“รถทัวร์เที่ยวกลางคืน” ลงไปเข้าห้องน้ำที่ปั้ม..กลับมามีแต่ผีเต็มคันรถ

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ6 ปีที่ผ่านมา เป็นเรื่องสมัยที่คุณตี๋ยังเป็นนักศึกษาอยู่ ตอนนั้นคุณตี๋หารายได้เสริมขณะเรียน ด้วยการรับถ่ายรูปรับปริญญาตามสมัยนิยม ที่วัยรุ่นหันมาเล่นมาใช้กล้องโปรกัน และด้วยความที่เป็นมือสมัครเล่น บางครั้งงานที่รับมาก็มักจะเป็นลูกค้าที่งบน้อยหรืออาจจะอยู่ไกล จนตากล้องมือโปรเลือกที่จะส่งต่อมาให้ทำเพราะไม่อยากไปเอง

เรื่องเล่าสยองขวัญ: รถทัวร์เที่ยวกลางคืน…ลงไปเข้าห้องน้ำแป๊บเดียวกลับมาผีมานั่งข้างๆ

ครั้งนั้นคุณตี๋และเพื่อนอีก2 คนได้รับงานถ่ายรูปรับปริญญาของมหาวิทยาลัยหนึ่งในวันงานซ้อมรับก็ผ่านไปได้ด้วยดี เนื่องจากมหาวิทยาลัยนั้นอยู่ในจังหวัดเดียวกันกับที่คุณตี๋อยู่ หากแต่ในวันรับจริงนั้นต้องเดินทางไกล เพราะงานวันรับจริงนั้นจะถูกจัดในมหาวิทยาลัยชื่อเดียวกันแต่เป็นอีกวิทยาเขตหนึ่งในต่างจังหวัด สำหรับตากล้องมืออาชีพคงเลี่ยงจะรับงานแบบนี้ ด้วยเกรงว่าจะไม่คุ้มค่าเหนื่อย แต่สำหรับคุณตี๋และเพื่อนๆแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องน่าสนุกและตื่นเต้น แน่นอนว่าคุณตี๋ไม่เคยไปมาก่อนจึงให้ความรู้สึกเหมือนการผจญภัย… หากแต่พอกลับมาย้อนคิดดูแล้วเหตุการณ์ในครั้งนั้น ดูจะเป็นความตื่นเต้นจากเหตุสยองขวัญมากกว่านึกสนุก

คุณตี๋และพรรคพวก ได้รับการติดต่อจากพี่ที่เป็นลูกค้าว่า ให้ไปขึ้นรถที่มหาวิทยาลัยของพี่ตอน2 ทุ่มครึ่ง เพราะทางมหาวิทยาลัยได้จัดเตรียมรถทัวร์สำหรับรับบัณฑิตและญาติๆ ที่จะไปร่วมงานวันรับจริง ในส่วนของพี่ลูกค้านั้น จะเดินทางไปเองส่วนตัวกับครอบครัว คุณตี๋ไปทันซื้อตั๋วพอดี และได้ที่นั่งในรถคันหนึ่งจากกว่า10 คัน ซึ่งเป็นคันเดียวกันกับเพื่อนที่มาด้วยกัน

รถต้องเดินไปไกลกว่า 6-7 ชั่วโมง ในรถทัวร์ถูกดับไฟจนมืดเพื่อไม่เป็นการรบกวนผู้โดยสาร เนื่องจากเป็นการเดินทางในตอนกลางคืน ทุกคนบนรถภายใต้ความมืด ถ้าไม่หลับโดยซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบางที่รถทัวร์แจกให้ ก็มักจะเล่นโทรศัพท์คร่าเวลา คุณตี๋กับเพื่อนที่มาด้วยกันก็คุยเล่นด้วยความตื่นเต้นในการเดินทางครั้งนี้ เพราะไม่เคยมาเส้นทางนี้มาก่อนไม่รู้ว่าจะได้เจออะไรบ้าง พร้อมสังเกตนอกหน้าต่างกันเป็นระยะ จนกระทั่งในที่สุดก็ผลอยหลับกันไปเอง

ไม่รู้ว่ารถเดินทางมาไกลเท่าไหร่ คุณตี๋รู้สึกตัวว่ารถไม่ได้เคลื่อนตัวแม้ยังติดเครื่องอยู่ คุณตี๋มองดูนาฬิกาจากในความมืด ขณะนั้นเป็นเวลาตี3 จึงเริ่มสังเกตนอกรถจากหน้าต่างภายนอก คล้ายรถกำลังอยู่ในจุดพักรถหรืออู่รถทัวร์เพื่อรอเติมน้ำมัน ในอู่มีลักษณะเป็นลานกว้างมีเกาะกลางคล้ายสถานี โดยรอบมีรถทัวร์จอดแวะพักอยู่หลายคัน สักพักทั้งคันรถก็สว่างสไวขึ้นจากหลอดไฟด้านบน ขณะนั้นคุณตี๋เริ่มสังเกตเห็นว่าคนในรถเริ่มตื่นมากดโทรศัพท์บ้าง คุยจ้อกแจ้กบ้าง แต่ครู่หนึ่งก็สะดุ้งขึ้น เพราะว่าฟาร์ม..เพื่อนที่นั่งติดกันนั้นจะลุกไปเข้าห้องน้ำ คุณตี๋ลุกขึ้นให้ฟาร์มเดินออกไปที่ทางเดินได้สะดวก เขาเห็นฟาร์มเดินไปด้านหลังเพื่อเข้าห้องน้ำ… นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่คุณตี๋ยังเห็นฟาร์มมีสติคุยรู้เรื่อง

หลังจากนี้จะเล่าในมุมมองของฟาร์ม ซึ่งคุณตี๋เล่าว่าได้ทราบเรื่องทั้งหมดในภายหลังจากฟาร์ม

ฟาร์มเดินแบบงัวเงียไปท้ายรถเพื่อจะเข้าห้องน้ำ แต่พบว่าถูกใช้งานอยู่ และดูเหมือนจะมีคนรอต่อคิวอีกอย่างน้อย3-4 คน คุณฟาร์มจึงเลือกที่จะลงไปขอเข้าห้องน้ำในสถานี เนื่องจากปวดหนักรอไม่ไหว หลังจากกระซิบกระซาบกับคนขับที่เดินตรวจความเรียบร้อยอยู่ คนขับก็เหมือนแกล้งพูดว่า ‘ปวดขี้เหรอ รีบไปรีบมาแล้วกัน แถวนี้อยู่นานไม่ดี’ จนเพื่อนคุณฟาร์มอดขำและแซวไม่ได้

คุณฟาร์มลงไปใช้ห้องน้ำในสถานี ห้องน้ำจัดว่าสะอาดดีไม่ต่างจากห้องน้ำในปั๊มใหญ่ๆ หลังปลดทุกข์เรียบร้อยแล้วก็กลับออกมา แต่คราวนี้ด้านนอกกลับเต็มไปด้วยรถทัวร์หน้าตาคล้ายกันเต็มไปหมด บางทีรถคันอื่นๆคงตามมาทันกันพอดี คุณฟาร์มมองหายังไงก็ไม่เจอรถของตัวเอง เนื่องจากตอนขึ้นก็ไม่ได้จดจำลักษณะเด่นหรือป้ายทะเบียนรถ คุณฟาร์มเดินหาอยู่สักพั กก็ไปเจอรถคันหนึ่งจอดอยู่ห่างออกไป คุณฟาร์มคิดว่าน่าจะใช่ และพอดีที่มองขึ้นไปบนหน้าต่างและเห็นเพื่อนที่มาด้วยกันนั่งอยู่บนนั้น ขณะนั้นคุณฟาร์มเล่าให้ฟังภายหลังว่า…น่าแปลกอยู่เหมือนกัน ที่รถไม่ได้จอดอยู่ที่เดิม และในรถก็มืดสนิท แต่ตอนนั้นคิดว่ารถกำลังจะออกและรอเขาอยู่คนเดียว จึงรีบไปขึ้นโดยไม่ได้คิดอะไร

ทันทีที่คุณฟาร์มนั่งลงข้างคุณตี๋ รถก็เคลื่อนตัวออกแทบจะในทันที คุณฟาร์มนั่งอยู่ในความมืดสักครู่ใหญ่ ก็เหมือนนึกเอะใจในความเงียบสะงัด มันเงียบมากจนเหมือนไม่มีใครขยับสักคนบนรถ จู่ๆโทรศัพท์ก็แจ้งเตือนดังขึ้นเป็นเมสเซนเจอร์ จากเพื่อนอีกคนที่นั่งอยู่เบาะหน้านั่นเอง คุณฟาร์มชะโงกหน้าไปมองด้วยความสงสัย ว่าทำไมไม่พูดกับเขาโดยตรงเหมือนตลอดทางที่ผ่านมา ตอนนั้นเองที่คุณฟาร์มเริ่มสังเกตได้ถึงความผิดปกติ บรรยากาศในรถดูขุ่นมัวพิกล ไม่เว้นแม้เพื่อนเขาที่นั่งอยู่ด้านหน้า ก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตา คุณฟาร์มอดคิดไม่ได้ว่า…ตอนเขาลงไปคงมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า หรือเป็นเพราะเข้าไปเข้าห้องน้ำนานไป

คุณฟาร์มเปิดดูข้อความ แล้วก็ต้องทำหน้างง

“ทำอะไรอยู่”

“ทำอะไร? ทำไมเหรอ..เมื่อกี้ตอนกรุไม่อยู่ เกิดเรื่องอะไรขึ้นรึเปล่า?”

“เกิดอะไร..ไม่มีนี่ เมิงรีบๆมาได้แล้ว”

คำพูดของเพื่อนสร้างความสับสนให้คุณฟาร์ม ทั้งยังไม่ได้ตอบคำถามของเขา จนราวกับคุยอยู่กันคนละเรื่อง แต่ทันใดนั้นสายเรียกเข้าก็ดังขึ้น เป็นสายคุณตี๋..คนที่นั่งอยู่ข้างเขานั่นเอง คุณฟาร์มหันไปมองคนที่อยู่ข้างๆ แต่คุณตี๋นั่งนิ่งไม่ได้หยิบโทรศัพท์ยกขึ้นมาด้วยซ้ำ แม้จะรู้สึกแปลกๆแต่ก็กดรับสายในที่สุด…

“ฟาร์ม นี่กรุตี๋นะ…”

“เมิงเสร็จรึยัง รีบๆมาเร็วๆ ทั้งคันเขารอมึงอยู่คันเดียวเนี่ย”

พูดเรื่องอะไร? พวกเพื่อนกำลังรวมหัวกันแกล้งเขาหรือเปล่า? คนที่นั่งข้างๆ ยังคงนั่งนิ่งไม่แม้แต้มีท่าทางว่าจะขยับปาก หรือกำลังพูดคุยโทรศัพท์ แต่เสียงนั้นเป็นคุณตี๋ไม่ผิดแน่ แล้วจู่ๆเหมือนรู้ตัวว่ากำลังถูกจ้องมอง…คนที่นั่งข้างคุณฟาร์มก็ค่อยๆหันหน้ามาช้าๆ แทบจะ90 องศา โดยที่ส่วนลำตัวไม่ขยับ คุณตี๋มองมาทางคุณฟาร์มด้วยหน้าบึ้งตึง

ก่อนที่คุณฟาร์มจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ เขาก็รู้สึกตัวว่าไม่ได้มีแค่คนที่นั่งข้างเขาเท่านั้นที่หันหน้ามาจ้องดู เหมือนทุกสายตาบนรถจะหันหน้ามาทางเขา ในสภาพที่ลำตัวส่วนที่เป็นคอลงมาแทบไม่ขยับ โดยเฉพาะเพื่อคนที่นั่งเบาะหน้า หันคอกลับหลังมามองเขาในลักษณะ180 องศา คอเห็นรอยบิดปูดโปนจนน่าเจ็บปวดอย่างชัดเจน แน่นอนว่าคนปกติไม่มีใครทำได้!  นั่นเป็นภาพสุดสยองสุดท้าย ที่คุณฟาร์มเห็นก่อนที่จะกรี๊ดร้องสุดเสียงและสลบไป

คุณตี๋เล่าว่าหลังปะติดปะต่อกับคำบอกเล่าของฟาร์ม จังหวะที่ทุกคนกำลังรอฟาร์มอยู่บนรถด้วยความร้อนใจเพราะหายไปนาน เพื่อนอีกคนจึงเมสเซจไปหาและคุณตี๋ก็โทรไปถามจริง หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังสนั่น มาจากอีกฟากหนึ่งของลานในอู่รถ สร้างความสนใจและตกใจให้คนที่ได้ยิน ทั้งรถก็มองนอกหน้าต่างในทางเดียวกัน ตรงนั้นเป็นคล้ายสุสานรถ ที่มีซากรถทัวร์ผุพังไปจอดกองรวมอยู่หลายคัน ซึ่งไม่น่าจะมีใครไปอยู่ในนั้น จนมีเจ้าหน้าที่คนงานในสถานีพากันวิ่งไป และพบฟาร์มนั่งในสภาพไร้สติอยู่บนซากรถคันหนึ่ง

ในภายหลังได้ทราบว่า รถคันนั้นเป็นซากรถทัวร์ที่ประสบอุบัติเหตุตกไหล่ทางพลิกคว่ำ เสียชีวิตยกคัน เมื่อช่วง 3-4 ทุ่มก่อนนี่เอง ถูกลากมาไว้ที่นี่หลังตำรวจท้องที่ดำเนินการเสร็จ คนงานเล่าว่าที่นี่ก็มีแบบนี้อยู่บ่อยๆ ไม่มีใครอยากเดินไปทางนั้นกลางคืนกัน และจนแล้วจนรอด…เราก็ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ฟาร์มเห็นคืออะไรหรือมันเกิดขึ้นได้ยังไง หลังจากเสร็จงานของเราในช่วงเช้าวันนั้น ก่อนกลับเราได้แวะทำบุญกันที่วัดแถวนั้น จากที่ได้เล่าเรื่องราวให้หลวงพ่อฟังดูเหมือนจะเป็นคราวเคราะห์ของฟาร์ม หรือจิตใจอยู่ในช่วงที่สื่อสารถึงได้พอ ดีจึงได้เห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น

อ่านเรื่องผีน่ากลัว เรื่องอื่นๆ >> กดที่นี่

กลับสู่หน้าแรก สยองสแควร์

Admin

29/03/2020

“ร้านนี้ลูกสาวสวย” เหตุสยองในร้านตามสั่ง

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 18 ปีที่ผ่านมา คุณภาคินได้รับการบอกเล่ามาจากรุ่นพี่ที่เป็นซุปเปอร์ไวเซอร์ที่ทำงาน ซึ่งพี่คนนี้ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์ที่จะเล่าต่อไปนี้ โดยในตอนนั้นบริษัทนี้ได้รับงานก่อสร้างในประเทศเพื่อนบ้าน ปกติจะมีทีมงานเข้าไปอยู่แล้วแต่ทีมงานชาวแก๊งค์ของพี่คนนี้ได้เข้าไปเป็นชุดหลัง เนื่องจากในพื้นที่นั้นเป็นโซนนอกเมืองจึงไม่ได้มีอะไรให้อภิรมย์นัก สำหรับเหล่าชายหนุ่มชาวแก๊งค์ย่อมกลายเป็นป็นที่ที่น่าเบื่อ มาอยู่ได้ไม่นานจึงพยายามค้นหาความตื่นเต้น

เรื่อง:ร้านนี้ลูกสาวสวยเล่าโดย: คุณภาคิน

ชาวแก๊งค์ได้สืบถามว่าแถวนี้มีอะไรน่าสนใจพอจะเที่ยวชมบ้างมั้ย จากคำบอกเล่าของคนงานในแคมป์ ที่หน้าปากซอยทางเข้าหมู่บ้านห่างจากแคมป์ไป 300-400 เมตร จะมีบ้านหลังนึงเป็นร้านค้าลูกสาวสวยมากและเป็นฝาแฝดด้วย แต่พ่อดุนะจะเข้าไปก็ระวังหน่อย ด้วยความที่เป็นวัยรุ่นกันก็คึกคะนองขึ้นมาเป็นธรรมดา

หลังจากนั้นก็พากันไปนั่งในร้านที่ว่า โดยร้านนี้จะเป็นร้านอาหารตามสั่ง แล้วก็มีขายกาแฟเครื่องดื่มเล็กน้อย แต่น่าแปลกคือ…พอไปถึงแทนที่จะได้เจอสาวสวยฝาแฝดอย่างที่ตั้งใจ ก็ไม่เจอ คุณพ่อหวงลูกสาวก็ไม่มีวี่แวว จะเจอก็เพียงแต่ป้าคนหนึ่งที่ขายของอยู่ที่นั่น หลังจากเทียวไปมาอยู่3-4 วันก็ยังไม่เจอ พี่คนนึงในแก๊งค์ก็ลุกขึ้นเดินไปถามป้าทีเล่นทีจริงว่า

“ป้า…เห็นคนแถวนี้เค้าว่าร้านนี้ลูกสาวสวยเหรอ”

แต่แทนที่จะได้คำตอบหรืออย่างน้อยก็สัญญาณที่บอกว่าเรื่องนี้มีมูล ป้ากลับค่อยๆแหงนหน้าขึ้นมาจากเขียงเล็กน้อย แล้วเหลือกตาขึ้นมาจ้องมอง ไม่มีคำตอบอะไรจากป้า มีเพียงแค่รอยยิ้มมุมปากดูแคลนอย่างมีเลศนัย ตอนนั้นเองก็ไม่มีใครเข้าใจว่าหมายถึงอะไร และหลังจากพยายามเร้าหรืออยู่หลายวัน ก็ยังไม่ได้เจอ ในที่สุดก็เลิกกันไป

หลังจากนั้นวันหนึ่ง ในแคมป์มีการตั้งวงกินดื่มกัน พี่ในแก๊งค์ก็ไปซื้อของที่ร้านนั้นตอนนั้นเวลาประมาณ3-4 ทุ่ม พี่เค้าชำเลืองเข้าไปในร้านก็เห็นสาวๆอยู่ด้านใน จากคำบอกเล่าของพี่คนนี้คือ เป็นสาวประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งสวยขาวหน้าตาก็น่ารักมาก จึงวิ่งกลับไปเล่าให้คนในแก๊งค์ๆฟัง วันถัดมาก็แห่ยกโขยงกันไปที่ร้านนั้น แต่ก็ไม่เจอแม้แต่เงาเช่นเคย จนกระทั่งมืดค่ำใกล้จะปิดร้านก็ได้เห็นสาวสวยคนนึง

