คุณไสย…จากน้ำล้างช่องแคบแฟน!

เรื่องนี้เคยเป็นเรื่องรายที่ถูกเล่าในรายการ “เดอะช็อค เรดิโอ” เมื่อนานเกือบ 10 ปีมาแล้ว โดยเจ้าของเรื่องส่งประสบการณ์ของตัวเองมาทางอีเมล์ ในช่วงที่เรียกว่าเดอะช็อค สตอรี่ เรื่องมีอยู่ว่า… เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับตัวผมเองเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ผมยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ผมมีโอกาสได้รู้จักกับสาวนักศึกษาปี 1 หลังจากคุยกันได้ไม่นานเราก็เริ่มคบกัน กระทั่งสานความสัมพันธ์ลึกซึ้ง คืนหนึ่งผมก็ได้ไปนอนค้างที่ห้องของเธอ

คืนนั้นระว่างที่นอนอยู่บนเตียง ผมก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะได้ยินเสียงกุกกักแถวห้องน้ำ ซึ่งกำแพงอยู่ติดกับเตียงด้านที่ผมนอนอยู่ สักพักผมรู้สึกได้ว่ากำลังถูกสายตาบางคู่จ้องมองมาจากหลังประตูของห้องน้ำ แต่เมื่อผมหันหลังไปดู ใครบางคนที่ว่า…ก็หลบหายเข้าไปในห้องน้ำมืดสนิท ผมยังคงแกล้งทำเป็นนอนต่อ เสียงกุกกักก็เริ่มดังขึ้นอีก คราวนี้รู้สึกได้ว่า…ใครบางคนนั้น ออกมายืนค้ำหัวผมอยู่ข้างเตียงแล้ว ยื่นหน้าออกมาใกล้เรื่อยๆ ราวกับกำลังสำรวจอะไรสักอย่าง

ผมหันขวับกลับมาทันที เห็นเพียงเงาลับหลังไวๆ วิ่งหลบเข้าไปในห้องน้ำ ผมกระโจนออกจากเตียงสุดแรง กะว่าจะไล่ตามไปดูให้เห็นคาหนังคาเขา สิ่งที่ผมเจอในห้องน้ำ…ปรากฎว่าเป็นเด็กตัวคล้ำๆ พยายามจะวิ่งหนีเข้าไปในซอกหลังโถส้วม ผมจับขามันได้แล้ว แต่มันก็ดิ้นจนหลุด แล้วหายลับเข้าไปในโพลงด้านหลัง ทันใดนั้นผมก็สะดุ้งตื่นขึ้นบนเตียง… มันเป็นความฝันหรอกหรือ? แต่…มันก็เป็นความฝันที่สมจริงมาก ผมบอกได้เลยว่าสิ่งที่ผมเห็นในฝัน ถอดแบบออกมาจากห้องที่ผมกำลังนอนอยู่นี่ชัดๆ

ผมสงสัยว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลเบื้องหลังรึเปล่า เลยถามแฟนดู ทีแรกเธอก็เลี่ยงที่จะตอบ แต่พอผมคาดคั้นเข้า เธอก็สารภาพว่า…ในอดีตเธอเคยท้องกับแฟนคนก่อน แต่ในเมื่อยังอยู่ในวัยเรียน และเธอก็ไม่มีปัญญาเลี้ยง เลยตัดสินใจทำแท้งด้วยตัวเอง เรื่องสิธีการขอไม่พูดถึงในที่นี้ จนกระทั่งเธอปวดท้องอย่างรุนแรงเลยไปเข้าส้วม จู่ๆก็มีก้อนเลือดหลุดออกมา ด้วยความตกใจ เธอก็รีบกดชักโครกให้น้ำหมุนวน ชำระบาปที่ติดตัวของเธอออกไป

