งก็ถามว่า ทำไมลืมปิดประตูรถหละ
ผมก็งง ๆ นึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าลืมปิดตอนไหน จำได้ว่าเราก็ล็อครถอย่างดีแล้วนะ ก็เลยไม่ได้ตอบอะไรเพื่อนไป

 

นั่งทำงานต่ออยู่สักพัก อยู่ๆก็ได้ยินเสียงแตรรถดังขึ้น เป็นระยะๆ
เหมือนเสียงแบบเตือนกันขโมยดัง น้องที่อยู่แถวข้างๆหน้าต่างมองลงไปที่ลานจอด ก็หันมาที่ผมแล้วก็บอกว่า
“พี่ รถพี่มันดัง”

 

ผมรีบเดินไปดูอีก ก็เห็นรถมีไฟเลี้ยวกระพริบพร้อมกัน พร้อมกับเสียงสัญญาณกันขโมย
ผมก็เลยพูดว่า “อ้อ พี่ลืมกดล็อครถ“ ว่าแล้วก็ เอากุญแจชี้ไปที่รถ แล้วก็กดปุ่มรีโมทที่กุญแจรถ แล้วเสียงก็เงียบไป

 

เย็นวันนั้น เนื่องจากฝนตก กว่าจะกลับถึงบ้านก็มืดค่ำพอสมควร แต่โชคดีที่ได้ที่จอดรถว่างอยู่ช่องหนึ่งพอดี
สงสัยคงติดฝนกันอยู่ ก็เลยทำให้พอมีที่จอดรถเหลือ เพราะที่คอนโดปกติถ้ามามืดค่ำเกินไป ที่จอดรถจะไม่มี
จะต้องจอดหลังตึกซ้อนๆคันกันแล้วต้องทิ้งกุญแจรถไว้กับ รปภ เพื่อขับขยับรถได้
วันนี้ผมเลยโชคดีได้ที่จอด ไม่ต้องฝากกุญแจ

 

หลังจากขึ้นห้อง ประมาณสี่ทุ่มผมก็หลับไป มารู้สึกตัวอีกที ตอนได้ยินเสียงคนมาเคาะประตูห้อง
“เฮีย เฮีย” แล้วก็มีเสียงเคาะประตูตึงๆ
ผมสะดุงตื่น รีบลุกมาเปิดไฟ แล้วก็หันไปมองนาฬิกา ตอนนั้นประมาณตีสองเศษได้
ผมรีบเดินไปแง้มประตู ก็เห็น รปภ. วัยกลางคน ยื่นอยู่หน้าห้อง
ผมเปิดประตูออกไป แล้วก็ถามว่า. . . “มีอะไรครับ”
รปภ. คนนั้นก็พูดว่า. . . “เฮีย รถเฮียมันร้องเสียงดัง ทั้งคืนเลย สงสัยกันขโมยของเฮียมันเสียหรือเปล่า”
ผมก็ ตกใจเล็กน้อย. . . “อ้าว มันดังขึ้นมาเองเลยหรือครับ”
รปภ. คนนั้นก็ตอบว่า. . . “ครับ ดังนานด้วยกว่าจะหยุด ”
ผมก็เลยเดินไปหยิบกุญแจรถ เอาไปให้ รปภ คนนั้น แล้วก็พูดว่า. . . “งั้นฝากกุญแจไว้แล้วกันครับ”
รปภ ก็รับกุญแจ แล้วก็เดินกลับไป
ในใจผมก็นึกว่า. . . หรือว่ามันจะเสียตอนที่ประตูเปิดอ้าแล้วฝนตก เมื่อช่วงบ่าย

 

เช้าวันต่อมาผมก็ขับรถไปทำงานตามปกติ
แต่ก็มีเรื่องเหตุการณ์เมื่อคืน ทำให้ต้องคิด สงสัยจะมีเรื่องเสียตังส์อีกแน่เลย
“ต้องเอารถไปเข้าอู่อีกแล้ว เฮ้ย เซ็งจังเลย”

 

วันนี้ผมนั่งทำงานอยู่จนถึงค่ำ
ช่วงที่กำลังจะกลับ อยู่ๆพี่ผู้หญิงฝ่ายบัญชี ก็มาขอติดรถไปลงปากซอยด้วย
แกมีลูกอายุสาม-สี่ ขวบมาด้วย
ปกติแกจะเอารถมาทำงาน ช่วงเย็นแกก็จะแวะไปรับลูกที่ เนอสรี่
แต่วันนี้ แกบอกว่าเอารถไปซ่อม
ก็เลยให้ลูกกลับมาพร้อมกับรถตู้ของเนอสรี่

 

ลูกของพี่เขาเป็นเด็กผู้ชายแก้มป่องดูน่ารักน่าชังดีครับ
พอลงมาจากอ๊อฟฟิต ก็พากันเดินไปขึ้นรถผมที่จอดอยู่หน้าบริษัท
พี่บัญชีเขาก็อุ้มลูกนั่งตัก อยู่ที่เบาะหน้า
หลังจากขับรถออกมาจากบริษัท ลูกของพี่เขาจากที่นั่งอยู่ที่ตักก็เริ่มซน
ปีนข้ามเบาะหน้าไปนั่งเบาะหลังรถ โดยมีพี่บัญชีคอยประคองอยู่ข้างๆ
แกหันไปจับที่ตัวลูกแกแล้วก็บอกว่า “อย่าซนนะลูก นั่งดีๆ”

 

ระหว่างทางผมกับพี่บัญชีก็คุยกันไปมาไม่เป็นสาระ
ขับไปได้สักพัก อยู่ๆลูกของพี่เขาก็ร้องไห้ เสียงดังออกมา
จนพี่บัญชีแกตกใจ รีบหันไปดูลูก “เป็นอะไรลูก”
เด็กก็ร้องไห้ เสียงดังมากขึ้น “ อ๊า..”
พี่บัญชีก็พยายามดึงแขนลูก ตัวเด็กเองก็พยายามจะปีนกลับมานั่งตัก
ผมก็เลยจอดรถเข้าข้างทาง รีบเปิดไฟดู ว่าเด็กไปโดนอะไรหนีบหรือเปล่า
แต่ก็ไม่มีอะไรผิดสังเกต
พอเด็กปีนกลับมานั่งตักแม่ได้ เขาก็ร้องไห้ บอกว่า “จะลง จะลง”
พี่เขาก็บอกว่า “เดี๋ยวก็ถึงแล้วนี่ อีกนิดเดียว”
เด็กก็ร้องไห้จ้า “ไม่เอาหนูกลัว อา.. อ๊า..แง..” ร้องเสียงดัง
พี่บัญชีก็ถามว่า “กลัวอะไร”
เด็กร้องตอบว่า “กลัวผี ผีผมยาวตาแดง”
ผมนี่เย็นหลังวาบขึ้นมาเลย ในใจก็นึกถึงภาพผู้หญิงผมยาวที่ปั้มขึ้นมาอีก
อุตสาห์ลืมไปแล้วนะ

 

แต่ขณะเดียวกัน ก็ได้ยินเสียงหัวเราะของพี่บัญชี แล้วก็หันมาบอกผมว่า
“เด็กมันดูคลิปผีอะ มันคงเก็บเอามาคิด งั้นพี่ลงตรงนี้แหละนะ แล้วเจอกัน”
ว่าแล้วแกก็อุ้มลูกเปิดประตูรถลงไป

 

ทิ้งให้ผมนั่งขนหัวลุกอยู่คนเดียวในรถ
ระหว่างทางขับรถไป บอกตรงๆไม่อยากมองกระจกมองหลังเลย
แล้วก็รู้สึกเหมือนว่ามีคนนั่งอยู่ที่เบาะหลังตลอดเวลา
นี่เราคิดไปเองใช่ไหม มันคงไม่มีอะไรหรอกใช่ไหม
พยายามจะไม่คิดเรื่องแบบนั้น

 

กลับถึงคอนโด วันนี้ไม่มีที่จอดรถ
ก็เลยต้องจอดแบบซ้อนคัน แล้วฝากกุญแจไว้กับ รปภ
เพื่อให้เขาขยับรถได้เวลามีรถอื่นจะเข้าหรือจะจอด
พอขึ้นห้อง อาบน้ำเสร็จแฟนโทรมาคุย สักพัก ก็หลับไป

 

เช้าวันต่อมา ไปทำงานตามปกติ ช่วงเย็นหลังเลิกงาน ผมไปรับแฟนไปทานข้าวด้วยกัน
พอแฟนเห็นหน้าผมเขาก็ทักว่า ทำไมหน้าผมดูหมองๆ คล้ำๆ
ผมก็เลยตอบแบบปัดๆไปว่า “พอดีออกไซด์งานตากแดดเยอะไปหน่อย”
หลังจากทานข้าวเสร็จ ก็ไปส่งแฟนที่บ้าน นั่งคุยกันอยู่ดีๆ
อยู่ๆวิทยุก็เปิดเพลงเสียงดังขึ้นมาเองได้
จนแฟนตกใจ ร้องกรี๊ด
ผมก็ตกใจ “เฮ๊ย..! มันเปิดได้ไงวะ”
แฟนก็ หอบเล็กน้อย “โห ตกใจหมดเลยพี่ ทำไมมันเปิดเองได้”
ผมก็บอกว่า “ไม่รู้เหมือนกัน”
นั่งนึกคำพูดอยู่พักหนึ่ง ก็พูดขึ้นว่า
“สงสัยมันรวนมั้ง เมื่อวานก่อน ก็เหมือนสัญญาณกันขโมยมันเสีย
พี่ว่าจะเอาเข้าไปให้อู่ดูอยู่ว่ามันเป็นอะไร
หรือว่าตอนช่างติดตั้งเครื่องเสียงใหม่ มันทำอะไรช๊อตหรือเปล่าไม่รู้
สัญญาณกันขโมยก็เลยรวนไปด้วย”

 

พอแฟนได้ฟัง เขาก็หันมามอง มือทาบอยู่อก “โหเล่นเอาซะ ตกใจหมดเลย”
หลังจากส่งแฟนเสร็จก็กลับมาที่คอนโด
และก็เช่นเคย ต้องฝากกุญแจรถไว้กับ รปภ ให้ช่วยขยับรถให้

 

ตื่นเช้ามา วันนี้ออกไปทำงานแต่เช้า ผมเดินไปเอากุญแจรถกับ รปภ
เห็น รปภ ที่เคยเจอประจำ มองหน้าผม แบบเลิ่กลั่กเลิ่กลั่ก
เหมือนมีอะไรจะพูด แต่ก็ไม่พูด
ยืนกุญแจมาให้ผม ผมเลยถามว่ารถจอดอยู่ตรงไหนครับ
รปภ ชี้ไปด้านหน้าตึก แล้วผมก็เดินไปที่รถตามที่ รปภ ชี้

 

พอไปถึงรถ เปิดรถเข้าไป อยู่ๆก็ได้กลิ่นคราวเลือด ลอยออกมาจากข้างในรถ
ผมมองไปที่ด้านล่างของประตูรถ ที่เท้าเราจะเหยียบก่อนขึ้นรถ มีเลือดติดอยู่ จางๆ
ผมตกใจ “เฮ้ย ทำไมรถมีเลือดวะ”
ผมเลยรีบเดินกลับไปถาม รปภ ว่าเลือดอะไร

 