ตอนนั้นก็มานั่งคุยกันทีเล่นทีจริงตามประสาชายหนุ่ม ว่ามาทั้งทีน่าจะสานสัมพันธ์ไว้หน่อยขณะนั้นเองช่างคนนึงที่อาวุโสและโสดที่สุดในกลุ่ม ในที่นี้ขอเรียกแทนว่าช่างแว่น พี่เค้าก็ออกตัวก่อนเลยว่าจะขอจีบก่อน ถ้าภายในอาทิตย์นึงไม่มีอะไรคืบหน้า เดี๋ยวให้คนอื่นมาจีบต่อตามลำดับ

หลังจากนั้นแกก็เริ่มปฏิบัติการของแกทันที ก็ไปนั่งเฝ้าที่ร้าน หมายว่าจะได้คุยแต่ก็เหมือนช่วงกลางวันทุกที คือไม่เจอใครนอกจากป้าคนนั้น นั่งอยู่ได้ 2 วันจนจะถอดใจอยู่แล้ว วันนั้นก็นั่งจนร้านจะปิดกำลังจะกลับ แล้วก็เจอลูกสาวสวยคนนึงเดินออกมาพี่แว่นเล่าว่าวินาทีนั้น เรียกว่าตกหลุมรักเลย แต่เพื่อไม่ให้เสียโอกาสจึงทักไป “น้อง…ทำไมไม่เคยเห็นหน้าเห็นตาเลย” แล้วก็ชวนคุยไปอะไรไป จนพี่แว่นจับทางได้แล้วว่าลูกสาวจะโผล่ออกมาตอนร้านจะปิด แต่มีเรื่องน่าแปลกใจอยู่ตรงที่ว่า ถ้าเจอลูกสาว…จะไม่เจอป้า แต่ถ้าจะป้าก็จะไม่เจอลูกสาว

คืนนึงพี่แว่นก็ไปร้านเหมือนทุกที แต่คราวนี้ได้เจอลูกสาวทั้งสองคน พี่แกก็พยายามชวนคุยแต่ดูสาวเจ้าไม่ค่อยพูดจา ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าอาจเป็นเพราะพ่อหวงกลัวแม่จะไปฟ้อง โดยที่ก็จะมายืนคุยกันหน้าร้านหลังร้านปิด พี่แว่นเองก็สืบทราบประวัติมาว่าแต่เดิมบ้านนี้อยู่กัน 5 คนคือสองฝาแฝด พ่อ ป้า..โดยที่ป้าคนนั้นเป็นแม่เลี้ยงและจะมีลูกชายที่เป็นลูกติดมาอีกคน คนพ่อเป็นอัมพาตได้ไม่นาน ส่วนพี่ชายที่เป็นลูกเลี้ยงก็ติดคุก แต่ด้วยความที่พี่แว่นไม่ได้อยากรู้เรื่องอะไรตั้งเป้าว่าแค่อยากจะจีบให้สำเร็จเท่านั้น แล้วเรื่องต่างๆก็ผ่านไป

จนเวลาผ่านไป พี่แว่นก็ตามตื้อลูกสาวคนน้องจนพูดคุยได้อย่างสนิทชิดเชื้อ จนอดคิดไม่ได้ว่าสาวคงมีใจให้ คืนหนึ่งพี่แว่นตั้งใจไปคุยกับสาวที่หน้าร้านเหมือนทุกที จู่ๆก็ได้ยินเสียงป้าดังมาจากในบ้านดูเหมือนจะด่าทอใครบางคนเป็นภาษาท้องถิ่นจับใจความมาได้ประมาณว่า

“เมิงนี่อ่อยผู้ชายนะ มีผู้ชายมาเฝ้าหน้าบ้านทุกวันเลย”

พี่แว่นรู้สึกว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดีจึงถอยหลังกลับก่อน ในระหว่างที่จะเดินกลับนั้นก็มีผู้หญิงวิ่งมาสาวสวยคนน้องนั่นเองบอกว่า

“พี่อย่าคิดมากนะ พรุ่งนี้แม่ไม่อยู่จะไปซื้อของ พี่มาเจอกันค่ำๆตอนร้านปิดนะ”

พี่แกก็มั่นใจแล้วว่าสาวมีใจให้ ก็ตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะเผด็จศึก ถึงเวลาก็มาตามนัด หลังจากชะเง้อมองดูสักพักคนน้องก็วิ่งออกมาและชวนเข้าไปในบ้าน ดีกว่าอยู่ตรงนี้เดี๋ยวจะมีคนเห็น

พี่แกเล่าว่าภายในบ้านจะมีอยู่ 4 ห้องเป็นบ้านชั้นเดียว บ้านนั้นไม่ได้รกหรือสกปรกอะไร เพียงแต่แปลกตรงที่จะได้กลิ่นเหม็นสาปลอยมาเตะจมูกอยู่ตลอด สาวคนน้องชวนเข้าไปห้องของเธอ ขณะเดินผ่านห้องๆนึงพี่แว่นก็ได้ยินเสียงไอดังคอกแคกมาจากหลังประตู จึงเข้าใจว่าเป็นห้องของคนพ่อที่ป่วยอยู่ หลังจากเข้าไปนั่งคุยกัในห้องสักพักก็เหมือนจะมีเหตุเข้าด้ายเข้าเข็ม แต่จู่ๆก็มีเสียงประตูเปิดดังปังขึ้นสาวคนน้องจึงเอ่ยว่า

“พี่เดี๋ยวพี่เข้าไปหลบในตู้ก่อนนะ สงสัยว่าแม่จะกลับมา”

พี่แว่นเงี่ยฟังเสียงจากหลังประตูตู้ หลังจากเข้าไปไม่นานก็ได้ยินเสียงเหมือนใครปิดประตูเข้าไปในห้องห้องนึง จนกระทั่งเสียงป้านั่นเองดังแหลมขึ้นมา

“เมิงนี่ชอบเที่ยวอ่อยผู้ชายไปทั่ว ทำให้พ่อมึงมาด่ากรุ”

นอกจากเสียงด่าทอยังมีเสียงเหมือนฟาดบางอย่าง คงมีใครโดนเฆี่ยนเข้าให้ แกเข้าใจว่าอย่างนั้น แล้วก็มีเสียงผู้หญิงกรีดร้อง แต่ป้าก็ยังคงไม่หยุด

“เมิงไม่เชื่อกรุใช่มั้ย? เมิงอยากไปอยู่กับพ่อเมิงใช่มั้ย”

พี่แว่นเงี่ยฟังอยู่เงียบๆ จนกระทั่งเสียงเฆี่ยนเงียบหายไป

“เมิงอย่าออกไปไหนนะ ถ้ากรุรู้ว่าออกไป กรุจะเอาเมิงไปอยู่กับพ่อเมิง”

สิ้นเสียงนั้นก็เป็นเสียงปิดประตูดังปัง สักพักน้องสาวคนน้องก็เปิดประตูห้องเข้ามา แล้วบอกว่า “พี่ๆ ออกมาได้แล้ววันนี้ดูท่าไม่ดี พี่กลับไปก่อนนะ” ขณะพี่แว่นกำลังจะก้าวออกจากบ้านน้องสาวก็มาจับมือแล้วบอกว่า

“พี่ๆช่วยอะไรหนูหน่อยได้มั้ย”

“ช่วยอะไรเหรอ”

“ช่วยพี่สาวหนูหน่อย”

จากนั้นน้องเค้าก็พาไปยังห้องอีกห้องหนึ่งภายในนั้นถึงกับต้องตะลึงเพราะร่างพี่สาวฝาแฝดในสภาพร่างกายเต็มไปด้วยรอยเฆี่ยน ที่ขาถูกล่ามไว้ เธออยู่ในสภาพนอนสลบ สร้างความตกใจให้พี่แว่นอย่างมาก ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ น้องสาวก็พูดขึ้นว่า

“พี่ช่วยพาพี่สาวหนูหนีไปที่แคมป์นะ จากนั้นโทรแจ้งตำรวจ”

ขณะที่กำลังใช้ผ้าห่อตัวพี่สาวหมายจะอุ้มพาออกไป คนน้องสาวก็บอกว่า “พี่ไปก่อนเลย เดี๋ยวหนูไปช่วยพ่อก่อน ไปถึงแล้วโทรแจ้งตำรวจเลยนะ” หลังจากช่วยคนพี่ได้แล้วและโทรแจ้งเหตุ พอนครบาลมาถึงพี่แว่นก็ส่งคนกับพี่คนที่เล่าประสบการณ์ให้ผมฟังไปที่บ้านหลังนั้นทันที

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พอนครบลเข้าตรวจค้น ค้นๆไปก็ไปเจอคนพ่อของฝาแฝดในสภาพเป็นศพถูกยัดอยู่ในโอ่งหลังบ้าน ทางนครบาลเค้าก็เตรียมตัวรอที่จะจับป้า แต่ป้าคงจะไหวตัวทันเพราะจนแล้วจนรอดก็ไม่กลับมาที่บ้านอีก

ที่แคมป์เมื่อแฝดคนพี่รู้สึกตัวฟื้นขึ้นมา พี่แว่นก็เล่าเรื่องให้ฟังว่า

“เรื่องคือน้องสาวฝาแฝดของคุณ มาขอให้ผมช่วยหนีออกมา แต่แล้วกลับไปเจอศพคนพ่ออยู่หลังบ้าน”

แต่พี่สาวกลับเถียงออกมาว่า

“น้องสาวฉันจะมาบอกคุณได้ยังไงในเมื่อน้องสาวฝาแฝดฉันเสียไปตั้งแต่ 3-4 เดือนก่อนแล้ว”

ประโยคนั้นสร้างความสับสนระคนตกใจให้กับพี่แว่น บทสรุปของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในครอบครัวนี้คือ ด้วยความที่พ่อนั้นหวงลูกสาวแฝดทั้ง 2 คนมากๆ ไม่ว่าใครจะพยายามเข้ามาจีบ คนพ่อก็จะคอยกีดกันไล่อยู่ตลอด แต่ลูกเลี้ยงชายกลับแอบมากินแฝดสาวคนน้องซะเอง จนเป็นเหตุให้เธอคิดสั้นผูกคอ เพราะรู้ว่าตัวเองท้อง โดยพบหลักฐานคือจดหมายลาที่บอกเล่าเรื่องราวและสิ่งที่โดนกระทำ

ความจริงนี้ทำให้คนพ่อคับแค้นใจมาก เลยแจ้งตำรวจจับลูกเลี้ยงตนเอง ภายหลังเรื่องนี้ก็สร้างความไม่พอใจแก่ป้ามาก ป้าจึงวางยาตั้งใจจะปิดปากพ่อ คนพ่อยังไม่ตายในทันทีแต่ก็เป็นอัมพาต ถึงอย่างนั้นป้าแกตั้งใจที่จะจัดการทิ้งอยู่ดี เลยจัดการแล้วอำพรางโดยการยัดศพคนพ่อไว้ในโอ่งหลังบ้านที่ตำรวจไปพบในตอนหลัง ขณะที่สาวแฝดพี่ถูกป้าขังไว้ภายในบ้านไม่ให้ออกไปไหน อีกทั้งทุบตีดุด่า ส่วนตัวป้าก็ออกมาขายของหน้าร้านปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

จนเป็นเหตุให้ผีสาวผู้น้องปรากฎตัวออกมาเฉพาะเวลากลางคืน และไม่เคยออกมาพร้อมป้าแก จนในวันนั้นความสัมพันธ์กับพี่แว่นทำให้เธอช่วยพี่สาวของเธอมาได้ เรียกว่าเป็นเรื่องราวที่ไม่น่ากลัวสยองในทำนองผีสางนัก แต่ความดำมืดในใจคนต่างหากที่น่ากว่ากว่าเยอะ

ขอขอบคุณที่มา : เรื่องเล่าผี ร้านนี้ลูกสาวสวย คุณภาคิณ

อ่านเรื่องผีจากพันทิป เรื่องอื่นๆ >> คลิก

กลับสู่หน้าแรก สยองสแควร์

Admin

29/03/2020

เรื่องผี Pantip : ต้นเชอร์รี่ในบ้านร้าง

เรื่องเล่าคราวนี้เป็น เรื่องผี Pantip จากสมาชิกหมายเลข 3626889 ที่นำประสบการณ์สยองสมัยยังเด็กมาถ่ายทอดให้ฟังในแท็กเรื่องเล่าสยองขวัญของเว็บไซท์พันทิป โดยบอกเล่าถึงเหตุการณ์ที่เคยไปเล่นซนกันที่บ้านร้างหลังหนึ่ง แล้วแอบไปเก็บผลเชอร์รี่มากินโดยไม่ได้ขออนุญาตจากเจ้าของบ้านที่เสียไปไม่นาน…

เรื่องผี Pantip เรื่องนี้มีอยู่ว่า…

เรื่องนี้เกิดเมื่อราวสิบกว่าปีก่อน ผมไม่ได้มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องเล่าผีมากนัก แต่ในสมัยที่ผมยังอาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่ต่างจังหวัด ในช่วงวันหยุดน้องชายที่อายุน้อยกว่าสี่ปี ซึ่งเป็นญาติๆกัน มักจะมาเล่นด้วยที่บ้านของผม และในวันนั้นซึ่งเราพากันไปว่ายน้ำเล่นในคลองเล็กๆละแวกนั้น ด้วยความที่ขนาดของคลองไม่ลึกและกว้างนัก ทำให้ผมพูดขึ้นตามประสาเด็ก ชวนกันว่ายข้ามไปเก็บลูกเชอร์รี่ที่ฝั่งตรงข้าม ต้นเชอร์รี่ที่ว่านี้เป็นต้นที่ปลูกไว้ในเขตบ้านของ “ทวดหวาน” โดยแกเป็นคนเฒ่าคนแก่ที่อายุอานามมากโขจนชาวบ้านพากันเรียกแกด้วยคำว่าทวด บ้านของทวดหวานมีลักษณะเป็นเรือนยกสูงมีใต้ถุนที่ทำจากไม้ นอกจากเชอร์รี่ที่แกปลูกไว้แล้ว ก็ยังมีต้นผลหมากรากไม้อื่นๆอยู่อีกมากมาย แต่ทวดหวานแกพึ่งจะมาเสียไปเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้ที่นี่ร้างคนดูแล ตัวบ้านก็เก่าทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว

ด้วยความที่เห็นว่าไม่มีใครอยู่แล้ว ผมจึงชวนน้องไปเก็บผลไม้กันที่นั่น ครั้นว่ายข้ามไปถึงแล้ว ก็พากันตรงดิ่งไปที่ต้นเชอร์รี่ที่เป็นเป้าหมาย มันอยู่ข้างๆตัวบ้านไม้ที่จะพังมิพังแหล่ ซึ่งอยู่ห่างจากริมฝั่งไม่ไกลไปราวๆร้อยเมตร หากแต่จังหวะหนึ่ง…ผมสังเกตเห็นน้องชายมีท่าทีแปลกๆเมื่อขึ้นมาถึง ท่าทางเหมือนไปพบเจอแล้วกลัวอะไรมา อย่างไรก็ตามผมไม่ได้ซักถามทันทีในตอนนั้น เนื่องจากใจจริงก็กลัวคำตอบที่จะได้ยินอยู่เหมือนกัน แม้จะไม่ได้คิดถึงขนาดที่ว่าวันนี้ตัวเองกำลังจะได้รับบทนำจำเป็นในหนังผีน่ากลัวเรื่องนี้ เพื่อไม่เป็นการทำลายบรรยากาศและเสียความตั้งใจในทีแรก ผมจึงเร่งชวนน้องไปนั่งกินเชอร์รี่ที่ใต้ต้น กระทั่งหลังกินกันอย่างเอร็ดอร่อย กินไปคุยเล่นกันไปจนสาแก่ใจแล้ว ก็ถึงเวลาพากันกลับบ้าน

ขณะที่ลุกจะเดินออกไปนั้นก็มีเสียงคนถ่มน้ำลายดังออกมาจากบนเรือนไม้ที่ไม่น่าจะมีใครอยู่ แถมเสียงยังค่อนข้างดังฟังชัดจนชวนให้คิดว่ามีเจตนาที่ต้องการทำให้คนได้ยิน จังหวะนั้นผมเองได้พูดขึ้นด้วยความตกใจว่า “เมื่อกี้ เสียงใครอ่ะ” หากแต่ไม่ได้รับคำตอบใดๆจากน้อง เห็นขัดเจนว่าน้องก็หน้าซีดไปแล้วเหมือนกัน หลังท่าทีที่ดูสับสนว่าจังหวะนั้นควรอยู่ฟังให้แน่ใจ ควรค่อยๆย่องออกมาหรือวิ่งหนีด้วยความเร็วดีนั้น สุดท้ายดูเหมือนว่าพอมีคนนึงออกตัววิ่ง อีกคนก็รีบใส่เกียร์หมาตามมาติดๆทันที เราพากันมาหยุดพักหายใจกันอยู่ริมตลิ่ง พลางปรึกษากันว่า…เสียงที่ได้ยินเมื่อกี้นี้ เป็นเสียงของทวดหวาน อดีตเจ้าของบ้ายนหลังดังกล่าหรือไม่ แต่นั้นคงไม่สำคัญเท่ากับการหนีกลับไปบ้านให้ได้ก่อน หากแต่ทางที่เหลือไม่ใช่แค่วิ่งก็ถึง มันมีคลองเล็กๆที่เราข้ามมาเมื่อกี้คั่นอยู่ ซึ่งด้วยความตื่นกลัวในขณะนี้ก็ทำให้คลองมันดูใหญ่กว่าความเป็นจริง

