“ชมร่างอาจารย์ใหญ่” เวลาดูให้ยืนข้างๆ มันขวางทางสัมภเวสีกินน้ำเหลือง

เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าที่ “คุณก้อน” ได้โฟนอินเข้าไปเล่าประสบการณ์สุดระทึกของตนเอง ผ่านทางรายการเดอะช็อคในตอนที่มีชื่อว่า “อาจารย์ใหญ่” โดยเป็นเหตุการณ์ครั้งที่คุณก้อนได้เดินทางเข้าไปเยี่ยมชมร่างของอาจารย์ใหญ่ในโรงพยาบาลด้วยตนเอง เนื่องจากช่วงนั้นกำลังศึกษาเกี่ยวกับการทำกรรมฐานด้วยการเพ่งพิจารณาเพื่อปลงสังขาร แต่ด้วยความที่ไม่มีความรู้ถูกต้อง ทำให้การปฏิบัติธรรมด้วยตัวเองครั้งนี้ เป็นเหตุมาสู่ความน่ากลัวขนลุกขนพอง….

เรื่องผีเดอะช็อค | อาจารย์ใหญ่ โดย คุณก้อน

เรื่องราวต่อไปนี้เกิดเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมมีอาชีพเป็นข้าราชการ ในขณะเดียวกันผมก็สนใจศึกษาในด้านธรรมะ จชกระทั่งวันหนึ่งก็ตัดสินใจที่จะทำกรรมฐานด้วยวิธีการพินิจร่างไร้วิญญาณ เพื่อเป็นการปลงและขัดเกลาจิตใจ

ตอนนั้นผมอาศัยอยู่แถวปากคลองตลาด ในวันหยุดวันหนึ่ง ผมตัดสินใจเดินข้ามฝั่งไปยังโรงพยาบาลที่ถือว่าเก่าแก่และมีประวัติยาวนานแห่งหนึ่งของกรุงเทพ ในขณะที่ผมกำลังเดินขึ้นไปบนตึก จมูกก็ได้กลิ่นของฟอร์มาลินลอยฟุ้งจนเตะจมูก แน่นอนว่าเป้าหมายของผมก็คือ ห้องที่เก็บร่างอาจารย์ใหญ่เอาไว้ซึ่งอยู่บนชั้นสองของอาคารหลังนี้

เมื่อเข้าไปแล้วจะพบว่าด้านในจะมีตู้กระจกใบใหญ่ถูกตั้งขึ้นไว้ 2 ตู้ ภายในบรรจุร่างอาจารย์ใหญ่ที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นเพศหญิง ซึ่งซีกหนึ่งของร่างนั้น ชั้นหนังกำพร้าได้ถูกลอกออก ทำให้มองเห็นชั้นกล้ามเนื้อและระบบประสาทต่างๆ ซึ่งคงถูกนำมาใช้ในการศึกษาอนาโตมี่ของนักเรียนแพทย์มาก่อน ไม่ห่างกันนั้นจะมีอีก 1 ตู้วางนอนเอาไว้ ซึ่งบรรจุร่างอาจารย์ใหญ่เพศหญิงอีกท่าน แต่แขนข้างขวาถูกแยกออกมาวางไว้ข้างๆกัน

ผมใช้เวลาอยู่ราว 20 นาทีในการเพ่งพินิจพิจารณาร่างที่บัดนี้ไร้ซึ่งวิญญาณของผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคน มีลมหายใจเหมือนเราๆท่านๆ แต่มีความเสียสละบริจาคร่างกายของตนเพื่อใช้ในการศึกษาด้านการแพทย์เพื่อความก้าวหน้าของมนุษย์ทุกคน กระผมภาวนาขอให้วิญญาณของท่านได้รับผลบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ในครั้งนี้

จากนั้นก็ผละออกจากตรงนั้นและไปพบโหลดองทารกใกล้ๆกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะเดินกลับลงมาที่ชั้นล่าง สายตาของผมมองทอดยาวไปตามทางเดินที่ร้างซึ่งผู้คน แม้ว่าที่นี่จะเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ มีคนไข้เข้าออกเนืองแน่นทุกวัน แต่ดูเหมือนที่อาคารหลังนี้จะแตกต่างออกไป มันทำให้ผมรู้สึกเย็นเยียบในความวังเวงจนขนลุก

ผมออกเดินไปตามทางที่ทอดยาว กระทั่งสังเกตเห็นว่าทางด้านซ้ายมือมีเตียงเรียงอยู่ชิดติดข้างกำแพง ภายในนั้นมีอะไรอยู่ไม่ทราบได้ เพราะถูกผ้าคลุมสีขาวปิดไว้อย่างมิดชิด ทีแรกผมคิดว่าจะลองแง้มผ้าขึ้นมาดู แต่ในที่สุดก็เปลี่ยนใจ อาจจะด้วยความกลัวหรือความรู้สึกแปลกๆในใจบางอย่างที่รบกวนอยู่ และคิดว่าคงพอแล้วสำหรับวันนี้

คืนนั้นวันศุกร์ ผมมีธุระต้องเดินทางไปที่วัดในจังหวัดระยองที่บ้านค่าย วัดจะอยู่บนภูเขา พอถึงที่วัดผมก็นอนพักผ่อนแล้วได้ฝันว่ามีผู้หญิงกวักมือเรียก ผมจึงเดินเข้าไปหาผู้หญิงคนนั้น แล้วก็เดินจูงมือผมไปด้วยมือด้านขวา กระทั่งสายตาผมก็สังเกตเห็นว่าข้อมือของผู้หญิงคนนี้ขาดหายไป

ผมมาสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงระฆังเช้าของวัดตอนเช้า เลยเล่าความฝันให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อฟังแล้วก็นิ่ง ท่านพูดแค่ว่า “ให้หมั่นภาวนานะ” ผมได้ยินแบบนั้นก็ใจไม่ดี

วันอาทิตย์ผมก็เดินทางกลับกรุงเทพ หลังจากนั้นไม่กี่วัน ระหว่างที่ผมทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ ในช่วงพักเที่ยงหลังจากทานข้าวเสร็จก็คิดจะงีบหลับสักประเดี๋ยว แต่ระหว่างที่กำลังนอนอยู่ ผมรู้สึกเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น และเหมือนอากาศมันหนักๆ

หูก็ได้ยินเสียงลมพัดอื้ออึง ในขณะที่ขยับตัวไม่ได้และเหมือนได้ยินเสียงคนคุยกันเบาๆ แต่ก็จับใจความไม่ได้เพราะเสียงลมพัดอยู่ในหูแรงมาก ผมตกใจมาก ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองกันแน่ จนสักพักก็จับใจความเสียงที่คุยกันได้ความว่า

“เอามันไปเลย”

ผมได้ยินแล้วขนลุกวาบไปทั้งตัว อยากจะวิ่งหนีแต่ก็ขยับไปไหนไม่ได้ ตาก็มองไม่เห็นรับรู้ได้แต่เสียง มีความรู้สึกเหมือนใจจะขาดให้ได้ ผมจึงคิดถึงคำพูดของหลวงพ่อว่าให้ภาวนา จึงพยายามใจเย็นให้ได้มากที่สุด

ผ่อนลมหายใจแล้วภาวนาสักพัก เหมือนมีอะไรบางอย่างมากลิ้งอยู่ที่กระหม่อม และมีความรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างอุ่นๆไหลลงมาจากกระหม่อมไปจนทั่วร่างกาย แล้วเสียงทุกอย่างก็สงบลงจนรู้สึกขยับตัวได้

ผมจึงเดินทางไปวัดที่ระยองอีกครั้งแล้วเล่าเหตุการณ์ที่พบมาให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อท่านบอกว่า

“มันเป็นอาการของคนกำลังจะตายโดยไม่มีสติ อาการจะเป็นแบบนี้…ให้จำเอาไว้” 

หลังจากนั้นมาผมก็ไม่กล้าไปที่โรงบาลแห่งนั้นอีกเลย กระทั่งวันหนึ่งได้มีโอกาสฟังเทปการเดินธุดงค์ของหลวงพ่อฤาษีลิงดํา ท่านพูดถึงการวิปัสสนากรรมฐานว่า…. เวลาเดินธุดงค์ตามป่านั้น หากไปพบเจอศพต้องทำอย่างไร วิธีการพิจารณาควรทำอย่างไร จึงได้รู้ว่าสิ่งที่ตัวผมเองทำไปมันไม่ถูกต้อง

เวลาไปเจอร่างของผู้ไร้วิญญาณ…อย่ายืนค้ำหัวหรือยืนต่อหน้าตรงๆ แต่ให้ยืนเยื้องๆไปทางซ้ายหรือขวา และให้ยืนเหนือลม เพราะถ้าเราได้กลิ่นของศพจะทำให้เรารู้สึกพะอืดพะอม และอยากอาเจียน การแสดงอาการเหล่านี้ต่อหน้าร่างพวกเขา ถือเป็นการไม่ให้เกียรติคนตายโดยไม่รู้ตัว

ยิ่งไปกว่านั้น…การที่เราไปยืนตรงๆต่อหน้าศพ มันจะเป็นการไปขวางทางของพวกอสูรกายก็ดี หรือเหล่าเปรตที่จะเข้ามาดูดกินน้ำเหลือง

หลังจากนั้นตอนที่ได้ไปวัดที่ระยองอีก ก็ได้ไปเล่าเรื่องที่พบมาให้หลวงพี่ที่วัดฟังด้วย พอหลวงพี่ได้ฟังก็อยากจะไปดูด้วย โดยให้ผมพาไป ผมก็เลยจำเป็นต้องกลับไปอีก ทั้งๆที่ไม่อยากเข้าไปแล้ว

แต่ครั้งนี้มีน้องของผมไปด้วยกับพระลูกวัดตามไปด้วยอีกหนึ่งคน รวมเป็นสี่คน พอไปถึงที่โรงพยาบาลก็เหมือนเดิมกลิ่นฟอร์มาลีนลอยฟุ้งอยู่ทั่วโรงพยาบาล ผมและน้องพร้อมกับหลวงพี่อีกสองรูปก็ขึ้นไปดูห้องอาจารย์ใหญ่

สักพักก็ลงมาข้างล่าง ผมก็ถามน้องว่าได้กลิ่นฟอร์มาลีนมั้ย น้องก็ตอบว่าได้กลิ่นแรงมาก แล้วก็ถามหลวงพี่ แต่หลวงพี่ทั้งสองรูปบอกว่าไม่ได้กลิ่นฟอร์มาลีนเลย ผมจึงคิดว่านี่คงจะเป็นการให้เกียรติพระภิกษุสงฆ์ของเหล่าอาจารย์ใหญ่ และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

ขอบคุณที่มาเรื่องผี : เดอะช็อค 13

อ่านเรื่องผี the shock เรื่องอื่นๆ >> คลิก

กลับสู่หน้าแรก สยองสแควร์