เธอไม่เคยบอกเรื่องนี้กับผม เธอบอกว่าไม่อยากให้ผมรู้สึกผิดหวัง รู้สึกรังเกียจหรืออยากเลิกคบกับเธอ… บอกตามตรง ทีแรกผมอดตกใจไม่ได้เหมือนกัน แต่พอคิดๆดูแล้วมันก็เป็นเรื่องในอดีต เป็นความผิดพลาดที่ย้อนไปแก้ไขไม่ได้ ผมเลยเลือกที่จะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก หลังจากนั้นเราก็ยังคงคบกันเรื่อยมาอีกระยะหนึ่ง

กระทั่งช่วงหนึ่ง ผมเริ่มสังเกตว่า ตัวเองเจ็บออดๆแอดๆ สามวันดีสี่วันไข้ ไอแค่กๆจนเป็นเรื่องปกติ ไม่สบายบ่อยมาก มากจนแม่ทัก…ว่าตัวก็ใหญ่แต่ทำไมป่วยบ่อย โดยปกติถ้าไม่มีคลาสเรียน ผมก็จะไปอยู่กับแม่ช่วงเย็น เป็นช่วงที่ผมมีอาการเพลียอยู่เสมอ แต่พอกลับไปหาแฟนที่หอช่วงสามทุ่ม อาการต่างๆกลับดีขึ้นตาอย่างไม่น่าเชื่อ ตอนนั้นผมไม่ได้ติดใจสงสัยแต่อย่างใด หากมาคิดดูดีๆในภายหลัง ต้องยอมรับว่านี่คือสัญญาณอันตราย ที่ผมละเลยด้วยความไว้ใจจริงๆ

มีอยู่วันหนึ่ง ผมไปช่วยแม่ขายของที่ตลาดนัดในช่วงเย็น จู่ๆอาการก็กำเริบ คราวนี้มันแตกต่างไปจากทุกที ผมรู้สึกปวดท้องอย่างรุนแรง ราวกับมีใครเอามือบิดสุดแรง ปวดจนแทบทนไม่ไหว แม่ผมเลยนำส่งโรงพยาบาลซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตลาดทันที แพทย์เวรลงความเห็นว่า…เป็นอาการของอาหารเป็นพิษ ติดในกระเพาะอาหารอย่างรุนแรง ผมก็นึกสงสัยว่าผมเองก็ไม่ใช่คนซกมกจะหยิบอะไรซี้ซั้วเข้าปาก อาหารส่วนใหญ่ก็ปรุงสุกทั้งนั้น นึกไม่ออกเลยว่าตัวเองไปกินอะไรมาที่ทำให้ถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อ

ในระหว่างนั้นเอง ครอบครัวเราก็ได้รับข่าวร้าย ถึงแม้ว่าเราสองคนแม่ลูกจะเตรียมใจเอาไว้แล้วก็ตาม ทางโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งคุณพ่อรักษาตัวด้วยโรคเรื้อรังอยู่นั้น โทรมาแจ้งว่าท่านเสียแล้ว ให้มารับร่างไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ผมเลยบอกแม่ว่าเดี๋ยวผมขอกลับไปเปลี่ยนเป็นชุดดำก่อน ผมปลีกตัวออกมาแล้วตรงไปยังห้องของแฟนเพื่อเปลี่ยนชุด ปรากฎว่าอาการเริ่มแย่ลงอีกแล้ว มันรู้สึกปวดหัวและเพลียจนแทบสิ้นสติ เลยกะว่าขอนอนพักเอาแรงสักชั่วโมง ตื่นมาเข้าห้องน้ำอาบน้ำเตรียมตัวจะไปรับพ่อ อาการก็รุนแรงขึ้นอีกจนผมลุกไม่ไหว เลยล้มตัวลงนอนบนเตียงข้างๆแฟน