พอไปถึงก็เจอ รปภ มองมาที่ผมพอดี ผมก็เลยถามไปว่า “ที่รถผมทำไมมีเลือด”
รปภ ทำสีหน้าเจื่อนๆ แล้วก็เล่าให้ฟังว่า
เมื่อคืน ประมาณตีสองเขาไปขยับรถผมไปจอดอีกที่หนึ่ง
ช่วงที่กำลังรอรถคันอื่นขยับ เขาเลยเปิดวิทยุฟังไปพรางๆ
แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปคลื่นไหน ก็เจอแต่เสียงผู้หญิงร้องไห้
เขาก็เลยกลัวจนต้องรีบปิดวิทยุไป
แล้วก็ให้น้องอีกคนมาขับขยับรถต่อ

 

หลังจากขยับรถเสร็จ น้องมันก็เผลอหลับในรถ
พอเดินไปตรวจดู พอดีก็เห็นน้องมันนอนชักดิ้นชักงออยู่ในรถ เลือดกบปาก

 

รปภ เล่าต่อ

“ผมนึกว่ามันเป็นโรคลมชัก เลยรีบเข้าไปช่วยออกมา ปรากฏว่า พอมันฟื้น”
“มันบอกว่ามันโดนผีอำ มาบีบคอมัน จะขยับตัวก็ขยับไม่ได้ ตัวเกร็งไปหมด”
“ปากก็เกร็งจนมันกัดปากตัวเองเลือดออกกบปาก”

รปภ หันมามองผม แล้วก็ถามว่า “เฮียรถเฮียไม่ได้ไปชนอะไรมาใช่ไหม”

 

ผมฟังแล้ว งง กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนนึกอะไรไม่ออก
จน รปภ ต้องมาถามผมซ้ำ ว่า “เฮียรถเฮียไม่ได้ไปชนอะไรมาใช่ไหม”
ผมก็บอกว่า “เปล่านะ”
รปภ ก็เลยบอกว่า “เฮียเอารถไปวัดหน่อยก็ดีนะ พวกผมเจอแบบนี้ ผมไม่กล้าจับรถเฮียแล้ว”

 

ระหว่างขับรถไปทำงาน ผมก็นึกมาตลอดทาง ผีผมยาวที่เราเห็นคงไม่ใช่คิดไปเองแล้วหละ
แล้วก็พยายามนึกลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ก่อนจะเจอผีเราไปทำอะไรมา
นึกไปถึงเหตุการณ์ก่อนจะเจอผีผมยาว จำได้ว่าแฟนเปิดวิทยุฟังแล้วได้ยินเสียงประหลาด
แล้ววันก่อนวิทยุก็เปิดเองอีก แล้วล่าสุด รปภ ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ในวิทยุอีก
ผมขับรถไปขนลูกซู่ไป

 

หลังจากถึงที่ทำงาน ผมก็โทรไปหาเพื่อนผม คนที่ขายวิทยุรถยนต์ให้ผม
เพื่อถามมันว่า วิทยุที่ขายให้ผม มันไปเอามาจากไหน

 

พอโทรไปหาเพื่อน ถามมันว่า วิทยุที่มันเอามาขายให้ มันไปเอามาจากไหน
มันก็ถามใหญ่เลยว่า ทำไมหรือ มีปัญหาอะไร มันพังแล้วหรือ
ผมก็บอกว่า เปล่าไม่ได้พัง แต่อยากรู้
แล้วก็เลย คะยั้นคะยอ ให้มันบอก ว่าเอาวิทยุนั่นมาจากไหน

 

สุดท้ายมันก็เลยบอกว่า
มีเด็กๆวัยรุ่นแถวบ้านมันนั่นแหละ ไปงัดมาจากซากรถที่ชนกัน ที่จอดเก็บอยู่หลังโรงพัก

 

พอผมได้ยินผมก็อึ้งไปนิดหนึ่ง แล้วก็ถามว่า แล้วรู้ไหม วิทยุอันที่เอามา
งัดมาจากรถคันไหน รถคนนั้นมีคนตายหรือเปล่า
พอเริ่มถามหนัก เพื่อนก็เริ่มสงสัย ถามย้อนผมมาว่า
อ้าว มีอะไรทำไมถามแบบนั้น

 

ผมก็ยังไม่เล่าอะไรให้มันฟัง แล้วก็ยืนยันคำถามเดิม
เพื่อนมันก็บอกว่า มันไม่รู้หรอกว่างัดเอามาจากรถคันไหนเพราะมันมีตั้งหลายคัน
แต่รู้ว่าส่วนใหญ่มีแต่ชนกันบาดเจ็บนะ ไม่มีใครตาย

 

พอรู้ดังนั้น ผมก็เลย บอกว่า แค่นี้ก่อน พอดีมีงานเข้า แล้วจะไปเล่าให้ฟังทีหลัง

 

วางหูเสร็จ ผมก็ไปทำงานตามปกติ จนกระทั้งถึงช่วงพักกลางวัน
ผมก็เลย ขับรถ แวะไปที่อู่แถวที่ทำงาน ให้เขาถอดวิทยุเครื่องนั้นออกให้
แล้วก็เอาเครื่องเก่าที่ทิ้งอยู่กระโปรงหลังมาใส่คืน

 

หลังจากเปลี่ยนเสร็จ ช่างก็หันมาถาม ว่า
“เปลี่ยนทำไมครับ ยังดีๆอยู่เลย แถมมันยังเป็นรุ่นใหม่กว่าเครื่องนี้อีก “
ผมก็เลยบอกว่า
“ไม่ค่อยถูกใจเสียงมันเท่าไหร่ แล้วช่างจะรับซื้อหรือเปล่าหละ”

 

ช่างมองหน้าผม แล้วก็พูดว่า “เดี๋ยวนะ ถามเจ๊ดูก่อน“
ว่าแล้วช่างก็เดินถือวิทยุเดินเข้าไปถามเจ้าของอู่ที่อยู่ในร้าน

 

ผมมองตามไป ก็อดนึกสงสารไม่ได้
(mึงเอ้ย ถ้าขืนซื้อไปหละก้อ ไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันทั้งคืนแน่)
พอช่างเดินกลับมา บอกราคาว่าจะรับซื้อเท่าไหร่
ผมก็เลยบอกว่า “ เปลี่ยนใจแล้วไม่ขายดีกว่า “
ช่างก็ทำหน้า งง ๆ คงแปลกใจที่วันนี้เจอลูกค้าแปลกๆอย่างผม

 

หลังจากออกมาจากอู่ ผมก็ขับรถแวะเข้าวัดแถวนั้น
เพื่อให้หลวงพ่อพรมน้ำมนต์ และเอาวิทยุไปถวายวัด

 

หลังจากเสร็จธุระ ผมก็กลับเข้าไปทำงานตามปกติ แต่ไม่นานก็ถึงเวลาเลิกงาน
วันนี้เป็นวันที่ผมรู้สึก สบายใจที่สุดในการขับรถกลับบ้าน
รู้สึกสมองมันโล่ง..ปลอดโปร่งไปหมด ไม่มีอะไรให้ต้องคิดกังวลอีกแล้ว

 

พอไปถึงคอนโด ผมก็บอกกับ รปภ ที่รับฝากกุญแจรถ ว่า
“วันนี้ผมเอารถไปวัดมา พรมน้ำมนต์ทั้งคันแล้ว แล้วก็เปลี่ยนวิทยุใหม่ด้วย”
รปภ มองหน้าผมแบบ งง ๆ คงอยากจะถามว่าทำไมต้องเปลี่ยนวิทยุ
แต่ก็ไม่ถามอะไรผม

 

เช้าวันต่อมา
ผมไปทำงานตามปกติ จนถึงเย็น
วันนี้ มีนัดกับแฟน ไปทานเล้งกัน พอเลิกงานผมก็ขับรถมุ่งตรงไปรับแฟน
ตามที่นัดไว้
พอเจอแฟน คุยกันไปมาสักพัก อยู่ๆแฟนก็ทักว่า อ้าวพี่เปลี่ยนวิทยุแล้วหรือ
ผมก็เลยบอกว่า อืมใช่ ก็ คราวที่แล้วมันเสียไง ที่มันเปิดเอง พี่ก็เลยเปลี่ยน
เอาตัวเก่ามาใช้
แล้วแฟนก็พูดว่า อ๋อ ของถูกก็อย่างนี้แหละ เสียง่าย ทีหลังพี่ก็อย่าซื้อ
ของมือสองแบบนี้อีกนะ

 

พอทานข้าวกันเสร็จ ผมก็ขับรถไปส่งแฟนที่บ้าน
ช่วงที่กำลังจะเลี้ยวรถเข้าซอยบ้านแฟน พอมองกระจกข้างแล้ว
เห็นว่า ไม่มีรถตามมา ผมก็เลยเลี้ยวซ้ายเข้าซอย
อยู่ๆก็ได้ยินเสียง แตร มอเตอร์ไซด์ บีบดังลั่น พร้อมกับเสียงแฟนร้อง
ว้าย… พี่ ระวัง
ผมรีบเหยีบเบรค มอเตอร์ไซด์ที่บีบแตรลั่น ก็พุ่งแซงซ้ายไปอย่างรวดเร็ว
แฟนก็โวยวาย พี่ไม่เห็นหรือมอเตอร์ไซด์ด้านซ้าย
ผมก็บอกว่า มองกระจกข้างแล้วไม่เห็นรถสักคันเลยนะ มันมาจากไหนของมัน
แฟนก็บอกว่า หนูเห็นแล้ว นึกว่าพี่จะชะลอให้เขาไปก่อน
พอผมตั้งสติได้ก็ค่อยๆขับเลี้ยวเข้าซอยต่อ ใจคอเริ่มไม่ค่อยดียังไงไม่รู้

 

เช้าวันต่อมา วันนี้เป็นวันหยุด
ช่วงสายๆ ก็เลยออกไปรับแฟนไปเที่ยวกับไปไหว้พระกัน
พอรับแฟนได้ ระหว่างเดินทาง แฟนอยากกินชา ก็เลยบอกให้แวะปั้ม
ผมนั่งรอแฟนอยู่ในรถ แฟนลงไปซื้อชาในร้านที่มีชื่อเสียงพอสมควร
ผมรอนานมาก เกือบ 40 กว่านาที เลยรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา
พอแฟนกลับมาพร้อมชาที่เธออยากกิน
ผมก็เลยบ่นไปว่า ทำไมชอบติดเบรนด์ ร้านอื่นกินไม่ได้หรือไง
แฟนก็เลย โกรธ ก็เลยทะเลาะกัน
ระหว่างทางที่ขับรถไป ก็รู้สึกอึดอัดกันทั้งคู่
เราก็ทะเลาะกันเรื่องกินชา ผมก็ว่าแฟนไปว่า ซื้อมาทีไรก็กินไม่หมด
รอก็นาน ทำไมไม่รีบกิน รีบทิ้งไป เดี๋ยวดูนะ พอลงไปเดินเที่ยวก็ถือไปอีก
เดี๋ยวก็เดือนร้อนหาที่ทิ้งกันอีก
เขาก็ด่าผมสวนกลับมาเหมือนกัน ว่าผมต่างๆนาๆ หลายอย่าง

 