ผมพยายมปลอบน้องไม่ให้กลัว บอกให้น้องกล้าๆเข้าไว้ โดยน้องจะว่ายนำไปก่อนแล้วผมจึงว่ายตามเพื่อดูหลังให้ ในระหว่างที่ว่ายไปนั้นต่างคนก็ต่างตะโกนกันสุดเสียงเพื่อข้บไล่ความตื่นกลัวออกไป ขณะที่ว่ายออกไปได้ระยะหนึ่งผมก็รู้สึกเหมือนกับขาของตัวเองไปสัมผัสถีบกับอะไรเข้าให้ ผมจึงหันไปมองด้านหลังด้วยความตกใจ และสิ่งที่เห็นก็คือผิวน้ำทางด้านหลังที่แหวกนูนออกมาเหมื่อนคลื่นจากหัวใครบางคนที่ดูเหมือนจะดำน้ำว่ายตามเรามา ในหัวมีภาพของยายแก่จากเรื่องผีต่างๆที่มักตามเหยื่อได้รวดเร็ว แม้ว่าจะแก่แล้ว! ถึงตรงนั้นผมก็แหกปากทันทีด้วยความตกใจสุดขีด แล้วรีบจ้ำอ้าวอย่างสุดแรง พลางว่ายไปร้องไห้ไป กระทั่งน้องผมที่อยู่ด้านหน้าได้ยินเสียงผมร้องไห้ ก็ร้องตามแล้วพากันเร่งจ้ำจนในที่สุดก็มาถึงฝั่งอย่างปลอดภัย

บทสรุปของเรื่องเล่าผี…

หลังจากกลับมาถึงบ้านผมก็ซักถามน้องเรื่องที่คาใจอยู่ ว่าตอนที่ไปถึงฝั่งน้องไปเห็นอะไรเข้าหรือเปล่า โดยน้องชายเล่าให้ฟังว่าตัวเองไม่ได้เห็นชัด แต่คล้ายกับว่ามีใครบางคนจ้องมองอยู่จากทางหน้าต่างชั้นบน แต่พอหันไปดูให้ชัดก็ไม่เห็นตัว ในขณะที่ตอนขากลับน้องบอกว่าตัวเองก็ไม่ทันได้สังเกตเห็นในสิ่งที่ผมเจอ เรื่องที่ว่ามีคลื่นนูนออกมาจากผิวน้ำ น้องเพียงได้ยินผมร้องไห้เลยกลัวแล้วรีบว่ายมาเท่านั้น อย่างไรก็ตามเราคาดกันว่า นั่นอาจจะเป็นดวงวิญญาณของ “ทวดหวาน” ซึ่งแกได้ชื่อว่าเป็นคนหวงของโดยเฉพาะต้นไม้ที่แกปลูกดูแลประคบประหงมเหมือนลูกในสมัยที่ยังมีชีวิต หลังจากนั้นผมก็ไม่เคยชวนน้องไปขึ้นที่ฝั่งนั้นอีกเลย จนกระทั่งบ้านหลังนั้นได้ถูกรื้อถอนออกไปในภายหลัง ไม่แน่ใจว่ามีใครได้พบเจอกับแกอีกมั้ย และนี่ก็เป็นเรื่องราวทั้งหมดของกระทู้ผีพันทิปนี้….

เรื่องผี Pantip เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนจิตได้อย่างนึงว่า อะไรที่ไม่ใช่ของของเรา เราไม่ควรไปเอา แม้ว่าจะเป็นเพียงผลไม้จากบ้านร้างที่ไม่มีคนก็ตาม เพราะอาจยังมี “ผี” เฝ้าอยู่ก็เป็นได้…

ขอขอบคุณที่มากระทู้ผีพันทิป : https://pantip.com/topic/36257683

อ่านเรื่องผีจากพันทิป เรื่องอื่นๆ >> คลิก

กลับสู่หน้าแรก สยองสแควร์

Admin

19/03/2020

เที่ยวป่าช้าดูรูปผีบนโกศ “คนนี้สวย…ถ้าได้ดมคงดี”

เรื่องผี the shock เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่ “คุณหรั่ง” ได้ประสบพบเจอมาด้วยตนเอง ซึ่งเรื่องราวที่คุณหรั่งนำมาเล่าในรายการเดอะช็อคที่ชื่อตอนว่า “เรื่องเล่าจากความฝันนั้น” ต้องบอกเลยว่าแปลกพิศดารและชวนขนลุกอย่างที่ไม่มีเรื่องไหนเหมือน เพราะมีจุดเริ่มต้นมาจากกิจกรรมของพวกเขาที่ต้องบอกว่ามีรสนิยมแปลกอยู่ไม่น้อย นั่นคือการ “เที่ยวชมรูปผี” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวอันน่ากลัวที่กำลังตามมาโดยไม่รู้ตัว

เรื่องผี the shock “เรื่องเล่าจากความฝัน” – คุณหรั่ง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับคุณหรั่งเจ้าของเรื่อง และเพื่อนร่วมก๊วนอีก 2 คน พวกเขามีกิจกรรมที่หากใครได้ยินเป็นต้องแปลกใจกันทุกคน กิจกรรมที่ว่านั้นคือ…การเที่ยวชมรูปผี! แม้ว่าความจริงแล้ว คุณหรั่งกับเพื่อนจะไม่เชื่อในเรื่องผีๆสางๆก็ตามที ความหมายของรูปผีที่ว่านี้ก็คือ รูปเล็กๆของคนตายที่มักจะติดอยู่บนโกศเก็บกระดูก หรือตามช่องกำแพงในวัดซึ่งทุกคนคงคุ้นเคยกันดีเวลาไปทำบุญให้ญาติพี่น้องที่จากไป แต่จะมีสักกี่คนที่จะมีจุดประสงค์ในการรับชมภาพเหล่านั้นเพื่อความเพลิดเพลินเริงใจ

เวลาที่กลุ่มของคุณหรั่งไปวัดใดก็ตาม แต่ละคนก็จะแยกย้ายกันเดินชมไปตามเรื่องราว เดินซอกแซกเข้าไปตามเมรุ ตามโกศที่เรียงรายกันเป็นแถว ราวกับไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์แล้วรับชมภาพศิลปะ พวกเขาไม่เพียงแต่ดูเฉยๆ ยังมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันจากเรื่องราวที่เหลืออยู่ของคนในภาพ เป็นต้นว่าวันชาตะ มรณะ แล้วคุยกันว่า “เออ…คนนี้อายุสั้นเนอะ เสียตั้งแต่อายุยังน้อยๆ ไม่น่าเลย” อย่างนั้นอย่างนี้

กระทั่งวันหนึ่งซึ่งพวกเขาก็นัดออกมาทำกิจกรรมสุดพิศดารกันเหมือนทุกที “เดียร์” หนึ่งในเพื่อนร่วมก๊วนไปหยุดกึก ก่อนจะยืนจ้องรูปภาพบนโกศหลังหนึ่งอยู่นานสองนาน จนเพื่อนๆนึกสงสัยเลยเดินเข้าไปหา รูปภาพขนาด 2×4 นิ้วสีขาวดำที่ถูกฝังอยู่ในปูน แสดงใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่ง คุณหรั่งเข้าใจแล้วว่าทำไมเพื่อนถึงหยุดยืนดูอยู่นาน เพราะผู้หญิงผมยาวดำขลับในรูปมีใบหน้าสะสวยมากๆคนหนึ่ง

ข้อมูลใต้ภาพแสดงให้เห็นว่า เธอคนนี้เสียตอนยังเป็นวัยรุ่น ปีพ.ศ.มรณะคือ 2509 อย่างไรก็ตาม…จู่ๆเดียร์ก็พูดทักขึ้นมาว่า “สวยจริงๆว่ะ” ก่อนที่จะเอื้อมือเข้าไป แล้วใช้นิ้วลูบไล้ที่แก้มของหญิงสาวในรูป คำพูดของเดียร์ฟังดูพิกลขึ้นทุกทีเมื่อเขาบอกต่อว่า…

“คนนี้นะ กรุขอแค่ได้ดมผมสักที กรุก็ยอมทุกอย่างแล้ว…”

ก่อนที่จะทิ้งนามบัตร ซึ่งระบุชื่อที่อยู่ของตัวเอง แม้กระทั่งเบอร โทรศัพท์ครบ ไว้มุมหนึ่งของโกศหลังนั้น ราวกับว่าแลกไลน์หรือแลกเฟสกับสาวสวยที่เจอกันโดยบังเอิญในสวนสาธารณะก็ไม่ปาน ตอนนั้นคุณหรั่งก็ไม่ได้คิดอะไร โดยไม่รู้เลยว่านั่นจะเป็นสาเหตุที่นำพาเรื่องวุ่นวายมาสู่เขาและเพื่อน

ในคืนเดียวกันนั้นเอง ขณะที่เดียร์กำลังพักผ่อนอยู่ในห้องส่วนตัวของตนที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งบนชั้นที่ 4 โดยที่เปิดระตูห้องทิ้งไว้แล้วปิดเพียงประตูเหล็กดัดชั้นใน เพื่อให้เห็นวิวทิวทัศน์ยามค่ำคืนจากระเบียง ระหว่างที่ใช้งานคอมพิวเตอร์อยู่พักึ่งก็เกิดรู้สึกง่วงขึ้นมา เลยล้มตัวลงนอนบนเตียง ก่อนจะเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งเขาฝัน…

เดียร์ฝันว่าตัวเองนั่งอยู่บนตียงเดียวกันกับเมื่อสักครู่ ก่อนที่จู่ๆจะมีเสียงจากโทรศัพท์ดัง กริ๊งงงง ขึ้นในห้อง เขาจึงลุกเข้าไปรับสายทันที ทุกอย่างดูสมจริงมาก…ราวกับว่านี่ไม่ใช่ความฝัน แต่เขาตื่นอยู่จริงๆ อย่างไรก็ตาม ปลายสายไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นใคร แต่เดียร์กลับรู้ได้ในทันที

“สวัสดีค่ะ หนูเองนะ พี่จำได้ไหม…?”

“จำได้สิ พี่กำลังรออยู่เลย…” เดียร์เล่าให้ฟังภายหลังว่า ตัวเองก็แปลกใจไม่น้อยที่เหมือนจะรู้ตัวว่ากำลังอยู่ในความฝัน แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกดีใจมากพอที่จะไม่ยอมตื่น

“หนูขอ…ขึ้นไปหาพี่ ได้ไหมคะ?”

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ มาสิ…ขึ้นมาเลย”

เดียร์ในความฝันยังไม่วายที่จะตระเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งเข้าห้องน้ำล้างหน้า จัดแต่งทรงผม ราวกับว่าเขาเตรตัวจะไปออกเดท อย่างไรก็ตาม เธอไม่ปล่อยให้เขารอนานจนเกินไป ในที่สุดก็มีเสียงรองเท้าดัง “ต๊อก..แต๊ก” พร้อมกับกลิ่นหอมพิศวงที่ลอยตามลม มาหยุดอยู่ที่ประตูหน้าห้อง ทันใดนั้นเอง…ก็มีใบหน้าสะสวยของสาวน้อยคนหนึ่งชะโงกหน้าเข้ามาดู แต่ก็ไม่มีทีท่าจะเปิดเข้ามา คล้ายกับรอการ “เชิญ” เข้าไปข้างในจากเจ้าของห้องก่อน เดียร์ก็รีบออกปากชักชวนให้เข้ามาทันที

“ให้หนู…เข้าไปได้ใช่มั้ยคะ แน่นะคะ?”

“ได้สิ น้องเข้ามาเลย”

คอนโดของเดียร์มีทั้งหมด 3 ตึก โดยเดียร์อาศัยอยู่ที่ตึกแรก ชั้นที่ 4 แต่ละชั้นจะมีอยู่ 8 ห้อง
เมื่อเปิดประตูห้องเข้าไป จะเจอกับห้องโถง เมื่อเดินเข้าไปทางขวามือก็จะเป็นห้องนอนและห้องน้ำ

เดียร์เล่าว่า……

หลังจากกลับห้องมาในคืนนั้น ขณะที่เขากำลังเล่นอินเตอร์เนตอยู่ในห้องโถง
สมัยนั้นอินเตอร์เน็ตจะเป็นแบบเชื่อมต่อกับโมเด็ม ที่จะมีเสียงดังเวลาเชื่อมต่อ (คนยุคนั้นน่าจะนึกเสียงออกนะคะ)
เขาเปิดประตูห้องทิ้งไว้ เหลือไว้แต่ประตูลูกกรงที่เป็นมุ้งลวด อีกด้านก็เปิดม่านหน้าต่างไว้ให้เห็นวิวด้านนอก
หลังจากเล่นไปได้สักพัก เดียร์ก็รู้สึกเพลียมากและเผลอหลับไป
เขาฝันว่า มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นแล้วเขาก็ลุกเดินไปรับ ปลายสายพูดกับเขาว่า

“ฮัลโหล ฮัลโหลพี่…..หนูเอง จำได้มั๊ย?”

ในตอนนั้นเขารู้ตัวทันทีว่าเขาเองนั้นฝันไป แต่ก็ไม่วายที่จะตอบกลับปลายสายไปว่า … “จำได้”

“พี่…หนูขึ้นมาได้ไหม?”
“ขึ้นมาเลย…ขึ้นมาสิ”

หญิงสาวคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง โดยที่มีเดียร์ยืนรอรับรับอยู่ และพาไปนั่งที่โซฟาตัวใหญ่ในห้องโถง แทบไม่เชื่อสายตา เธอเป็นหญิงงามคนเดียวกันกับที่เคยอยู่ในรูปบนโกศเมื่อกลางวัน อย่างไรก็ตาม เมื่อได้เห็นตัวจริงๆเต็มๆตาและใกล้ชิดขนาดนี้ เดียร์ยอมรับว่าเธอดูสวยยิ่งกว่าในรูป โดยเฉพาะผมยาวดำเป็นมันที่กำลังโชยกลิ่นหอมอ่อนออกมา จนเดียร์แทบอยากเอาจมูกไปสูดดมใกล้ๆ แต่ความเป็นสุภาพบุรุษก็ยับยั้งใจเขาเอาไว้ก่อน

“พี่…ไปหรือยัง?”  เธอถามเขาขึ้นมา
“ไปไหนเหรอ?”  เขาตอบรับด้วยความสงสัย
“เข้าห้องไงพี่………………..”  (เธอหมายถึงห้องนอนนะคะ)
“ไปสิ ไปๆ”

เขาลุกขึ้นพร้อมกับดึงมือเธอจะพาเธอไปที่ห้องนอน แต่ก่อนที่จะไปนั้นเขาขอปิดคอมพิวเตอร์ก่อน
เขาเดินกลับไปปิดคอมพิวเตอร์….และเดินกลับมาหาเธอ

“เอ้ย….เดี๋ยวพี่เดินไปหยิบน้ำก่อน”

มันเป็นเรื่องปกติของเดียร์ที่ว่าที่หัวนอนของเขาจะต้องมีน้ำดื่มตั้งไว้ที่หัวเตียง
เขาจับมือของเธอเพื่อจะพาเธอไปที่ห้องนอน ตอนนั้นเธอเดินตามหลังเขา
….แต่แล้วก็มีความคิดขึ้นมาว่าควรจะเอาหนังสือไปด้วยมั๊ย

“เออ…เอาหนังสือไปอ่านด้วยมั๊ย เดี๋ยวพี่เดินไปเอาหนังสือก่อน…” เขาถามออกมาโดยที่ไม่ได้หันหน้าไปมองคนที่เดินตามมาเลยสักนิด

“เมิงงงจะเข้านอนได้หรือยัง!”    

เดียร์รู้สึกกลัวขึ้นมา สายตาเขาเหลือบไปเห็นที่ประตูห้อง
เขาเห็นผู้ชายร่างใหญ่คนหนึ่ง ชายคนนั้นถามเขาขึ้นมาว่า

“หนุ่ม….รู้จักเขาด้วยเรอะ?”

เพื่อนผมจึงหันไปมองที่ประตู ยังไม่ทันที่จะได้ตอบอะไร 
จู่ๆก็มียายคนหนึ่ง โผล่ออกมายืนข้างๆผู้ชายคนนั้น…และยายก็พูดกับเขาว่า

“หนุ่ม…ให้เขาออกไป…อย่าให้เขาเข้ามา!”

แต่ว่าเพื่อนผมใจก็กล้าๆกลัว แต่ก็ยังไม่ได้หันไปมองเธอที่เขาจูงมือมา
ทันใดนั้นเองผู้หญิงคนนั้นก็ผลักเขาเข้าไปยังห้องนอน
เขาตกใจมากจึงรีบล็อคประตู แต่ด้วยความที่ล็อคลูกบิดเสีย เขาจึงทำได้แค่ใส่กลอนที่เป็นสายยูเท่านั้น
เขาเอาตัวของเขาเองดันประตูไว้….เขารู้สึกเหนื่อยมาก จนสุดท้ายก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา

ความฝันนั้นทำเขาเหนื่อยมากจริงๆ เขาจึงลุกขึ้นไปเพื่อหยิบน้ำดื่มที่ตู้เย็น
ในความมืดของห้องนั้น เขาลุกขึ้นมาจากเตียง….เดินไปที่ประตู มือกำลังจะปลดสายยู………..

เอ้ย…..แต่เมื่อกี๊เขาหลับอยู่ที่โซฟาข้างนอกนี่นา!

เขาจำได้เป็นอย่างดีว่าเขานอนหลับอยู่ที่โซฟา…เขาแค่ฝันว่ามาที่ห้องนอน… ใช่สิ เขานอนที่โซฟา
ตอนนั้นมือหนึ่งของเขายังคงจับลูกบิดประตูไว้ แต่จู่ๆประตูก็เหมือนกับว่ามีแรงกระแทกจากข้างนอก
แรงกระทุ้งนั้นรุนแรงคล้ายๆกับว่าพยายามจะเปิดประตูให้ได้ แต่ว่าดันติดสายยูที่คล้องเอาไว้จึงเปิดไม่ได้

“เปิดได้หรือยังห๊ะ เปิดได้หรือยัง” เสียงจากด้านนอกของประตูตะโกนถามเขา

เขามั่นใจแล้วว่าตอนนั้นเขาไม่ได้ฝัน เขากระโดดกลับไปยังเตียงนอน
ห้องนอนของเขาเปิดม่านทิ้งไว้ เมื่อมองออกไป เขาเห็นยายแก่ๆคนนั้นนั่งอยู่ที่ตรงระเบียงแคบๆที่ไว้วางคอมเพรสเซอร์แอร์

“อย่าเปิดนะ อย่าเปิดนะ!”