กว่าผมจะรู้สึกตัวแล้วตื่นมา ก็ตอนเช้าเสียแล้ว ผมหยิบมือถือมาดู พบว่ามีสายมิสคอลนับร้อยจากแม่ ผมรู้สึกผิดมากๆ มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้ ผมจะมัวมานอนอยู่แบบนี้ไม่ได้ แต่ขาผมมันไม่ยอมขยับ สภาพผมตอนนี้ราวกับผีตายซาก ในกระจกสะท้อนใบหน้าซูบซีดจนผมเองยังตกใจ มันเกิดอะไรขึ้นกับผมก็ไม่ทราบ ผมพยายามจะฝืนตัวเองลุกขึ้นอีกครั้ง สุดท้ายก็ล้มลงไปกองที่หน้าประตู ตอนนั้นเองก็มีเสียงที่คุ้นเคยเรียกชื่อผมอยู่หน้าประตู

ผมเปิดออกไปดู ปรากฎว่าเป็นแม่ผมเอง แม่มองผมด้วยสายตาเบิกโพลง สีหน้าแกดูตกใจระคนคลางแคลง ก่อนจะก้มลงไปพยุงผมขึ้นมา

“สภาพแบบนี้…แกโดนของเข้าแล้วล่ะ”

คำพูดของแม่ทำหัวใจผมแทบหลุดออกมาจากอก ‘ทำของ…เหรอ?’ หมายถึงคุณไสยมนต์ดำใช่มั้ย? ผมไม่เคยนึกถึงมุมนี้มาก่อนเลย แล้ว…ถ้าเป็นความจริง ใคร? จะทำใส่ผมล่ะ ทันใดนั้นผมก็หันกลับไปมองหาแฟนในห้อง สิ่งที่เห็นทำเอาใจผมหาย เธอเอาแต่นอนมุดตัวอยู่ใต้ผ้านวมผืนใหญ่ ราวกับจะซ่อนตัวจากผมและแม่ผมยังไงอย่างนั้น

แม่ผมพาขึ้นรถ แล้วตรงไปที่วัด ระหว่างทางก็ด่าผมชุดใหญ่ ผมได้แต่นิ่งเงียบคิดทบทวน มันจะเป็นไปได้เหรอ? คุณไสยเนี่ยนะ มันงมงาย พ.ศ.นี้มันยุคไหนกันแล้ว เรื่องพรรค์นั้นมันจะไปมีจริงได้อย่างไร ไปถึงวัดก็พบหลวงพ่อรูปหนึ่ง ท่านอายุอานามมากโขแล้ว แม่ผมก็สอบถามท่านว่าลูกชายเป็นอะไรมากมั้ย หลวงพ่อท่านมองผมปราดเดียวแล้วก็พูดขึ้นว่า…

“คนบาป…”

ผมก็ได้แต่งง และสงสัยว่าคำพูดของท่านนั้นหมายถึงอะไร? ตัวผมไปทำบาปทำกรรมอะไรไว้…อย่างไร หลวงพ่อท่านแนะนำให้ผมเปลี่ยนชื่อเป็นการแก้เคล็ด แล้วให้น้ำมนต์ปลุกเสกมาอาบจำนวนหนึ่ง ระหว่างทางกลับบ้านเหงื่อผมก็ไหลไม่หยุดราวกับเปิดน้ำก๊อก แม่ผมยืนยันหนักแน่นว่า…ตัวผมต้องไปโดนคุณไสย มนต์ดำมาแน่ๆ แต่ตัวผมนั้น ยังไงก็ไม่มีทางเชื่อ กระทั่งมาถึงบ้าน อาการผมเริ่มทุเลาลงแล้ว คืนนั้นผมก็นอนพักค้างคืนที่บ้าน

คืนนั้นผมฝันประหลาด บ้านของผมจะเป็นลักษณะแบบอาคารพาณิชย์ ในฝันนั้นผมเห็นตัวเอง ยืนอยู่บนชั้น 2 จู่ๆก็มีผู้หญิงแปลกหน้าผมยาวรุงรังเดินขึ้นมา เธอมองผมราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ก่อนที่เธอจะเดินหายเข้าไปในตู้ ซึ่งมีรองเท้าคู่เก่งของผมเก็บอยู่ จากนั้นไม่นานก็มีผู้ชายในสภาพเนื้อตัวมอมแมม เสื้อผ้าขาดรุ่ยเก่าปอน มองมาทางผมด้วยตาขวาง ก่อนจะเดินตามหายเข้าไปอีก เป็นแบบนี้คนแล้วคนเล่า จนกระทั่งมีเสียงหนึ่งไล่หลังตามมาติดๆ…