ส่วนตัวผมเอง ก็งงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนทำตัวไม่ถูกว่าจะเอายังไง
ได้แต่ใจลอยขับรถต่อไปแบบไม่มีจุดหมาย แต่ตั้งใจจะไปวัดนี้ เราก็ต้องไปให้ถึงสิ
ว่าแล้วผมก็ขับรถต่อไป ตามจุดหมายที่ตั้งใจ หลังจากไปถึงที่หมายอย่างตั้งใจแล้ว พอตกเย็นผมก็ขับกลับ

 

ขับรถมาได้สักพัก ท้องฟ้าก็เริ่มสลัว ช่วงนี้มืดเร็วกว่าปกติ ยังหกโมงอยู่ ก็มืดเสียแล้ว
ในใจก็คิดถึงแต่เรื่องแฟน ที่เรามาทะเลาะกัน ใจหนึ่งก็รู้สึก โกธรและน้อยใจที่อะไรอะไรก็ไม่ได้ดังใจ

 

ช่วงที่ผมกำลังคิดอะไรเพลินๆอยู่นั้น อยู่ๆก็มี วัวตัวใหญ่ วิ่งตัดหน้ารถผม จนผมตกใจรีบเหยีบเบรค
แล้วหักพวงมาลัยหลบเข้าข้างทาง อย่างเร็วจนรถตกลงไปไหล่ทาง
กระดอนกระเด็นไปตามพื้นที่ขรุขระ ตัวผมและแฟนก็กระเด้งกระดอน หัวโขก ไปมากับหลังคารถ
รถก็พุงไปไม่หยุด จนอีกนิดเดียวมันจะตกคูน้ำ แต่โชคดีที่มันหยุดเสียก่อน

 

พอรถหยุด ผมก็สำรวจรอบตัวว่ามีอะไรเสียหายบ้างไหม
พอไม่มีอะไรเป็นอะไร ก็หันไปดู วัวตัวที่วิ่งตัดหน้าผม
ปรากฏว่าไม่มี วัวตัวนั้นอยู่กลางถนน
ผมมองไปรอบๆ กว้างๆ ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของมัน
รถลาก็วิ่งขวักไขว่กันตามปกติ

 

เฮ้ย นี่มันอะไรกันนี่
ผมลองสตาร์ทรถดู ปรากฏว่า สตาร์ทติด
แล้วผมก็เลยค่อยๆ ถอยหลังออกมา จนกระทั้งขับขึ้นถนนได้

 

พอขับออกมาได้ นิดหนึ่ง ผมรู้สึกว่า เหมือนมีปัญหาที่ล้อ
เพราะ พวงมาลัยมันดัง กึก กึก เหมือนล้อจะหลุดยังไงไม่รู้
ผมก็เลยจอดรถแล้วก็ลงไปดู ก้มไปดูใต้ท้องรถ กับดูล้อรถ
มีดินที่ผมตกลงไปไหล่ทาง เกาะติดตามคัดซีหน้าเต็มไปหมด
กันชนหน้าก็เหมือนจะแตก
ผมก็เลยค่อยๆขับไปตามถนนช้าๆ ใจก็ภาวะนาว่าอย่าพึ่งเป็นไรนะ
เพราะมันเริ่มมืดแล้ว ยังไงก็ขอให้เข้าอู่ก่อนนะ

 

ขับไปได้ไม่นานก็เจออู่แถวๆนั้น ก็เลยแวะไปให้เขาดู
เขาก็ดูให้ สักพัก ก็บอกว่า น่าจะเป็นลูกหมากล้อหน้ามันแตก
แต่ก็พอขับไปได้อยู่ ถ้าจะเปลี่ยนก็ต้องทิ้งรถไว้ เพราะร้านเขาจะปิดแล้ว
ผมก็เลยตัดสินใจขับกลับ

 

เช้าวันต่อมา
สายๆ ผมเอารถไปเข้าอู่แถวๆที่พัก แต่ไม่มีร้านไหนเปิดเลย
จนต้องขับรถตะเวณหาอยู่พักใหญ่ พอเจอร้านก็เล่าอาการให้เขาฟัง
แล้วก็นัดช่างว่าจะมาเอารถช่วงเย็นๆ

 

พอถึงช่วงเย็น ผมก็นั่งแท๊กซี่กลับไปเอารถที่อู่
พอถึงอู่ รถผมจอดอยู่ด้านหน้าร้าน เฮียเจ้าของอู่เดินมาหาผม
เดินเอากุญแจมาให้ ผมถามว่าเท่าไหร่ครับ เฮียแกบอกราคา
แล้วผมก็จ่ายเงินไปให้แก
แกเดินไปเอาเงินทอนให้ผมในร้าน
ผมยืนรออยู่หน้าร้าน เฮียก็กวักมือเรียกผมให้เข้าไปเอาเงินทอน
พอไปถึง แกก็พูดเหมือนกระสิบกับผมว่า. . .

 

“อย่าหาว่าละลาบละล้วงเลยนะ คุณไปชนอะไรมาใช่ไหม”

 

พอผมได้ยินผมก็ งงๆ
ผมก็บอกไปว่า “เปล่า ผม หักหลบวัว แล้วรถมันตกไปที่ไหล่ทางเท่านั้น”

เฮียแกก็พูดต่อ
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องปิดบังหรอก แค่อยากจะรู้เฉยๆ จะได้ทำบุญให้เขาได้ถูก”

พูดจบผมก็สงสัย
“มีอะไรหรือเปล่าครับเฮีย”

เฮียมองหน้าผม แล้วก็พูดต่อ
“คุณรู้ไหม ลูกน้องผมเกือบตาย เพราะรถคุณมันจะหล่นลงมาทับ”

ผมก็ตกใจ
“หา ! อะไรนะเฮีย”

แกก็เล่าต่อว่า
“ก็ลูกน้องอั้วกำลังซ่อมอยู่ใต้ท้องรถ อยู่ๆแม่แรงมันก็ ผ่อนระดับลงมาเอง
จนท้องรถวูบมามากระแทกหน้าช่าง หัวแตกเลย อั้วก็วิ่งไปช่วยมันออกมาจากใต้ท้องรถ
อั้วก็ถามมันนะ ว่าทำไ แม่แรงมันผ่อนแรงเอง มันก็ตอบว่า มันไม่รู้เหมือนกัน แต่ก่อนที่จะมีเรื่อง
มันซ่อมๆอยู่ใต้ท้องรถ แล้วมันดันมองลอดช่องใต้ตัวถังขึ้นไปตรงเบาะนั่ง
แล้วเจอผู้หญิงผมยาวนั่งก้มหน้าอยู่ พอมันตกใจปุ๊บเหล็กก็หล่นมาฟาดหน้ามันเลย แบบไม่ได้ตั้งตัว

 

ผมนี่เสียวหลังวาบเลย เฮ้ย..ยังอยู่อีกหรือ ผมนึกในใจ

 

เฮียแกก็มองหน้าผม แล้วก็พูดว่า
“อั้วก็เลยให้ลูกน้องมันพักไปครึ่งวัน”

เฮียเอียงตัวมากระซิบผม
“รถลื้อ ไม่มีใครตายใช่ไหม”

ผมก็เลยบอกว่า “ไม่มีจริงๆเฮีย”

 

หลังจากออกจากอู่ได้ ผมก็ขับกลับคอนโดทันที
แล้วก็รีบโทรหาเพื่อนผมคนนั้น
เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทุกอย่างให้เพื่อนผมฟัง
พอมันฟังแล้ว มันก็รับปากว่า เดี๋ยวมันจะไปถาม พวกเด็กวัยรุ่นพวกนั้นให้

 

ผมรอโทรศัพท์มันด้วยความกระวนกระวายใจ
ประมาณสามทุ่มกว่ามันก็โทรมา แล้วก็เล่าให้ฟังว่า…

“เด็กมันไม่รู้หรอกว่า เอามาจากรถคันไหน แต่ถ้าถามว่า มีรถที่ชนกันแล้วมีผู้เสียชีวิตด้วยไหม อะ มีอยู่แค่คันเดียว”
“คือเป็นรถเก๋งชนกับสิบล้อ คนในรถตายหมด คนขับสิบล้อรอด คนที่ขับรถเก๋งเสียชีวิตคาที่”
“แล้วก็มีหญิงแก่คนหนึ่ง กับ หญิงสาววัยรุ่น ถูกอัดก๊อบปี้ติดอยู่ในซากรถ แต่ช่วยออกมาไม่ทัน ขาดใจตายเสียก่อน”

 

นั้นไง กูว่าแล้ว
ผีที่อยู่ในรถกู กูว่าเป็นหญิงสาววัยรุ่นคนนั้นแหละ ก็เห็นกะตามาแล้ว

 

เพื่อนมันก็ถามย้ำ จริงหรือวะ
ผมก็ตอบว่า ถ้าไม่จริง กูจะโทรมาหาทำไมวะ

 

แล้วเพื่อนก็ถามว่า ” แล้วจะเอายังไงต่อไป ”
ผมก็ถามว่า ต้องรู้ว่าหญิงวัยรุ่นคนที่ตายชื่ออะไรบ้านอยู่ที่ไหน
เพื่อนก็เลยบอกว่า มันตอบไม่ได้หรอก แต่มีคนที่พอจะหาข้อมูลให้ได้
มันก็เลยบอกผมให้โทรไปหาไอ้ชัย ไอ้ชัยมันเป็นตำรวจอยู่ที่ สน. นั้น
เขาเป็นเพื่อนสมัยประถม แต่ก็ไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่

 

คืนนั้นผมลองโทรไปหาไอ้ชัยตามที่เพื่อนแนะนำ
พอชัยรับสาย ผมก็ขอให้เขาช่วยหาข้อมูลประวัติคนตายที่ขับเก๋งชนสิบล้อให้ด้วย
ชัยรับปากว่าจะหา แต่ต้องใช้เวลาสักพัก

 

เช้าวันต่อมา
ผมไปทำงานตามปกติ จนกระทั่ง สายๆ ชัยก็โทรมา แล้วเล่าเรื่องราวผู้หญิงคนนั้นให้ฟังว่า
ผู้หญิงถูกซื้อตัวมาจากชายแดน เป็นชาวไทยใหญ่ อยู่จังหวัดชายแดนทางเหนือสุด
ผู้ชายที่ขับเก๋ง เป็นคนขับรถของคุณนายผู้หญิงแก่
คุณนายผู้หญิงเป็นคนที่ทำเกี่ยวกับพวกร้านกลางคืน พวกร้านเหล้า
บาร์ หรือ คาราโอเก๊ะ แล้วจะชอบไปซื้อสาวหน้าตาดีๆ ทางตอนเหนือ มาให้บริการลูกค้า
ผู้หญิงพวกนี้เขาไม่มีบัตรประชาชน มีแต่ใบที่บอกว่าเป็นไทยใหญ่
จะออกจากพื้นที่ต้องขออนุญาติเข้าเมือง และต้องไปรายงานตัวทุกเดือนถ้าออกไปทำงาน
นอกพื้นที่ไกลๆ
แต่คุณนายคนนี้ก็จะอาศัยช่องพวกนี้ เป็นตัวควบคุมไม่ให้เด็กกล้าไปไหน
เพราะไม่มีบัตรประชาชนนั้นเอง

 

พอชัยบอกชื่อหญิงสาวคนนั้น กับจังหวัดที่เธออยู่ให้ผมทราบ
ผมก็ขอบใจชัยที่อุตสาห์ช่วยหาข้อมูลให้

 