นี่ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไปแล้ว นี่คือโลกแห่งความเป็นจริง และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่กับเขา 
ซ้ายก็น่ากลัว….ขวาก็ใช่ย่อย…. เขาจึงตัดสินใจที่จะอยู่กลางห้อง คลุมโปง.. จนเผลอหลับไป

————————————————————————————–

หนึ่งอาทิตย์ต่อมา

ในตอนนั้นผมยังไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับเดียร์
วันนั้นพวกผมนั่งเล่นกันอยู่ที่ชั้นหนึ่งของคอนโดกับเพื่อนๆอีกสองคน

ป้าที่อยู่ชั้น 6 แกคนเป็นชอบร้องคาราโอเกะครับ
แกสั่งทีวีใหม่มาส่งที่คอนโด แต่คนส่งของส่งให้แกได้แค่ที่ชั้นล่าง พวกผมเลยอาสาที่จะช่วยยกขึ้นไปให้
ทีวีที่แกสั่งมาใหญ่เกินไปที่จะขนเข้าไปในลิฟต์ พวกผมเลยต้องช่วยกันแบกขึ้นบันใดมาทีละชั้นจนถึงชั้น 6

พอเปิดประตูเข้าไปที่ห้องของป้า จู่ๆเดียร์ก็ปล่อยทีวีของป้าตกลงมากระแทกเข้าที่เท้าของเขาจนเลือดนองพื้น

ผมกับเพื่อนอีกคนก็งง จนสุดท้ายแล้วเราแหงนหน้าขึ้นไปมองก็เจอกับรูปผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในกรอบรูปสีชมพู
ท่าทางของป้าแกดูโกรธไม่น้อย แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าอยู่ดีๆเกิดอะไรขึ้น
ป้าเห็นเรามองรูปอยู่แบบนั้น ป้าแกจึงเล่าว่า

“ผู้หญิงในรูปน่ะเหรอ……เค้าเป็นน้องสาวป้าเอง”

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความบังเอิญหรืออย่างใด 
รูปผู้หญิงที่โกศศพคนนั้น เป็นรูปเดียวกับที่อยู่ในรูปที่ห้องป้า……และเธอเป็นน้องสาวแท้ๆของป้าคนนี้

“จะเอาสักใบมั๊ยล่ะ” ป้าถามพวกเดียร์ว่าอยากได้รูปน้องสาวไหม แต่เดียร์ก็รีบปฏิเสธไป

หลังจากเหตุการณ์นั้นเอง…เดียร์ก็จึงเริ่มเราเหตุการณ์ให้พวกเราฟัง

——————————————————————————————–

เดียร์ตัดสินใจที่จะย้ายออกจากคอนโดนั้น แต่ระหว่างที่หาที่อยู่ใหม่เขาก็เลยตัดสินใจกลับไปอยู่บ้าน
สามวันให้หลังจากที่เดียร์ย้ายกลับบ้านไป แม่ของเดียร์ก็โทรมาหาเพื่อนคนหนึ่งของผมและแจ้งข่าวว่า

“เดียร์ตายแล้วนะ”

ทุกคนต่างไม่เชื่อความรู้สึกตัวเองว่าเดียร์ตายแล้วจริงๆ เพราะพวกเราเพิ่งเห็นกันอยู่ไม่กี่วันนี่เอง
ผมไปที่งานศพของเดียร์ ก็ได้มีโอกาสเจอกับเพื่อนของเดียร์ที่ทำงานอยู่มูลนิธิ และเพื่อนคนนี้ก็เป็นคนไปเก็บศพของเดียร์เอง

เพื่อน: เดียร์มันตายน่าสงสารมากเลยนะ
ผม: ทำไมอ่ะ มันตายยังไงเหรอ
เพื่อน: ก็ตอนมันตายอ่ะ ตามันเหลือก มือมันหงิก แต่ที่น่าแปลกก็คือ มันอ่ะอมรูปผู้หญิงเอาไว้ 
         แล้วก็อมเหรียญห้าใหญ่ (เหรียญสมัยก่อน) เอาไว้ 1 เหรียญ

ด้วยความที่สงสัย หลังจากงานศพของเดียร์ เราจึงติดต่อไปยังเพื่อนที่ทำงานมูลนิธิเพื่อขอดูรูปที่เดียร์อมไว้
และแน่นอนครับ…..รูปใบนั้นมันเป็นรูปของเธอ…รูปที่เราเห็นที่หน้าศพ…รูปที่เราเห็นในกรอบรูปสีชมพูในห้องป้า

เราติดต่อไปยังป้า บอกป้าว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นและเราขอดูรูปในห้องป้าหน่อยได้มั๊ย?…

Admin

17/03/2020

10 เรื่องเล่าผีในรั้วโรงเรียน ที่นักกิจกรรมอยู่ดึกๆมักจะเจอ!

วันจบการศึกษา

วันถ่ายรูปหมู่พิธีจบการศึกษาชั้นม.3 ที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง เนื่องจากก่อนหน้านั้นมีนร.คนหนึ่งทำรถมอเตอร์ไซค์ล้มจนต้องเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการโคม่าไปก่อนหน้าเพียงไม่กี่วัน ทำให้เขาไม่สามารถมาร่วมงานได้ เพื่อนๆร่วมห้องจึงออกความเห็น และช่วยกันนำโต๊ะเรียนและเก้าอี้ของเขา มาตั้งในแถวถ่ายรูปด้วยเพื่อเป็นการรำลึกถึง เสมือนได้จบการศึกษาร่วมกันทุกคน แต่อ.ประจำชั้นกลับเห็นว่าเกะกะ จะทำให้รูปออกมาไม่สวย จึงสั่งนร.ให้เอาออกไป เพื่อนๆเสียใจกันมาก และยิ่งมากที่สุดเมื่อทราบว่าเย็นวันนั้นเขาได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับมา แต่ปรากฎว่าภายหลัง…รูปถ่ายที่อัดออกมา กลับมีนร.คนนั้นติดมาด้วย… เขานั่งห้อยขาอยู่บนคอครูประจำชั้น คงเป็นเพราะว่าเขาไม่มีเก้าอี้หรือโต๊ะให้นั่งนั่นเอง

นักเรียนที่หายไป

เรื่องเล่าจากนักเรียนโรงเรียนสาธิตฯแห่งหนึ่ง เนื่องจากวันแสดงใกล้เข้ามาแล้ว คืนนี้สมาชิกชมรมจึงได้อยู่ซ้อมกันดึกและทำเรื่องค้างคืนกันที่โรงเรียน เนื่องจากเป็นการซ้อมใหญ่และอุปกรณ์ประกอบฉากมีขนาดกว้าง จึงพากันไปซ้อมที่ดาดฟ้าชั้น 6 หลังจากซ้อมกันเสร็จก็รีบเก็บข้าวของ และเตรียมจะเข้านอนไปได้ไม่นาน ก็มีเสียงเคาะประตูดังสนั่นจนตกอกตกใจกันหมด ปรากฏว่าเป็นน้ายาม ทุกคนมีสีหน้าโล่งอกขึ้น…จนกระทั่งหน้ายามเริ่มถามเราว่า “นักเรียนในชมรมอยู่ที่กันครบรึเปล่า?” หลังจากมองหน้ากันไปมาก็พบว่าไม่มีใครหาย ลุงยามเลยเล่าให้ฟังว่า “เมื่อกี้ลุงไปตรวจตราบนดาดฟ้ามา เห็นนักเรียนคนหนึ่งยังไม่เลิกซ้อมรำ เลยจะเข้าไปบอกว่าหมดเวลาแล้ว ปรากฎว่าน้องคนนั้นเดินๆๆไปข้างหน้าจนล่วงหายไปจากดาดฟ้าต่อหน้าต่อตาน้าเลย!” พอพากันกลับขึ้นไปดูบนดาดฟ้าอีกที ก็ไม่พบใคร นอกจากชฎาเก่าอันหนึ่งจากชุดนางรำ ที่ดูเหมือนว่าตอนนักเรียนเลิกซ้อมจะลืมเก็บมาด้วย

แสงไฟปริศนาในโรงยิม

เมื่อวันแข่งขันกีฬาสีของโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในจ.สมุทรปราการใกล้เข้ามา แม้ว่าตอนนี้เวลาจะล่วงเลยไปกว่า 2 ทุ่มแล้ว แต่ก็ยังมีนักกีฬาซ้อมตีวอลเลย์บอลกันอยู่จำนวนหนึ่ง แต่จู่ๆก็มีเรื่องให้ชวนขนลุกขึ้นมา! เมื่ออยู่ดีๆไฟในโรงยิมที่ประตูเลื่อนรอบๆได้ปิดหมดแล้วก็ดับพรึ่บกระทันหัน นักเรียนในนั้นตกใจกลัว จึงพยายามเดินคลำมารวมกลุ่มกัน แล้วยืนอยู่นิ่งๆให้สายตาชินกับความมืด แต่แล้วก็มีคนสังเกตเห็นแสงไฟดวงเล็กคล้ายจากไฟแช็คถูกจุดสว่างขึ้นมาจากอีกด้านหนึ่งของโรงยิม แม้ว่าเงาจะทอดลงบนช่วงใบหน้าจนมองไม่เห็นว่าเป็นใครก็ตามที นักเรียนกลุ่มนี้เข้าใจว่าเป็นยามมาตรวจตรา เลยเดินกันเข้าไปขอความช่วยเหลือ แต่พอเดินเข้าไปเกือบถึง อีกราวๆ 4-5 ก้าว จู่ๆไฟก็ดับหายไป พร้อมๆกับที่มีเสียงจุดไฟดัง “แช๊ะ!” ขึ้นอีกครั้งแต่ดังมาจากทางด้านหลัง เพียงเท่านั้นก็ทำให้คิดกันไปไกล แต่ละคนแตกฮือกันไปคนละทิศละทาง บ้างก็กรีดร้อง บ้างก็สะอึกสะอื้น เลยพากันคำหาทางออก หลังจากนั้น ไฟก็ยังถูกจุดขึ้นตามมุมต่างๆ ที่แตกต่างกันไปเรื่อยๆ อีกหลายครั้ง กระทั่งผ่านไปราว 15 นาที ก็เจอทางออก พอกำลังจะก้าวออกไป ไฟในโรงยิมก็กลับมาติดสว่างพรึ่บไปทั่ว แต่ไม่พบใครเลยนอกจากนักกีฬาวอลเลย์บอล

พานไว้ครูสุดหลอน

คืนก่อนวันไหว้ครู นักเรียนจากสายนาฏศิลป์หาลือกันว่า เราจะทำพานที่สื่อถึงอัตลักษณ์ของสายเรียน โดยได้ข้อสรุปเป็นพานที่เป็นรูปนางรำ หลังทำไปจนฟ้าเริ่มมืดจวนจะเสร็จแบบร่างแล้ว ก็มีเพื่อนคนหนึ่งทักขึ้นมาว่า หน้านางรำดูแปลกๆ เหมือนกำลังโกรธและน่ากลัว แต่เนื่องจากทุกคนก็อยากรีบกลับบ้านจึงไม่ได้สนใจอะไร และในที่สุดพานก็เสร็จตอนราวๆ 3 ทุ่ม ก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน ก็ไม่ลืมที่จะรวมกลุ่มกันถ่ายรูปเป็นที่ระลึกโดยที่มีพานตั้งอยู่ด้านหน้า แต่กดถ่ายรูปไปได้รูปเดียว ไฟกระดับพรึ่บกระทันหันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย อย่างไรก็ตามความน่าขนลุกไม่ได้เกิดจากการที่ไฟมันดับ หากแต่เป็นภาพถ่ายที่ว่า เมื่อนำมาดูในภายหลัง ปรากฎว่าบนพานที่ควรจะมีรูปนางรำอยู่ก็อันตธานหายไป แต่กลับมีคนในชุดนางรำที่คล้ายกัน ยืนร่วมเฟรมอยู่ที่มุมด้านหลังแทน!

ห้องนาฏศิลป์ที่ปิดตาย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในโรงเรียนวัดแห่งหนึ่ง ที่มีห้องนาฏศิลป์เก่าถูกปิดตายไว้ด้วยไม้กระดานตอกด้วยตะปู แน่นอนว่าเป็นเขตที่ไม่อนุญาตให้ใครเข้าโดยพละการ อย่างไรก็ตามก็มีนักเรียนบางคนสนใจใครรู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างใน ประกอบกับมีตำนานเรื่องเล่าพูดถึงห้องนี้กัน ยิ่งเพิ่มความอยากรู้อยากเห็นอันไม่สิ้นสุด ราว 5 โมงเย็นหลังเลิกเรียนวันหนึ่ง นักเรียนผู้กระหายใคร่รู้รอให้คนไม่พลุกพล่านและแอบลงไปยังห้องที่ถูกปิด แต่เนื่องจากกระดานไม้ถูกตีไว้ค่อนข้างแน่นหนา มีเพียงช่องว่างแคบๆระหว่างแผ่นไม้ที่พอจะสอดส่ายสายตาเข้าไปได้ และพอจ้องมองดูดีๆก็ได้เรื่อง… มีบางอย่างเคลื่อนไหวไปมาอยู่ในห้องที่ไม่ควรมีใครอยู่ พอลองปรับมุมมอง กวาดตาดูดีๆก็พบว่า…บางสิ่งที่ว่าเป็นหัวโขน เป็นหัวโขนที่ชุ่มโชกไปด้วยของเหลวหนืดสีแดงชาดจนน่าขนลุก แถมยังลอยไปมาอยู่กลางอากาศราวกับถูกเชิดไว้ด้วยเส้นด้ายที่มองไม่เห็น หลังเรื่องนี้ถูกพูดถึงไปทั่วโรงเรียน ก็ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ห้องที่ว่าอีกเลย กระทั่งอาคารที่ว่าก็ถูกทุบทิ้งแล้วสร้างขึ้นใหม่

ต้นโพธิ์ข้างโรงเรียน

เย็นวันหนึ่งหลังเลิกเรียน นักเรียนชั้นประถมปั่นจักรยานกลับบ้าน กระทั่งมาหยุดพักเล่นกันใต้ต้นโพธิ์ต้นหนึ่ง หนึ่งในนั้นมีคนที่เซนส์แรง และสัมผัสได้ถึงบรรยากาศแปลกๆ ได้ยินเสียงคล้ายคนครางอยู่ในลำคอดัง “ฮึ่มมม…” พร้อมๆกับที่มีลมพัดขึ้นมาวูบหนึ่ง นักเรียนหญิงคนนั้นรีบตะโกนบอกเพื่อนในกลุ่ม ให้รีบเอาจักรยานกลับบ้านทันที หลังกลับมาแล้วนักเรียนหญิงก็รู้สึกคั่นเนื้อคั่นตัว อีกทั้งยังรู้สึกเหมือนใครจองมองตัวเองอยู่ในเวลาที่อยู่คนเดียว เวลาที่เธอเดินไปตรงไหน ก็จะทิ้งเศษใบ้โพธิ์แห้งๆตกเอาไว้โดยไม่รู้ตัว กระทั่งเช้าวันถัดมา เธอได้คุยให้เพื่อนๆในกลุ่มเมื่อวานฟัง พบว่ามีคนอื่นๆพบเรื่องราวแปลกๆไม่ต่างจากตน จึงคิดได้ว่าเย็นวันนั้นพวกตนอาจจะนำพาบางอย่างติดตัวกลับไปกันด้วย จึงนัดให้ผู้ปกครองพากันไปทำบุญ กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวร และสัมภเวสีทั้งหลาย ที่อาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยไม่ตั้งใจ ภายหลังจึงได้ทราบว่าต้นโพธิ์ที่ว่ามีชายนิรนามเกิดคิดสั้นและผูกคออยู่บนกิ่งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นก็ไม่เจอเรื่องแปลกๆอีกเลย กระทั่งผ่านไปสามวัน ขณะนักเรียนหญิงแผ่เมตตาและกรวดน้ำอยู่ที่บ้าน สายตาก็ไปสะดุดเข้ากับเงาบนกระจกที่สะท้อนภาพของเธอเอง หากแต่มีเงาชายนิรนามนั่งยองๆอยู่ด้านหลัง แล้วใช้มือแต่ที่ข้อศอกของเธอขณะกรวดน้ำ! เธอได้แต่ภาวนา ให้ชายคนนี้ได้รับส่วนบุญและไปสู่สุขคติในเร็ววัน

ขอโต๊ะได้มั้ย?

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับโรงเรียนในจ.ชุมพร เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในค่ำคืนก่อนวันงานนิทรรศการของโรงเรียนเพียง 1 วัน ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่นักเรียน และอาจารย์จะอยู่กันดึกดื่น เพราะต้องเร่งรีบแข่งกับเวลาที่เหลือน้อย ในการช่วยกันเตรียมตัวและจัดการความเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม มีนักเรียนกลุ่มหนึ่งได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ทำการขนย้ายโต๊ะเก้าอี้มารวมไว้ที่ห้องจัดกิจกรรม พวกเขาตามหาโต๊ะเก้าอี้ในห้องแล้วห้องเล่า ก็ไม่มีโต๊ะเก้าอี้เหลืออยู่ให้พวกเขาเลยสักตัว อันเนื่องมาจากถูกกลุ่มกิจกรรมอื่นมาขนไปใช้แล้ว กระทั่งเดินลึกเข้าไปยังห้องเรียนด้านในสุด ก็พบว่า…ในห้องนั้นยังมีโต๊ะเหลืออยู่ แต่มีผู้หญิงผมยาวในชุดนักเรียน นั่งหันหลังอยู่คนเดียวในห้องนั้น ทั้งๆที่ดึกดื่นป่านนี้ไม่น่าจะมีคนมานั่งตามลำพังคนเดียว ก็อดคิดดีไม่ได้เลยว่า…หรือพวกตนจะเจอดีเข้าให้แล้ว!? เลยพากันรีบเผ่นกลับไปมายังห้องจัดกิจกรรมของตัวเอง และเล่าสิ่งที่เจอให้ทุกคนในห้องฟัง อย่างไรก็ตาม หลายๆคนก็มองว่าเป็นเพียงเรื่องไร้สาระ บ้างก็หาว่ากลัวอะไรไม่เข้าท่า แต่ทั้งความสงสัยก็ไม่ใช่จะไม่มีเสียทีเดียว ก็อยากรู้กันว่าสิ่งที่เห็นนั่นเป็นคนหรือผี เลยไปขอใช้ห้องโสตฯ เพื่อดูกล้องวงจรปิด ภาพย้อนไปเมื่อหลายชั่วโมงก่อน ก็แสดงให้เห็นว่านักเรียนทุกคนในห้องนั้น ล้วนกลับไปหมดแล้ว แต่จู่ๆก็มีผู้หญิงคนหนึ่งปรากฎตัวเข้ามาในเฟรม เดินดุ่มๆมาปีนขึ้นไปบนโต๊ะตัวหนึ่ง แล้วทำการห้อยคอตัวเองกับพัดลมเพดาน ห้อยต่องแต่งต่อหน้าต่อตา!! ขณะที่วิดีโอดำเนินต่อไปให้เห็นว่า ร่างนั้นดิ้นเร่าๆอยู่ ศีรษะของเธอก็ค่อยๆบิดหันหน้ามามองทางที่กล้องวงจรปิดติดตั้งไว้ อย่างตาไม่กระพริบ!! ถึงตรงนี้คนที่มุงมอนิเตอร์อยู่ก็ผงะ แตกฮืออย่างไม่ได้นัดหมาย เช้าถัดมาจึงได้สอบถามจากอาจารย์เก่าแก่ท่านหนึ่ง เพื่อจะได้ความว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร? “เมื่อก่อนเคยมีเหตุการณ์ นักเรียนหญิงรุ่นพี่พวกเธอ ถูกแฟนบอกเลิก จนเสียใจคิดสั้น แล้วไปจบที่ผูกคอในห้องนั้น!!” แม้มันจะนานมาแล้ว แต่ก็ไม่นึกเลยว่า วิญญาณของเธอจะยังคงวนเวียนอยู่…

กองเชียร์บนคานสูง

เหตุการณ์นี้เป็นตำนานที่เล่าต่อๆกันมาในหมู่ศิษย์เก่าของโรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ เรื่องมีอยู่ว่าช่วงเตรียมกีฬาสีของปีหนึ่ง…เป็นปกติที่ช่วงนี้ทั้งครูและนักเรียนจะมีกิจกรรมที่ต้องตระเตรียมงานกีฬากันหลังเลิกเรียน ซึ่งบ้างครั้งก็อาจจะล่วงเลยจนดึกดื่น ที่โรงอาหารซึ่งคณะเชียร์ลีดเดอร์ใช้เป็นที่ฝึกซ้อมกัน ทั้งโรงอาหารจึงมีเพียงเสียงนับจังหวะ 5..6..7..8.. แต่ระหว่างที่การซ้อมดำเนินไปด้วยดีนั้น จู่ๆเสียงของสมาชิกที่ต่อตัวขึ้นไปอยู่บนยอดก็เงียบหายไปซะเฉยๆ ตามมาด้วยเสียงกรี๊ดดังลั่น เพื่อนด้านล่างจึงละสายตามองขึ้นไปบนยอด สิ่งที่ทุกคนได้เห็นก็คือ มีผู้หญิงในชุดสีขาว ผมยาวดำขลับ ตัวซีดเผือด นั่งอยู่บนคานด้านบนของโรงอาหาร พร้อมกับส่งสายตาจ้องมองลงมายังกลุ่มซ้อมเชียร์ลีดเดอร์ แล้วปรบมือให้อย่างชอบอกชอบใจ!! ทำเอากลุ่มซ้อมเชียร์พากันแตกฮือราวกับผึ้งแตกรัง รีบเก็บข้าวเก็บของ ก่อนจะวิ่งหนีออกไปจากโรงอาหารแบบที่ไม่คิดจะหันหลังกลับมาดู ภายหลังเรื่องนี้ถูกกล่าวขานกันในหมู่นักเรียน ก็กลายเป็นว่าไม่มีใครจะกล้าที่มองขึ้นไปยังยอดคานนั้น…แม้ว่าจะเป็นเวลากลางวันแสกๆก็ตาม

อ่านเรื่องเล่า เรื่องผีพันทิป เรื่องอื่นๆ >> คลิก

กลับสู่หน้าแรก สยองสแควร์

Admin

14/03/2020

ประสบการณ์หลอนคนแต่งหน้าศพ ถูกผีท้วงว่า “ทำไมไม่กรีดตาให้”

ขอเกริ่นก่อนว่า “คุณกิ๊บ” เจ้าของเรื่องเล่าในคราวนี้ เป็นผู้ที่มีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับ “ศพ” มาตั้งแต่เยาว์วัย เนื่องจากตัวคุณพ่อของเธอเองก็มีทหน้าที่การงานที่ต้องผ่าชันสูตรศพอยู่แล้ว และเป็นตัวคุณพ่อนั่นเองที่ชักนำเธอเข้าสู่วงการ “แต่งหน้าศพ” เพราะเดิมทีกิ๊บมีฝีมือและความใฝ่ฝันที่อยากทำงานด้านเสริมสวย ซึ่งคุณพ่อเธอก็แนะนำว่า งานทางสายนี้ก็เงินดีมิใช่น้อย รายได้ดีกว่างานเสริมสวยตามร้านทั่วไป อีกทั้งยังฝากฝังให้ได้ ก็เลยจับพลัดจับผลูจากที่ตั้งใจแต่งหน้าคน…ก็มาสู่การแต่งหน้าคนที่ไม่หายใจแล้ว

หลังทดลองรับงานดู คุณกิ๊บก็มีความเชี่ยวชาญขึ้นเรื่อยๆ โดยเธอจะรับทำแต่เพียงในโรงพยาบาลเท่านั้น และแล้วก็มีหนึ่งเคสที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลย่านรังสิต ร่างไร้วิญญาณที่กิ๊บต้องไปแต่งหน้าให้นั้น เป็นร่างของนักศึกษาสาวที่คิดสั้นจนเลือกที่จะปลิดชีวิตตัวเองด้วยการผูกคอ อันเนื่องมาจากปัญหาส่วนตัวกับแฟนหนุ่ม ซึ่งเวลาที่ต้องทำงานแต่งหน้านั้น ก็จะมีตัวคุณกิ๊บเพียงคนเดียวเท่านั้นที่อยู่ในห้อง ไม่มีใครอื่น โดยที่ตอนนั้นก็เป็นช่วงเย็นราวๆ 4-5 โมงเย็น

เวลาที่คุณกิ๊บจะแต่งหน้าให้นั้น ตัวเธอจำเป็นจะต้องขึ้นไปนั่งบนเตียงด้านข้างร่างที่จะทำการแต่ง แม้ว่าจะมีการเตรียมเก้าอี้สูงให้ แต่มันไม่ถนัดเนื่องจากจะทำให้มีระยะห่างพอสมควร วันนั้นก็เช่นกัน ขณะคุณกิ๊บนั่งอยู่ด้านข้างของนักศึกษารายนั้น ก็เริ่มจ้องมองดูเค้าโครงหน้าก่อนแต่ง และพบว่าเธอคงเคยเป็นคนที่สวยเอาเรื่องทีเดียว พลางจินตนาการว่าก่อนที่เธอจะเสียจะมีบุคลิคเป็นอย่างไร ดูท่าเธอคงจะเป็นสาวสวยเปรี้ยว คุณกิ๊บจึงแต่งให้เข้ากับบุคลิกด้วยเครื่องสำอางสีเข้ม

สิ่งที่คุณกิ๊บเลือกหยิบออกมาจากกล่องเครื่องสำอางพกพาของเธอคือลิปสติกสีแดงสดแท่งหนึ่ง คาดว่าจะให้ลุคสวยเปรี้ยวอย่างที่คุณกิ๊บต้องการ หลังจากจัดแจงบรรจงทาลงไปที่ริมฝีปากซีดเผือดของร่างนักศึกษาจนเสร็จ กิ๊บ…ก็ได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหูดังว่า….

“แดงกว่านี้อีก…ได้มั้ย?”

กิ๊บสะดุ้งตกใจก่อนจะรีบกวาดสายตาไปทั่วห้องที่ยังคงว่างเปล่า ย้ำให้หังอีกครั้งว่าในห้องนั้นมีเพียงตัวเธอเองกับร่างไร้วิญญาณของนักศึกษาสาวเท่านั้น แต่อย่างประมาทกิ๊บจนเกินไป! เธอถือว่าเชี่ยวชาญในด้านนี้ ประสบการณ์ก็มีอยู่มากโข เธอรู้ดีว่าใน “สถานการณ์แบบนี้” ควรทำอย่างไร…และสิ่งที่เธอทำนั่นก็คือ…

“ด..ได้ค่ะ เดี๋ยวทำให้ใหม่นะคะ…”

กิ๊บคุยกับร่างนักศึกษาเงียบๆคนเดียว และแล้วเคสนั้นก็ได้ผ่านพ้นไป… อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เธอต้องเจอกับเรื่องชวนขนหัวลุก งานของเธอนั้นไม่เป็นเวล่ำเวลาเหมือนคนอื่นเขา เป็นต้นว่าหากมีเคสอุบัติเหตุเข้ามาเวลาตี 1-2 เธอก็ต้องรุดมาจัดแจงให้ ซึ่งปกติแล้ว หลัง 2 ทุ่มไปเจ้าหน้าที่คอยดูแลห้องดับจิตก็ไม่ค่อยอยู่กับที่กับทาง เดี๋ยวหายไปเข้าห้องน้ำมั่ง พักเบรคมั่ง มีครั้งนึงที่กิ๊บกำลังจะเข้าไปทำงานของตัวเอง ก็เจอเข้ากับหญิงสาวในเสื้อยืดสีดำ กางเกงยีนส์สีน้ำเงิน ที่อยู่ด้านหน้าเดินเลี้ยวหายไปในห้องดับจิต กิ๊บเข้าใจว่าเธอคนนั้นคงเข้าห้องผิด เลยร้องเรียกด้วยความหวังดีเดี๋ยวจะตกใจกลัวว่า

“น้องคะ ห้องนั้นเป็นห้องดับจิตนะคะ! เข้าไม่ได้ค่ะ”

แต่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับใดๆจากหญิงคนนั้น ก่อนที่เธอจะเดินลิ่วหายไปในมุมมืดของห้องดับจิต กิ๊บพยายามเดินไล่ตามไปแล้วเปิดไฟในห้อง แต่…กลับไม่พบหญิงชุดดำหรือคนเป็นๆสักคนอยู่ในห้องนั้น!

เป็นไปได้ยังไง? เราว่าเราเห็นชัดๆไม่ได้ตาฝาดแน่นอน อย่างไรก็ตามกิ๊บเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้คุณพ่อฟัง คุณพ่อได้ฟังดังนั้นก็มีสีหน้าแปลกใจก่อนจะทำถ้าเหมือนเข้าใจอะไรบางอย่าง และพาเธอไปหน้าตู้เก็บศพใบหนึ่งก่อนจะเลื่อนๆออกมาให้ดู สิ่งที่กิ๊บเห็นคือ…ร่างไร้วิญญาณของหญิงสาวในเสื้อยืดสีดำ ในขณะที่ช่วงท่อนร่างแหลกเละราวถูกอะไรบางอย่างทับ แต่ยังคงเหลือร่องรอยของกางเกงยีนส์สีน้ำเงิน!

สิ่งที่เห็นทำเอาคุณกิ๊บถึงกับสะอึก แม้ว่างานอย่างคุณกิ๊บจำเป็นต้องเตรียมตัวเตรียมใจมาอย่างดี แต่การมาเจอซึ่งหน้าแบบนี้ บางทีก็รับมือไม่ทันเหมือนกัน ขณะเดียวกันคุณพ่อของเธอก็ถามขึ้นว่า… “ที่เจอน่ะ ใช่คนนี้ไหม” “คนนี้แหละที่จะให้แต่งหน้าให้คืนนี้” !! ต้องยอมรับว่าแม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังหลอนไม่หาย แต่ด้วยหน้าที่ก็นำเป็นต้องทำ บางทีเขาคงมาตามเราไปช่วยแต่งหน้าให้เขาเร็วๆก็ได้มั้ง!!?

จะว่าไปแล้วงานอย่างคุณกิ๊บนั้น ก็ไม่สามารถเลือกที่รักมักที่ชังได้ พูดอีกอย่าก็คือ ไม่ว่าเขาหรือเธอเหล่านั้น…จะมาในสภาพแบบไหน ก็ต้องทำให้ได้ทำให้ดีเท่านั้น ดังเช่นเคสหนึ่งที่เป็นหญิงสาวที่มีใบหน้าซีกนึงยุบลงไปอันเนื่องมาจากการวิวาทกับคู่กรณีที่เป็นแฟนหนุ่ม ถูกทุบด้วยถังดับเพลิง… คุณกิ๊บพิจารณามองดูอยู่หลายมุม ก็พยายามจะตบแต่งให้สวยเท่าที่จะทำได้ แต่ส่วนที่ถูกทุบจนยุบตัวลงไป ก็ำทอะไรไม่ได้มากนัก กิ๊บจึงเว้นอายไลเนอร์ในบริเวณข้างนั้นไว้

อย่างไรก็ตาม ในค่ำคืนนั้นกิ๊บรู้สึกได้เลยว่า เหมือนกับมีคนอื่นนอกจากเธอกับร่างตรงหน้า ยืนข้างๆเธอราวกับจะกำกับการทำงานของเธอ จนกิ๊บต้องเผลอหันไปมองซ้ายที่ขวาทีบ่อยๆ แล้วในขณะที่กิ๊บนั่งแต่งหน้าอยู่บนเตียงเดียวกันกับร่างนั้น จู่ๆเตียงก็สั่นเบาๆขึ้นมาเองเสียอย่างนั้น ดังกริ๊กๆกรั๊กๆ ราวกับมีใครไปเขย่าขาเตียงก็ไม่ปาน ทำเอากิ๊บต้องผงะ โดดโหยงลงมาทันที ก่อนที่เหงื่อกาฬจะพากันไหลออกมาท่วมตัว แม้จะอยู่ในห้องที่แอร์เย็นจนควรเรียกได้ว่าหนาว

อย่างที่กล่าวไปแล้ว คุณกิ๊บคือ “ผู้เชี่ยวชาญ” เธอรู้ว่าต้องทำอย่างไร เธอพนมมือขึ้นมาก่อนจะสงบสติอารมณ์แล้วทักขึ้นว่า…

“หากมีอะไรต้องการจะบอก ก็ขอให้บอกกันดีๆ บอกแบบนี้กิ๊บไม่รู้…”

หลังจากนั้นกิ๊บก็ตั้งมั่นทำงานของตัวเองต่อไป ในขณะที่จะเปิดกล่องเครื่อมือหยิบเครื่องสำอางชิ้นอื่นๆมาแต่งต่อ จู่ๆอายไลเนอร์แท่งหนึ่งก็กระโจนกลิ้งออกมาตกลงไปบนพื้น “แกร๊งง!” เสียงแท่งพลาสติกกระทบพื้นห้องดับจิตเงียบสงัด ก้องกังวาลไปทั่ว

“อ๋อ เข้าใจแล้ว อยากได้อายไลเนอร์เหรอ? เขียนให้ได้นะ แต่จะออกมาสวยหรือไม่นั้น เราไม่รู้”

“เพราะเราก็เห็นๆกันอยู่… ว่าตอนนี้สภาพร่างของคุณเป็นยังไง แต่ถ้าจะให้เขียน เราก็เขียนให้ได้ค่ะ…”

กิ๊บก้มลงหยิบแท่งสีดำขลับบนพื้นขึ้นมาบรรจงเขียนให้ หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก กระทั่งแล้วเสร็จสิ้น กิ๊บก็เดินออกไปหาญาติของศพที่ยืนรออยู่หน้าห้อง ก่อนจะแจ้งให้ทราบว่างานเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นจึงขอตัวกลับ

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวไม่ได้จบเพียงแค่นั้น หลังกิ๊บกลับบ้านและเข้านอน ในขณะที่ครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่นั้น จู่ๆก็รู้สึกชาไปทั้ตัว ขยับร่างกายไม่ได้ดังใจนึก กิ๊บพยายามจะลืมเปลือกตาขึ้มากวาดสายตาเพื่อมองไปรอบๆห้อง มีแต่เพียงความมืดมิด ความรู้สึกหวั่นๆต่ออะไรบางอย่าง เริ่มแทรกเข้ามาในช่องว่างของจิตใจ กระทั่งมีเสียงกระซิบแผ่วเบาดังอยําข้างหูกิ๊บ…

“ที่สั่นเตียง… ไม่ใช่ว่าเพราะว่าโกรธอะไร…”

“แต่ทำไม…ถึงไม่จุดธูปบอกกัน..ก่อน…”

“ชั้น…ชอบเขียนอายไลเนอร์…มากกก ทำไม…คุณถึงสะเพร่าแบบนี้…”

ตามปกติแล้วเวลาที่กิ๊บจะแต่งหน้าให้ ไม่ว่าเคสไหนๆก็ไม่เคยจุดธูปบอกกล่าว หรือขอขมาลาโทษใดๆทั้งสิ้น เพราะกิ๊บเองถือว่าตนมาช่วยเขาเหล่านั้นแท้ๆ และก็ไม่เคยมีปัญหาอะไร กระทั่งหลังจากเหตุการณ์นี้มา กิ๊บจึงจุดธูปบอกกล่าวก่อนทุกครั้ง โดยจะบอกทั้งก่อนที่จะเริ่มแต่ง และหลังจากที่แต่งแล้วเสร็จ จนเป็นธรรมเนียมปฎิบัติของเธอไปซะแล้ว และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

จากเรื่อง : “คนแต่งหน้าศพ” คุณกิ๊บ the shock

Admin

05/03/2020

เยี่ยวเซ่นผี! วัยรุ่นลองของ..ฉิ้งฉ่องใส่แก้วน้ำที่เซ่นไหว้ผี

เมื่อราวๆปี 42 ตอนนั้นผมพึ่งเรียนจบหลักสูตรชั้นปวช.มาหมาดๆจากฉะเชิงเทรา แล้วมาสมัครเข้าทำงานที่ทำงานเดียวกันกับพ่อ ที่นั่นทำให้ผมได้รู้จักกับเต้ เต้เป็นคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดี เฮฮาปาร์ตี้ เพียงแค่ 2 เดือนหลังจากผมเริ่มทำงานเราก็สนิทสนมกัน ปกติเต้จะนัดเพื่อนๆเพื่อไปกินดื่มช่วงวันหยุดอยู่บ่อยๆ

วันหยุดสุดสัปดาห์หนึ่งในปฏิทิน เต้ก็จัดทริปพร้อมชักชวนเพื่อนไปหาดแหลมแม่พิมพ์ จ.ระยองกัน อย่างไรก็ตามผมไม่เคยไปมาก่อนเลยถามดูว่ามีใครไปบ้าง แล้วจะไปกันทางไหน เต้ก็ขอกว่าตนจะขับรถปิกอัพไป โดยนอกจากตัวเอบและแฟนสาว ก็ยังมีเพื่อนผู้ชาย 2 เพื่อนผู้หญิงอีก 3 และหลานชายที่มาเยี่ยมจากต่างจังหวัดอีก 1 โดยแผนคือไปวันเสาร์ กลางคืนก็สังสรรค์กัน กลับวันอาทิตย์เป็นอันจบพิธี ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่ได้มีอะไรขัดข้อง ซ้ำยังชอบทะเลอยู่แล้ว ไม่พลาดโอกาสเป็นแน่แท้

วันเสาร์หลังเลิกงาน ผมก็ขึ้นรถไปกับเต้ก่อนที่จะไปรับเพื่อนของเต้ ในนั้นมีหลานวัย 14 ปีของเต้ที่ชื่อ ต้อง รวมอยู่ด้วย นอกจากรถของเต้ที่ผมนั่งก็ยังมีรถคันอื่นของเพื่อนเต้ตามมาด้วย จากนั้นรถก็ออกมาตามเส้นทางจนเข้าสู่ระยอง เต้ก็พาตัดลัดเข้าเส้นทางสายหนึ่ง เส้นทางที่ว่าดูเปลี่ยวพอสมควร สองข้างทางมีแต่ป่ามันสำปะหลังและสัปปะรด กระทั่งผมกับเต้นัดแนะกันว่าจะจอดพักปัสสาวะข้างทาง เลยส่งสัญญาณไปถึงรถคันหลังที่ตามกันมาให้จอด

หลังรถจอดสนิท เต้และผมเดินไปที่ต้นหูกวางต้นใหญ่มากทีเดียวอยู่ที่ริมทาง กะว่าโคนต้นจะเป็นจุดหมายปลายทางที่จะได้ปดปล่อยให้สบายตัว แต่อนิจจา…พอเข้าไปดูใกล้ๆก็ต้องสะดุ้งโหยง เพราะหลังต้นหูกวางที่ว่ามีกระทงทำจากใบตองวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ แต่ละกระทงจะมีอาหารคาวหวาน ผลไม้ กับแก้วน้ำพลาสติกที่ว่างเปล่าอยู่ ไม่รู้ว่ามันว่างเปล่าตั้งแต่แรกหรือระเหยออกไปท่ามกลางวันที่ร้อนระอุ ห่างไปนิดเดียวมีศาลเพียงตาทำจากไม้หลังเล็กตั้งอยู่

เกือบไปแล้ว! ผมหันมองหน้ากันกับเต้เป็นนัยน์ ก่อนที่จะยกมือไหว้เป็นเชิงขอขมาลาโทษ จากนั้นจึงเดินหลบไกลเข้าไปในป่าข้างทางอีกหน่อย เพื่อหาทำเลที่จะชิ้งช่องกัน หลังเสร็จกิจธุระก็ต่างคนต่างเดินออกมาเพื่อจะกลับไปยังรถที่จอดทิ้งไว้ข้างถนน ผ่านศาลที่ว่ามาอีกครั้งก็ยกมือไหว้อีก อย่างไรก็ตามขณะที่กำลังจะขึ้นรถกัน ก็เจอกับ “ต้อง” หลานของเต้พรวดพราดออกมา แล้วบอกกับเต้ว่า ผมพึ่งจะรู้สึกปวดขั้นมาพอดี ขอเวลาแป๊บเดียว พี่รอผมกันก่อนนะ หลังว่าจบก็เดินดุ่มๆไปทางเดียวกับที่พวกเรามา ก่อนจะอ้อมไปยังหลังต้นหูกวางต้นใหญ่หายลับตาไป

ตอนนั้นพระอาทิตย์กำลังจะตกพอดี เรียกว่าอากาศเริ่มไม่ร้อนจากแดดเปรี้ยงๆเหมือนตลอดทางที่มา อีกทั้งใกล้ชายทะเลก็ดูเป็นวิวทิวทัศน์ที่สวยดี ผมเลยบอกเต้ว่าเดี๋ยวขอนั่งที่กระบะหลังเลยดีกว่า ส่วนเจ้าต้องที่กลับมาพอดีก็สำทับขึ้นมาว่าจะนั่งด้วยกันกับผม แต่ที่แปลกประหลาดก็คือ…หลังจากทุกคนประจำที่เรียบร้อยแล้ว รถกำลังจออกตัวพอดี จู่ๆผมก็รู้สึกได้ว่ามีจังหวะนึงที่ “รถยวบ” ก่อนจะคืนตัวเด้งขึ้นมา ถ้าถามผมผมก็คงบอกได้ว่า มันเหมือนกับเวลาที่มี “ใครอีกคน” ปีนขึ้นมานั่งด้วยกันนั่นแหละ เพียงแต่จนถึงตอนนั้นก็มีแค่ผมกับเจ้าต้องสองคนอยู่ท้ายปิคอัพเท่านั้น ตอนนั้นผมรู้สึกว่ามันไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว สงสัยว่าทริปนี้คงจะมีเรื่องจ๊าบๆเข้าให้แล้ว

พอราวทุ่มกว่าๆ พวกเราก็มาถึงหาดแหลมแม่พิมพ์ จุดหมายที่ตั้งใจกันไว้ รถสองสามคันถูกจอดต่อๆกัน ก่อนที่จะพากันเปิดท้ายรถเอาเสื่อมาปูที่ริมหาด ส่วนผมนั้นก็ลงมือสวมบทบาทเป็นเชฟจำเป็น เผากุ้งเผาปูที่มาพร้อมกับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ด ส่วนเต้กับเพื่อนผู้ชายก็เริ่มร้องรำทำเพลงกันอย่างครื้นเครงเคล้าไปกับเสียงคลื่นซัดหาด ต้องยอมรับว่าบรรยากาศที่นี่ดีมาก คิดไม่ผิดเลยที่ตามมาด้วย…ถ้าหากว่า ไม่มีเรื่องนั้นเกิดขึ้นเสียก่อน

ขณะที่ผมกำลังยืนย่างปูและกุ้งเผาอยู่นั้น ตาก็เหลือบไปเห็นเงาใครบางคนเดินระส่ำระสายไปมา ห่างออกไปไม่ไกลนักใต้ต้นสนต้นหนึ่ง จู่ๆก็มีเสียงเจ้าต้องร้องขึ้นมาว่าปวดชิ้งฉ่องอีกแล้ว เดี๋ยวขอไปล่อยใต้ต้นสนนั่นก่อนนะ แล้วก็เดินดุ่มๆไปตรงนั้นราวกับถูกลากไปด้วยเชือกที่มองไม่เห็น เหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในสายตาของผมโดยตลอด เจ้าต้องยืนเก้ๆกังๆอยู่ใต้ต้นสนที่มีเงาประหลาดนั่น จนผมนึกสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า ก่อนที่มันจะล้มฟุบลงไปต่อหน้าต่อตา

ผมทะยานวิ่งตรงไปที่ใต้ต้นสนทันที แต่ยังไม่ทันจะถึง จู่ๆมันก็ลุกขึ้นแล้วเดินสวนกลับมาทันที แต่จังหวะที่สวนกันกับผม ผมก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติของเจ้าต้องขึ้นทันที แม้ว่าใบหน้าเจ้าต้องจะหันตรงไปทางกลุ่มที่กำลังนั่งสังสรรค์กัน แต่สายตากับเหล่มาทางผมจนแทบเหลือก นัยน์ตาดูแข็งกร้าวราวอยู่ในที ผมเลยถามออกไปว่าเป็นอะไรรึเปล่า เมื่อกี้เห็นล้มลงไป แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรกลับมา

แล้วเรื่องชวนสะพรึงก็เริ่มต้นขึ้น…พอเจ้าต้องเดินไปถึงจุดที่เต้และเพื่อนปูเสื่อนั่งดื่มกันอยู่ ก็ตรงไปที่เตาปิ้งย่าง ก่อนที่จะคว้ามือไปหยิบกุ้งดิบๆที่พึ่งจะเอาลงเตาหมาดๆ แล้วใช้มือบิดกุ้งออกเป็น 2 ท่อน ก่อนจะลงมือเคี้ยวตุ้ยๆอย่างมูมมามต่อหน้าต่อตาคนอื่นๆที่ได้แต่งงงัน ผมเลยทักถามออกไปว่า “เห้ย ต้อง กินแบบนั้นได้ยังไง? มันยังไม่สุกเลยนะ” แต่คำตอบของเจ้าต้องทำให้ดวงตาของคนอื่นที่จับจ้องอยู่ต้องเบิกโพลงอย่างไม่รู้ตัว

“ไม่!! แบบนี้แหละอร่อยดี หิว…กรุหิววว กรุจะกินมันดิบๆ ให้หมดเลยยยยย”

เต้ผู้เป็นอาเห็นเช่นนั้นจึงเข้ามาตักเตือนต้องว่า “กินแบบนั้นไม่ได้ ถ้าไม่สุกมันจะเป็นพยาธิ รอให้พี่เขาย่างให้สุกก่อนค่อยกินสิ” แต่ต้องนอกจากจะไม่ฟังยังมีปฏิกิริยาตอบโต้… “ไม่!! กรุจะกินนน” เต้ถึงกับเดือดขึ้นมาชั่ววูบ คว้าคอเสื้อของหลานตัวเองขึ้นมา ผมเห็นทีว่าไม่/ด้การเลยจะเข้าไปแยกทั้งคู่ออก พอดีกันกับมือของต้องปัดมือเต้ออกมาโดนผมจนล้มลงไปคลุกฝุ่นกับพื้นทันที ตอนนั้นสาวๆในทริปเริ่มอกสั่นขวัญกันแล้ว สถานการณ์เริ่มจะแย่ลงทุกที

ขณะนั้นดูนาฬิกาข้อมือก็บอกเวลาประมาณ 5 ทุ่มเห็นจะได้ สักพักจึงสังเกตเห็นว่ามีคู่พ่อลูกที่ดูเหมือนจะเป็นชาวประมงหรือคนท้องถิ่น ยืนมองมาทางพวกเราอย่างเก้ๆกังๆ คล้ายกับมีเรื่องอยากจะเข้ามาพูดคุยหรือบอกอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่แน่ใจ ส่วนลูกสาวที่ดูแล้วน่าจะอายุราว 3-4 ขวบ ก็หลบตัวอยู่ด้านหลังคนเป็นพ่อราวกับกลัวสุนัขจรจัด

แฟนของเต้ชื่อน้ำตาลเลยเดินเข้าไปหาสองพ่อลูก คุยกันอยู่สักแป๊บ น้ำตาลก็หน้าถอดสีไปเลย กระทั่งเดินกลับมาเล่าให้ฟังว่า…น้องผู้หญิงคนลูกสาวนั้น เห็นผู้ชายนิรนามสิงสู่อยู่ในร่างของต้อง! ในขณะที่ก็มีผู้หญิงอีกคนหนึ่งนั่งอยู่บนคอ และมีอีกสองนางกำชังกอดเอวต้องเอาไว้แน่น! แม้ว่าจากสายตาของคนอื่นจะมองไม่เห็นสิ่งผิดปกติที่ว่านั่น ชาวบ้านคนพ่อนั้นยังบอกอีกว่า…

“ผมเห็นพวกคุณมานั่งกันอยู่นานแล้ว แต่กลับมีคนยืนอยู่บนหลังคารถ 4-5 คน จ้องมองมาที่พวกคุณนั่งกันอยู่ พอน้องชายคนนั้นเดินไปทางต้นสน เงาคนบนหลังคารถ ก็กระโจนพรวดพราดลงมาแล้วมุ่งหน้าตามเขาไปเลย”

ทีนี้ผมเริ่มเชื่อแล้ว..ว่ามีบางอย่างตามติดพวกเรามาจากที่ไหนสักแห่ง ผมหันกลับไปมอง คราวนี้ก็เจอเต็มๆ ผู้ชายตาลึกกลวงโบ๋ ซึ่งมีผู้หญิงขี่คอก้มหน้าก้มตา มองลงมายังผม ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง นัยน์ตาแดงก่ำ กอดเอว พร้อมทั้งชี้นิ้วมาทางผม เป็นนัยเชิงว่า “อย่าเข้ามายุ่มย่ามไม่เข้าท่า!” หรือ “ไม่ใช่เรื่องของเอ็ง” ทำนองนั้น ก่อนที่ผมจะเดินไปกระซิบคุยกันกับเต้ ภวกเราได้ข้อสรุปตรงกันว่า…เจ้าต้องน่าจะไปทำอะไรผิดธรรมเนียม หรือลบหลู่เข้าโดยไม่รู้ตัวสักอย่างนึงเป็นแน่แท้เลย ไม่อย่างนั้นคงตอบคำถามไม่ได้ว่า..ทำไมถึงถูกสัมภเวสีติดตามมาเยอะมาก

เราเลยสอบถามชาวบ้านคนพ่อว่า…แถวนี้พอจะมีวัดไกล้ๆมั้ยครับ คำตอบจากปากของชาวบ้านคือ มีนะ…แต่มันไม่ใกล้หรอก และป่านนี้พระสงฆ์องค์เจ้าคงเข้าจำวัดกันหมดแล้วด้วย อย่างไรก็ตาม แต่หากถัดจากเนินหินข้างหน้าตรงนั้น จะพบว่ามีพระธุดงค์มาปักกลดอยู่ตรงชายหาดนะ ตอนนี้ท่านคงไปเดินจงกรมอยู่ที่ไหนสักแห่งแถวนี้ ยังไงลุงว่าก็พาน้องเขาไปพบท่านดูก่อนเถอะ เผื่อจะพอแก้ไขผ่อนหนักเป็นเบาอะไรได้ แต่ทันทีที่ชาวบ้านพูดถึงเรื่องพระเรื่องเจ้าขึ้นมา เจ้าต้องก็มีอาการขัดขืน แล้วโพร่งออกมาว่า…

“มันลบหลู่ มันไม่ให้เกียรติกรุ! เดี๋ยวกรุจะเอามันไปอยู่ด้วยยย !”

สิ้นเสียงจากปาก ต้องก็ออกวิ่งไปทางทะเล แต่เต้ผู้เป็นอากระโดดเข้าไปเหนี่ยวรั้งเอวไว้ได้ทัน สิ่งที่ไม่น่าเชื่อสายตาคือคนตัวเล็กๆอายุ 14 จะมีแรงมากถึงขนาดฉุดกระชากลากตัวเต้ที่รั้งไว้ จนจวนเจียนจะตกลงไปในทะเลอยู่รอมร่อ ผมเห็นเข้าเลยพาเพื่อนผู้ชายอีก 2 คนกรูกันลงไปช่วยดึงเจ้าต้องขึ้นมา ท่ามกลางเสียงหวีดร้องดังลั่นของผู้หญิงในกลุ่ม บางสิ่งบางอย่างที่กำลังสิงสู่อาศัยร่างของต้องมันขัดขืน พยายามสะบัด สลัดจนผู้ชาย 4 คน พากันล้มกลิ้งกระเด็นระเนระนาดไปหมด

ในภาวะคับขันอยู่นั่นเอง เราก็ได้ยินเสียงสวดมนต์ดังขึ้น ส่วนตัวผมนั้นรู้จักดีว่า…นี่เป็นบทสวดที่เรียกว่าว่า “ไตรสรณคมน์” แล้วจู่ๆร่างของเจ้าต้องที่เมื่อสักครู่ยังดิ้นขัดขืนทุรนทุราย บัดนี้ราวกับถูกหยุดตรึงไว้ด้วยบทสวดที่ว่า ก่อนที่จะมีเสียงร้องโอดครวญของหญิงและชายผสมปนเปจนฟังไม่ได้ศัพท์ ดังออกมาจาปากเจ้าต้อง กระทั่งมีหลวงพ่อรูปหนึ่งปรากฎตัวขึ้น และเดินมาทางที่พวกเราอยู่ รอดแล้ว! สวรรค์มาโปรดชัดๆ พวกเราต่างวิ่งเข้าไปกราบไหว้ พรางกล่าวขอบคุณท่านกันเสียยกใหญ่ เรียกว่าทานมาได้จังหวะพอดี ก่อนที่ท่านจะสอบถามวิญญาณสัมภเวสีเหล่านั้นว่าเรื่องมันเป็นมายังไง ทำไมถึงได้มาแฝงอยู่ในร่างหนุ่มคนนี้ ก็มีเสียงชายแก่ พูดดังขึ้นมาว่า…

“พวกกระผมคือดวงวิญญาณตายโหง เคยประสบอุบัติเหตุคาที่…ตรงจุดเดียวกันกับที่มันจอดรถถ่ายเบากันตรงนั้นนั่นเอง อ้ายหนุ่มคนนี้มันกระทำการลบหลู่ดูหมิ่นพวกกระผม !”

ทุกคนเป็นพยานได้ว่าได้ยินและรับฟังในเนื้อหาเดียวกัน ผมเลยถามออกไปว่า แล้วเจ้าต้องมันไปทำอะไรให้พวกท่านหรือ? สัมภเวสีในร่างเจ้าต้องหันมาก่อนจะชี้นิ้วมาทางผมกับเต้ แล้วพูดว่า…

“ก็มันไปเยี่ยวใส่แก้วเปล่า ในกระทงที่ใส่ของเซ่นไหว้ น่ะสิ! ไม่พอ…มันยังเอาไปเทใส่ลงแก้วในตรงศาลเพียงตาอีก!” 

“แล้วรู้ไหม…อ้ายหมอนี่มันพูดว่าอะไร?” 

ผมส่ายหน้า…รับฟังโดยไม่ได้ตอบอะไร

“มันบอกว่า… กินขนมสาลี่แล้วไม่มีน้ำได้ไง! มันจะติดคอนะรู้มั้ย มานี่…เดี๋ยวกรุเอาน้ำให้กินจะได้ไม่คอแห้งไง !”

ผมกับเต้ได้แต่มองหน้าเลิกลั่กกัน เจ้าต้องมันเล่นแรงถึงขนาดนั้นเชียวหรือเนี่ย? หลวงพ่อท่านเลยพยายามจะเคลียร์ให้ ว่าแล้วจะให้ทำอย่างไร? ให้ซื้อของไปเซ่นใหม่ได้มั้ย? สัมภเวสีในร่างเจ้าต้องก็บอกว่า..ไม่เอาแล้ว เขาจะเอาบุญใหญ่อย่างเดียวเท่านั้น พระท่านก็ถามว่า..บวชเณรหรือ? ร่างเจ้าต้องพยักหน้ารับอย่างว่าง่ายทันที โดยมีเวื่อนไขเล้กน้อยว่า…พวกตนจะให้โอกาสหลังจากนี้ไป 15 วัน โดยที่พรุ่งนี้ต้องเริ่มเอาดอกไม้ธูปเทียนไปถวาย จนกว่าจะไปบวชเณรให้หนึ่งเดือน ไม่เช่นนั้นนั้นจะไม่รับรองความปลอดภัย และจะเอาเจ้าต้องไปอยู่ด้วย!

พอได้พูดบอกความต้องการครบหมด ร่างเจ้าต้องก็หงายหลังล้มตึงลงไปในทะเลราวกับร่างไร้วิญญาณ เต้ผู้เป็นอารีบวิ่งลงไปอุ้มขึ้นมานอน อย่างไรก็ตาม กว่าที่ต้องจะรู้สึกตัวฟื้นขึ้นมาก็ปาเข้าไปตอนตี 5 แล้ว ก็ปรึกษาหาลือและคาดคั้นเอาความจริงร่วมกัน..ได้ความว่า ตัวเจ้าต้องเองไปทำเรื่องแบบนั้นมาจริงๆ เลยโดนอบรมสั่งสอนเสียยกใหญ่ พอเช้าวันอาทิตย์ขากลับไปตรงนั้น เราก็ไม่ลืมที่จะเอาดอกไม้ธูปเทียนไปไหว้ขอขมาลาโทษเขา นอกจากนี้ก็มีของเซ่นไหว้ติดไม้ติดมือไปฝากอย่างไก่ย่างปลาทูขนมไปด้วย …

Admin

28/02/2020

“ผีตัวบิดๆงอๆวิ่งไล่” เรื่องดังบนภูจ.เลย พยานรู้เห็น 30 คน

เรื่องผี the shock เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการเดินทางไปเที่ยวในที่เที่ยวยอดฮิตของวัยรุ่นผู้ยังมีพละกำลังเหลือเฟือ ที่จะพิชิตเส้นทางเดินป่าอันยาวไกลให้ได้สักครั้งในชีวิต ซึ่งเรื่องที่ว่านี้ก็หลอนระดับตำนานในอดีต จนทาง the shock นำกลับมารีรันออกอากาศซ้ำอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา

โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นที่จังหวัดเลย เป็นสถานที่ท่องเที่ยวภูมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในจ.เลย เรื่องราวเกิดขึ้นในเดือนธ.ค.ปี50 วันนั้นเป็นวันหยุดรัฐธรรมนูญก็นัดหมายกันกับเพื่อนฝูง คุณเจไปกับเพื่อน…ไปนอนกางเต็นท์ที่ภูดังกล่าว แล้วก็ขึ้นไปดูอาทิตย์ตกกัน หลังจากดูอาทิตย์ตกแล้ว ต้องเดินเท้าราวๆ 9 กิโลเพื่อกลับมาที่เต๊นท์ ขากลับได้แวะซื้อโปสการ์ด มีร้านรวงก็ซื้อข้าว ซื้อเสบียงกินกัน

ราวๆสองทุ่มกว่าก็เดินไปเจอนักท่องเที่ยอีกกลุ่ม ก็จับกลุ่มกันได้ราวๆสามสิบกว่าคน เดินไปเรื่อยๆรอบข้างก็มืดๆฝั่งซ้ายเป็นป่าทึบ ฝั่งขวาเป็นหน้าผา โดยที่พวกเราจะต้องเดินเลียบหน้าผากลับ เนื่องจากเจ้าหน้าที่จะไม่ให้เดินลัดป่า ด้วยเหตุว่าจะได้รับอันตรายจากสัตว์ป่า เดินๆไปก็เจอเจ้าหน้าที่ ขี่รถATVสวนออกมา เขาก็พูดว่า…

“พวกเราเนี่ยเดินมาเป็นกรุ๊ปสุดท้ายแล้วนะ ถ้าไปเจออะไรระหว่างทาง… “อย่าทัก อย่าพูด อย่าคิด อย่าท้าทาย”

“แค่คิดก็ห้าม…ให้เดินหน้ากันอย่างเดียวแค่นั้น” แล้วเจ้าหน้าที่ก็ผละไป พวกเราก็ออกเดินต่อ

คุยกันกับเพื่อนลงมาเรื่อยๆ ร้องเพลง ฮัมเพลงบ้าง เดินไปสักพัก ได้ประมาณครึ่งทาง… ตอนนั้นประมาณ 4 ทุ่ม คุณเจซึ่งเดินอยู่ด้านหน้าสุด ก็พบผู้หญิงคนหนึ่ง นั่งอยู่ทางด้านฝั่งซ้ายเข้าไปในป่า ที่แปลกคือเธอนั่งอยู่เพียงลำพัง ลักษณะดูเหมือนกับคนปกติธรรมดา ทุกอย่าง สวมเสื้อสีขาวหมวกไหมพรม รองเท้าผ้าใบ ผมสั้นประบ่า อายุจากหน้าตาน่าจะราวๆ 30

ผู้หญิงในกลุ่มที่ไปด้วยกันก็ถามว่า “เป็นตะคริวรึเปล่า?” เธอคนนั้นก็แหงนหน้ายิ้มให้ ผู้หญิงที่ไปด้วยกันกําลังจะหยิบเอายามาให้

จังหวะนั้นผู้หญิงแปลกหน้าคนที่ว่า..จากที่ยิ้มอยู่ก็เริ่มร้องไห้ ท่ามกลางบรรยากาศอันวังเวงทุกคนก็สงสัยกันว่า…เธอร้องไห้ทําไม? พี่ผู้หญิงอีกคนหนึ่งก็ถามว่า…

“ร้องทําไมคะ ไม่เป็นไร เดี๋ยวเรากลับด้วยกันก็ได้”

สามสิบคนในกลุ่มที่มาด้วยกันก็ยืนล้อมให้กําลังใจ เธอคนนั้นก็หยุดร้องไห้ แล้วเธอก็ลุกขึ้นแล้วเดินฝ่ากลุ่มของคนเล่าไปทางหน้าผา
แต่พอถึงตรงหน้าผา ผู้หญิงเสื้อขาวก็หายไปแบบไร้ร่องรอย  แบบวาร์ปหายไปเลย

ทุกคนอึ้ง เงียบ และเริ่มขนลุก เพื่อนที่ไปด้วยกันก็บอกว่า “เฮ้ย!! กรุว่าโดนแล้วว่ะ”

พูดจบ… ทุกคนก็ออกวิ่ง ลืมหมดแฟนหรือเพื่อนที่ไปด้วยกัน เนื่องจากวิ่งแตกกระเจิดกระเจิง วิ่งไปได้สักพัก ก็มีคนร้องถามขึ้นว่า

“เฮ้ย!! ใครวิ่งตามมาข้างหลังวะ”

พอหันไป ก็พบผู้หญิงคนนั้น ในลักษณะสวมเสื้อสีขาวแต่ว่าเลอะฝุ่นรวมทั้งคราบเลือด คอบิดๆแขนบิดเบี้ยวราวกับกิ่งไม้ที่ไม่มีใบ ในมือขวาบิดๆถือไฟฉายส่องมา ทางกลุ่มที่ยืน ทุกคนก็ออกวิ่งกันด้วยความอกสั่นขวัญแขวนแตกเตลิดเปิดเปิงไม่คิดชีวิต

ระหว่างวิ่งก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนนั้นวิ่งตามไล่หลังมากับเสียงหัวเราะ วิ่งมาจนกระทั่งถึงจุดกางเต็นท์ ซึ่งด้านหลังจะเป็น บ้านพัก ไปที่ศูนย์บริการฯ วิ่งมาเจ้าหน้าที่ก็ตกอกตกใจว่าเจอช้างมาหรือไร และถามว่าพึ่งจะมาหนแรกกันใช่ไหม แล้วที่เจอเป็นผู้หญิงผมสั้นรึเปล่า เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าเจอกันทุกปี มีเจ้าหน้าที่แก่ๆเล่าว่า ทุกหน้าผามีคนเสียชีวิตทั้งนั้นแหละ บางครั้งมีพระธุดงค์เดินมาพบผู้หญิงคนนี้ก็สะดุ้งวิ่งหนีไปเจอฝูงช้างแล้วไปโดนช้างเหยียบก็มี แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ยอมเล่าให้ฟังว่า ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร

ย้อนกลับมาที่พี่ผู้หญิงคนที่จะล้วงยาให้หญิงประหลาดคนนั้น ภายหลังจากได้กลับมาเต๊นท์แล้ว เธอได้ยินเสียงประกาศให้คนไปชมดวงอาทิตย์ขึ้น ในตอนเช้ามืด แต่ว่าเธอก็ไม่สนใจ เลยนอนต่อไปครู่หนึ่ง เธอเล่าว่าเจอผู้หญิงคนนั้นนั่งคร่อม ตัวบิดเบี้ยว หันหลังให้ แต่หัวหันไปคนละทาง แล้วบอกว่า

“พวกเมิงสนุกกันนักใช่มั้ย ที่เอาเรื่องของกรูไปเล่า”

เธอก็กรีดลั่นแล้วหอบเอาข้าวของ ถุงนอน ไปนอนที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว

ส่วนบางคนหลังกลับไปบ้านก็เอามาคุยกันในวงว่าไปเจอ “ผีเบรกแดนซ์” ด้วยเหตุว่าผู้หญิงคนนั้นแขนขาบิดเบี้ยว ก็ยังมาโดนอำลักษณะเดียวกันกับที่พี่ผู้หญิงในเต๊นท์โดน

อีกปีถัดมาก็กลับมาอีก มาเที่ยวที่เดิม วันที่1กุมภา เดินถ่ายวีดีโอ แล้วแฟนผมไปเจอผู้หญิงคนหนึ่งเดินผ่านมาเลยผลักผม ให้หลีกทาง ก็เลยมองหาว่าใคร แต่กลับไม่เห็นมีใครสักคน

และเนื่องจากว่ามากันเพียงแค่สองคน เลยเปิดกล้องVDOดูแล้วถามว่าคนไหน เธอก็เอา กล้องไปดู แล้วก็ชี้ให้ดูว่าอยู่ตรงนั้น แต่ผมกลับมองไม่เห็น แล้วผม เลยให้เขาร้องทัก พี่คะ ผู้หญิงคนนั้นก็หันมาตอบมี อะไรหรอคะ ได้ยินแค่เสียง แต่กลับไม่มีภาพบันทึกในวิดีโอ

จากเรื่อง : อย่าทักทาย
เรื่องเล่าจาก : the shock radio
เล่าโดย : คุณเจ

Admin

26/02/2020

เรื่องผี | อยู่ได้แค่ 4 คืน!…บ้านเช่าหลอนบนเกาะสมุย

เรื่องผีเรื่องนี้เกิดขึ้นบนเกาะท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง “เกาะสมุย” ในจ.สุราษฎร์ธานี เมื่อเจ้าของเรื่องเล่าต้องไปทำงานที่นั่นกว่า 2 เดือน จึงจำเป็นต้องหาบ้านเช่าชั่วคราว แต่บังเอิญว่าบ้านหลังนี้นั้นมีอะหรไม่ชอบมาพากลอยู่ และสิ่งที่เขาเจอมาก็ทำให้เขากับน้องชายต้องรีบย้ายหนีหลังอยู่ไปได้เพยงแค่ 4 วัน

เรื่องผีบนเกาะสมุย ย้อนกลับไป 9 ปีก่อน

เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ที่ผมเองนั้นประสบพบเจอมาเมื่อครั้งที่ไปเกาะสมุยเพื่อทำงาน ย้อนกลับไปกว่า 9 ปีก่อน ออกตัวก่อนว่าปกติแล้วผมไม่ใช่คนที่เชื่อหรืองมงายในเรื่องผีๆสางๆ แต่เหตุการณ์สุดสพรึงตอนปลายปี 2553 ครั้งนั้น มันทำให้ผมยังคงหาคำอธิบายมาตอบไม่ได้จนทุกวันนี้ ตอนนั้นผมได้รับเหมางานในการไปติดตั้งเซ็ตระบบเครือข่ายเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ โดยที่มีน้องชายผมเป็นผู้ร่วมงานไปด้วย นอกจากนี้ยังมีทีมงานจากบริษัทผู้ว่าจ้าง 3 – 4 คนเดินทางไปที่เกาะสมุยด้วย อย่างไรก็ตามเนื่องจากงานนี้เป็นโปรเจกต์ค่อนข้างใหญ่ ตามแผนแล้วคาดว่าต้องใช้เวลาราว 1 หรือ 2 เดือน ทางบริษัทผู้ว่าจ้างจึงได้จัดหาบ้านเช่าไว้ให้พักอาศัยรวมถึงเป็นที่เก็บอุปกรณ์ต่างในการทำงาน

พวกผมเดินทางมาถึงบ้านพักกันช่วงบ่ายๆแล้ว บ้านที่ว่ามีลักษณะเป็นคล้ายๆกับห้องแถวแบบชั้นครึ่ง มีห้องหับเรียงกันอยู่ราว 6 ห้อง ผมรู้สึกแปลกๆตั้งแต่เข้าไปครั้งแรก อาจจะด้วยที่ว่าห้องค่อนข้างจะคับแคบ อีกทั้งดูเหมือนไม่ได้มีคนอยู่มาพักใหญ่ ทำให้ได้กลิ่นอับชื้นภายในห้อง หลังเปิดประตูหน้าต่างรับลมก็เหมือนจะดูดีขึ้นหน่อย แต่สิ่งหนึ่งที่ชวนให้อึดอัดคือ แม้ว่าแดดยังแรงสว่างจ้า แต่บริเวณห้องกลับไม่ค่อยมีแสงเข้า ทำให้ดูมืดมนอยู่พิกล อย่างไรก็ตามผมกับพี่ๆทีมงานนั่งพักคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ผมถึงได้เริ่มสำรวจห้องที่ผมจะต้องอยู่ร่วมสองเดือนอย่างจริงจัง

ขอบรรยายลักษณะบ้านเอาไว้หน่อย เผื่อมีใครได้แวะเวียนไปอาจจะได้ลองเช่าอยู่สักคืนสองคืน เพิ่มความตื่นเต้นให้ทริปของท่าน จากหน้าประตูคุณสามารถมองเห็นชั้นบนของบ้านได้ทันที ด้านบนมีบานเลื่อนที่สามารถเปิดและมองลงมาได้เช่นกัน โดยที่ทางขึ้นระหว่างชั้น 1 และ 2 จะมีหิ้งพระเก่าปอนหันออกไปทางประตูหน้าบ้าน บนนั้นมีพวงมาลัยดอกไม้ที่ยังไม่เหี่ยวแห้งมากนัก เป็นร่องรอยว่าน่าจะมีคนนำมาไหว้บูชาไม่นาน ห้องโถงที่นี่จะไม่กว้างนัก ขนาดประมาณ 4 ม. เมื่อผ่านโถงไปจะพบกับครัวเล็กๆ และประตูหลังบ้าน ด้านนอกมีรั้วรอบขอบชิด

ด้านข้างหลังบ้านมีห้องเก็บของขนาดเล็กตั้งอยู่ และเนื่องจากมันไม่ได้ถูกล็อคไว้ ผมจึงลองเปิดดูก็เจอเข้ากับกองผ้าห่มหมอนมุ้ง และหนังสือเก่าๆ ที่เปียกแฉะชื้นอยู่ภายใน ทันทีทีเปิดประตูก็มีกลิ่นเหม็นอับโชยออกมา เลยต้องรีบปิดทิ้งไว้อย่างนั้น จากนั้นผมผมขึ้นไปสำรวจบนชั้น 2 ด้านบนเป็นห้องขนาดเล็กไม่มีอะไรน่าสนใจ จนกระทั่งผมสังเกตเห็นพวงมาลัยดอกไม้เหมือนกับที่หิ้งพระด้านล่าง แขวนไว้บริเวณใต้หน้าต่าง ตอนนั้นผมแค่รู้สึกแปลกใจนิดหน่อยว่าทำไมถึงมีพวงมาลัยอยู่หลายที่ ก่อนที่จะเปิดหน้าต่างออกไปรับลม

อย่างไรก็ตาม คืนแรก…ดูเหมือนจะผ่านไปด้วยดี อาจจะด้วยความเพลียจากการเดินทาง ซ้ำพวกเรายังนั่งสังสรรค์กันจนดึกดื่น ทุกคนจึงแทบเรียกได้ว่าหลับสนิทตลอดคืน แต่นั่นก็เป็นคืนสุดท้ายที่ผมกับน้องจะมีเพื่อนนอนด้วย เพราะวันถัดมาหลังจากที่ทีมงานได้หาลือและบรี๊ฟงานกันเสร็จเรียบร้อยก็เดินทางกลับทันที

คืนที่ 2… ตอนนี้เหลือแค่ผมกับน้องชายที่ต้องอยู่ในบ้านหลังนี้อีกกว่า 2 เดือน คืนนี้ผมยังคงมีอาการแฮงค์ค้างจากเมื่อคืนอยู่ เนื่องจากนอนดึกและดื่มหนัก เลยขอตัวขึ้นไปนอนก่อน ก็ยังไม่มีอะไร จนกระทั่งคืนที่สาม…คืนนั้นน้องชายผมซื้อเครื่องดื่มมอลท์สกัดมาเสียหลายขวด แต่เนื่องจากผมติดธุระคุยโทรศัพท์อยู่ มาเจออีกทีก็พบว่ามันซัดซะเกลี้ยงแล้วก่อนจะขอตัวขึ้นไปนอนทันที ส่วนผมยังไม่นอนแต่อ่านหนังสือเล่นอยู่ข้างบนเช่นกัน

ประมาณตี 2 คืนนั้นเอง จู่ๆน้องชายผมก็สะดุ้งตื่น ลุกพรวดขึ้นมาจากฟูกนอน ผมเลยทักถามไปว่า..เป็นอะไรไป? แต่ไม่มีคำตอบใดๆกลับมา กระทั่งมันเดินออกไปจากห้อง ผมก็ถามขึ้นอีกว่าจะไปไหน? คราวนี้น้องผมตอบกลับมาว่า “จะไปห้องน้ำ” แต่หายไปพักใหญ่ ผมกลับไม่ได้ยินเสียงราดน้ำหรือเสียงจากก๊อกเลย ผมจึงชะโงกมองลงมาจากด้านบน ก็เห็นน้องผมนั่งอยู่ในห้องโถงชั้นล่าง ผมลองเรียกอยู่หลายครั้ง แต่กลับไม่มีคำตอบใดๆกลับมา จนผ่านไปสักพักมันก็เดินกลับขึ้นมาข้างบน โดยไม่พูดจาใดๆก่อนที่จะล้มตัวลงนอนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตอนนั้นผมไม่ได้คิดอะไร เข้าใจไปว่าน้องผมมันคงเดินละเมอกระมัง…

วันรุ่งขึ้น ผมเลยมีเรื่องไปแซวน้องมันว่า “เมื่อคืนฟุ้งซ่านเรื่องอะไร ถึงขนาดเดินละเมอลงไปนั่งตากยุงอยู่ด้านล่าง ดึกๆดื่นๆ” แต่คำตอบของมันทำเอาผมเริ่มรู้สึกไม่ค่อยสะบายใจ เพราะมันบอกกับผมว่า… จำอะไรไม่ได้เลย ไม่รู้สึกตัวเลย

กระทั่งคืนที่ 4… คืนนี้ก็เช่นเคย น้องผมยังคงซื้อเครื่องดื่มมานั่งกินคนเดียว กินเสร็จก็เข้านอนทันที และเนื่องจากผมเป็นคนนอนดึก จึงนั่งเล่นเกมไปตามเรื่องตามราวจนดึกดื่น อย่างไรก็ตาม ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าดึกแค่ไหน แต่เลยเที่ยงคืนไปแล้วแน่ๆ จู่ๆก็ได้ยินเสียง “ซ่าาา~ซ่าาา~” คล้ายกับเสียงเวลาที่เปิดโทรทัศน์แล้วไม่มีสัญญาณภาพ ดังขึ้นมาจากด้านล่าง แต่มาคิดๆดูแล้ว บ้านเช่าหลังนี้ก็ไม่มีโทรทัศน์นี่นา บางทีคงเป็นเสียงจากข้างบ้านกระมัง

อย่างไรก็ตาม… เสียงที่ว่ามันเริ่มทำให้ผมกระวนกระวายใจ พอที่จะลุกขึ้นมาเดินหาต้นตอของเสียง เพราะเวลาที่นั่งอยู่เฉยๆดูเหมือนเสียงมันจะค่อยๆดังรบกวนขึ้นเรื่อยๆ แต่ปรากฏว่าพอผมพยายามเงี่ยฟังดู เสียงที่ว่ามันเงียบไป พอมองออกไปด้านนอกก็พบว่าไม่มีบ้านหลังใดเลยที่ยังเปิดไฟอยู่ หรือแสดงให้เห็นว่ายังคงมีใครนั่งดูทีวีอยู่ จู่ๆเสียง “ซ่าาา…” ก็ดังขึ้นมาอีก คราวนี้ผมค่อนข้างมั่นใจแล้วว่ามันดังมาจากในบ้านของผม จากห้องโถงด้านล่าง

พอออกมาจากห้อง เสียงชัดเจนขึ้นจนผมบอกได้ว่า เสียง “ซ่าาา..ซ่า…” ที่ได้ยินไม่ใช่เสียงจากทีวี แต่มันเป็นเสียงกระซิบกระซาบของคนคุยกัน แม้ผมจะบอกไม่ได้ว่าเป็นเสียงภาาาอะไร แต่มันไม่ใช่ภาษาไทยที่จะสามารถเข้าใจความหมายทันทีได้ ผมพยายามทำใจดีสู้เสือ ชะโงกหน้าออกไปมองจากด้านบน ก็ไม่พบอะไร แถมเสียงกระซิบกระซาบยังเงียบดับลงไปทันทีอีกด้วย ผมเลยลงไปด้านล่างแล้วไล่เปิดไฟแต่ละจุดที่เดินผ่าน แต่ก็ไม่พบอะไร แถมไม่ได้ยินเสียงที่ว่าด้วย เปิดประตูหน้าบ้านไปดูก็ไม่เจอแสงไฟจากห้องไหนๆ ผมจึงปิดประตูกลับคืนก่อนที่จะเปิดไฟในโถงทิ้งไว้แล้วขึ้นไปนอน

แต่หลังจากผมขึ้นมานอนได้สักพัก เสียงเดิมก็มาอีก… กระซิบกระซาบดังระงมมาจากข้างล่าง และชัดกว่าทุกครั้ง ถึงจุดนี้จากการที่ผมได้ลงไปสำรวจข้างล่างมาทุกซอกทุกมุม ผมเชื่อว่าน่าจะ “เจอ” เข้าให้แล้วล่ะ เลยตัดสินใจซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มข่มตานอนให้หลับ แต่ไม่นานจากนั้นจู่ๆไฟก็ดับพรึ่บ! ห้องที่เคยเปิดไฟทิ้งไว้ก็จมอยู่ใต้ความมืดโดยพลัน เสียงกระซิบกระซาบมันก็ดังขึ้นเรื่อยๆ ไม่สิ…บางทีมันอาจจะดังเท่าเดิม แต่เสียงมันอาจใกล้เข้ามาเรื่อยๆก็ได้ ผมนึกถึงบทสวดที่อยู่ในหัวออกมาพึมพำบทแล้วบทเล่า จะถูกจะผิดมากน้อยก็ไม่ทราบได้

น่าแปลกใจอยู่เหมือนกัน ที่ปกติผมแทบไม่ได้สวดมนต์เลย แต่ในเวลาสำคัญเช่นนี้ กลับมีบทสวดไหลออกมาเข้าปากบทแล้วบทเล่า คงเข้าทำนองที่เขาว่าในวินาทีสุดท้ายของชีวิต คนเราจะมองเห็นภาพในอดีต เพราะสมองพยายามข้ามขีดจำกัดแล้ว “ค้นหา” เอาความทรงจำเก่าๆออกมาเพื่อใช้ในการหาทางรอดชีวิต ดูเหมือนเสียงที่ว่าจะหยุดอยู่เพียงบริเวณหน้าประตู หลังจากนั้นผมก็นึกถึงแม่ที่เสียไปแล้ว อธิษฐานขอให้ช่วยลูกด้วย กระทั่งก็อยู่รอดมาจนฟ้าสาง เสียงก็หายไปตอนที่ผมไม่ทันได้สังเกต ดูนาฬิกาก็พบว่าตี 5 กว่าแล้ว

เช้าวันนั้นเอง ระหว่างที่ทานข้าวกันกับทางทีมงานที่มารับไป ผมก็เปิดหัวข้อสนทนาในเรื่องนี้ขึ้นกลางวงอาหารอย่างไม่อาย กระมั่งน้องผมมันก็สมทบขึ้นมาว่า “ผมเจอตั้งแต่คืนที่ 2 ที่พี่ขึ้นไปนอนก่อนแล้ว” มันเล่าว่าตอนที่มันตามขึ้นไปนอน ระหว่างที่ครึ่งหลับครึ่งตื่นก็รู้สึกว่ามีใครบางคนมานั่งทับ แบบที่เขาเรียกว่า “ผีอำ” นั่นแหละ กระดิกตัวไม่ได้เลย ทำได้แค่หันหน้ามาทางผม แต่ไม่ส่าจะเรียกยังไง…ผมก็ไม่ได้ยิน นั่นเลยเป็นสาเหตุให้หลังจากนั้น น้องผมเลยรีบดื่มให้เมาเพื่อที่จะได้นอนหลับไวๆ

คราวนี้หนึ่งในทีมงานที่เป็นหัวหน้าก็เล่าให้ฟังว่า ความจริงเขาก็เคยเจอมาก่อนแล้วทั้งนั้น เมื่อก่อนแกเคยไปนอนกลางวันที่บ้านหลังนั้น ก็รู้สึกว่ามีใครบางคนมาเดินวนไปวนมารอบๆตัว เลยไม่กล้าไปนอนอีกเลย จากนั้นก็มีคนงานเคยมานอนไม่นานมานี้ เจอเงาคนเดินเพ่นพ่านไปมาบนทางเดินด้านบน เลยต้องเอาพวงมาลัยมาขอขมาลาโทษ ก่อนที่จะย้ายออกไป ซึ่งพวงมาลัยที่เหลือไว้ให้ดูต่างหน้าก็มีที่มา อย่างนี้นี่เอง

มาถึงจุดนี้หัวหน้าก็เห็นใจแบะถามว่า จะเอายังดี จะย้ายไหม จะได้หาที่อยู่ใหม่ให้ ผมกับน้องก็ตอบเป็นเสียงประสานโดยพร้อมเพรียงทันทีว่า “ไม่ไหวสุดๆเลยครับ !!” อย่างไรก็ตามเย็นวันนั้นผมกับน้องยังคงต้องนอนที่นั่นอีกคืน เลยพากันไปซื้อดอกไม้ธูปเทียนมาจุดไหว้เจ้าที่เจ้าทาง เจ้ากรรมนายเวร ขอขมาลาโทษที่เข้ามาโดยไม่บอกกล่าวกันไป ทำให้คืนนั้นก็ผ่านมาได้แบบเรียบร้อย กระทั่งได้ย้ายไปบ้านหลังใหม่ในวันถัดมา…ซึ่งไม่รุ้ว่าโชคดีหรือโชคร้าย ที่ย้ายคราวนี้ก็ไม่พ้นต้องเจอกับสิ่งน่ากลัวอีก แม้คราวนี้ไม่ใช่ผีแต่มันคือ “ตุ๊กแกไซส์ยักษ์” สีสันฉูดฉาดสลับลายพร้อยไปทั้งตัว จนผมอดตั้งชื่อให้มันไม่ได้ว่า “น้องสลิ่ม” เรียกว่ามาสมุยคราวนี้ หนีผีปะตุ๊กแกก็ไม่ผิดนัก! และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

ขอบคุณที่มา : postjung แชร์ประสบการณ์หลอนบ้านเช่เกาะสมุย

อ่านเรื่องเล่า เรื่องผีพันทิป เรื่องอื่นๆ >> คลิก

กลับสู่หน้าแรก สยองสแควร์

Admin

23/02/2020

กระทู้ผีพันทิป | นั่งสมาธิกลางป่าช้า สนธนาหน้าโลง

กระทู้ผีพันทิปเรื่องนี้ เป็นประสบการณ์ของสมาชิกพันทิปหมายเลข 2794605 ที่ได้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดในจังหวัดพิจิตร แต่การปฏิบัตรธรรมครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้งที่ “เจน” เคยไปมา เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า…ตัวเองจะต้องไปนั่งอยู่หน้าหลุมศพกลางป่าช้าตามลำพัง! แถมยังต้องพูดจาท้าทายอีกว่า…ให้ร่างที่อยู่ในหลุม ลุดขึ้นมาหลอกมาหลอนด้วยเถิด!!

กระทู้ผีพันทิป ปฏิบัติธรรม ด้วยการนั่งสมาธิกลางป่าช้า คนเดียว…

เรื่องราวต้นขึ้นจาก “เจน” เจ้าของเรื่องเล่าได้รับการชักชวนจากคุณแม่ แนะนำให้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดแห่งหนึ่ง ในจังหวัดพิจิตร ซึ่งคุณแม่ของเจนไปมาก่อนแล้วรู้สึกว่าช่วยส่งเสริมให้ชีวิตพบเจอแต่เรื่องดีๆ ภายหลังจากที่กลับจากการปฏิบัติธรรม ในขณะทีช่วงนั้นเจนเองก็ประสบปัญหาหลายเรื่องในชีวิต เป็นต้นว่า ขับรถชนมาจนต้องเสียเงินเสียทอง อกหักรักคุด ทำให้เจนมองหากิจกรรมเพื่อหลีกหนีจากอารมณ์ท้อแท้ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง จึงตัดสินใจตบปากรับคำไปร่วมปฏิบัติธรรมที่วัดดังกล่าว

นอกจากเจนแล้วยังมีรุ่นพี่ที่เคยไปปฏิบัติธรรมมาก่อนอีกสามคน และญาติของเจนติดตามไปด้วยอีกคน รวมแล้วทริปนี้มีสมาชิกร่วมเดินทางไป 5 คน… เจนเล่าเรื่องราวตั้งแต่เริ่มเดินทางไว้ดังนี้… วันจันทร์เราออกจากสระบุรีกันตั้งแต่เช้ากว่าจะถึงที่หมายก็ราวเที่ยงวัน ที่วัดแห่งนั้นพบว่ามีผู้มาเข้าร่วมปฏิบัติธรรมกันเกือบ 20 คน ซึ่งหากเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ คนจะยิ่งมากกว่านี้ เมื่อมาถึงสถานที่ พวกเราไก้รับการแนะนำให้เข้าไปสักการะไหว้พระและเจ้าที่เจ้าทางกันก่อน พอช่วงบ่ายก็เริ่มเข้าสู่คอร์สจริง สิ่งแรกเลยคือการเดินกรรมฐาน หลังจากนั้นจะเป็นการนั่งสมาธิอีกราว 1 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม เจนเป็นคนสมาธิสั้นค่ะ ไม่สามารถจะทนนั่งนิ่งๆได้นานนัก เลยมีแอบลืมตามามองรอบข้างบ้าง ถัดมาก็มีการเดินกรรมฐานอีกรอบ แต่รอบนี้รู้สึกแปลกใจว่าเราทำได้ดีขึ้นหลังนั่งสมาธิมา เรียกได้ว่าเราคงเริ่มคุ้นชินแล้ว

รายการต่อมาคือการ “ปลุกญาณ” เป็นการให้เรานั่งสมาธิโดยท่องคำว่า “หนอ…” ไว้ในใจ โดยที่จะมีพระอาจารย์คอยกำกับจังหวะการท่องให้เร็วหรือช้า ปรากฏว่าช่วงที่พระท่านบอกให้เร่งจังหวะการท่องหนอรัวๆนั้น ไม่นานนักก็มีเสียงกรีดร้อง เกรี้ยวกราดดังขึ้นมาจากผู้นั่งปฏิบัติธรรมราวกับคนของขึ้น ตอนนั้นเจนหลับตาอยํ่เลยไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น บอกตามตรงว่าเราก็ไม่ค่อยเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น หรือกระทั่งทำเพื่อจุดประสงค์อะไร จนอดคิดไม่ได้ว่า…นี่ตัวเองมาทำอะไรอยู่ที่นี่กันแน่ จู่ๆพี่ที่มาด้วยกันคนหนึ่งที่มาเป็นพี่เลี้ยงให้ก็เข้ามากระซิบข้างหูเราว่า… ให้มีสมาธิ ท่องหนอๆๆๆเร็วๆเลย เราก็ทำตามนั้น หนอๆๆๆๆ กระทั่งถึงจุดหนึ่งก็รู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก พี่เขาก็ให้ล้มตัวหงายลงนอนในขณะที่ก็ยังคงท่องไม่หยุด แต่สักพักก็หายใจสะดวกขึ้น แม้ว่าจะเหงื่อโทรมกายก็ตาม พอลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบว่า ที่แขนมีรอยปั้มคำว่า “ผ่าน” ประทับไว้

ตราผ่านในที่นี้ไม่รู้แน่ชัดว่ามีการวัดผลหรือคัดเลือกอย่างไร แต่เข้าใจว่าคนที่ได้รับการเลือกว่า “ผ่าน” จะได้เดินทางเข้าสู่รอบต่อไป นั่นคือการนั่งสมาธิกับอาจารย์ใหญ่ หลังจากนั้นก็มีการจับฉลากเพื่อเลือกว่าผู้ปฏิบัติธรรมคนไหนจะได้จับคู่กับอาจารย์ท่านใด โดยแต่ละคนจะได้รับป้ายแขวนคอที่ระบุชื่ออาจารย์ใหญ่อยู่บนนั้น เราเองก็หยิบป้ายใบหนึ่งออกมาจากกองอย่างสุ่มๆ แล้วได้ป้ายที่เขียนเอาไว้ว่า “สายที่ ๒/๔” คู่กับชื่ออาจารย์ใหญ่ สายที่ว่าเรียกว่าเป็นการแบ่งกลุ่มกันก็คงได้ สรุปว่าเราได้อยู่สายที่ 2 จากทั้งหมด 6 สาย ที่นั่งปฏิบัติธรรมนี้จะมีขึ้นใน “มอ” สิ่งปลูกสร้างลักษณะคล้ายกระท่อมซึ่งจะถูกแบ่งตามสายด้วยซอยเล็กๆ โดยคนที่จับฉลากได้สายใดก็ต้องแยกย้ายกันไปยังมอตามซอยของตน ด้านในก็จะมีร่างของอาจารย์ใหญ่รอคุณอยู่ที่นั่น และแน่นอนว่าคุณไม่สามารถพกเครื่องมือสื่อสารติดตัวไปได้

ถ้าใครมีโอกาส ไปลองดูสักครั้งก็ไม่เสียหายนะคะ ใครมีประสบการณ์เคยนั่งกับอาจารย์ใหญ่ แล้วมาแชร์กันค่ะ

ขอบคุณที่มา กระทู้ผีพันทิป : ไปนั่งสมาธิกับอาจารย์ใหญ่ในป่าช้าคนเดียวมาค่ะ

อ่านเรื่องผี เรื่องอื่นๆ >> คลิก

กลับสู่หน้าแรก สยองสแควร์

Admin

21/02/2020
1 6 7 8 12