“พวกนั้น…มันติดตามมากับเศษดินเศษหินในรองเท้า”

เสียงที่ว่านั่นเป็นของชายร่างใหญ่กำยำ น่าเกรงขาม ตามลำตัวมีรอยสักรวดลายอักขระอยู่ทั้งตัว ในมือหนึ่งมีค้อนเหล็ก ส่วนอีกมือมีสิ่ว ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน…แต่จู่ๆผมก็วิ่งเขาไปกอดขาเค้า ราวกับผมรอคอยคนคนนี้มานาน จากนั้นชายนิรนามคนนั้น ก็ยกค้อนกับสิ่วขึ้นมาตอกลงไปบริเวณด้านหลังใต้คอผม เขาตอกดังโป๊กๆๆๆครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างสุดแรง ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บแต่อย่างใด แต่สัมผัสได้ถึงแรงกระแทก

สิ่งที่ชายคนนั้นทิ้งเอาไว้ เป็นรอยสักทรงสี่เหลี่ยมคล้ายกับยันต์เก้ายอด หากแต่ภายในว่างโล่ง ไม่มีอักขระอะไร จากนั้นทิวทัศน์รอบตัวผมก็เปลี่ยนไป กลายเป็นอีกสถานที่หนึ่งคล้ายภายในวัด ด้านหน้าผมมีศาลาไม้หลังใหญ่ ผมขึ้นไปบนนั้นพบพระ 3 รูปกำลังนั่งฉันท์อาหารกันอยู่ ที่นั่น…พระรูปหนึ่งเติมเต็มรอยสักด้านหลังคอให้ผม จนตอนนี้มันมีลักษณะคล้ายยันเก้ายอดที่มีอักขระที่สมบูรณ์แล้ว ผมตื่นมาก็รุ่งเช้าแล้ว เลยเล่าเรื่องนี้ให้แม่ผมฟัง แม่ผมก็มีสีหน้าโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกล่าวกับผมว่า “ต่อจากนี้ เราคงพ้นทุกข์พ้นโศกแล้ว”

แม่ผมยังบอกอีกว่า วันนี้จะพาผมไปที่บุรีรัมย์ ที่นั่นมีอาจารย์ท่าหนึ่งที่เชี่ยวชาญเรื่องขจัดไสยเวท จะพาไปเอาสิ่งที่ตกค้างออกให้หมด อ̶า̶จ̶า̶ร̶ย์̶ท̶่า̶น̶ชื̶่อ̶โ̶ก̶ะ̶โ̶จ̶ ̶ซ̶า̶โ̶ต̶ร̶ุ อาจารย์นั้นท่านชื่ออะไรผมบอกไม่ได้ สิ่งที่ท่านทำคือนำปากกามาจิ้มไว้ที่คาง กับฝ่าเท้า แต่ความรู้สึกเจ็บราวกับถูกมีดกรีดเข้าไป ก่อนที่จะมีน้ำบางอย่างสีดำคล้ำกลิ่นเน่าเหม็นไหลออกมา เสร็จสิ้นพิธีกรรมนั้น ปรากฎว่า… อาการปวดหัวปวดท้อง ใจเต้นแรงของผมหายจนเป็นปลิดทิ้งอย่างน่าประหลาด

ในระหว่างที่ญาติๆผมที่ติดตามไปด้วย กำลังสนทนาอยู่กับอาจารย์ท่านนั้นอยู่ ผม…อาจจะด้วยที่ไม่เจอแฟนตั้งแต่วันก่อนนั้น เลยคิดถึงเค้าขึ้นมา จู่ๆก็มีเสียงอาจารย์แกพูดดังแหวกขึ้นมา จนคนอื่นๆเงียบไปหมด

“เค้าทำถึงขนาดนี้ ยังจะคิดถึงมันอีกหรือ?”