วันต่อมาผมลางาน เดินทางกลับไปที่บ้านต่างจังหวัด เพื่อไปหาเพื่อนคนที่ขายวิทยุให้
ผมไปเล่าเรื่องที่ทราบจากชัย ให้เพื่อนคนนั้นฟัง
เพื่อนถามว่า จะเอายังไงต่อ
ผมก็เลยบอกว่า ก็ต้องพาเขาไปส่งบ้าน

 

ผมเลยชวนเพื่อนผมไปด้วย แต่เพื่อนบ่ายเบี่ยงบอกติดธุระไปด้วยไม่ได้
ผมพูดกับเพื่อนว่า ถ้าไม่ไปจะปล่อยให้สิงอยู่ในรถแบบนี้หรือ ไม่ไหวนะ
เพื่อนก็บอกว่า ก็เอาไปวัดให้หลวงพ่อไล่ออกซิ
ผมก็ตอบว่า ทำแล้ว แต่เขาไม่ยอมออก จะให้ทำยังไง
เพื่อนก็บอกว่าให้ขายรถไปเลย
ผมก็เลยตอบไปว่า
กูจะขายได้ไง กูต้องใช้รถทุกวัน ใช่ว่ามันจะขายได้ง่ายๆนะ
ถ้าไม่อยากไป งั้นกูไปคนเดียวก็ได้

 

กลับมาที่บ้านแม่
ผมนั่งคิดอยู่คนเดียวว่าจะไปยังไงดี แต่พอนั่งนึกสักพัก สังเกตว่า ส่วนใหญ่ ถ้าจะเจอดี
ก็มักจะเป็นช่วงมืดค่ำแล้ว ส่วนกลางวันจะไม่ค่อยเจออะไร
พอคิดได้แบบนั้น เลยทำให้ผมตัดสินใจจะเดินทางไปช่วงกลางวัน
คงน่าจะไปถึงที่นั่นช่วงเย็นๆพอดี ก็ออกตั้งแต่เช้าหน่อย

 

ผมออกเดินทางตั้งแต่เช้า บอกกับที่บ้านว่าจะไปทำธุระต่างจังหวัด
ผมใช้เวลาทั้งวันในการขับรถ และพอขึ้นไปทางตอนเหนือ ทางก็เริ่มชันและคดเคี้ยว
จนทำให้การเดินทางดูช้าลง
แต่สุดท้ายผมก็เดินทางไปถึงจังหวัดนั้นช่วงบ่ายแก่ๆ

 

ผมจอดรถแวะถามทางที่จะไปหมูบ้านนั้น มาตลอดทาง
ขับออกไปจากตัวจังหวัด ลึกเข้าไปในหมู่บ้านเล็กๆ
ถนนเริ่มเป็นทางแคบลงและคดเคี้ยวมากขึ้น
ขับไปได้สักพักมีด่านตรวจ อยู่ด้านหน้า สั่งให้ผมจอดรถ
แล้วขอดูบัตรประชาชน มีทหารเดินมามองเข้าไปในรถผม
ทหารถามผมว่าจะไปไหน ผมก็บอกว่าไปรับญาติ
แล้วเขาก็บอกให้ผมหมุนกระจกรถลงทั้งหมด
ผมก็ทำตามแต่โดยดี
พอตรวจตราอยู่พักหนึ่ง เขาก็ปล่อยให้ผมขับรถต่อไป

 

ผมเริ่มขับออกจากตัวเมืองมาไกล จนสองข้างทางเริ่มเป็นถนนลูกรัง
ถนนนั้น เรียบไปตามภูเขาน้อยใหญ่ บรรยากาศสวยงามมาก
พอเข้าไปในเขตชุมชน
ผมก็แวะถามทางกับคนแถวนั้นว่าบ้านผู้ใหญ่บ้านไปทางไหน

 

จนกระทั่งผมไปเจอกับผู้ใหญ่บ้าน
แล้วก็เอาที่อยู่ ที่ชัยเอามาจากบัตรติดตัวผู้ตายให้ผู้ใหญ่บ้านดู
ผู้ใหญ่บ้าน ถามว่า ทำไมถึงมาตามหาคนคนนี้
ผมก็บอกไปว่า ผมจะมาแจ้งให้ทางครอบครัวเขาทราบว่า
คนคนนี้เสียชีวิตแล้ว

 

ผู้ใหญ่บ้านก็ ทำหน้า งงๆ แล้วก็พูดว่า
อ้าวไม่ใช่มาหาคนในหมู่บ้านหรอกหรือ แล้วเขาไปเสียที่ไหนหละ

 

ผมก็บอกว่า เสียชีวิตที่ต่างจังหวัดครับ รถที่เธอนั่งไปประสบอุบัติเหตุ

 

พอผู้ใหญ่ทราบ เขาก็บอกผมว่า หมู่บ้านนี้ต้องขับรถลึกเข้าไปอีก
ราวๆ สามสิบโล แต่ถนนหนทางมันไม่ค่อยดีนะ ยังไงก็ขับระวังด้วย
อย่าขับเร็ว เพราะเส้นทางมันเป็นเหวลึกลงไปตามข้างทางด้วย
ถ้าไปถึงหมู่บ้านนั้นแล้ว ถามชาวบ้านแถวนั้นดู
ใครๆก็พอน่าจะรู้จักนะ เพราะที่นั้นเป็นหมู่บ้านเล็กๆ

 

หลังจากผู้ใหญ่บ้านบอกทางให้ ผมก็รีบขับรถไปหมู่บ้านนั้น ทันที
ระหว่างทาง สองข้างทางมีป่าหนา ถนนหนทางไม่ค่อยจะดีนะ
ต้องขับช้าๆ จนทำให้ผมเริ่มกระวนกระวาย เพราะใกล้จะมืดค่ำแล้ว
ขับไปถึงบางช่วง ตรงไหล่ทางที่เป็นเหวลึก มองลงไปข้างทาง
ก็เห็นป่าด้านล่าง กว้างใหญ่ พระอาทิตย์ตอนนั้นดวงโตเป็นสีส้มเข้ม
และไม่นานก็คงจะตกดิน ผมก็เลยต้องรีบขับให้ไวมากขึ้น

 

จนในที่สุดก็มาถึงหมู่บ้านตามที่ผู้ใหญ่บ้านบอก
พอผ่านร้านขายของเล็กๆ ผมก็เข้าไปถามคนในร้าน
เอาชื่อและที่อยู่ให้เขาดู
คนแถวนั้นพูดไทยไม่ค่อยชัดกัน
พอเขามองชื่อและที่อยู่ที่ผมยื่นให้ดู เหมือนเขาอ่านไม่ออก
เขาก็เลยหันไปเรียกเพื่อนอีกคนด้วยภาษาท้องถิ่น
พูดกันอยู่สักพัก อีกคนก็เดินมาดู
แล้วก็บอกว่าไม่รู้จัก
ผมก็เลยอ่านออกเสียงให้เขาฟัง

 

พอเขาได้ยินเขาก็ชี้มือชี้ไม้ไปข้างหน้า เหมือนให้เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา
อะไรสักอย่าง เพราะผมฟังสำเนียงเขาไม่ค่อยออก
เหมือนพูดเป็นภาษาบ้านเขาปนกับภาษาไทย

 

คุยกันอยู่พักหนึ่ง ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจ
จนกระทั่งเริ่มมีคนมามุงดู ด้วยความสงสัยว่าผมเป็นใครมาจากไหน
สุดท้ายแล้วผมก็เลยบอกว่า พอจะมีใครรู้จักบ้านหลังนี้ไหม
ช่วยพาผมไปบ้านหลังนี้ได้ไหม

 

มีผู้ชายคนหนึ่งแต่งตัวเหมือนชาวเขา เดินมาถาม ด้วยน้ำเสียงที่พูดไม่ชัดว่า
“มีลายกัน จะไปเหนหรือ” (เขาพูดคำว่าไหนเป็น เหน)
ผมหันไปมอง เห็นเป็นผู้ชายวัยรุ่น
แล้วคนที่อยู่ในร้านขายของก็พูดภาษาถิ่นกับชายคนนั้น
สักพักชายคนนั้นก็หันมาพูดกับผมว่า
“อ๋อ จะไปนี่หรือ เหลียวตามผมมาเลย เหลียวผมพาไป”
ว่าแล้วชายคนนั้นก็เดินไป ที่ข้างร้านค้า แล้วก็ขึ้นคร่อม มอไซค์
สตาร์ทแล้วก็ขี่ออกไป แล้วก็หันมามองผม
ผมก็รีบขึ้นรถขับตามชายคนนั้นไปทันที
ขับออกจากร้านค้าตรงนั้นประมาณ ร้อยเมตรน่าจะได้ เขาก็พาผมเลี้ยว
ซ้ายเข้าไปในซอยเล็กๆ ซอยนั้นเล็กมาก ชนิดที่ว่า ถ้ามีรถอีกคันสวนมานี่
ก็จะไปต่อไม่ได้เลย พอขับตามเข้าไปได้สักพัก ก็ออกมาสู่ลานกว้าง
มันดูไม่เชิงเป็นถนนมากนัก เหมือนเป็นทุ่งหญ้าเสียมากกว่า แล้วก็มีทางเล็กๆ
เหมือนเป็นทางมอเตอร์ไซด์สัญจรมากกว่าที่จะเป็นทางของรถใหญ่วิ่งได้

 

ผมขับตามชายคนนั้นไป ไม่นาน เขาก็ชี้มือไปที่บ้านหลังหนึ่ง
แล้วก็ทำปาก ประมาณว่า ตรงนี้แหละ ตรงนี้
แต่ตัวเขาเองไม่หยุดรถ ยังคงขี่ต่อไปข้างหน้า

 

ผมเองพอมองไปตามที่ชายคนนั้นชี้ทางให้
ก็ค่อยๆชะลอรถ เข้าไปจอดตรงหน้าบ้านหลังที่ชายคนนั้นบอก

 

ผมลงมาจากรถ มองไปที่บ้านหลังนั้น เป็นบ้านลักษณะคล้ายๆบ้านสองชั้น
ชั้นล่างก่อรอบด้วยอิฐบล็อกเปลือยๆ ไม่ได้ฉาบผิวทาสี
ผนังบนชั้นสองโดยรอบ มีบางสวนเป็นไม้
และบางส่วนเป็นสังกะสี หลังคามุงด้วยหญ้าจาก

 

ผมมองไปที่ประตูบ้าน ประตูบ้านเปิดอยู่ แต่ไม่มีใครออกมา
ผมยืนเก้ๆกังๆอยู่หน้าบ้าน แล้วก็ลองเรียกคนในบ้านดู ว่า มีใครอยู่ไหม

 

แล้วหน้าต่างชั้นล่างบานหนึ่งก็เปิดออก
เห็นหญิงแก่ๆ มองมาที่ผม แต่ไม่ได้พูดอะไร
ผมก็เลยถามเขาไปว่า รู้จักผู้หญิงที่ชื่อ … นี้ไหม

 

พอผมเอ่ยเสียงชื่อของหญิงสาวคนนั้นให้เขาฟัง เขาก็ทำหน้าตกใจ
แล้วก็หายเข้าไปในบ้าน
สักพัก ก็มีผู้หญิงเดินออกมาสามคน กับชายแก่ๆคนหนึ่ง แล้วก็เด็กชายสองคน

 

เขาพูดภาษาท้องถิ่นกัน จนผมฟังไม่ออกว่าเขาพูดอะไร
แต่มีหญิงคนหนึ่งที่พอพูดไทยได้ เขาจะค่อยอธิบายให้ผมฟัง ถ้าผมสงสัย

 

ผมคุยกับพวกเขาอยู่นาน จนพอสรุปใจความได้ดังนี้ครับ

 

หญิงแก่คนที่ผมเห็น เป็นยายของหญิงสาวที่ผมตามหา อีกคนหนึ่งเป็นแม่ของเธอ
และคนที่แปลภาษาให้ผมฟัง เป็นพี่สาว
เธอเล่าว่า แม่ได้ขายน้องให้กับหญิงแก่คนหนึ่ง เมื่อหลายปีก่อน หญิงแก่ให้เงินเรามาก้อนหนึ่ง
แต่เงินส่วนใหญ่จะหมดไปกับการเอาไปรักษาพ่อของเธอ เธอกับครอบครัวไม่ได้ติดต่อกับน้องเลย
นับตั้งแต่ที่น้องไปกับหญิงแก่คนนั้น แต่เธอก็หวังว่า สักวันหนึ่ง น้องจะกลับมา

 

เพราะเคยมีคนในหมู่บ้าน ที่ไปทำงานกับคุณนายคนนั้นหายไปนับสิบปี
แล้วอยู่ๆก็กลับมาหาพ่อแม่ของตน
คนที่กลับมาเขาเล่าให้ฟังว่า คุณนายคนนั้นจะให้เธออยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง
ต้องย้ายที่อยู่ไปตลอด มันเลยเป็นการยากที่จะให้ที่อยู่ติดต่อกับทางครอบครัว

 

พอผมฟังเรื่องราวของหญิงคนนั้นจบ
ผมก็ค่อยๆอธิบายให้พ่อกับแม่และพี่สาวของเธอฟังช้าๆ
ว่าตอนนี้ น้องสาวของเธอเสียชีวิตไปแล้ว ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์
พอแม่เขาได้ยินที่ผมพูด แม่เขาก็ถึงกับน้ำตาซึมออกมา เอามือปาดน้ำตาตัวเอง
ผมก็เลยบอกเขาต่ออีกว่า ผมไม่ได้เกี่ยวข้องหรือรู้จักกับเธอมากก่อน แต่ตอนนี้วิญญาณของเธอ
อยู่ในรถของผม ผมคิดว่าเธอคงอยากจะให้ผมพาเธอมาส่งที่บ้าน

 

พูดจบ คนที่เป็นพี่สาว ก็พยักหน้า แล้วก็พูดภาษาถิ่นกับแม่ของเธอ แล้วก็หายกันไปพักหนึ่ง
กลับมาพร้อมกับ จานสังกะสีเก่าๆ มีดอกไม้ ใบไม้แล้วก็เงินบาท ธูปและเทียน
คนที่เป็นแม่ เอาธูปดอกหนึ่ง จุดแล้วปักลงตรงข้างๆล้อหน้ารถผม
แล้วนั่งยองๆ เอาจานสังกะสีชูขึ้นเหนือศีรษะ
แล้วก็พูดภาษาไทยใหญ่ ที่ผมฟังไม่ออก
ผมถอยมายืนดูเขาทำพิธีเชิญวิญญาณอยู่ด้านหลังรถ
แล้วคนที่เป็นพี่สาวก็บอกให้ผม เปิดประตูหน้ารถให้
พอผมไปเปิดประตูหน้ารถ ฝั่งคนขับ แม่เขาก็จุดธูปหนึ่งดอก
เอาธูปไปวนๆอยู่ในรถ แล้วก็พูดอะไรไปด้วย
เสร็จแล้วก็มานั่งยองๆ อยู่ตรงข้างประตูรถที่เปิดอ้าอยู่
แล้วก็พูดเป็นภาษาท้องถิ่น ประมาณว่า
กลับบ้านเรานะลูก กลับมาอยู่มากิน กลับมาอยู่มานอน ที่นอนของลูก บ้านของลูก
ถ้าไม่เห็นหนทางกลับ ให้กลิ่นธูปนี้นำทางให้ลูกกลับมานะ (พี่สาวแปลให้ฟัง)

 

สภาพที่ผมเห็นก็คือ พ่อแม่ที่นั่งจุดธูปเรียกลูกและพี่สาวกับเด็กๆนั่งยองๆ กันอยู่ข้างๆรถ
ผมมองเห็นพี่สาวเขาร้องไห้ออกมา ด้วยน้ำตานองหน้า
มันทำให้ผมรู้สึกกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ สะอึ้นให้ออกมา ตามเขาไปด้วย
ผมแอบเอามือปาดน้ำตา สังเกตการณ์อยู่เงียบๆ
แต่น้ำตาเจ้ากรรมก็ดันไหลออกมาไม่หยุด
จนผ่านไปสักพักหนึ่ง

 

หลังจากแม่เขาเรียกวิญญาณกลับบ้านเสร็จ
พี่สาวเขาก็เดินมาบอกผมว่า ครอบครัวเรายากจน
ไม่มีพิธีอะไรมากหรอก ข้าวของก็เอาพอหาได้
เขาคิดว่า แค่แม่เรียกน้อง น้องก็คงกลับมาแล้ว
ขอให้สบายใจเถอะ

 

ผมขอบคุณเขาที่เข้าใจ ว่าผมต้องการอะไร
แล้วพ่อแม่เขาก็เข้ามาขอบคุณผมที่ อุตสาห์มาบอกการตายของลูกสาวครั้งนี้
หลังจากนั้นผมก็ขอตัวกลับ

 

ขับรถออกมาไม่นาน ท้องฟ้าก็เริ่มมืดจนต้องเปิดไฟหน้ารถ
ผมค่อยๆขับออกมา เพราะว่าไม่ชินทาง
และข้างทางก็เป็นหุบเขาด้วย เลยต้องยิ่งระมัดระวัง
กว่าจะมาถึงแถวๆบ้านผู้ใหญ่บ้านก็ปาเข้าไปเกือบๆทุ่มแล้ว

 

หลังจากเลยจุดตรวจออกมา ไม่นาน ก็เริ่มเข้าสู่ถนนใหญ่
พอเข้ามาในเมืองได้ ผมก็รู้สึกโล่งใจ
เหมือนยกภูเขาออกจากอก
ในใจก็คิด แม้มันจะเป็นหนทางที่ยากลำบาก แต่มันก็คุ้มค่ากับการมาในครั้งนี้
และคงจะจดจำเหตุการณ์ครั้งนี้ไปอีกนาน

 

ผมขับรถเข้ามาในเมืองได้สักพักเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
ผมรับสาย เสียงแฟนถามว่าอยู่ไหน
ผมก็บอกว่า อยู่ต่างจังหวัด มาทำธุระ
แล้วแฟนก็ขอโทษทุกสิ่งทุกอย่าง และขอคืนดีกับผม

 

วันนี้ผมรู้สึกดีมาก แม้จะเหนือยมาทั้งวัน แต่ก็เป็นวันที่ดีๆของผมอีกวัน
ที่วันนี้เรามาทำภาระกิจสำเร็จและเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
หลังจากคุยปรับความเข้าใจกับแฟนเสร็จ แฟนก็วางสายไป

 

ผมคิดในใจเรื่องร้ายๆก็ผ่านเสียทีนะ ต่อไปนี้ก็จะเจอแต่สิ่งดีๆแล้ว
ขับไปได้สักพักใหญ่ เริ่มออกมาจากตัวเมืองแล้ว ผมก็เลยแวะปั้มเข้าห้องน้ำก่อน
พอเข้าห้องน้ำกลับออกมา มองไปที่รถ เจอผู้หญิงผมยาวนั่งก้มหน้าอยู่ในรถตัวเอง
เฮ้ย… !
ผมตกใจ เอามือขยี้ตาตัวเอง มองไปอีกทีก็ไม่เห็นแล้ว
นี่เราตาฝาดไปใช่ไหม บอกผมที

 

หลังจากที่ขับออกนอกเมือง ออกมาไกลได้สักพักใหญ่
ถนนหนทางก็เริ่มเปลี่ยว นานๆทีถึงจะมีรถตามหรือสวนมาสักคัน
ผมขับรถไปเงียบๆไม่ได้เปิดเพลงฟังอะไร
ใจนึกถึงเหตุการณ์ที่ปั้มเมื่อหัวค่ำ ก็ยังข้องใจอยู่ไม่หาย
ภาพหญิงสาวผมยาวนั่งก้มหน้าที่เจอ
เป็นเพราะผมตาฝาดจินตนาการไปเอง
หรือเพราะอะไร ทำไมผมยังเห็นวิญญาณหญิงสาวอยู่อีก
ก็เราพาเธอกลับไปส่งที่บ้านแล้วนี่

 

ขณะขับรถไป ผมมองนาฬิกา ก็เกือบๆ จะสามทุ่มแล้ว
สองข้างทางมืดสนิด ผมขับรถวิ่งไปด้วยความเร็วสูง
ขับไปได้สักพักใหญ่
อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นจากข้างหลังผม

 

ไหน… ว่า….จะไปส่ง…

 

เสียงนั้นเป็นเสียงเย็นยะเยือกของหญิงสาว
พอได้ยินเสียงดังมาจากข้างหลัง ผมก็ตกใจ
ตาก็หันไปมองกระจกหลังอย่างเร็ว
เจอผู้หญิงผมยาว หน้าขาวซีด ตาแดงก่ำ นั่งอยู่ตรงกลางเบาะหลัง

 

ขนหัวผมลุกตั้งโดยอัตโนมัติ
ผมรีบหักรถเข้าข้างทาง เหยียบเบรคอย่างเร็ว
จนรถไถลไปกับไหล่ทาง เสียงดังเอี๊ยด…
ท้ายรถปัดไปมา รถไถลไปไกลเป็นทางยาว กว่ามันจะหยุด
พอจอดรถได้ ผมก็รีบคว้ามือถือแล้วเปิดประตูลงมาจากรถ
ควันเหม็นไหม้จากยางที่เสียดสีกับถนน เตะจมูกผมอย่างแรง
ควันก็คลุ้งอยู่รอบตัวรถไปหมด
“ตาย ตาย ตาย กูว่าแล้ว”
ผมวิ่งไปรอบรถ อย่างกะหนูติดจั่น เหมือนคนทำอะไรไม่ถูก
“กูว่าแล้ว ว่าแล้ว ว่า….มุงต้องมา”
รำพึงกับตัวเองให้เสียงตัวเองดังเป็นเพื่อน
“พุทโธ ธัมโม สังโฆ ระบบดิจิตอลชัดๆ มาทั้งภาพและเสียง” เท้าก็ย่ำไปมาอยู่กับที
ในมือผมถือโทรศัพท์ แต่ก็นึกไม่ออกว่าจะทำอะไรกับมัน
มองซ้ายมองขวาไปรอบๆ สองข้างทางมืดสนิด ไม่มีแสงไฟจากบ้านเรือนเลย
มีแต่ป่ารายล้อม รถยนต์สักคันก็ไม่มีวิ่งผ่านมาเลย
เห็นดังนั้น ในใจก็เริ่มคิดว่า จะวิ่งลงมาจากรถทำไมนี่

 

พอตั้งสติได้ ผมก็รีบโทรหาเพื่อน
พอเพื่อนรับสาย ยังไม่ทันได้ยินเสียงมันพูด
ผมก็รีบพูดขึ้นทันที
“เพื่อน…! มัน มันมาแล้ว มาเป็นระบบดิจิตอลเลย ทั้งภาพและเสียง”
เพื่อนก็ถามว่า อะไรของมุงวะ
ผมก็รีบบอกไปทันที วิญญาณในรถกูไง
เพื่อนก็ถามว่า แล้วตอนนี้อยู่ไหน
ผมก็บอกไปว่า อยู่นอกรถ
เพื่อนก็บอกว่า ดีแล้วงั้นไปหาที่นอน นอนค้างแถวนั้นก่อน อย่าขับมามันอันตราย
ผมก็บอกว่า กูรู้แล้ว แต่กูไม่ได้อยู่ในเมือง กูอยู่กลางป่าเลยตอนนี้ ไม่มีบ้านคนเลย

 

เพื่อนก็พูดว่า อ้าวแล้วโทรมา จะให้กูช่วยอะไร
ผมก็คิดในใจ เออ แล้วมันจะช่วยอะไรเราได้วะ
สงสัยจะไม่ได้เรื่อง ผมก็เลยรีบวางหูจากเพื่อน
เออ ๆ แค่นี้ก่อนนะ เดี๋ยวกูลองขับหา บ้านคนแถวนี้ดูก่อน

 

พอวางหูเสร็จ ก็คิดว่าจะเอาไงดี
จะย้อนรถกลับเข้าเมืองแล้วหาที่พัก หรือจะขับไปต่อดี
พอจะกลับเข้าไปในรถ ผมก็ยืนทำใจอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปนั่ง แล้วก็รีบหันหลังไปเปิด ไฟในรถให้สว่าง

 

พอเริ่มออกรถ ผมก็เริ่มเสียวหลังวูบวาบ ขนลุกขนพอง
มันรู้สึกเหมือนมีคนนั่งอยู่เบาะหลังตลอดเวลา
ตอนนั้น ผมตัดสินใจขับต่อไปข้างหน้า เพราะคิดว่าเดี๋ยวคงเจอหมู่บ้านข้างหน้า
ไม่ไกล ถ้าขืนขับกลับเข้าเมือง มันก็ไกลเกินไปกว่าจะขับไปถึง

 

ขับมาได้สักพัก ก็เริ่มเจอหมู่บ้าน เริ่มเห็นไฟจากบ้านคน ทั้งสองข้างทาง
ผมเลยชะลอรถ พยายามมองหาซอยจะเลี้ยวเข้าไป
ผมขับมองไปตามทางช้าๆ แล้วก็เจอ เหมือนเป็นทางเข้าวัด
ผมก็เลยขับรถเข้าไป พอเข้าไปในซอยได้ราวๆสิบเมตร ก็เจอรั้ววัด
ผมขับรถเรียบไปตามรั้ววัด จนถึงหน้าวัด
ผมหยุดมองเข้าไปในวัด เห็นวัดปิดไฟมืดไปหมด

 

ผมจอดอยู่หน้าทางเข้าวัด มองเข้าไปในตัววัด สองข้างทางมืดสนิท
มองไปไกลๆ เห็นไฟจาก โบสถ์หรือกุฏิอะไรสักอย่าง
บรรยกาศมันทำไม ดูวังเวงอย่างนี้ จะเข้าไปดีไหม
นั่งคิดอยู่พักหนึ่ง ก็ตัดสินใจ ค่อยๆขับรถเข้าไปในเขตวัด
พอเข้าไปในเขตวัด สองข้างทางเป็นสนามหญ้าโล่งๆ
มีต้นไม้ใหญ่บ้างประปราย

 

พอขับลึกเข้าไปต้นไม้ใหญ่ก็เริ่มหนาตา
เริ่มมองเห็นศาลาวัดใหญ่ๆ มีไฟนีออนเปิดอยู่ด้านหน้าสองสามหลอด
พอเข้าไปไกลๆ เริ่มเห็น สุนัขออกมา ยืนดู
พอไปถึงหน้าศาลาวัด มันก็มีทางวนไปได้ สองทางซ้ายขวา
ผมก็เลยตัดสินใจ ขับไปทางซ้ายมือ
สุนัขก็เริ่มเห่า เสียงดัง
พอขับผ่าน สุนัขพวกนั้นไปได้ รถก็อ้อมมาอยู่ด้านหลังของศาลา
เจอโบสถ์หรืออุโบสถขนาดใหญ่ แต่ปิดไฟมืด
มองไปรอบๆโบส์ มีต้นไม้รอบๆเต็มไปหมด
มองทะลุเข้าไปในดงต้นไม้ฝั่งซ้ายของโบสถ์
เห็นเหมือนเป็นบ้าน แล้วก็มีแสงไฟเปิดอยู่ สองสามหลัง
ตรงนั้นน่าจะเป็น กุฏิพระ แต่ว่า ปลูกอยู่ห่างๆกัน ไม่ติดกัน
ผมค่อยๆขับรถ ไปจอดด้านข้างโบสถ์หรืออุโบสถ
พอเปิดประตูลงจากรถได้ ก็รู้สึกถึงลมเย็นยะเยือก
พัดมาประทะตามตัวทันที จนผมรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งตัว
ผมมองหาทางเดินไปกุฏิวัดที่อยู่ไกลๆ
ทางเดินมีไฟเปิดอยู่สลัว สลัว พอมองเห็นทางเดิน ให้เดินไปได้
ผมเลยเดินเข้าไปตามทางเดินนั้น พอเข้าไปในร่มต้นไม้ใหญ่
แสงไฟก็ส่องมาไม่ถึง จนทำให้บรรยกาศมันมืดๆ
ดูขมุกขมัว เสียวสันหลังวาบๆ
ผมก็เลยต้องรีบจ้ำอ้าว เดินต่อไปแบบไม่เหลียวหลัง

 

พอไปถึงหน้ากุฏิ มองไป เห็นเป็นลักษณะเรือนไม้ยกสูง
ชั้นล่างโล่ง ไม่มีผนัง ด้านหน้ามีหลอดนีออนเปิดอยู่หลอดเดียว
นี่น่าจะเป็นกุฏิพระลูกวัด ไม่น่าจะเป็นกุฏิเจ้าอาวาส
ผมมองไปทางซ้ายมือ เห็นแสงไฟเหมือนจะมีกุฏิอีก สองสามหลัง
ก็เลยเดินต่อไปอีก เดินผ่านพุ่มไม้ ต้นไม้ไปได้สักพัก
สองข้างทางก็เริ่มมืดเพราะ ไฟทางเดินมันดับเป็นช่วงๆ
ช่วงที่กำลังสาวเท้า รีบเดินผ่านไป อยู่ๆก็ได้ยินเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้น…

 

“จะไปไหนโยม” ผมตกใจ สะดุ้งไปทั้งตัว รีบหันกลับไปมอง

 

เจอพระรูปหนึ่ง เดินอยู่ข้างหลังผม
พอเห็นพระ ผมก็รู้สึก โล่งใจ
พอเดินเข้ามาใกล้ๆ ก็ถึงรู้ว่าเป็นพระหนุ่ม

 

ผมก็เลยพูดไปว่า นมัสการครับหลวงพี่
คือผมจะไปหา ท่านเจ้าอาวาสอะครับ
ไม่ทราบว่าท่านอยู่กุฏิไหนครับ

 

หลวงพี่เดินเข้ามาใกล้ๆ แล้วก็หยุดอยู่ตรงหน้าผม
แต่ก็ยังมองเห็นหน้าไม่ค่อยชัด เพราะตรงนั้นมันมืดมาก

 

ท่านก็ถามว่า มีธุระอะไรหรือโยม ถึงจะมาหาเจ้าอาวาส

ผมก็เลยรีบตอบไปว่า คือ รถผมเจอ วิญญาณบางอย่างรังควานอยู่อะครับ
ก็เลยอยากจะไปขอให้ท่านช่วยปัดเป่าให้หน่อย และจะขอค้างที่วัดสักคืน

 

พอผมพูดจบหลวงพี่ก็พูดขึ้นเบาๆ
อย่าไปรบกวน หลวงพ่อท่านเลย ท่านชรามากแล้ว
เรื่องแค่นี้เอง อาตมา พอจะช่วยได้
ผมก็รีบพูดขึ้นว่า จริงหรือครับ

 

หลวงพี่ก็ตอบว่า เรื่องผีสาง อาตมา ไม่รู้หรอก เพราะไม่เคยเจอ
แต่ถ้าโยมอยากจะพักที่นี่ อาตมาพอช่วยได้

 

ว่าแล้วหลวงพี่ก็เดินนำหน้าผมไปยังกุฏิหลังหนึ่ง
ระหว่างที่เดินไปผมก็ชวนหลวงพี่คุยไปด้วย

 

แล้วหลวงพี่ยังไม่จำวัดหรือครับ ดึกป่านนี้แล้ว
หลวงพี่ก็ตอบว่า พอดี อาตมาลงมาเดินจงกรมอยู่แถวนี้
เห็นโยมมายืนหน้ากุฏิหลังโน้น ก็เลยเดินตามหลังมานี่แหละ

 

พอไปถึงกุฏิหลังนั้น มองไป เห็นไม่มีไฟเปิดอยู่ เหมือนกุฏิหลังอื่น
หลวงพี่ก็เดินนำหน้าพาขึ้นบันใดไปที่ชั้นสอง แล้วก็เปิดประตู เข้าไปข้างในกุฏิ
ผมเดินตามไปหยุดอยู่ที่หน้าประตู แล้วก็เริ่มเห็นแสงเทียนสว่างออกมา

 

หลวงพี่ก็ เรียกให้ผมเข้าไปข้างใน
พอเข้าไปข้างใน เห็นหลวงพี่ยืนอยู่ข้างๆประตู
ในห้องมีแคร่เล็กๆ ที่แคร่มีเสื่อและหมอนเก่าๆและผ้าห่มผืนเล็กๆ
ในห้องมีหน้าต่างเพียงสองบาน และมีโต๊ะไม้เก่าๆ มีเทียนจุดตั้งอยู่
ผมมองสำรวจห้องอยู่ไม่นาน หลวงพี่ก็พูดขึ้นว่า
ห้องแค่นี้ พออยู่ได้ไหมโยม วัดนี้มีพระแค่สี่รูป
ห้องนี้เลยไม่มีใครอยู่ โยมก็พักที่นี่ได้

 

ผมมองไปรอบๆแล้ว มันวังเวงมาก จนทำให้ผมขนลุก
หลวงพี่ ไม่มีกุฏิที่มันมีไฟหรือครับ

 

หลวงพี่ก็ตอบว่า มี แต่ พระรูปอื่นเขาก็อยู่กันหมดแล้ว เหลือแต่ห้องนี้แหละโยม

 

ตอนนั้นบอกตรงๆ ผมไม่ไว้ใจห้องนี้เลย
เพราะพึ่งเจอเรื่องวิญญาณที่รถผมมาเต็มๆสองตา
ผมก็เลยบอกหลวงพี่ไปว่า
หลวงพี่ครับ ผมบอกตรงๆ ผมไม่กล้านอนที่นี่เลยครับ ผมพึ่งเจอวิญญาณมาโผล่
ที่ข้างหลังผมเมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี่เองครับ แล้วห้องนี้ไม่รู้ว่าจะมีอะไรหรือเปล่า

 

ผมหันไปมองหลวงพี่
หลวงพี่ก็ยิ้มแล้วก็หัวเราะ ขึ้น หึ หึ หึ หึ
แล้วเทียนก็ดับพรึ๊บลง ผมก็ตกใจ มองไปที่หน้าหลวงพี่
เห็นหน้าหลวงพี่รางๆ แล้วก็จางไป
ผมรีบร้องเรียก หลวงพี่ หลวงพี่ แล้วก็เดินเข้าไปใกล้ๆ
ปรากฏว่า ไม่เจอใครอยู่ในห้องเลย มองไปรอบๆห้อง มันมืดสนิท
จนผมเสียวหลังวูบ
เฮ้ย.. ผมร้องขึ้นด้วยความตกใจ
เล่นกูอีกแล้ว…
พูดพราง วิ่งออกมาจากห้องอย่างเร็ว
พอถึงตรงบันใด ผมก็โดดจากชั้นสองลงมาชั้นลาง แบบไม่คิดชีวิต
พอกลิ้งล้มอยู่ที่พื้น ลุกขึ้นมาได้ผมก็วิ่งต่อไม่เหลียวหลัง

 

โหย ไอ้บ้า ในวัดก็ไม่เว้นหรือวะ
ผมร้องโหวกเหวกโวยวาย ไปพราง วิ่งไปพราง
ช่วยด้วย ช่วยด้วย ผีหลอก

 

ผมวิ่งมาไม่หยุดเกือบๆร้อยเมตรน่าจะได้ แล้วผมก็มาหยุดอยู่ที่หน้ากุฏิหลังหนึ่ง
มีไฟเปิดสว่าง กว่าทุกกุฏิที่ผมวิ่งผ่านมา ที่ชั้นล่างมีผนังหน้าต่าง ลักษณ์เป็นเหมือนบ้าน
พอถึงหน้ากุฏิหลังนั้นผมก็ร้องเรียก หลวงพ่อ หลวงพ่อ ช่วยผมด้วย
มือก็เคาะไปตรงหน้าประตู ไม่หยุด

 

สักพักผมก็ได้ยิน เสียงชายแก่ๆ ร้องออกมาจากกุฏิ เฮ้ยๆ.. รู้แล้ว รู้แล้ว เดี๋ยวอาตมาลงไป

 

พอหลวงพ่อลงมา เปิดไฟข้างล่างแล้วก็เปิดประตูออกมา
ผมก็รีบเดินไปคุกเข่า อยู่ตรงหน้าหลวงพ่อ

 

หลวงพ่อ ผะ ผะ ผี ครับ ผี
มันมาเป็นระบบดิจิตอลเลย สองช่องซ้อนๆ
ภาพเสียงคมชัด ยิ่งกว่าระบบโฟร์เค ตัวหนึ่งตาแดงก่ำ
ตัวหนึ่ง ก็มา วาบ ให้ดูต่อหน้าต่อตา
ไม่ถามผมสักคำว่าอยากดูหรือเปล่า
นี่มันคิดว่า มันจัดรายการล้ำหน้าโชว์หรือไง
คิดจะมาวาบก็มา ไม่บอกไม่กล่าว

 

ผมเริ่มเสียสติ พูดจาไม่ปะติดปะต่อกัน จนจับต้นชนปลายไม่ถูก
หลวงพ่อก็เลยบอกว่า ใจเย็นๆโยม ค่อยๆเล่า

 

พอได้ยินหลวงพ่อพูด ผมก็พยายามสงบลง
มองดูหลวงพ่อ ท่านอายุน่าจะสัก 60-70 ได้มั้ง
พอหลวงพ่อเห็นผมเงียบ ท่านก็ถามว่า

 

“ไปยังไงมายังไง มาจากทางไหนหละนี่”

ผมก็ชี้ไปทาง ป่าที่ผมวิ่งทะลุมา
หลวงพ่อก็ถามว่า อ้าว ไปเดินอะไรทางนั้น มันมืด
นี่ทางสว่างๆทางนี้ทำไมไม่เดิน
ว่าแล้วหลวงพ่อก็ชี้ไปด้านหลังผม
ผมก็เลยหันหลังกลับไปมอง
อ้าว ..
ผมมองไป เห็นเป็นถนนทางเข้าคอนกรีตอย่างดี
น่าจะกว้างสักแปดเมตรได้มั้ง
มีไฟสองข้างทางสว่างเลย
ทางนี้มันก็เชื่อมไปยังด้านหลังของอุโบสถ ที่ผมเอารถไปจอดไว้ด้านหน้า
นี่ถ้าขับเลยมาหน่อย ก็จะเข้ามาจอดถึงหน้ากุฏิหลวงพ่อได้เลย

 

โหย หลงไปเดินอ้อมซะไกลเลย. . . หลวงพ่อก็เลยถามว่า แล้วไปไหนมาถึงมาซะค่ำมืด หละ

ผมก็เริ่มค่อยๆเล่า ให้หลวงพ่อฟังถึงเรื่องเกี่ยวกับ
เหตุการณ์ประหลาดที่ผมเจอมาในรถของผม
และก้อเรื่องที่เจอเมื่อสักครู่นี้

 

พอหลวงพ่อได้ฟัง ท่านก็บอกว่า มามาเข้ามาข้างในก่อน
พอผมเดินตามท่านเข้าไปข้างใน มองไปรอบๆ
ก็เจอ พระพุทธรูปน้อยใหญ่ อยู่เต็มไปหมด
มีเครื่องสังฆทาน วางอยู่ตามผนัง
มีบาตรน้ำมนต์อยู่ๆข้างโต๊ะหมู่บูชา

 

หลวงพ่อเดินไปนั่งอยู่หน้า พระพุทธรูป หันหน้ามาหาผม
ผมก็เดินเข้าไป แล้วก็กราบหลวงพ่อ กับพระพุทธรูป

 

แล้วหลวงพ่อก็พูดว่า เอาหละ… ลองนั่งขัดตะหมาดซิ
ผมก็ทำตาม แล้วหลวงพ่อก็พูดว่า ค่อยๆหลับตา
ผมก็ทำตาม
แล้วหลวงพ่อก็พูดว่า หายใจเข้าออกช้าๆ
หายใจเข้าก็ภาวนาจิตว่า พุธ หายใจออกก็ภาวนาจิตที่คำว่า โธ

 

ผมก็ทำตามที่หลวงพ่อบอก
สักพัก ท่านก็เริ่ม พูดถึง ว่า วิญญาณกับคนเป็นของคู่กัน
โลกของวิญญาณกับโลกของมนุษย์อยู่กันคนละมิติ ยากที่จะมาเจอกันได้
แล้วท่านก็พูดต่อไปถึงการทำความดี บุญกุศลต่างๆ
จนในที่สุดผมก็เผลอหลับไป

 

มารู้สึกตัวตื่น ตอนเช้าได้ยินเสียงระฆังวัดดัง
มองไปรอบตัว ผมก็นอนอยู่ข้างๆ บริเวณที่ผมนั่งสมาธิกับหลวงพ่อเมื่อคืน
มีผ้าห่มขี้งาผืนบางๆ ห่มตัวอยู่
เดินออกมาจาก กุฏิหลวงพ่อ
ก็เห็นท่านกำลังเตรียมตัวจะไป บิณฑบาต
ผมก็เลยเข้าไป ขอลาหลวงพ่อกลับ

 

หลังจากกราบลาหลวงพ่อได้ ผมก็เดินไปตามถนนที่หน้ากุฏิหลวงพ่อ
จนไปถึง อุโบสถ
ไม่นานก็เดินไปถึงรถที่จอดอยู่
ผมมองเข้าไปในป่า ข้างๆ อุโบสถ ก็คิดแปลกใจ
เราเดินเข้าไปได้ยังไงเมื่อคืน
แต่ถ้ายืนอยู่ด้านหน้าอุโบสถ แล้วมองไปทาง กุฏิหลวงพ่อ
มันก็มองไม่เห็น กุฏิหลวงพ่อ
เพราะป่าที่เป็นต้นไม้ใหญ่ บังอยู่
ต้องเดินเข้าไปหลัง อุโบสถถึงจะเห็น

 

ผมขับรถออกมาจากวัด ไม่ได้ขอให้หลวงพ่อพรมน้ำมนต์อะไรให้
เพราะจากที่ฟังหลวงพ่อเทศเมื่อคืน
เหมือนทานจะไม่ใช่พระสายคาถาอาคม

 

ผมขับรถมุ่งตรงกับไปถึงบ้านแม่ ก็ช่วงบ่ายๆ
หลังจากพักผ่อนได้พักหนึ่ง เย็นๆผมก็ขับรถไปหาเพื่อนคนที่ขายวิทยุให้

 

พอเจอเพื่อน
ผมก็เล่าให้เพื่อนฟังว่า
วิญญาณที่พาไปส่งต่างจังหวัด ไม่ใช่วิญญาณที่อยู่ในรถผม
ผมเลยถามเพื่อนไปว่า มีใครเสียชีวิตอีกไหม ในอุบัติเหตุครั้งนั้น
เพื่อนก็บอก ให้ผมไปถามไอ้ยอดดู มันเป็นพวกมูลนิธิ ที่อยู่ในที่เกิดเหตุคืนนั้น

 

ไอ้ยอด มันเป็นเพื่อนรุ่นน้อง ที่แต่ก่อน เคยเตะบอลด้วยกัน ตอนสมัยเรียนมัธยม

 

เพื่อนพาผมแวะไปหาไอ้ยอดที่บ้าน เจอไอ้ยอดกลับมาจากที่ทำงานพอดี
พอถามไถ่กันไปมาสักพัก
ไอ้ยอดก็เล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นคนขับสิบล้อให้การณ์ว่า
เขาขับรถมาอยู่ดีๆ จนมาถึงที่เกิดเหตุ
อยู่ๆเขาก็เจอเงาดำๆกระโดดมาใส่หน้ารถเขา
เขาเองนึกว่าเป็นคนโดดมาใส่ เลยหักหลบ
แต่จำไม่ได้ว่า เงาดำๆเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายไม่สามารถบอกได้
พอหักหลบ รถสิบล้อก็พุ่งเข้าไปอีกเลน แล้วตอนนั้นรถเก๋งก็สวนมาพอดี
เลยชนประสานงานกันอย่างจัง

 

ไอ้ยอดก็เล่าให้ฟังต่อ ว่า
ตรงนั้น เกิดอุบัติเหตุบ่อย แล้วมันก็เท้าความให้ฟังว่า
พี่จำได้ไหม ที่สมัยเด็กๆ มีรถมาม่าไปชนกับสิบล้อตรงนั้น
ที่เรายังพากันไปเก็บ มาม่า มาแบ่งกัน

 

ผมก็บอกว่า จำได้
ไอ้ยอดก็เล่าต่อ ใช่พี่ เหตุเกิดตรงนั้นแหละ
คืนนั้นที่เขาไปถึง ก็เจอคนขับรถเก๋งถูกอัดก๊อบปี้ตายอยู่หน้ารถอยู่แล้ว
แต่มีผู้หญิงสองคนที่ยังมีลมหายใจอยู่ ก็เลยพากันงัดซากรถ ช่วยชีวิตทั้งสอง
แต่ไม่นาน ช่วงกำลังงัดซากรถช่วยอยู่ ผู้หญิงทั้งสองก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหว

 

ผมก็เลยถามไอ้ยอดว่า ลักษณ์ผู้หญิงสองคนเป็นยังไงบ้าง
ไอ้ยอดก็บอกว่า คนหนึ่งแก่มากแล้ว อีกคนยังวัยรุ่นอยู่นะ
ผมก็ถามอีกว่า มีใครเสียชีวิตอีกไหมนอกจากสามคนในเก๋ง
ไอ้ยอดก็ตอบว่า ไม่นะพี่ คืนนั้น ก็มีเพียงสามศพในเก๋งนั่นแหละ

 

หลังจากกลับออกมาจากบ้านไอ้ยอด ผมก็ครุ่นคิดมาตลอดทาง
แล้วตกลงวิญญาณในรถผม คือใครกันแน่ มาจากไหนกัน

 

ช่วงที่กำลังขับรถไปส่งเพื่อนที่มาด้วย
ผมก็ได้ยินเสียงเขาคุยโทรศัพท์กับน้าเขา
ให้ไปแวะขนอะไรสักอย่าง

 

พอเพื่อนวางสายจากน้า
เพื่อนก็บอกให้ผมช่วยแวะไปที่วัดก่อน
พอถึงวัด เพื่อนก็พาผมไปขนเป็นพวกจานชามหม้อต่างๆ

 

พอพากันขนของขึ้นรถเสร็จ
ก็ขับมาส่งที่บ้านน้าของเพื่อน ที่อยู่ไม่ไกลกัน

 

พอจอดรถ ขนข้าวของต่างๆไปไว้ในครัวหลังบ้านน้าหมดแล้ว
ผมก็เดินกลับออกมาตรงโถงหน้าบ้าน

 

เพื่อนก็บอกให้ผมนั่งรอก่อน เดี๋ยวมันไปเอาน้ำมาให้กิน
นั่งรออยู่สักพัก พอมองไปตามรูปต่างๆที่แขวนอยู่ที่ฝาผนัง
อยู่ๆผมก็ดันไปสะดุดตาเข้ากับรูปผู้หญิงคนหนึ่ง
ก็เลยค่อยๆเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ระหว่างนั้นเพื่อนก็เดินถือน้ำมาพอดี

 

พอผมมองดูรูปนั้นดีๆ ก็ทำให้ผมขนลุกซู่ เส้นผมชี้ตั้งไปทั้งหัว
แล้วก็บอกเพื่อนว่า

 

นี่ นี่นี่ คนนี่แหละที่กูเห็นในรถเมื่อคืน กูจำได้ติดตาเลย

 

เพื่อนรีบเดินมาดู แล้วก็พูดว่า

 

อ้าว แล้วเองจำไม่ได้หรือ ก็นี่ นังพลับพลึงลูกพี่ลูกน้องข้า
ที่พึ่งเผาไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว
ที่เองมาบ้านข้าก็เพราะมางานศพนังพลับพลึงมันนี่ไง

 

ผมอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วก็พยายามนึกอยู่ตั้งนาน ก็นึกไม่ออก
ผมก็เลยพูดกับเพื่อนไปว่า เฮ้ย อำกันหรือเปล่า ทำไมกูจำอะไรไม่ได้เลยวะ

 

เพื่อนก็บอกว่า
เองบ้าแล้ว ก็ที่เองมาไม่ทันตอนเผาพลับพลึงมัน แล้วก็มาหาข้าที่บ้านไง

 

ผมก็เริ่มนึกต่อ
อ้าวหรือ ทำไมกูจำอะไรไม่ได้เลยวะ จำได้แต่เรื่องที่ซื้อวิทยุกับเอ็ง

 

เพื่อนก็บอกว่า ก็ตอนนั้นเอ็งยังไม่เมา พอเอ็งเลือกวิทยุได้
เอ็งก็เดินเอาไปเก็บที่รถเอง แล้วก็มานั่งกินเหล้ากันต่อ
กูยังบอกเลยว่าติดตั้งไม่ยากเดี๋ยวกูพาไปร้านที่รู้จักกันทำให้

 

ผมก็ถามต่อ

อ้าวแล้วทำไมกูจำได้ว่า กูถือวิทยุไปหลังจากแยกย้ายกันกลับตอนสองทุ่ม

 

เพื่อนก็ ทำท่าถ่มน้ำลาย ออกมาดังๆ
กลับกะผีที่ไหนสองทุ่ม เอ็งอะพอเมาก็พูดไม่รู้เรื่อง
นั่งกินต่อถึงตีสอง อยู่ๆเอ็งไม่รู้หายไปไหน
เขาหากันไปทั่วบ้าน สุดท้ายไปเจอเอ็งนั่งหลับอยู่ข้างโอ่งหลังบ้านโน้น

 

เพื่อนพูดเสียงแข็ง พอมันพูดจบ ผมก็พอนึกออกมารางๆ

 

อ้าวกูนึกว่ากูฝันไป
ที่เดินไปหลังบ้านเอ็ง จะไปตักน้ำในโอ่งมาล้างหน้า
พอก้มล้างหน้าเสร็จ เงยหน้าขึ้นมาก็เจอผู้หญิงคนหนึ่ง
ยืนร้องให้อยู่ข้างๆโอ่งที่กูตักน้ำ
กูก็เลยถามไปว่า เป็นอะไรทำไมมาร้องไห้แถวนี้
เขาก็ไม่ตอบ
ก็เลยถามว่า บ้านอยู่ไหน เดี๋ยวจะไปส่ง

 

พอจะเล่าต่อผมก็ทำท่านึกอยู่เดี๋ยวหนึ่ง
เพื่อนก็ถามว่า แล้วเขาว่าไง

 

กูจำไม่ได้ จำได้แต่ว่ากูเดินกลับออกมาจากหลังบ้านเอ็ง แล้วเขาก็เดินตามกูมา
แล้วกูก็ตื่นมาตอนเช้าเลย ก็จำได้แค่นี้

 

เพื่อนก็พูดว่า เอ็งไม่ได้ฝันแล้ว ตอนเพื่อนๆไปหามเอ็งที่ข้างโอ่ง ก็เจออ๊วกเอ็ง
แล้วหลังบ้านกูก็ติดกับบ้านนังพลับพลึง
เอ็งคงไปอ๊วกแถวนั้นเลยเจอวิญญาณนังพลับพลึงเข้าให้อะซิ

 

พอเพื่อนพูดจบ ผมก็อึ้งไปจน ทำอะไรไม่ถูก มือไม้ชาไปหมด
แต่ก็นึกไม่ออกว่าทำไมถึงลืมเรื่องงานศพพลับพลึงไปเสียสนิทเลย
เพื่อนเดินหายไปในครัว อยู่พักหนึ่ง แล้วก็เดินกลับออกมาพร้อมธูปกับไฟแช็ค
ยื่นให้ผมแล้วก็พูดว่า
“ไป เอ็งไปเรียกน้องกูกลับบ้านเลย”

 

ผมรับธูปกับไฟแช็คมา แบบ งงๆ
เดินตามเพื่อนไปที่รถของผม ที่จอดอยู่หน้าบ้าน
พอเดินตามเพื่อนไปถึงรถ ผมก็ดึงแขนเพื่อนมาคุยกันตรงประตูบ้าน
แล้วก็บอกเพื่อนว่า

 

เฮ้ย..ข้าขอร้อง เอ็งอยากบอกเรื่องนี้กะใครนะ กูอายเขา

 

เพื่อนก็พยักหน้า
ผมก็เลยเดินไปจุดธูปที่หน้ารถผม แล้วก็พนมมือตั้งจิตอธิษฐานอยู่หน้ารถ
แล้วก็พูดว่า

 

พลับพลึง พี่พามาส่งบ้านแล้วนะ กลับบ้านนะ
อะไรที่พี่พูดไม่ดีไป พี่ขออโหสิกรรมด้วย
อย่าโกรธพี่เลย แล้วพี่จะทำบุญ ใส่บาตรสิ่งที่พลับพลึงชอบไปให้นะ

 

แล้วผมก็เอาธูปไปปักไว้ตรงแถวๆดินหน้าบ้าน
เพื่อนเดินมา พูดกับผมว่า สบายใจแล้วนะ
ผมอยู่พูดคุยกับเพื่อนสักพัก ก็ขอตัวกลับ กรุงเทพ

 

สิ้นสงสัยกันเสียที เล่นเอาซะเกือบจะเป็นบ้า เสียการเสียงานมาเกือบอาทิตย์
ระหว่างขับรถกลับบ้าน ผมก็เปิดวิทยุฟังอย่างสบายใจ
ครั้งนี้หวังว่าคงจะจบเสียทีนะ

 

หลังจากเดินทางเข้ากรุงเทพ ผมก็แวะเอาของฝากไปฝากแฟนหละพ่อแม่แฟน
พอวันหยุด ผมก็เลยชวนแฟนไปทำบุญ ให้กับ พลับพลึง กัน

 

แฟนก็ถามว่า ใครหรือพลับพลึง ญาติเพื่อนพี่ที่เราไปงานศพเขาอะหรือ
ผมก็บอกว่า ใช่

 

แฟนก็พูดที่เล่นที่จริงขึ้นว่า
นึกไงอยู่ๆถึงคิดอยากไปทำบุญให้เขา หรือเขามาหาพี่ เพราะ ที่พี่ไปไม่ทันวันเผาเขาหรือเปล่า
แล้วแฟนก็หัวเราะนิดๆ

 

ผมก็ตอบว่า เปล่า

แต่ก็นึกแปลกใจว่า ขนาดแฟนยังจำได้ แต่ทำไมเราถึงจำเรื่องนี้ไม่ได้เลย
เพียงเพราะเราเมาฟิวส์ขาดวันนั้นหรือ ถึงลืมได้เสียสนิท

 

ก็เลยถามแฟนไปว่า วันที่เรากลับมาจากบ้านเพื่อนพี่ พี่ทำอะไรไม่ดีไปหรือเปล่า
แฟนก็ ส่งเสียงสูงขึ้นมาเลย
โอ๊ย…ไม่อยากจะพูด พี่อะเมาเหมือนหมาเลย
หนูกับแม่พี่ต้องลากพี่ไปห้องน้ำ แล้วหนูก็อาบน้ำให้
กว่าจะได้นอน เพลียมากๆ

 

ผมก็เลยหัวเราะ “อ้าวหรือ ไม่เห็นเล่าให้พี่ฟังเลย”
แฟนก็พูดว่า “อ้าวก็พี่ไม่ถามหนูนี่นา”

 

“เออ แล้วทำไมเราถึงไปงานเผาศพไม่ทันนะ”

 

แฟนก็ตอบว่า อ้าวพี่ลืมแล้วหรือ
ก็วันนั้นที่พี่บอกว่า ทางผ่านพอดี เดี๋ยวแวะไปหาเพื่อนก่อนคนที่ชื่อจ่าชัยไง

พอแฟนเล่าจบ ผมก็ตกใจ
พอนั่งนึกสักพัก อยู่ความทรงจำผมก็ผุดขึ้นมาอย่างกระทันหันทันด่วน

เอ้อ เราไปหาไอ้ชัย มันมานี่ หลังจากนั้นยังไปถามขอให้มันตามหารถคันที่โดนชนอยู่เลย สงสัยวันนั้นผมคงจะเมาหนักเอาการทีเดียว

 

 

ขอขอบคุณที่มา : สมาชิกหมายเลข 2227735 Pantip.com

Loading...
Loading...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: Content is protected !!