ผมสะดุ้งตกใจ ได้แต่มองเลิ่กลั่กราวกับเด็กที่พยายามจะปิดบังความผิด

“เอ็งรู้บ้างรึเปล่า ว่าที่เอ็งโดนนั้น มันคืออะไร…”

“ผมก็ไม่รู้เลยครับว่าเป็นอะไร เรื่องที่ว่าโดนทำของใส่ จะใช่จริงมั้ยก็ไม่รู้”

ผมตอบอาจารย์ไปตามที่คิด แต่หลังจากนั้นผมแทบช็อคกับสิ่งที่ได้ยินจากปากอาจารย์

“สิ่งที่เอ็งโดนมันคือ…คุณไสยจาก น้ำล้างอวัยวะช่วงล่าง!”

“มันเอามาผสมในน้ำ ในกับข้าวกับปลา ให้เอ็งกินวันแล้ววันเล่า ยังไงล่ะ”

แม้ผมจะยืนกรานหนักแน่นมาตลอดว่าไม่เชื่อในเรื่องพวกนี้ แม้กระทั่งไม่กี่วินาทีก่อน แต่คำตอบแสนพิศดารของอาจารย์ มันเป็นราวกับกุญแจดอกสุดท้ายของเรื่องราว ผมนึกย้อนไปในวันนึงที่ผมอยู่กับแฟน ผมชมเธอว่าทำไข่เจียวปูได้เอร็ดอร่อย ราวกับเจ๊ไฝมิชลินสตาร์ เธอก็พูดออกมาคำนึงว่า…

“ไม่อร่อยได้ไงล่ะ ก็ใส่น้ำเงี่_นเราลงไปด้วย 555”

วันนั้นผมก็นึกว่าเธอพูดติดขำ ก่อนจะตอบไปว่า บ้าเหรอ ใครจะไปกินอะไรแบบนั้น ยิ่งกว่านั้น…อาการป่วยที่ผมเป็นจนต้องเข้าโรงหมอเมื่อวันก่อน แพทย์วินิจฉัยมาว่าอาหารเป็นพิษ มีเชื้อในกระเพาะอาหาร คิดถึงตรงนั้นผมก็หน้าซีด รู้สึกพะอืดพะอมจนอยากจะสำรอก

หลังจากนั้น ผมรีบโทรติดต่อหาแฟนทันที ถามเธออย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่เธอได้แต่อ้ำอึ้ง เลี่ยงที่จะตอบ ผมบอกกับเธอว่า… ‘รู้บ้างมั้ย ผมเกือบตายเลยนะ’ แต่เธอก็ยังคงปฏิเสธเป็นพัลวัน แล้วยังบอกอีกว่า ต่อให้ทำก็ไม่ทำถึงตายหรอก เธอบอกว่าอย่าเข้าใจเธอผิด เธอรักผมมาก อยากให้กลับมาอยู่ด้วยกันอีก แต่ตัวผมตัดสินใจเลิกติดต่อกับเธออย่างเด็ดขาด

ผ่านไปราวหนึ่งเดือน ผมเริ่มกลับไปเรียนที่มหาวิทยาลัยอีกครั้ง คราวนี้มีเพื่อนในคณะมาเล่าให้ผมฟังว่า ‘กูเจอแฟนเก่ามึงด้วยว่ะ แต่ควงไปกับหนุ่มที่ไหนไม่รู้ ท่าทางจะรักกันมากทีเดียว’

ผมได้แต่คิดในใจว่า… ขอให้ผู้ชายคนนั้นโชคดีมีชัย หากสวรรค์ยังเข้าข้างอยู่บ้าง คงไม่ต้องเจอหนักถึงกับต้องเอาชีวิตไปทิ้ง นี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด