เล่าเรื่องผี

แหวนคนตาย..รูดทองคนรถล้ม ผีมาทวงถึงบ้าน

เรื่องแบบนี้..มันมีจริงๆนะ เคยได้ยินกันมาบ้าง ประมาณว่าพลเมือง(เกือบ)ดีบางคนก็เกิดเปลี่ยนใจเป็นโจรกันแบบชั่วอึดใจ เพราะว่าดันเหลือบไปเห็น สร้อย แหวน นาฬิกา ของมีค่าบนตัวผู้ประสบเหตุเข้า… อย่างไรก็ตาม อะไรที่ไม่ใช่ของของเรา ไม่ควรจะไปหยิบฉวย เพราะว่า…ถึงแม้คนอื่นอาจจะไม่เห็น แต่ผีเห็น…คุณก้อยเล่าเรื่องขนหัวลุกจากแหวนผีสิงเอาไว้ว่า…

“แหวนในที่เกิดเหตุ” รูดแหวนทองจากคนประสบเหตุมา…เขาตามทวงถึงบ้าน

เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวดิฉันเอง บ้านเราจ้างแม่บ้านมาคนหนึ่ง เธอชื่อตาล ตาลเป็นสาวอีสานวัย 25 จากเมือง 101 ด้วยความที่ตาลยังสาวเธอจึงมักอยู่ในชุดแฟชั่นตามสมัย กระทั่งมาทำงานตั้งแต่เช้ามืดก็ยังไม่ลืมที่จะแต่งหน้าเขียนคิ้วมา เรียกว่าหากมีพัสดุมาส่งที่บ้านทีไร พนักงานเป็นต้องเข้าใจผิดว่าน้องตาลเป็นคุณหนูประจำบ้าน ส่วนดิฉันคือสาวใช้ไปเสียทุกที!

อย่างไรก็ตาม ดิฉันไม่เคยคิดเล็กคิดน้อยเลยค่ะ เอาเป็นว่าหากลูกจ้างมีพฤติกรรมอยู่ในลู่ในทาง ไว้ใจได้ สื่อสัตย์ และปฏิบัติตามหน้าที่อย่างไม่ตกบกพร่องเป็นใช้ได้ แม้ภายนอกเราจะแตกต่างกัน อีกทั้งอายุก็ห่างกันราว 20 ปีได้! แต่มีอยู่อย่างที่เราเหมือนกันและคุยกันถูกคอคือ เราชอบเรื่องเล่าผี

วันหนึ่ง หลังจากสามีออกไปส่งลูกๆที่โรงเรียน ก่อนที่จะตรงไปที่ทำงานต่อ ดิฉันใช้เวลาช่วงเช้าของวันนั้นจัดแจงชั้นหนังสือ โดยที่มีตาลเป็นผู้ช่วย ระหว่างนั้นเธอก็เล่าเรื่องผีชวนขนลุกให้ฟังไปพลาง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตาลเคลมว่าใกล้ตัวเธอมาก เพราะตัวละครเอกคือน้องชายของเธอเอง

ความน่ากลัวคือเรื่องที่ว่านี้เกิดขึ้นสดๆร้อนๆ เพียงเดือนเดียวที่ผ่านมา ‘ตี๋’ น้องชายในวัยสิบแปดของตาล ขับมอเตอร์ไซค์คันเก่งของตัวเองเพื่อกลับบ้าน เส้นทางที่ว่านี้ค่อนข้างเปลี่ยว และเป็นทางที่แยกมาจากถนนใหญ่ซึ่งก็ไม่ค่อยมีใครผ่านไปมามากนัก วันนั้นก็เช่นกัน ถนนร้างผู้คน แต่ตี๋ก็ไปพบมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งล้มคว่ำอยู่ข้างทาง

ตี๋สังเกตเห็นรอยยางถูกเบิร์นจากการเบรคกระชั้นชิดเป็นรอยยาวอย่างชัดเจน สงสัยว่าจะถูกชนแล้วหนีกระมัง เพราะตี๋ไม่เห็นร่องรอยของรถคันอื่นที่เป็นคู่กรณี จึงจอดรถแล้วเข้าไปดูสถานการณ์ ก็พบว่าเจ้าของรถที่ล้มอยู่เป็นหญิงสาวร่างบาง แต่งตัวคล้ายตาล บางทีคงอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือของเหลวหนืดสีแดงชาดที่เริ่มจะแข็งตัวเปื้อนเต็มผมและศีรษะของเธอคนนั้น ในขณะที่บางส่วนก็ยังคงไหลพลั่กๆออกมาตามจมูกและปาก เหมือนเธอยังคงรู้สึกตัว จึงส่งสายตาวิงวอนขอความช่วยเหลือมาทางตี๋ มนุษย์คนเดียวบนถนนเส้นนั้น

ระหว่างที่ตี๋เลิ่กลั่กกับสถานการณ์ที่เกิดขั้นตรงหน้า ยังไม่ทันได้คิดหรือทำอะไร สายตาเมื่อครู่ก็เหลือกคว้างขึ้นบน จนเห็นแต่ตาขาว! เธอเริ่มเกร็งและกระตุกอย่างรุนแรงอยู่ไม่นานก็นิ่งไป ไม่ไหวติงใดๆ ยิ่งทำให้ตี๋แทบสติแตก เนื่องด้วยในชีวิตนี้ไม่เคยเห็นใครเสียต่อหน้าต่อตามาก่อน แถมยังมาเกิดขึ้นในระยประชิด…บนถนนเส้นเปลี่ยวและโดดเดี่ยว ทีแรกตี๋ก็กะจะรีบกลับไปที่มอเตอร์ไซค์ของตน แล้วรีบไปตามคนหรือแจ้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นให้ทราบ

แต่ตาของตี๋ก็ดันไปเหลือบเห็นแหวนทองคำวงเล็ก สีเหลืองสุกสะกาวเป็นประกายวิบวับยามต้องแสงอาทิตย์ บนนิ้วมือที่ขณะนี้หงิกเกร็งแข็งทื่อของผู้ประสบเหตุ

ความโลภที่เป็นความอ่อนแอของมนุษย์ทำให้คิดว่า ถ้าทิ้งไว้คนอื่นก็ต้องมาเอาไปแน่ๆ อย่ากระนั้นเลย นึกเสียว่าเป็นค่าป่วยการที่จะต้องไปแจ้งตำรวจ หรือผู้ใหญ่บ้านให้มาช่วยจัดการละกัน คิดได้อย่างนั้น ตี๋ก็รูดแหวนจากนิ้วศพ… มันก็แค่สองสลึงละมั้ง? แต่เบาะๆ ก็ขายได้หมื่นบาท! แค่นี้ไม่บาปหรอก ไม่ได้ขโมยนี่…เจ้าของก็หมดลมไปแล้วนี่นา!

คืนนั้นหมาหอนค่ะ…ตี๋อยู่กับแม่, ยายและพี่สาวอีกคนชื่อแตง ทุกคนไม่รู้หรอกว่าตี๋ได้อะไรมา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้สึกรู้สาอะไร

ทันใดนั้นยายก็เขม้นมองไปที่ประตูรั้วแล้วร้องว่าเดี๋ยวนะ! ตี๋มองตามก็ไม่เห็นใคร หมายังหอนโหยหวน ตี๋หนาวเยือก แหวนคนตายยังอยู่ในกระเป๋าเสื้อ…สักพักยายก็เรียกตี๋ให้ไปหา

“ใครน่ะยาย?” ตี๋ร้องถาม ใจสั่นคล้ายจะเป็นลม ยายเดินกลับมา…พลางพูดคุยกับอากาศว่างเปล่าข้างๆ กาย

“คุณคนนี้เขาว่าจะเอาของอะไรที่แก…อะไรนะ? แหวนเหรอ!”

ตี๋ล้มตึง หน้ามืดวูบ…พอรู้ตัวอีกทีก็ค่อยๆ ลืมตา ภาพเบื้องหน้าพร่าพราย หมุนวน มองหน้ายาย หน้าแม่ หน้าพี่แตง…และหน้าซีดขาวของผู้หญิงผมยาวที่ไม่มีตาดำ…

ตี๋แผดร้องสุดเสียง สิ้นสติไปอีกครั้ง!

เช้ามืด น้องชายตัวแสบของตาลฟื้น แต่จับไข้สูง แถมมองเห็นแต่ผู้หญิงผมยาวเนื้อตัวเปื้อนมอมแมมมาเดินวนเวียนอยู่รอบๆ เตียง…เดี๋ยวหายไป เดี๋ยวก็โผล่มา

ตี๋แทบสติแตก ทนไม่ไหวอีกแล้ว…ร้องไห้สารภาพว่ารูดแหวนมาจากนิ้วคนรถล้ม โถ! น้องชายนิสัยดีเชื่อฟังพี่สาว แต่ตอนนั้นมันคิดอะไรก็ไม่รู้ ถึงได้ลงมือทำเรื่องน่าละอายขนาดนั้นไปได้ลงคอ

ยายกับแม่จุดธูปขอขมา บอกกล่าววิญญาณของสาวตายโหง สัญญาว่าจะนำแหวนไปคืนให้ถึงบ้านเลย!

คราวนี้ลำบากละซิ ต้องสืบถาม ได้ความว่าเธอเป็นคนโพนทองยังเป็นนักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ แล้วกลับมาเยี่ยมบ้าน ถึงคราวชะตาขาด โดนรถชนดับข้างถนนสายเปลี่ยว

แม่, ยาย, แตงและน้องตี๋ต้องถ่อไปถึงงานฌาปนกิจของสาวคนนั้น เอาแหวนไปคืนและขอโทษขอโพยญาติๆ จนเรียบร้อย โล่งอกโล่งใจไปตามๆกัน

ตาลสรุปท้ายว่าสมน้ำหน้าไอ้ตี๋มันจริงๆ แต่โชคดีของมันที่ผีมาทวงของคืน มันจะได้เข็ด…ไม่งั้นต่อไปคงต้องสะสมนิสัยไม่ดีจนกู่ไม่กลับแน่นอน

แล้วตาลก็แถมท้ายว่า…ผีดุขนาดหวงแหวนวงเดียว เธอคงจะติดตามไปทวงชีวิตจากเจ้าคนที่ชนเธอแล้วหนีแน่ๆ เพราะไม่มีอะไรที่คนเราจะหวงแหน…มากไปกว่าชีวิตของตัวเอง จริงไหมคะ?

ขอบคุณที่มา : ข่าวสด ออนไลน์

อ่านเรื่องผีน่ากลัว เรื่องอื่นๆ >> กดที่นี่

กลับสู่หน้าแรก สยองสแควร์

Admin

07/04/2020

รวมฮิต 10 เรื่องเล่าผีติดเทรนด์ทวิตเตอร์

มีผู้ใช้สมาชิกพันทิปล็อกอินหนึ่ง ได้รวบรวเรื่องเล่าสยองขวัญจากโลกอินเตอร์เน็ตอย่างทวิตเตอร์ ซึ่งมีคนนำมาเล่าเรียงให้ได้ฟังกัน แม้เราจะไม่อาจทราบที่มาที่ไปหรือกระทั่งว่าเรื่องราวเหล่านั้นจริงแท้แค่ไหน แต่เราบอกได้เลยว่า เรื่องเล่าผีเหล่านี้ พร้อมที่จะมาเขย่าขวัญคุณให้หลุดกระเจิงแล้ว คุณพร้อมแล้วใช่มั้ย?

เรื่องเล่าผี | วิญญาณตามติด

ย้อนไปเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ฝ้ายเป็นลูกคนเดียวและอยู่กับครอบครัวที่ต่างจังหวัด ตอนเล็กๆฝ้ายมีอะไรที่ไม่เหมือนคนอื่น คือมีผีเข้าอยู่เป็นประจำ อาการคืออยู่ดีๆ ก็จะวูบไป ขนลุกไปทั้งตัว แล้วเหมือนมีคนมายืนลูบหลัง ก่อนหมดสติแล้วจำอะไรไม่ค่อยได้ พอเล่าให้แม่ฟัง แม่บอกไม่เชื่อ หาว่าพูดไปเรื่อยเปื่อย พักหลังอาการฝ้ายหนักขึ้น เดินไปที่ระเบียง กลางถนน บางครั้งก็ร้องได้คนเดียว และทำไปแบบไม่รู้สึกตัวเลย จนมีคนมาดึงไว้ทันตลอด จนแม่เริ่มเชื่อ

แม่พาไปหาคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน ไปทำพิธีปัดรังควาญ เอาสายสิญจน์มาพัน สวดคาถา พรมน้ำมนต์ใส่ แรกๆ ก็ดีขึ้น สักพักก็เป็นอีก วนๆอยู่แบบนี้เป็นปี จนวันหนึ่งฝ้ายไปเล่นบ้านเพื่อนที่ห่างจากหมู่บ้านออกไป ไปกับเพื่อนแค่สองคน ไม่มีผู้ใหญ่ไปด้วย ฝ้ายไปเจอกับลุงของเพื่อน ที่เป็นคนมีคาถามีของ แกจ้องฝ้ายแล้วเรียกไปหา แล้วถามว่า “รู้ตัวหรือเปล่าว่ามีวิญญาณตามอยู่” แล้วบอกว่า

“ให้แม่ไปทำบุญด้วยนะ เค้าแค้นที่หนูได้เกิด แต่เค้าไม่ได้เกิด เป็นเด็กผู้ชาย เค้าจะเอาหนูไปอยู่ด้วย”

ฝ้ายรีบวิ่งกลับบ้านไปถามแม่

“แม่…หนูมีพี่ชายใช่มั้ย แม่ทำอะไรพี่เขาใช่ไหม?”

แม่ก็หน้าซีด กระชากแขนแล้วด่าว่าไปรู้มาจากไหน แม่ดุแล้วอาละวาดเลย

“เออ! ยายเมิงให้กรุทำ คิดว่ากรุอยากทำเหรอ ตอนนั้นท้องโตตั้งหกเจ็ดเดือนแล้ว แล้วเมิงไปรู้มาจากไหน ใครบอก เรื่องนี้ไม่เคยมีใครรู้ ”

ฝ้ายก็เล่าไป แล้วแม่ก็นั่งร้องไห้ไม่พูดไม่จา กระทั่งเช้ามาแม่ก็ไปทำบุญอุทิศส่วนกุศล

เรื่องเล่าผี | เนื้อคู่

เอ บี ซี เป็นเพื่อนกัน ตามประสาสาว ที่ไปได้ยินได้ฟังอะไรมาก็จะเอามาเล่าสู่กันฟัง โดยเฉพาะความเชื่อต่างๆ ครั้งนี้ก็เช่นกัน บี ได้เอาเรื่องการปอกเปลือกแอปเปิ้ลหาเนื้อคู่ โดยเค้าเล่ากันมาว่า หากใครอยากเห็นหน้าเนื้อคู่ ตอนเที่ยงคืนให้จุดเทียนแล้วนั่งหน้ากระจก แล้วปอกเปลือกแอปเปิ้ลแบบฝรั่งคือถอยมีดเข้ามาหาตัวโดยไม่ให้เปลือกแอปเปิ้ลขาด

เอทำท่าไม่เชื่อ แต่พอกลับไป เอกลับลองทำดู พอเที่ยงคืนก็ปอกแอปเปิ้ลไปเรื่อยๆ แต่ด้วยความไม่ถนัด ทำให้เผลอโดนมีดบาดมือ เอเลยอารมณ์เสีย แล้วไปนอน

คืนนั้นเอฝันว่ามีผู้ชายร่างใหญ่โต มาฟีทเจอริ่งกับเธอ แต่เธอก็ดูรักผู้ชายคนนั้นมาก ทั้งที่ผู้ชายคนนั้นน่ากลัว และหลังจากนั้นเธอก็จะฝันแบบนี้ทุกครั้ง จนเพื่อนเริ่มเห็นความปกติ เอซูบผอมและโทรมมา เพื่อนเลยถามว่าไปทำอะไรมา เอยอมเล่าให้ฟัง ด้วยความเป็นห่วง เพื่อนจึงบอกให้เอไปทำบุญ แต่เอก็ไม่มีเวลาไป จนปล่อยเวลาล่วงเลยไป จนเอเสียชีวิตในที่สุด

จิตที่ยังหลงเหลือของเอยืนมองร่างตัวเองที่นอนถ่างขาอยู่บนเตียง ลักษณะเหมือนคนกำลังโจ๊ะพรึมๆกัน เอมองร่างตัวเองอย่างเศร้าสร้อย แต่อยู่ๆ ก็มีผู้ชายมาจูงเอออกไปในภพภูมิที่ดี เขาคงเป็นเนื้อคู่ของเอ

เรื่องเล่าผี | โต๊ะเครื่องแป้ง

เข็มเป็นคนชอบซื้อของโบราณมาแต่งบ้าน วันหนึ่งเข็มได้โต๊ะเครื่องแป้งโบราณมา เข็มชอบมากก็เลยเอามาไว้ในห้องนอน โดยตั้งไว้ที่ปลายเตียง แล้วเข็มก็เห็นว่าหวีของตัวเองจะมีผมพันอยู่เยอะผิดปกติ ทั้งๆที่แกะออกอยู่ทุกวัน จนวันหนึ่งเข็มตัดสินใจไม่หวีผม แต่เอาเส้นผมทุกเส้นออกจากหวี วันต่อมาก็ยังมีเส้นผมพันหวีอยู่เหมือนเดิม เข็มเริ่มแปลกใจ

จนกระทั่งคืนหนึ่ง เข็มฝันไปว่าตัวเองตื่นขึ้นมากลางดึก แล้วมีผู้หญิงใส่ชุดไทยมานั่งหันหลังให้ที่ปลายเตียง พอมองไปที่กระจกที่โต๊ะเครื่องแป้ง ก็เห็นหน้าของผู้หญิงคนนั้นไม่มีตาดำ แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ค่อยหวีผมที่ยาวมากของเธอ เช้ามาเข็มเล่าเรื่องนี้ให้แฟนฟัง แฟนเป็นห่วงเข็มจึงมานอนด้วย และได้เอากระดาษหนังสือพิมพ์ไปปิดประจกโต๊ะเครื่องแป้งนั้น แล้วถอดพระที่ตัวเองใส่อยู่ให้เข็มใส่

คืนนั้นทั้งคืนเข็มนอนหลับสบาย แต่พอตื่นเช้ามากลับไม่เจอแฟนนอนอยู่ด้วย จึงเดินออกจากห้องไป มองเห็นแฟนนั่งกอดเข่าตัวสั่นอยู่มุมบ้าน แฟนเข็มเล่าให้ฟังว่า เมื่อคืนเห็นผู้หญิงใส่ชุดไทยโบราณนั่งหวีผมอยู่ปลายเตียงและค่อยหันหน้ามามองเแฟนเข็ม โดยที่ตัวไม่ได้ขยับ เรียกว่าหันมาแต่หัว และตากลวงโบ๋ ไม่มีลูกกะตา เข็มจึงเอาโต๊ะเครื่องแป้งนั้นไปถวายวัด

เรื่องเล่าผี | บ่อน้ำ

ตอนที่ปอนด์เป็นเด็ก ปอนด์ได้มีโอกาสได้ไปงานวัด โดยตอนใกล้จะค่ำ เพื่อนๆ ก็ชวนกันเล่นซ่อนแอบ โดยปอนด์ก็ได้เป็นคนไปแอบ เพื่อนคนที่หาก็หันหน้าเข้าต้นไม้แล้วนับก่อนออกตามหาเพื่อน ปอนด์เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งไปทางหลังวัด แล้วลงไปในบ่อน้ำที่ถมดินแล้ว ปอนด์จึงตามลงไป แล้วบอกให้น้องผู้หญิงคนนั้นปิดฝาบ่อไว้ เพื่อนจะได้หาไม่เจอ แล้วก็บอกว่าเพื่อนคงตามไม่เจอแล้ว แล้วก็ถามน้องผู้หญิงคนนั้นว่าชื่ออะไร เธอก็บอกว่าชื่อทับทิม สองคนคุยกันไปเรื่อยๆ จนปอนด์เผลอหลับไป

ตื่นมาอีกทีก็มืดสนิท ปอนด์จึงพูดว่า มืดแล้วเพื่อนๆคงหาเราไม่เจอแล้วแหละออกไปกันเถอะ แต่ไม่มีเสียงตอบ ปอนด์จึงเปิดฝาบ่อขึ้นก็พบว่าตัวเองอยู่ในบ่อคนเดียว จึงรีบออกจากบ่อไป พอวิ่งเข้าไปที่วัดก็ได้ยินเสียงพ่อแม่เรียก แม่หันมาเห็นปอนด์ก็วิ่งเข้ามากอด แล้วถามว่าไปไหนมา ปอนด์ก็เล่าทุกอย่างให้ฟัง สรุปคือปอนด์หายไปสองวันสองคืนเลยทีเดียว แล้วหลวงพ่อก็บอกให้ทุกคนเดินไปที่ป่าช้าหลังวัด แล้วไปหยุดที่โกศเก็บกระดูกของน้องผู้หญิงที่ชื่อทับทิม ปอนด์เห็นก็ร้องไห้จ้า หลวงพ่อบอกว่าทับทิมตกบ่อน้ำนั้นตายมาหลายปีแล้ว ทางวัดจึงถมบ่อแล้วปิดฝาไว้

เรื่องเล่าผี | ทางผีผ่าน

วารีกับเพื่อนสามคนได้หัวข้อทำรายงาน โดยจะไปถ่ายทำวิดีโอประกอบกันที่วัดป่าแห่งหนึ่ง ซึ่งไปกันตอนกลางคืน ตอนนั้นก็สามทุ่มกว่า ทางไปวัดค่อนข้างลำบากเพราะเป็นวัดป่า ไม่ได้อยู่ในตัวเมือง วารีไปกับเพื่อนสี่คน เป็นผู้หญิงทั้งหมด วารีนั่งหน้าคู่กับคนขับ อีกสองสาวนั่งหลัง พอดีวารีเห็นร้านค้าข้างทาง โดยมีลุงแก่ๆ ยืนอยู่ จึงบอกเพื่อนที่ขับรถให้จอดถามทาง ลุงคนนั้นทำหน้าแปลก แล้วถามย้ำว่าจะไปวัดกันเหรอ ให้ขับตรงเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเจอแยกให้เลี้ยวขวา ก็ไม่มีใครเอะใจอะไร สาวๆก็คุยกันเพลินตลอดทาง

จนไปถึงสี่แยกมีป้ายเขียนว่าทางไปวัดโดยชี้ไปทางซ้าย สาวๆก็ลืมคำที่ลุงบอกว่าให้เลี้ยวขวา ก็เลี้ยวไปทางซ้าย ตลอดทางก็เป็นป่ารกทึบ วารีมองเห็นผู้หญิงใส่ชุดดำเดินอยู่ข้างหน้า ก็คิดจะให้คนขับจอดถามทาง เพราะก็ขับมาไกลมากแล้ว ไม่ถึงสักที แต่ก็ต้องเปลี่ยนใจ เพราะคิดว่าผู้หญิงชุดดำนั้นคงมางานศพ และคงใกล้ถึงวัดแล้ว พอขับเลยผู้หญิงคนนั้นไป เพื่อนสองคนข้างหลังก็กรี๊ดขึ้น จนวารีย์ตกใจหันไปมอง เห็นเพื่อนก้มหน้ากอดกันแน่น ตนก็เริ่มใจไม่ดี และหันไปอีกทีเห็นผู้หญิงชุดดำคนเดิมยืนอยู่ข้างทางและมองมาที่วารีย์ตลอดเวลา วารีย์ไม่กล้าบอกคนขับเพราะกว่าสติแตก จึงเงียบไป

พอสักพัก มองเห็นพระองค์หนึ่งกวักมือเรียกเข้าไปในวัด เพื่อนวารีย์เล่าให้พระฟังว่า หันไปมองข้างหลังรถเห็นเงานคนสองคน เกาะหลังรถอยู่เลยกรี๊ด ส่วนวารีย์เองก็เล่าให้ฟัง แต่คนขับรถบอกว่าตัวเองไม่รู้สึกตัวตั้งแต่เจอลุงคนนั้นแล้ว ขับรถต่อมาได้ยังไงก็ไม่รู้ พระรูปนั้นจึงบอกว่าทางที่มาเป็นทางผีผ่าน มีวิญญาณอยู่เยอะแยะ ใครหลงเข้ามาไม่รอดสักราย ยังดีที่พวกเรามีของดีในรถ เราตัดสินใจนอนในรถเพราะเดี๋ยวก็เช้า พอเช้ามาก็ไปตามหาพระรูปเมื่อคืน แต่ปรากฏว่าทุกคนยืนยันว่าไม่มีพระที่ลักษณะแบบนั้น

เรื่องเล่าผี | ผมต่อ

แตนเรียนอยู่ปีหนึ่ง โดยพักอยู่หอกับเพื่อน พอดีวันหนึ่งแตนกลับบ้านนอก แล้วฝนตกไฟดับ แม่เลยจุดเทียน แล้วตอนที่แตนนอนอยู่แมวมาชนเทียนนั้นล้มใส่ผมแตน ทำให้ต้องตัดผมสั้น ตัวแตนไม่ได้เป็นอะไรมากมายกับการไว้ผมสั้น แต่แม่ของแตนไม่ชอบ จึงพาแตนไปต่อผมที่ร้านแต่งหนึ่ง ต่อผมมาแตนก็ชอบมาก เพราะยาวหอม พริ้วสวย แตนกลับมาสระผม ตอนที่สระเหมือนผมหลุดติดมือมาหลายกระจุก แต่พอดูดีๆมันก็ไม่ได้หลุด แล้วบางทีตอนสระผมก็รู้สึกว่าเหมือนมีมืออีกมือมาช่วยสระอยู่ตลอด แต่แตนไม่คิดอะไร คิดแค่คงเพราะยังไม่ชิน

จนกระทั่งไปนอน แตนก็รู้สึกเหมือนมีคนมากระตุกผมอยากแรง จนเพื่อนถามว่าแตนละเมอเหรอทำไมกระตุก คืนต่อมาก็เป็นอีก คราวนี้กระตุกแรงมากจนเจ็บร้าวหนังหัว แต่แตนก็พยายามคิดว่า คงเป็นเพราะนอนทับผม คืนที่สามแตนต้องสระผมอีก คราวนี้ผมที่ต่อมาหลุดออกมาจริงๆ สองสามช่อ จนแตนตัดสินใจแล้วว่าจะไปเอาออก เพราะเริ่มรู้สึกไม่ดี จนกลางดึก ได้ยินเสียงเพื่อนกรี๊ดด แตนตกใจตื่น เพื่อนเล่าว่า ตอนที่นอนอยู่ เหมือนมีคนมานอนกั้นกลางระหว่างแตนกับเพื่อน แต่เพราะสายตาสั้นเลยไม่แน่ใจไปหยิบแว่นตามาใส่ ก็ไม่เห็นใคร จึงลุกไปเข้าห้องน้ำ พอเดินไปเข้าห้องน้ำ ก็เห็นร่างผู้หญิงคนนึง กำลังดึงผมออกจากท่อรูระบายน้ำ แล้วเอามาแปะๆที่หัวตัวเองที่ผมสั้นเกรียน เหมือนโดนตัดแบบไม่เรียบร้อย แล้วพึมพำ ว่า “ผมของกรุ… นั่นผมกรุ” เพื่อนรู้ว่าไม่ใช่คนเลยกรี๊ด

พอเช้า แตนรีบพาเพื่อนไปหาแม่ และพากันไปวัด หลวงพ่อบอกว่าไปเอาของเขามา รู้ไหมเค้าไม่ได้เต็มใจให้ …

Admin

07/04/2020

อีเจี๊ยบรีบด่วน! เพื่อนโทรมาบอกให้หนี.. ผีกำลังไปหาที่บ้าน

เป็นเรื่องของคนชื่อเจี๊ยบ น้องสาวของเพื่อนคนนึง ซึ่งมีประสบการณ์ที่ได้ไปพบเจอเรื่องราวที่ชวนสะพรึงขนหัวลุกราวกับฉากหนึ่งในภาพยนตร์เขย่าขวัญ เมื่อเธอรอเพื่อนคนหนึ่งอยู่ที่บ้านตัวเอง แต่พอเพื่อนมาถึงก็มีพฤติกรรมแปลกๆไป กระทั่งมีเพื่อนคนอื่นในกรุ๊ปไลน์เด้งแชทมาบอกว่า เพื่อนคนที่มาหาเจี๊ยบเสียแล้ว ขณะเดินทางไปหา ซึ่งคุณแคร์ได้เอาเรื่องราวมาถ่ายทอดเล่าให้ฟังในรายการเดอะช็อค

จากเรื่อง : มาตามนัด เล่าโดย : คุณแคร์ จาก : the shock radio

เจี๊ยบเรียนอยู่ที่กทม. ปิดเทอมทีก็จะกลับบ้านที่ลำปาง ซึ่งเจี๊ยบจะมีเพื่อนที่บ้าน 2 คน ชื่อดาวกับใหม่ วันนึงเจี๊ยบชวนเพื่อน 2 คนนี้มานอนที่บ้านตน เนื่องจากคุณพ่อคุณแม่ไม่อยู่บ้าน โดยที่บ้านของเจี๊ยบจะอยู่นอกเมือง ห่างออกไปจากตัวอำเภอ แล้วเจี๊ยบก็นั่งดูทีวีรอเพื่อน แต่แล้วก็นึกสงสัยว่าทำไมนานนักยังไม่มาเลย จากตัวอำเภอมานี่ปกติ เพียง 30-40 นาทีก็ถึงแล้ว แต่นี่ผ่านไปกว่า 2 ชม.แล้ว กลับยังไม่มีใครโผล่มาเลย

ตอนนั้นฟ้าเริ่มมืดแล้ว เจี๊ยบตัดสินใจหยิบมือถือมาจะโทรตามเพื่อน แต่ปรากฎว่าแบตหมดเลยเอาไปชาร์จ ขณะกำลังชาร์จ..ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูบ้านดัง ปึงปังๆๆ และเป็น ‘ดาว’ ที่มาถึงก่อน เธอยืนตัวเปียกโชกอยู่เพราะข้างนอกฝนตกหนัก เจี๊ยบก็เลยถามถึงใหม่..เพื่อนอีกคนที่ยังมาไม่ถึง

“แล้วใหม่ล่ะ ไม่ได้มาด้วยกันเหรอดาว”

ดาวบอกเพียงว่า “ไม่รู้เหมือนกัน ขี่รถมาคนละคัน กะมาเจอกันที่นี่”

เจี๊ยบก็เริ่มเป็นห่วงว่าใหม่ทำไมช้าจัง จนกระทั่งดาวกุมท้อง แล้วบอกขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ ปวดท้องมากเลย ไม่ไหวแล้ว พอดาวไปเข้าห้องน้ำ เจี๊ยบก็เดินไปเปิดมือถือที่ชาร์จทิ้งไว้ แต่สิ่งที่เจี๊ยบเจอผิดคาดไปหน่อย… มีมิสคอลกับข้อความไลน์จากใหม่เด้งเข้ามาเยอะมาก จู่ๆใหม่โทรเข้ามาพอดีกัยที่เจี๊ยบรอรับสาย

สิ่งที่ได้ยินคือเสียงใหม่ร้องห่มร้องไห้ แล้วก็พูดออกแนวตำหนิเล็กน้อยว่า…

“เจี๊ยบๆ.. ทำไมไม่รับโทรศัพท์ ปิดเครื่องทำไม เกิดเรื่องใหญ่แล้ว”

เจี๊ยบบอกไปว่าเผอิญแบตหมดพอดี พึ่งจะชาร์ต แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกันแน่…

“ดาวตายแล้วนะ !”

สิ่งที่ใหม่พูดทำเอาเจี๊ยบหัวเราะแล้วตอบกลับไปว่า “ตลกแล้ว อย่ามาโกหก ดาวมาถึงก่อนเมิงอีก” ทำเอาใหม่ในสายอึ้งๆไปเลย จนกระทั่งใหม่บอกให้เจี๊ยบเข้าไปเช็คไลน์ที่ส่งไป ว่าดาวถูกรถชน ดาวเสียแล้วจริงๆ เจี๊ยบเริ่มไม่มั่นใจว่าเรื่องไหนจริงหรือล้อเล่น

ในระหว่างนั้นเจี๊ยบเดินออกไปดูหน้าบ้าน ปรากฎว่าไม่มีมอเตอร์ไซค์ของดาวจอดอยู่ ส่วนตัวดาวเองก็มาแบบตัวเปล่า ไม่มีสัมภาระอะไรมาด้วยเลย แม้แต่เท้ายังเข้ามาเท้าเปล่า มีแต่รอยเท้าเปียกน้ำเดินตรงไปยังห้องน้ำ ตอนนั้นเจี๊ยบยืนตัวเย็นเฉียบ จู่ๆก็มีเสียงดาวเรียกเจี๊ยบ ดังออกมาจากห้องน้ำ…

เจี๊ยบไม่ได้ขานตอบ… พอเจี๊ยบไม่ตอบ ก็มีเสียงประตูห้องน้ำเปิดออกมา ความกลัวเข้ามาแทนที่ เจี๊ยบตัดสินใจวิ่งหนีออกจากบ้านตัวเองอย่างเร็ว แล้วข้ามถนนไปอีกฝั่งนึง ซึ่งบ้านแถวๆบ้านของเจี๊ยบนั้น แต่ละหลังห่างเป็นกิโล ถูกคั่นด้วยที่นาล้อมรอบ เจี๊ยบก็ข้ามถนนไปแอบตรงร่องถนนอีกฝั่ง คอยแอบมองบ้านตัวเอง เห็นแต่แสงไฟทีวีที่เปิดอยู่ และดาวที่กำลังเดินหาเจึ๊ยบไปมาอยู่ในบ้าน เจี๊ยบเริ่มคิดว่าตัวเองคิดถูก มันไม่น่าจะชอบมาพากลเสียแล้ว ตอนนั้นอยากรู้ก็อยากรู้แต่ก็กลัวเกินกว่าจะเข้าไปพิสูจน์ เพราะมันมืดแล้วด้วย ตัวเองก็อยู่คนเดียว รองเท้าก็ไม่ได้ใส่ ออกจากบ้านมามีเพียงแค่โทรศัพท์เครื่องเดียว เลยตัดสินใจวิ่งไปบ้านที่อยู่ใกล้ที่สุด วิ่งไปกว่ากิโลนึงก็โทรหาเพื่อนให้มารับ ก่อนจะเปิดไลน์ดูในระหว่างรอ

ในไลน์ที่ใหม่ส่งมา…มีรูปศพในผ้าห่อ มีรูปญาติๆของดาวยืนรุมล้อม เจี๊ยบเลยเชื่อสนิทใจแล้ว เรียกว่าจนด้วยหลักฐาน กระทั่งเพื่อนมารับ ใหม่พาเพื่อนผู้ชายมาด้วยหลายคน ขี่มอเตอร์ไซค์มา ก็เลยพาเจี๊ยบกลับไปเอาข้าวของในบ้านเจี๊ยบ เพื่อจะไปค้างกันที่บ้านใหม่ แต่พอไปถึง เปิดไฟ… ก็เห็นเป็นรอยเท้าเปียกน้ำโชกเดินไปมาทั่วบ้าน บางส่วนเริ่มแห้งเป็นคราบ

คืนแรกผ่านพ้นไป เจี๊ยบไปนอนกับใหม่ที่บ้านซึ่งอยู่ในตัวอำเภอ ที่บ้านจะมีพ่อ แม่ และหลานใหม่อายุ 3-5 ขวบชื่อน้องพิม อยู่ด้วยกันหลายคนจนอุ่นใจ

ญาติๆของดาวกำลังยุ่งอยู่กับงานศฺพของดาว ซึ่งในคืนถัดมานี้ ใหม่กะเจี๊ยบกำลังนั่งดูทีวี น้องพิมก็เดินไปที่ประตูมุ้งลวดหน้าบ้าน แล้วน้องพิมกอดตุ๊กตาของเธอ แล้วยืนคุยอยู่คนเดียว พอใหม่ถามว่า “น้องพิมคุยกับใครคะ” น้องก็บอกว่า..

“คุยกับพี่ดาวค่ะ พี่ดาวถามว่าเข้าบ้านได้ไหม”

“!! แล้วน้องพิมตอบไปว่า..ยัง ง.. ไงคะ”

“เข้าได้ค่ะ…เข้ามาเลยค่ะพี่ดาว !!”

ทันทีที่น้องพิมพูดจบ..ประตูมุ้งลวดก็เด้งเปิดออกเอง !!

ใหม่กะเจี๊ยบรีบวิ่งอุ้มน้องพิมขึ้นไปข้างบนบ้าน เจี๊ยบก็พูดกับใหม่ว่า “ดาวมันตามมาจริงหรอ!.. มันจะตามมาทำไม? หรือน้องพิมพูดเล่น”

ไม่ทันขาดคำน้องพิมที่ใหม่อุ้มในแขน… ก็ หัน คอ มา ถลึง ตา ใส่ พูด เสียง แข็ง ว่า . ..

“ก็เมิงทิ้งกรุไงงงงง !!”

ตกใจแทบล้มทั้งยืนจนใหม่เกือบโยนน้องพิมทิ้งเสียแล้ว… ใบหน้าที่หันมาเป็นหน้าที่ดาวชอบทำตอนยังมีชีวิต คือถลึงตาเวลาคุยกับเพื่อน ไม่ใช่หน้าน้องพิมเลย แล้วน้องพิมก็หันกลับไปเล่นตุ๊กตาในมือปกติ ทุกอย่างเกิดขึ้นแบบแว้บเดียวจริงๆ แล้วก็พากันไปนอนห้องพ่อกับแม่แล้วเล่าให้ฟัง คืนนั้นก็ผ่านไปได้อีกคืน

จนคืนถัดมา ในขณะที่กำลังจะนอน เจี๊ยบได้ยินเสียงใหม่เรียก “เ จี๊ ย บ.. เ จี๊ ย บ…บ บ” เลยหันหลังมามอง ว่าใหม่เรียกหรือเปล่า?

แต่ปรากฎว่าไม่เจอใหม่หรือใครทั้งสิ้น เลยเปิดประตูออกมาหาต้นเสียง เสียงเรียกยังคงดังมาจากชั้นล่าง… เจี๊ยบมองลงไปจากบันได เปิดไฟ แต่ส่องลงไปไม่ถึงชั้นล่าง เหมือนมีอะไรคล้ายหมอกดำๆบังแสงอยู่ครึ่งนึงของบันได เจี๊ยบกะว่าจะเดินลงไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า แต่ยังไม่ทันก้าวลงไป..ก็มีมือมาจับไหล่ไว้ !!

ใหม่นั่นเองที่มารั้งเจี๊ยบไว้ก่อน บอกว่า “เจี๊ยบอย่าลงไป กรุก็ได้ยิน” แล้วทั้งสองคนก็ได้ยินเสียงเหมือนมีใครอยู่ข้างล่าง

ยังไม่ทันพูดกันต่อก็มีมือของใครบางคนยื่นออกมาจากมุมมืดของบันได กวักเรียกเหมือนจะให้ใหม่กับเจี๊ยบลงไปแล้วก็หดหายกลับไปในความมืด สองคนตกใจมากรีบวิ่งเข้าไปในห้องพ่อแม่ เช้ามาลงมาดูเห็นเก้าอี้โต๊ะกินข้าวมีตัวนึงที่ถูกดึงออกมา มีรอยเหมือนมีคนตัวเปียกๆนั่ง และมีรอยเท้าเปียกน้ำที่แห้งเป็นคราบ..เดินวนทั่วบ้าน

หลังจากเสร็จงานศพ เจี๊ยบก็กลับกรุงเทพทันที ใหม่ก็ไม่ได้ผ่านทางนั้นอีก แต่มีชาวบัานบอกเห็นวิญญาณผู้หญิงวิ่งตามรถบ่อยๆ คือวันนั้นที่ดาวมาหาเจี๊ยบที่บ้าน แต่ฝนตกและเริ่มมืด ตรงนั้นมีทางแยก ตัวดาวขี่รถไม่ได้มองทาง พอเจอแยกก็ประสานกับรถ 6 ล้อ แล้วโดนทับท้องแตก ดับคาที่ ซึ่งมันสอดคล้องกับที่ดาวบอกเจี๊ยบว่าปวดท้องพอดี

ขอบคุณที่มา : ‘มาตามนัด’ คุณแคร์ เรื่องผีเดอะช็อค

อ่านเรื่องผี the shock เรื่องอื่นๆ >> คลิก

กลับสู่หน้าแรก สยองสแควร์

Admin

06/04/2020

5 ประสบการณ์ผวาในร้านอาหาร | ผีสั่งพิซซ่า ผีลวกเย็นตาโฟ ฯลฯ

1. เรื่องเล่าเขย่าขวัญ : เย็นตาโฟ

เท่าที่จำความได้ ผมเติบโตมากับ “ก๋วยเตี๋ยวพี่พจน์” เลยทีเดียว เนื่องจากแกจะตระเวนเข็นขายในละแวกนี้มาตลอดหลายสิบปี ผมกินมาตลอดตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียนกระทั่งปัจจุบันเรียนจบทำงานแล้วก็ตาม เนื่องจากปัจจุบัน 2-3 ปีที่ผ่านมาผมทำงานเป็นฟรีแลนซ์และใช้บ้านเป็นออฟฟิศ ทำให้มีโอกาสได้ฝากท้องมือกลางวันไว้กับก๋วยเตี๋ยวของพี่แกเป็นประจำ ด้วยความที่เป็นคนไม่ทำอาหารทานเอง และรถแกก็มักจะผ่านหน้าบ้านผม เป็นตัวเลือกหนึ่งที่หากินได้ง่ายและสะดวก เรียกได้ว่าช่วงนั้นผมเป็นลูกค้าประจำของแกเลย

แต่หลังจากนั้น ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ผมจำเป็นต้องออกไปทำงานต่างจังหวัด เลยไม่ค่อยได้อยู่บ้าน ผมก็เลยห่างหายจากก๋วยเตี๋ยวของเฮียแกไปพักใหญ่ กระทั่งคืนหนึ่งที่ผมได้กลับบ้านในรอบหลายเดือน ขณะกำลังนอนเล่นพักผ่อนอยู่ในห้องส่วนตัวที่ชั้นสอง ผมก็ได้ยินเสียงร้องเรียกที่คุ้นเคย

“ก๋วยเตี๋ยวมาแล้วว ก๋วยเตี๋ยวมาแล้วครับบ”

ผมเหลือบมองนาฬิกาแขวนที่ผนัง มันบอกเวลา 3 ทุ่มแล้ว ผมอดแปลกใจไม่ได้นิดหน่อย เนื่องจากปกติพี่พจน์แกจะเข็นขายช่วงกลางวัน อย่างไรก็ตาม ด้วยยุคสมัยและเศรษฐกิจที่เปลี่แปลงไป ทำให้คนเราก็ต้องขยันหาเงินกันมากกว่าเดิม เป็นไปได้ว่าแกก็คงไม่ต่างกัน ประกอบกับผมรู้สึกหิวขึ้นมาพอดี เลยรีบลงไปดักรอพร้อมกับชามสีขาวจากในครัว

เนื่องจากละแวกบ้านผมนั้นค่อนข้างจะสงบเงียบกันอยู่แล้ว ประชากรส่วนใหญ่ก็จะเป็นครอบครัว อีกทั้งแต่ละหลังก็จะปลูกห่างกันออกไปพอสมควร ทำให้ในช่วงกลางคืนแบบนี้ มันยิ่งเงียบซะจนเสียงลมพัดก็ยังดังชัดเจน คืนนี้อากาศก็เย็นเยียบพิกล ผมยื่นชามที่พกออกมาให้พี่พจน์ก่อนจะสั่งเส้นเล็กเย็นตาโฟหนึ่งที่

“พักนี้ไม่ค่อยเห็นหน้าเห็นตานะ”

พี่พจน์ออกปากทักอย่างเงียบขรึม ออกจะผิดวิสัยของแกไปบ้าง เนื่องจากปกติแกจะออกตุ้งติ้ง มักจะทักทายอย่างจีบปากจีบคอราวกับผมเป็นหนุ่มหล่อก็ไม่ปาน

“ช่วงนี้ออกต่างจังหวัดตลอดเลย ไปเรื่องงานน่ะพี่”

“แม่ก็ไม่ค่อยเจอนะ…”

“อ๋อ ช่วงนี้แม่ผมเค้าไม่ค่อยอยู่ติดบ้านหรอก แกก็ไปเที่ยวกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันน่ะ”

พี่พจน์ส่งชามเย็นตาโฟให้ผม ขณะที่ผมกำลังเตรียมจะตักเครื่องปรุงที่วางเรียงรายอยู่หน้ารถเข็นนั้น พอดีว่าได้ยินเสียงรถขายโอเลี้ยงเลี้ยวเข้ามาพอดี ผมเลยหันไปมองแว้บหนึ่ง ปรากหันกลับมา รถเข็นก๋วยเตี๋ยวของพี่พจน์ก็หายไปซะแล้ว “อ้าว รีบไปซะแล้ว ยังไม่ทันได้ปรุงเลย” ผมอดที่จะบ่นอุบอยู่คนเดียวไม่ได้ ก่อนที่จะกลับเข้าไปในครัวเพื่อหาซองเครื่องปรุงที่ยังพอหลงเหลืออยู่บ้าง แต่พอเดินกลับมาหาชามที่วางเอาไว้บนโต๊ะ สิ่งที่อยู่ในชามทำเอาผมสะดุ้งโหยง สิ่งที่ควรจะเป็นเย็นตาโฟรสเลิศที่คุ้นเคย มันกลับคลาคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหม็นคาวของของเหลวค้นคลั่กสีแดงชาดในชาม

เมื่อตั้งสติได้ผมก็ยกชามออกมายืนเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าบ้าน เตรียมจะเททิ้งแต่ก็มองหาภาชนะรองรับก่อน พี่คนขายกาแฟโอเลี้ยงคงเห็นผมหน้าตาตื่นจึงถามผมว่ามีอะไรหรือ

“ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ ผมซื้อจากพี่พจน์แก พอยกเข้าบ้าน ไหงกลายเป็นชามเลือดทั้งชาม”

“โดนแล้ว” พี่คนขายกาแฟร้อง เมื่อเห็นผมหน้าตางุนงง จึงอธิบายเพิ่มเติม “พี่พจน์แกเสียมาสองเดือน แล้วมั้ง”

ผมร้องอุทานตาโต “ตะกี้แกยังขายก๋วยเตี๋ยวให้ผม อยู่เลย”

“ผมก็ว่า เห็นคุณยืนพูดอยู่คนเดียว ยังนึกแปลกใจ” พี่คนขายกาแฟพูดต่อ “มีคนเจอหลายคนแล้ว บางทีก๋วยเตี๋ยวเรือน้ำตกก็กลายเป็นก๋วยเตี๋ยวเรือเลือก บะหมี่แห้งก็กลายเป็นชามหนอน”

ผมไม่ค่อยอยากฟัง แต่แกคงอยากเล่าต่อ “คุณรู้ไหมแกเสียยังไง หลายเดือนก่อนมีสิบล้อเข้ามาซอยของเราแล้วเกิดเบรกแตก แกจอดขายอยู่ดีๆ เลยถูกทับ โน่น หน้าโกดังขายของเก่าพอดี น่าสงสารแกมาก นี่คุณไม่รู้เลยหรือ เรื่องออกดัง”

ผมเดินเข้าบ้านอย่างนึกสงสารทั้งแกและตัวเอง ไม่น่าเลยพี่พจน์ เล่นผมแรงจริงๆ ระหว่างนั้นแม่ผมก็โทร.เข้ามา ผมเล่าให้แม่ฟังเรื่องผมโดนพี่พจน์หลอก แม่ตอบเสียงเรียบ “แกโดนสองเด้งแล้ว ไอ้คนขายโอเลี้ยงมันก็ตายพร้อมอีพจน์นั่นแหละ มันหลอกแกแท็กทีมเลย”

ผมวางสายแม่ ไม่กล้าออกไปหน้าบ้านตอนกลางคืนอีกนานแน่นอน

Cr. ข่าวสด

2. เรื่องเล่าเขย่าขวัญ : บะหมีเกี๊ยวโต้รุ่ง

ขอเกริ่นนำก่อนครับ เรื่องนี้ผมได้รับฟังมาจากติวเตอร์จากที่เรียนพิเศษแห่งหนึ่ง ที่มีชื่อเสียงแถวสยาม สมัยผมอยู่ ม.4 (2550) ติวเตอร์ท่านนี้จบวิศวกรรมโยธา สอนวิชาคณิตศาสตร์ ม.4 ซึ่งตอนนั้นผมยังเรียนอยู่ (ปัจจุบันผมก็ประกอบวิชาชีพนี้เหมือนกัน)

เรื่องมีอยู่ว่า เพื่อนของ ติวเตอร์ท่านนี้ จบใหม่ๆ ไปทำงานเป็นวิศวกรโยธา คุมหน้างาน (Construction site) ที่จังหวัดแห่งหนึ่งแถวภาคกลางตอนบน ควบคุมงานก่อสร้างอาคารสำนักงาน ของหน่วยงานรัฐ

ด้วยความที่ต้องมาทำงานต่างจังหวัด ซึ่งไกลบ้าน จึงต้องพักแถวที่ทำงาน ในบริเวณไซต์งาน ก็จะมีบ้านพักชั่วคราวให้อยู่แล้ว แต่ด้วยความอึดอัด ไม่อยากอยู้ใกล้สถานที่ก่อสร้างเกินไป และอยากอยู่ใกล้ย่านชุมชน วิศวกรท่านนี้ เลยมาหาที่พักข้างนอกแทน จนมาได้ที่พักเป็น Apartment ใกล้ๆ ตลาด ข้างหน้า Apartment มีร้านรถเข็นบะหมี่เกี๊ยวอยู่หนึ่งร้าน (ร้านโต้รุ่ง)

คืนแรก คืนแรกที่เข้าพักวิศวกรท่านนี้ก็เเวะกินมื้อเย็นที่ ร้านบะหมี่เกี๊ยว (20.00 น)

“บะหมี่สองชามครับ”

เมื่อกินเสร็จ จึงเดินไปจ่ายเงิน อาเเปะก็ทักขึ้นว่า “กินคนเดียวสองชามเลยนะ ไม่เเบ่งให้แฟนเลย”

“ผมมีแฟนที่ไหน มาทำงานไกลขนาดนี้”

หลังจากนั้นจึงกลับขึ้นห้องพัก ซึ่งอยู่ชั้น 3 >> อาบน้ำ ดูTV และล้มตัวปิดไฟนอน ในคืนนั้นได้มีเสียงประหลาดเกิดขึ้น ดัง “แปก แปก….แปก” ไม่มีจังหวะ เดียวหายเดียวติดกัน ทางวิศวกรท่านนี้ก็ไม่ได้คิดอะไร นึกว่าเป็นเสียงเครื่องปรับอากาศ จึงหลับตานอนไป

คืนที่สอง คืนนี้วิศวกรตื่นขึ้นกลางดึกเพราะว่า เสียงลึกลับดังกล่าว ได้ดังขึ้นอีกครั้ง เเต่คราวนี้ นอกจากมันไม่เป็นจังหวะแล้ว มันยังเคลื่อนย้ายไปรอบๆ ห้องด้วย จนบางครั้งเหมือนมาอยู่ข้างๆ บ้างก็อยู่ปลายเตียง ดัง “แปก แปก….แปก” วิศวกรจึงลุกขึ้นมา และเปิดไฟในห้องพยายาม หาที่มาของเสียงให้ได้ เเต่เสียงนั้นก็หายไป และเขาก็สรุปได้ว่า มันไม่ใช่เสียงแอร์แน่นอน

คืนที่สาม คืนนี้วิศวกรท่านนี้ไม่นอน เพราะจะหาที่มาของมันให้ได้ เลยเปิดไฟ ทุกห้อง (ซึ่งมีแค่ห้องนอน และห้องน้ำ) และดู TV จะต้องหาที่มาของมันให้ได้ จนกระทั้งมาถึง ตี 2 ก็ไม่มีเสียงลึกลับนั้น จึงถอดใจนอน จึงเดินไปปิดไฟที่ห้องน้ำก่อน ทั้นใดนั้น เสียง “แปก แปก….แปก” ก็ดังขึ้น บริเวณใต้อ่างล่างหน้า ในห้องน้ำ วิศวกรท่านนี้ จึงก้มหน้าไปดู

พบเป็นหญิงสาว ผมรุงรัง ใส่กางเกงยีนขาสั้น เสื้อสายเดี่ยวสีดำ กำลังนั่งกอดเข่า เล่นไฟเซ็กอยู่ ไฟเซ็กซึ่งไม่มีไฟ

ทั้นนั้นเองหญิงสาวผู้นั้นก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับวิศวกร วิศวกรท่านเล่าต่อๆ มาว่า เเววตาน่ากลัวมาก อาฆาต สยองที่สุดในชีวิตแล้ว เพราะไม่มีตาขาวเลย ออกดำๆขุ่นๆ

ด้วยความกลัว วิศวกรจึงพยามนำตัวเองออกนอกห้อง วิ่งยังไงก็วิ่งไม่ออก ขาก้าวไม่ออก ได้แต่เดินอย่างช้าๆ พร้อมหยิบกุญแจ และกระเป๋าเงิน เมื่อออกมาถึงนอกห้องแล้ว ก็หันกลับมาล็อกห้องอย่างใจเย็น แล้วก็เดิน คือก้าวขาแทบจะไม่ออกเลย ในใจอยากจะวิ่งมาก ขณะที่พยามนำตัวเองออกไปให้ไกลจากสถานการณ์นี้ให้มากที่สุด (พยามลงไปข้างล่าง) ระหว่างนั้นเองหญิงสาวดังกล่าวก็วิ่งชนประตูจากข้างในห้อง ดัง “ปัง………..ปัง……..ปัง”

เมื่อวิศวกรลงมาถึงข้างล่างแล้ว ทำอะไรไม่ถูกจึงไปสั่งหมี่เกี๊ยว “บะหมี่ชามครับ”. . . . . “ขออีกชามครับ” . . . . . เมื่อกินชามที่สองหมด อาแปะเข้าไปทักทาย

“ทำไม ลงมากินตึกจัง นี้ก็ตีสองกว่าละนะ แล้วแฟนไม่มาด้วยหรอ”

“ผมไม่มีครับ”

“อ้าว แล้วผู้หญิงที่นั่งด้วยกันวันนั้น ล่ะ”

“ใครครับ”

“ก็วัยรุ่นหน่อยอะ ที่ใส่สายเดี่ยว กางเกงขาสั้นอะ”…

Admin

05/04/2020

วัยรุ่นมือบอน..หักตุ๊กตานางรำในศาลร้างเล่นจนมีอันเป็นไป

เรื่องนี้ย้อนกลับไปหลายปีที่ผ่าน เรื่องของความคึกคะนองและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ในสมัยที่ ‘คุณเค’ อายุ 17-18 ปี ในหมู่บ้านมีคนอายุรุ่นราวคราวเดียวอยู่ไม่เยอะนัก ตอนนั้นคุณเคมีเพื่อนร่วมแก๊งกันอยู่ 4 คนคือ ท็อป ซึ่งอายุเท่ากับคุณเค ท็อปเป็นเหมือนลูกไล่ในกลุ่ม มักจะเป็นคนที่โดนแกล้งโดนแซวอยู่เสมอ พี่โจ้ มีนิสัยห่ามๆ มีความเป็นผู้ใหญ่มักเป็นผู้ออกตัวห้ามปรามน้องๆ พี่อาร์ม มีนิสัยห้าวเป้ง ปากเร็วมือเร็ว หลายครั้งทำอะไรด้วยไม่ทันยั้งคิด มักจะเป็นผู้ที่หาเรื่องใส่ตัวอยู่บ่อยๆ ทั้ง 4 คนมักไปในมาไหนด้วยกัน

อ่านเรื่องผี มือบอน” โดยคุณเค

ในวันนั้น ที่หมู่บ้านมีงาน ‘ปอยหลวง’ เป็นงานวัดอย่างหนึ่งที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครั้งเมื่อมีการสร้างกุฏิ ศาลา หรืออะไรใหม่ ชาวหมู่บ้านก็จะมีแห่นำเงินสมทบเข้าวัด นานๆทีก็จะมีสักครั้ง ตอนเย็นหลังเลิกเรียน คุณเคและพวกจึงคื่นเต้นอยู่ไม่น้อย ที่โต๊ะหินอ่อนหน้าบ้านคุณเค พี่โจ้และอาร์มออกปากบอกว่า ‘อยากชวนไปงานวัด’ เพราะนอกจากชาวหมู่บ้านแล้ว ยังมีคนต่างถิ่นมาร่วมด้วย หนุ่มๆทั้งหลายจึงหวังได้เจอสาวๆนั่นเอง

ตอนนั้นเวลากว่า 3 ทุ่มแล้ว กว่าทั้งคณะจะตัดสินใจเดินทาง จากบ้านคุณเคไปวัดไม่ได้ไกลนัก แค่ราว 1 ก.ม.เท่านั้น แต่ด้วยความที่เป็นเทศกาลฉลอง 2 ข้างท้างที่มีบ้านเรือนขนาบ ก็เต็มไปด้วยความครึกครื้น ทั้ง 4 ก็เทียวเดินเทียวแวะไปเรื่อยๆ ซ้ำยังเริ่มเมาพอกรึ่มๆแล้วด้วย กว่าจะมาถึงจุดหมายก็ล่วงเลยเข้าหลังเที่ยงคืนไปแล้ว ทั้ง 4 เลยปรึกษากันว่ากลับกันดีกว่า ดึกมากแล้ว ขากลับนั้นบรรยากาศครึกครื้นไม่มีเหลือแล้ว ทั้งเงียบและร้างผู้คน จนดูน่ากลัวไม่น้อย ระหว่างทางกลับ พี่อาร์มทักขึ้นมาว่า ‘ปวดชิ้งฉ่อง ขอไปฉี่ก่อน’ ตรงนั้น 2 ข้างเป็นป่าลำไย ทั้ง 4 ก็มุดหายเข้าไปปลดทุกข์ด้านในเงาไม้ คุณเคกลับออกมากก็เห็นพี่โจ้ยืนรออยู่แล้ว ตามมาด้วยไอ้ท็อป พี่อาร์มหายไปอยู่นานก็ออกมา… ด้วยใบหน้ายิ้มอย่างมีเลศนัย อีก 3 คนสังเกตเห็นบางอย่างในมืออาร์มแล้ว

“เห้ย ไอ้อาร์ม เอาอะไรมาเล่นอีกละ” พี่โจ้ถาม

แต่อาร์มนอกจากจะไม่ตอบ ยังโยนบางอย่างนั้นส่งให้ท็อป ด้วยสัญชาตญาณ ท็อปเผลอยกมือขึ้นรับโดยไม่รู้ตัวกระทั่งแบมือออกดูก็ต้องตกใจร้องสุดขีดไม่เป็นภาษา … มันคือ หัวของหุ่นตุ๊กตา หัวหนึ่งดูคล้ายนางรำ อีกหัวหนึ่งดูคล้ายเป็นชายชราจากศาลตา-ยาย

“ไอ้อาร์ม เมิงทำอะไรเนี่ยยย มันใช่เรื่องเล่นมั้ย!”

“พี่..แล้วทำไม มันถึงมีแค่หัวล่ะ”

พี่อาร์มไม่ตอบคำถามของพี่โจ้ แต่ตอบคำถามของท็อปด้วยการล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง เป็นส่วนลำตัวที่หายไปของหุ่นปูนปั้นนั่นเอง …แสดงว่าเดิมทีมันคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ จนพี่อาร์มไปหักเล่นด้วยความมือบอน จากการสอบถามพี่อาร์มไปเจออยู่ในศาลที่ตนไปยืนฉี่ใส่ไว้เมื่อครู่นี้เอง

“เมิงเอาไปคืนที่เดิมเดี๋ยวนี้เลยนะ”

“เออ กรุรู้แล้ว ทำปอดแหกกันไปได้”

หลังหายเข้าไปในป่าสักครู่ พี่อาร์มก็ออกมา และด้วยสังเกตเห็นสีหน้าท็อปดูโกรธเคือง จึงเดินเข้าไปกอดคอหยอกเย้า คล้ายจะบอกว่า ‘โธ่เอ้ย ไม่มีอะไรหรอกน่า’

จนเช้าวันถัดมา คุณเคนัดจะออกไปเที่ยวเล่นกัน ทั้งท็อปและพี่โจ้ก็มารวมตัวกัน เว้นก็แต่พี่อาร์มที่โทรไปแล้วไม่ติด จึงตามไปดูกันที่บ้าน ที่บ้านพี่อาร์มเจอคุณแม่จึงสอบถาม คุณแม่บอกว่า ‘อาร์มมันไม่สบาย เข้าไปดูมันมั้ย’ ด้วยความสนิทสนมกันจึงเดินเข้าไปในห้องทันที ภายในห้องกว้างราว 3×3 ม. ด้านซ้ายจะเป็นตู้เสื้อผ้า ด้านขวาจะเป็นเตียง แต่กลับไปเห็นใครนอนอยู่บนเตียงอย่างที่คิดว่าควรจะเป็น สักพักจึงรู้สึกตัวว่า มีใครบางคนนั่งแอบอยู่ตรงมุมซอกหลืบข้างตู้ พี่อาร์มนั่นเอง กำลังนั่งกอดเข่าตัวสั่นงันงก

“พี่ พี่ไม่สบายเหรอ เป็นอะไรอ่ะ”

“มันไม่ได้มีที่กรุ… มันไม่ได้มที่กรุ… มันไม่ได้มีที่กรุ…”

ทั้ง 3 มองหน้ากันด้วยไม่เข้าใจความหมาย และจนแล้วจนรอดก็คุยกันไม่รู้เรื่อง จึงลากลับแล้วให้พี่อาร์มอยู่พักผ่อน

ถัดไป 2 วัน แม่พี่อาร์มก็มาตามที่บ้านคุณเค

“แม่ถามจริงๆเถอะ ไปเล่นอะไรกันมารึเปล่า อาร์มมันดูแปลกๆไป ไปดูมันหน่อยเถอะ”

คุณเคนึกไม่ออก และพยายามปฏิเสธว่า ‘ไม่ได้ไปเล่นอะไรแผลงๆมานะครับ’ แต่กระนั้นก็ตามไปดู ทันทีที่ไปถึง ก็เห็นพี่อาร์มนั่งหลุบอยู่ในท่าเดิม หากแต่พูดบางอย่างที่ต่างออกไป

“ป่ะทิง… ป่ะทิง… ป่ะทิงโท่ง..ทิง” “ป่ะทิง… ป่ะทิง… ป่ะทิงโท่ง..ทิง”

พี่อาร์มพูดด้วยเสียงแผ่วเบา แต่ฟังดูรู้ว่าเป็นจังหวะ คุณเคคิดว่าฟังดูคล้ายเสียงตะโพน เวลาที่นางรำฟ้อนรำ ถึงตอนนั้นเรารู้กันแล้วว่า ‘คงไม่ใช่ป่วยธรรมดา’

คุณแม่ยังพยายามถามว่า ตกลงไปทำอะไรกันมา เล่าให้แม่ฟังหน่อยได้มั้ย พวกคุณเคจึงตัดสินใจเล่าเรื่องคืนวันงานปอยหลวง คุณแม่ได้ฟังก็บอกว่า ‘เดี๋ยวแม่รอดูอาการมันสักวันสองวันก่อน’ แต่ถัดไปแค่วันเดียวก็มีเสียงโทรศัพท์มาตามคุณเค

“เคกับโจ้ มาที่บ้านแม่หน่อยได้มั้ย ช่วยแม่พาอาร์มไปวัดหน่อย”

‘ทำไมต้องไปวัด อาร์มมันป่วยไม่ใช่เหรอ?’ คุณเคกับพี่โจ้อดสงสัยไม่ได้ด้วยความที่ทั้งคู่บ้านติดกัน จึงออกไปบ้านพี่อาร์มพร้อมกัน ทันทีที่เปิดห้องเข้าไปก็เข้าใจความหมาย… จากเดิมที่เคยนั่งหลบตรงมุมห้อง บัดนี้ ‘พี่อาร์ม’ ขึ้นมายืนตัวเกร็งบนเตียง พร้อมเหยียดแขนยกขึ้น ‘ตั้งวง’ แบบนางรำ แล้วราวกับนักแสดงที่รอครบองค์ประชุม จู่ๆพี่อาร์มก็ทำเสียง “ป่ะทิง… ป่ะทิง… ป่ะทิงโท่ง..ทิง” พร้อมกับเริ่มฟ้อนรำ!

“ป่ะทิง… ป่ะทิง… ป่ะทิงโท่ง..ทิง” “มันไม่ได้อยู่ที่กรุ…มันไม่ได้อยู่ที่กรุ”

คุณเคและพี่โจ้เข้าใจสถานการณ์แล้วว่า ไม่อยู่ในจุดที่ทั้งคู่จะพูดคุยหรือช่วยอะไรได้ พี่โจ้จึงรวบตัวลงมา นำตัวใส่รถกระบะพาไปวัด ตอนนั้นตก 5 ทุ่มแล้ว พระก็เข้าจำวัดกันหมด จึงวุ่นวายกันพอควร ประกอบกับพี่อาร์มยังโวยวายและคลั่งขึ้นมา ‘มันไม่ได้อยู่ที่กรุ…มันไม่ได้อยู่ที่กรุ’ หลังเล่าเรื่องราวให้พระท่านฟัง ท่านบอกว่า

“ไม่ดีเลยนะโยม ยังไงคงต้องไปขอขมาเค้า ระหว่างนั้นให้โยมอาร์มอยู่วัด 7 วันก่อน ระหว่างนี้ห้ามไปไหนเลย”

หลังจากนั้นพี่อาร์มเริ่มสงบลง จนผ่านไปกว่า 30 นาที ท็อปจึงขี่มอเตอร์ไซค์ตามมา เนื่องจากท็อปมีภาระต้องดูแลยายที่ไม่ค่อยแข็งแรงนัก คุณเคจึงแจ้งไปทีหลัง ทันทีที่มาถึงท็อปก็ดูหัวเสีย

“กรุบอกไปแล้วใช่มั้ย ว่าอย่าไปเล่นซี้ซั๊ว มันใช่เรื่องเล่นมั้ย ดูสิ” ท็อปบ่นกระปอดกระแปด

“แล้วนี่กระเป๋ากรุหายไปไหนไม่รู้ ใบที่กรุห้อยคอไปเที่ยววันนั้น หาอยู่ตั้งนาน”

สักพักเสร็จเรื่องต่างคนก็แยกย้ายกันกลับ โดยไม่ได้นึกสนใจคำพูดที่ดูไม่สำคัญของท็อปเลย จนวันนึงก็ได้ไปบ้านท็อปกัน บ้านท็อปเป็นบ้านไม้หลังเก่าที่แต่เดิมเป็นบ้านคุณตาคุณยายของท็อป แต่คุณตาเสียไปแล้ว ตอนนี้จึงเหลือแต่ท็อปและคุณยายอาศัยอยู่ เนื่องด้วยคุณยายไม่ค่อยแข็งแรงและอายุมากแล้ว น่าจะประมาณ 85-86 ปี พวกคุณเคจึงมักมาช่วยท็อปดูแลคุณยายตามสมควรอยู่เสมอ คืนนั้นคุณเคก็ไปนอนบ้านท็อปเช่นกัน จู่ๆคุณยายที่ล้มตัวลงนอนไปพักใหญ่แล้ว ก็ลุกโพลงขึ้นมาจากเตียง…

“เมิงเอาใครกลับมาด้วย มันมี 2 ตน…มันจะมาเอาตัวกรุไป มันจะมาเอาตัวกรุไป”

คุณเคและท็อปมองหน้ากันด้วยความตกใจและงุนงง แต่ด้วยว่าคุณยายก็ล้มตัวลงกลับไปนอนทันที จนทั้งคู่เคลิ้มจะหลับ คุณยายก็ลุกขึ้นมากระซิบกระซาบด้วยเสียงแห่บพล่า ดวงตาสีขุ่นเทาด้วยต้อหันมาจับจ้องทางเจ้าท็อป

“ป่ะทิง… ป่ะทิง… ป่ะทิงโท่ง..ทิง”

ท็อปจับแขนคุณอาร์มไว้แน่น ตัวสั่นเทา ‘เค เมิงได้ยินเหมือนกรุมั้ย..’

แต่ทั้งคู่ก็ข่มตานอนจนหลับ ภายหลังคุณยายที่เจ็บออดแอดๆอยู่แล้ว ก็ทรุดหนักลงเรื่อยๆ จนกระทั่งบ่ายวันหนึ่งมีโทรศัพท์มาแจ้งว่า ‘ยายท็อปเสียแล้ว’ วันนั้นท็อปที่เรียนอยู่โรงเรียนเดียวกันกับคุณเค ได้กลับบ้านล่วงหน้าไปก่อนแล้ว

คุณเคตัดสินใจนอนเฝ้ายายเป็นเพื่อนท้อป เนื่องจากคุณเครู้จักคุณยายมานาน จึงไม่ได้รู้สึกกลัวอะไร ที่งานศพ…บ้านไม้เก่าๆหลังไม่ได้ใหญ่มาก มียกพื้นขึ้นสูง ขึ้นบันไดไปจะเจอกับโถงหน้าบ้าน ศพและโลงตั้งอยู่ที่โถงนั้น ถัดจากโถงไปทางซ้ายจะเป็นห้องที่ยายเคยนอน ภายในกว้างราว 2×3 ม. ประกอบไปด้วยตู้และเตียง คืนนั้นพวกผู้หลักผู้ใหญ่นอนกันอยู่เต็มลานตั้งศพ และบอกให้พวกเด็กๆเข้าไปนอนในห้องนั้น …

Admin

04/04/2020

ปอบยั่วสวาท..ยายแก่ที่ตีซี้สาวสวยแล้วสิงร่างไปโจ๊ะพึมๆผู้ชาย

เรื่องผี the shock เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่น่ากลัวที่สุดเรื่องหนึ่งเช่นกัน เรื่องเล่าของคุณพลอย ที่มีโอกาสได้แวะกลับไปเยี่ยมเยียนคุณพ่อที่ต่างจังหวัด โดยไม่นึกไม่ฝันว่าการกลับบ้านหนนี้จะต้องพบเจอกับเรื่องราวที่น่ากลัวและยากลำบากสำหรับตัวเธอเองที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต แค่การพูดคุยไม่กี่คำกับคนแปลกหน้า จะทำให้เธอเกือบต้องเอาชีวิตไปทิ้ง ผสมผสานกับเรื่องราวความเชื่อเกี่ยวกับ “ผีปอบ” ที่บอกเลยว่าจะทำให้ขนหัวลุกพร้อมๆกันทุกเส้น

เรื่องผี the shock “ต้องรีบออก” จากคุณพลอย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับตัว “คุณพลอย” เจ้าของเรื่องเอง ตอนนั้นพลอยมีโอกาสได้เดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัวที่บ้านในจ.ศรีสะเกษ โดยที่ไปถึงช่วงราวๆบ่ายสามโมง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าศรีษะเกษจะอยู่ในพื้นที่ภาคอีสาน แต่คนในหมู่บ้านนี้ก็ไม่ได้พูดภาษาอีสานกัน หากแต่จะใช้ “ภาษาส่วย” ซึ่งถือเป็นภาษาท้องถิ่นในแถบนั้น

หลังจากที่มาถึงได้ไม่นาน หลานสาวก็ชวนพลอยไปเที่ยวตลาดในหมู่บ้านกัน แต่เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวนั้นอยู่ในบริเวณที่เรียกกันว่าชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งก็จำเป็นต้องมีความเคร่งครัดมากพอสมควร คุณพ่อจึงได้แนะนำว่าให้กลับก่อนมืดค่ำ เพราะชาวบ้านแถวนี้เอง หากตกเย็นแล้วก็ไม่มีใครออกมาเดินเพ่นพ่านกัน พลอยก็รับคำอย่างว่าง่าย

พลอยกับหลานสาวใช้เวลาเดินเที่ยวเล่นอยู่ในตลาดอยู่พักใหญ่ ก่อนจะพากันกลับบ้าน แต่ขณะที่กำลังจะออกจากตลาด ก็มีหญิงชราที่ในมือถือตระกร้าไม้สานใบหนึ่งไว้เดินผ่านมาทางพวกเธอ ก่อนที่จะใช้มืออีกข้างสะกิดแขนพลอยพร้อมบ่นพึมพำพลางพยักเพยิดไปทางของในตระกร้า แต่พลอยไม่รู้ภาษาส่วยจึงทำได้แค่ยิ้มให้ยายคนดังกล่าว พอยายเห็นว่าไม่ใช่คนในพื้นที่เลยเปลี่ยนมาใช้ภาษากลางแทน ซึ่งคนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านก็ใช้กันเป็นภาษาที่สอง

ขณะที่กำลังจะเดินออกจากตลาดเพื่อกลับบ้าน ก็ไปเจอกับยายคนหนึ่งเดินถือตะกร้ามาแล้วก็สะกิดแขน แล้วพูดออกมาเป็นภาษาส่วย ซึ่งพลอยฟังไม่รู้เรื่อง แต่ก็ยิ้มให้กับยายคนนั้น ยายเลยพูดเป็นภาษากลางว่า…

“หนูเอ้ยย ช่วยยายซื้อหน่อยนะ ยายเหลือไม่เยอะแล้วลูก”

“ยายเอาถั่วกับลูกกระบกมาขาย ยายขายไม่แพงหรอก ถุงละแค่ 10 บาทเอง ถือว่าช่วยคนเฒ่าคนแก่นะ”

แม้บทสนทนาจะดูเหมือนกับยายมีเจตนาเพียงจะขายของให้ได้ แต่ในขณะที่ยายกำลังพูดเจื้อยแจ้วอยู่นั่น กลับมีพฤติกรรมแปลกๆ คือยายคล้องตะกร้าไว้ด้วยแขนข้างหนึ่ง แต่อีกมือหนึ่งก็เอาแต่จับและลูบไล้แขนของพลอยไม่ยอมปล่อย มาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว และจู่ๆยายก็พูดขึ้นมาว่า…

“ผิวหนูนี่เนียนนุ่มน่าดูเลยเนาะ … หนูไม่ใช่คนแถวนี้ใช่มั้ย”

“เปล่าค่ะยาย หนูเพิ่งมาจากกทม. เผอิญว่าได้มาเรื่องแถวอุบล เลยหาเวลาแวะมาเยี่ยมคุณพ่อกับแม่เลี้ยงที่นี่น่ะค่ะ”

อย่างไรก็ตาม ยายคนนั้นก็ยังคงลูบไล้แขนของพลอยอยู่ตลอดเวลาที่พูดคุยกัน จนพลอยเองยังอดที่จะรู้สึกอึดอัดแปลกๆไม่ได้ เลยช่วยยายแกซื้อถั่วมา 2 ถุง ก่อนที่ยายแก่จะถามต่อว่า

“แล้วบ้านที่ว่าน่ะ อยู่ไหน…”

มาถึงจุดนี้ เป็นฝ่ายพลอยเองที่เริ่มรู้สึกไม่ดีแล้ว รู้จักกันรึก็ไม่ใช่ แต่ยายคนนี้ดูพยายามตีสนิทชิดเชื้อมากพิกล ตอนนั้นพลอยอดคิดไม่ได้ว่าจะเจอมิจฉาชีพเข้าให้แล้ว หากแต่ความจริงกลับเป็นอะไรที่น่ากลัวและสะพรึงกว่านั้น หลานสาวที่ดูเหตุการณ์อยู่จึงตัดสินใจสะกิดเตือนพลอย ว่าไม่ต้องไปต่อความยาวคุยกับยายแกแล้ว รีบกลับบ้านกันดีกว่า

“อยู่ไม่ใกล้ ไม่ไกลนี่แหละค่ะ” หลังตัดบทจากยายแก่ได้ ก็รีบพากันกลับบ้านในทันที

ในค่ำคืนเดียวกันนั้นเอง หลังจากทานข้าวและอาบน้ำอาบท่า ก่อนเตรียมตัวจะเข้านอน พลอยใช้เวลากับการเล่นมือถืออยู่พักหนึ่ง แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งตกใจขึ้น เพราะเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างผิดปกติที่มุ้งนอน อะไรที่ว่ามันดูคล้ายกับใบหน้าของคน ที่กำลังโน้มตัวลงมาพาดมุ้ง จนหย่อนลงมาเกือบจะถึงแขนทางด้านซ้ายของเธอ และด้วยความที่ไม่ทันตั้งตัว พลอยเผลอทำมือถือหลุดออกจากมือ จนไม่ทันได้สังเกตว่า…มีบางอย่างมาสัมผัสที่แขนของเธอเข้าให้แล้ว

กว่าพลอยจะรู้ตัวก็ตอนที่รู้สึกถึงความเย็นวาบที่บริเวณแขน ราวกับมีใครเอาน้ำแข็งเย็นเยียบมาถูแขนเธอไปมา แต่เนื่องด้วยความมืดทำให้เธอมองไม่เห็นต้นเหตุของความเย็นที่ว่า อย่างไรก็ตามยังคงมีแสงไฟจากจอคอมพิวเตอร์แลปท็อปสว่างพอให้เห็นรอบๆตัว หลังสายตาเริ่มชินกับความมืด พลอยก็ตระหนักแล้ว…ว่ามีอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในความมืด กระทั่งเคลื่อนแสงไจากจอไปจับกับสิ่งนั้น พลอยช็อคทั้งยืนจนแทบสิ้นสติเพราะสิ่งที่กำลังเห็นตรงหน้า มีใครบางคนกำลังลงลิ้น…เลียที่แขนนุ่มเนียนของเธออย่างเอร็ดอร่อย !! นั่นทำให้โสตประสาทของเธอสั่งการให้ร้องกรี๊ดอย่างดังที่สุดโดยไม่ต้องคิด กระทั่งพ่อกับแม่เลี้ยงที่นอนอยู่ชั้นบน ต้องวิ่งลงมาดูทันที

“พ..พ่อคะ! คะ..ใครก็ไม่รู้…มันเป็นใครก็ไม่รู้ โผล่หน้าเข้ามาในมุ้ง ทำเหมือนจะม..มากัดแขน แล้วมันก็แลบลิ้นมาเลียแขนหนู!!”

ฝ่ายพ่อก็เลยบอกให้แม่เลี้ยงดูสิว่ามันคืออะไร ก็พบว่าที่มุ้งก็มีรอยน้ำเหมือนน้ำลายและที่แขนก็มีรอยน้ำเหมือนน้ำลายเช่นกัน พอเห็นดังนั้นแม่เลี้ยงก็ไปเคาะประตูเรียกยายที่นอนอยู่ห้องข้างๆ ยายเลยเอาผ้าขาวม้าพาดคอแล้วเดินออกไปนอกบ้านแล้วพูดภาษาส่วยพร้อมกับจุดธูป จากนั้นก็ให้แม่เลี้ยงเอาธูปไปปักที่มุมบ้านทั้งสี่มุม แล้วให้พ่อเอาไม้ไปเคาะตามเสารั้วบ้านขณะที่ยายเดินไปพร้อมกับพ่อ

ยายก็พูดเป็นภาษาส่วย ฝ่ายแม่เลี้ยงหลังจากเอาธูปไปปักที่มุมบ้านเสร็จแล้วก็พาพลอยขึ้นบ้านไปไหว้พระและเอาตะกรุดมาให้ใส่ ส่วนยายก็ขึ้นไปสวดมนต์ หลังสวดมนต์เสร็จก็เอาสายสิญจน์มาคล้องที่คอ ข้อแขนและขาทั้งสองข้าง แล้วบอกให้พลอยเข้านอน ฝ่ายพลอยซึ่งกำลังเสียขวัญก็ขอที่จะกินยานอนหลับ แต่แม่เลี้ยงบอกว่า

“ต้องนอนแบบที่ถ้าไปปลุกแล้วต้องรู้สึกตัว ถ้าหลับแบบไม่รู้สึกตัวเขาจะมาเอาพลอยไปได้” !

ในที่สุดคืนนั้นพลอยก็ร้องไห้จนเหนื่อยแล้วเผลอหลับไป

พอตื่นขึ้นมาประมาณเจ็ดโมงเช้าของวันรุ่งขึ้น ยายก็บอกพลอยว่า “อย่าพึ่งออกจากบ้าน” เพราะไม่รู้ว่าเขาไปรึยัง แล้วไปตามหมอธรรมมาทำพิธีให้ตอนเที่ยง และให้พลอยเอาไข่ไก่ดิบไปให้เขา เพื่อทำพิธี ฝ่ายแม่เลี้ยงก็จะออกไปหาของมาทำกับข้าวกินตอนเที่ยง ขณะนั้นมีรถขายผักมาจอดขายของอยู่อีกฟากหนึ่งของสนามฟุตบอลที่อยู่บริเวณหน้าบ้าน แม่เลี้ยงก็เลยเดินผ่านสนามฟุตบอลเพื่อที่จะไปซื้อของ

ขณะที่แม่เลี้ยงเดินไปได้ประมาณครึ่งสนามก็หันหน้ากลับไปมองที่พลอย เหมือนแกจะตะโกนถามว่า จะเอาอะไรมั๊ยลูก คุณพลอยก็พยายามจะฟังว่าแกพูดอะไร จู่ๆก็ล้มลงที่กลางสนาม สักพักก็ลุกขึ้นมา ตาขวางใส่ แล้ววิ่งตรงอย่างเร็วไปหาพลอย น้าข้างบ้านที่กำลังตั้งท้องอยู่เห็นดังนั้น ก็รีบเข้ามาขวางแม่เลี้ยงไว้ ฝ่ายพ่อกับน้าเขยพอเห็นก็รีบเข้าไปช่วยกันจับแม่เลี้ยงเอาไว้ แล้วแม่เลี้ยงก็ตะโกนออกมาเป็นภาษาส่วยในลักษณะเหมือนการด่าทอ ตอนนั้นพลอยก็ยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร เพราะฟังไม่รู้เรื่อง ฝ่ายน้าสะใภ้ก็บอกว่า…

“หนู! รีบไปเอาเสื้อผ้า เอาของที่จำเป็น แล้วสตาร์ทรถไปเดี๋ยวนี้ !”

ฝ่ายพลอยที่กำลังตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ไปเอาของบนบ้าน จากนั้นก็ขี่รถออกจากบ้านพร้อมกับน้าสะใภ้ไปยังรีสอร์ทแห่งหนึ่งของญาติ แล้วน้าสะใภ้ก็บอกให้ พลอยอยู่ที่นี่ซักพักก่อน พอซักประมาณบ่ายสามโมงพ่อก็โทรมาหาแล้วก็เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า รู้มั๊ยว่าที่แม่เลี้ยงตะโกนน่ะ พูดว่าอะไร…

“กรุจะเอาเมิง กรุจะเข้าเมิง กรุจะสิงเมิง กรุจะเข้าหุ่นเมิง เอาตัวมัน… ถ้ากรุเข้าได้ กรุจะไปนอนกับผู้ชาย! ถ้าเมิงไปหาผู้ชายมานอนไม่ได้ กรุจะกินเมิงแทน !”

“กรุจะเข้า กรุจะเข้าาาา !!!”

พลอยเลยถามกลับว่าแม่เลี้ยงเป็นอะไรไป… พ่อเลยบอกว่าคนที่มาเข้าสิงเนี่ย..เขามาเฝ้าตั้งแต่เมื่อคืน แต่คนในบ้านเราสวดไล่เขาตั้งแต่เมื่อคืน

“กรุเฝ้าตั้งแต่เมื่อคืนแต่บ้านพวกเมิงสวดไล่กรุ จนถึงตอนเช้า..ถ้ากรุยังเข้าหามันไม่ได้ กรุถึงจะเข้าอินี่! ผ่านอินี่ไปหามันนนน”

อาศัยร่างแม่เลี้ยงเพื่อที่จะผ่านเจ้าที่เจ้าทางแล้วจะมาเข้าพลอย!

“กรุเลียมันแล้ว… รูมันไม่เปิด กรุเข้ามันไม่ได้ !”

แต่พ่อก็บอกว่าสบายใจได้ เพราะตอนนี้หมอธรรมทำพิธีให้แล้ว พร้อมกับบอกว่าพลอยน่ะไปสัมผัสไปให้เขาจับ ยายคนนี้จะมาตีสนิทกับผู้หญิงต่างถิ่นที่ผิวพรรณดี หน้าตาดี แล้วเขาก็จะมาสิงจากนั้นก็จะไปนอนกับผู้ชาย ให้มีอะไรกันกับผู้ชาย จนเสร็จกิจแล้ว..ตอนเช้าเขาก็จะออกไป แต่ถ้าหากมีญาติพี่น้องรู้ว่าโดนมันเข้า… ยายคนนั้นก็จะกินข้างในคนที่ถูกสิงแทน !!

มีประวัติผู้หญิงต่างถิ่นมาเสียที่นี่แล้วถึง 4 ราย และก็มีอีกไม่รู้กีคนที่ถูกเข้าสิงแล้วไปนอนกับผู้ชายแบบไม่มีสติอีก และก็มีคนบอกว่าคนที่จะโดนเข้าก็จะเป็นคงที่ธาตุอ่อน ดวงตก เขาก็จะเข้าได้ แต่โชคดีที่ตอนนั้นคุณพลอยดวงไม่ตกเขาเลยเข้ามาได้ ส่วนประวัติของยายคนนี้ก็คือ เมื่อก่อนนั้นยายจะเป็นคนที่ทำคุณไสยให้กับผู้หญิงทำให้มีเสน่ห์ให้คนหลงรัก แต่ก็ไม่มีลูกหลานคนไหนมาสืบทอดต่อ จนมันย้อนกลับเข้าตัวเอง ทำให้แกยังคงหมกหมุ่นเรื่องแบบนี้อยู่ พอเวลามีงานเทศกาลต่างๆ ยายคนนี้ก็จะแต่งตัวสวยๆออกจากบ้าน แต่จะไม่มีใครเห็นยายที่งานเลย และก็จะมีข่าวว่ามีหญิงสาวหมู่บ้านอื่นถูกลักไปหรือถูกรุมโซมตลอด

หลังจากนั้น พ่อของคุณพลอยก็ให้คุณพลอยกลับไปที่บ้านพักที่จ.อุบลเลย เพราะกลับมาที่บ้านพ่อไม่ได้แล้ว พอวันรุ่งขึ้นคุณพลอยตื่นม ารอยที่โดนเลียนั้นก็เป็นสีม่วงช้ำ เหมือนคนโดนทุบโดนตี เป็นอยู่ 10 กว่าวันรอยนี้ถึงจะหายไปหลังจากเหตุการณ์นี้คุณพลอยก็ไม่ได้กลับไปที่หมู่บ้านนั้นอีกเลย

ขอบคุณที่มาเรื่องเล่าผี : ต้องรีบออก โดยคุณพลอย the shock 13 FM

อ่านเรื่องเล่า เรื่องผีเดอะช็อค เรื่องอื่นๆ >> คลิก

กลับสู่หน้าแรก สยองสแควร์

Admin

03/04/2020

โดนผีหลอกแบบ4D เพราะเชิญคนตายเข้าบ้าน

เรื่องนี้เกิดขึ้นกว่า 20 ปีที่ผ่านมา เกี่ยวกับพี่ข้างบ้านติดกัน โดยที่เรื่องราวใน “คืนนั้น” ยังคงฝังแน่นในความทรงจำ กับเรื่องที่มีชื่อว่า “คืนแรกที่กลับบ้าน” เรื่องมีอยู่ว่า… ‘คุณน้อง’ เป็นชาวจังหวัดลำพูน แต่เนื่องด้วยไปทำงานต่างจังหวัดจึงไม่ได้อยู่ที่บ้าน นานๆจึงจะกลับมาเยี่ยมที ทำให้การข่าวสารภายในท้องถิ่นหรือหมู่บ้านอาจจะไม่ทันเขาบ้าง ปกติคุณน้องมักจะกลับบ้านในเย็นวันศุกรหลังเลิกงาน ซึ่งนั่นทำให้กว่าจะมาถึงก็ค่ำมืดแล้ว คืนเกิดเหตุนั้นเอง… คุณน้องกลับมาบ้านเวลาสองทุ่ม ได้ร่วมโต๊ะทานข้าวกับทางบ้านที่รออยู่ จนกระทั่งขึ้นไปที่ห้องชั้น 2

“คืนแรกที่กลับบ้าน” โดยคุณน้อง

ลักษณะบ้านของคุณน้อง จะเป็นบ้านไม้ 2 ชั้น โดยที่ห้องของคุณน้องจะมีหน้าต่างอยู่ 2 บาน เตียงในห้องนอนตั้งอยู่ติดกับหน้าต่างดังกล่าว หากนั่งลงบนเตียงนั้นจะสามารถเกาะหน้าตาง เท้าตางมองทิวทัศน์ข้างนอกได้อย่างสบายอารมณ์ ภายนอกนั้นจะมองเห็นซอยเล็กๆที่มอเตอร์ไซค์พอวิ่งสวนกันได้ 2 ริมทางเรียงรายไปด้วยบ้านเรือนของผู้คนในละแวกนั้น ซึ่งบ้านในสมัยนั้นไม่ได้มีรั้วรอบขอบชิด ทุกหลังจึงอยู่ติดถนนเรียงๆกันไป บ้านของคุณน้องก็ตั้งอยู่บนซอยที่ว่านั้นเช่นกัน

คืนนั้นขณะนอนหลับไปได้สักพัก ท่ามกลางความเงียบสงัดในย่านชนบท ที่แม้แต่เสียงแผ่วเบาก็ฟังดูชัดเจน

“ฮือออออ… ฮืออออออ…”

เสียงร้องไห้ดังลอยมาจากนอกหน้าต่าง คุณน้องนอนฟังอยู่สักพักจึงลุกขึ้นดู ตรงข้ามหน้าต่างข้างเตียงนั้น เผยให้เห็นใครบางคนยืนหันหลังร้องไห้อยู่หน้าบ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ตรงข้าม คุณน้องรู้ได้ในทันทีว่านั่นคือ “พี่ฝน” ลูกสาวเพื่อนบ้านตรงกันข้ามนั่นเอง ซึ่งพี่ฝนได้มีครอบครัวและแยกไปอยู่บ้านอีกหลังห่างออกไปในหมู่บ้านเดียวกัน หากแต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เหตุใดพี่ฝนจึงออกมายืนสะอื้นกลางดึกแบบนี้ แถมคนในบ้าน.. พ่อแม่ ยังปิดประตูเงียบเชียบ ไม่มีใครออกมาดูดำดูดีกันเลยหรือ? และแล้วคุณน้องก็เฝ้าดูเหตการณ์ต่ออีกพักหนึ่ง จึงตัดสินใจร้องทักขึ้น…

“พี่ฝน พี่ฝนๆ … พี่ร้องไห้ทำไม”

พี่ฝนค่อยๆหันหน้ามาช้าๆ ราวกับตอบสนองต่อเสียงเรียก หันมาได้เพียงครึ่งหน้าก็หันกลับไป… “อ้าว ทำไมถามไม่ตอบวะ” คุณน้องคิดในใจ ในที่สุดคุณน้องก็วิ่งลงไปดู จับแขนเรียกพี่ฝน

“พี่ฝนเป็นอะไร มาทำอะไรอยู่ตรงนี้”

“พี่หนีแฟนพี่มา”

คุณน้องคุยกับพี่ฝนหน้าบ้านหลังนั้นอยู่สักพัก สืบความได้ว่า พี่ฝนหนีแฟนมา เนื่องจากถูกแฟนจับได้ว่าตัวพี่ฝนแอบคุยกับผู้ชายคนอื่นอยู่ และเกิดการทะเลาะกันขึ้น จึงวิ่งหนีออกมาถึงที่นี่ ฝนสภาพเท้าเปล่ากว่า 2 กิโลเมตร

“แล้วทำไมพี่ไม่เรียกให้พ่อกับแม่ลงมาเปิดประตู”

“ไม่ได้ เรียกไม่ได้ เดี๋ยวพ่อกับแม่ว่าพี่เอา”

“แล้วแฟนพี่มันอยู่ไหน”

“แฟนพี่มันต้องตามมาแน่ พี่จะหนีไปไหนได้ มันถือปืนถือมีดมาด้วย พี่เข้าไปไม่ได้หรอก”

“งั้นพี่มานี่ มาหลบกับหนู แฟนพี่มันไม่รู้หรอกว่าหนูกลับมาบ้าน”

“พี่เข้าไปได้เหรอ… ถ้าพี่เข้าไปมันอาจจะทำให้ชีวิตของทุกคนเปลี่ยนไป”

คุณน้องไม่ทันได้เอะใจในความหมายแฝง จึงตอบไปว่า “ได้ซี่ มันไม่รู้หรอกว่าพี่อยู่นี่ พ่อแม่หนูก็นอนหลับหมดแล้ว”

คุณน้องดึงแขนพี่สวยเข้าไปในบ้านตนเองทันที ระหว่างเดินผ่านบันไดไม้ขึ้นไปสู่ชั้น 2 เสียงไม้ก็ดังเอียดอาดแปร่งๆ คุณน้องพาพี่ฝนเข้าไปนั่งปลายเตียง ในห้องที่มืดสนิท มีเพียงแสงจากนอกหน้าต่างส่องผ่านเข้ามาบ้าง ไม่ได้เปิดไฟในห้องเนื่องจากเกรงว่าแฟนพี่สวยจะสังเกตเห็น ส่วนคุณน้องก็มิวายไปเกาะขอบหน้าต่างสังเกตุการณ์ตามเดิม

ไม่ทันไร…เสียงมอเตอร์ไซค์ก็ดังขึ้นมาแต่ไกล แฟนพี่ฝนมาถึงแล้วนั่นเอง แฟนพี่ฝนลงมาจากรถยืนอยู่หน้าบ้าน แล้วตะโกนเรียกเสียงดัง

“อีฝน! อีฝนเมิงลงมา เมิงลงมาคุยกับกรุเลยนะ”

สักพักพ่อกับแม่พี่ฝนเปิดประตูบ้านออกมาดู… “มาทำอะไร อีฝนมันไม่ได้มานี่”

“พ่อรู้มั้ย ว่าลูกพ่อมันทำอะไรให้ผม มันมีชู้ มันสวมเขาให้ผม”

คุณน้องแอบฟังไปสักพัก ทางนั้นก็ดูไม่มีทีท่าว่าจะลงกันง่ายๆ ต่างด่าสาดเสียด้วยอารมร์รุนแรงกันอยู่ตรงหน้าบ้านั้น เสียงพี่ฝนร้องไห้สะอื้นเบาๆมาจากปลายเตียงไม่หยุด น่าแปลกว่าบ้านข้างเรือนเคียงกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คุณน้องนึกว่าจะได้เห็นบ้านนั้นบ้านนี้เปิดไฟออกมาดู

“อีฝน! เมิงจะลงมามั้ย ถ้าเมิงไม่ลงงั้นกรุจะยิงใส่พ่อเมิง!”

แฟนพี่ฝนชักปืนออกมาจากที่เหน็บไว้ใต้เสื้อ ทำท่าจะขู่จ่อไปทางพ่อพี่ฝน ทันใดนั้นก็มีผู้หญิงผมยาวคนหนึ่ง วิ่งแทรกออกมาจากประตูบ้านพี่ฝน แล้วผลักปืนขึ้นฟ้า… ปืนลั่นดัง ‘ปัง’ ขึ้นหนึ่งนัด ดูเหมือนเหตุการณ์ดังกล่าวจะยิ่งทำให้แฟนพี่ฝนฉุนขาด จึงเล็งและยิงไปที่ผู้หญิงคนนั้นหนึ่งนัดจนล้มลง เผยให้เห็นหน้าตาชัดๆเป็นครั้งแรก… และคนๆนั้นกลับเป็นพี่ฝนซะเอง!! ทันใดนั้นปากกระบอกปืนก็เลื่อนไปจ่อที่พ่อพี่ฝน ‘ปัง’ ล้มลงอีกหนึ่ง แมพี่ฝนที่ทำท่าจะวิ่งหนีก็โดนไปอีกหนึ่งนัดจนล้มลงไปกองไม่ห่างออกไป คุณน้องทั้งอึ้งและสับสนกับภาพที่ตนเห็น….นี่เป็นเรื่องจริงเหรอ? ไม่ได้ฝันไปใช่มั้ย ถ้าคนที่ล้มลงไปเมื่อครู่คือ ‘พี่ฝน’ แล้ว ‘คน’ ที่นั่งสะอื้นไม่ขาดสายอยู่ปลายเตียงเป็นใคร?

ระหว่างที่คุณน้องยังสั่นสะท้าน เนื่องจากอดคิดไม่ได้ว่า… ตนเองได้ยื่นมือเข้าไปรู้ในเรื่องไม่ควรรู้ ได้เข้าไปเห็นเรื่องที่ไม่ควรเห็นเข้าเสียแล้ว แฟนพี่ฝนก็เดินกลับไปที่รถ และยัดปากกระบอกเข้าไปในปากตัวเอง ‘ปังงง’ ปิดฉากชีวิตตนเองตามไปอีกราย คุณน้องหันไปดู ‘ใครบางคน’ ที่ปลายเตียง ใบหน้าใต้ผมดำยาวที่เผยใบหน้าออกมาเพียงครึ่งนั้น ไม่ได้ร้องไห้หรือแสดงความเสียใจออกมาเหมือนเมื่อครู่ และนั่นเป็นภาพสุดท้ายที่คุณน้องเห็น..ก่อนที่จะสติดับวูบไป

คุณน้องเล่าว่าตื่นมาอีกทีด้วยความรู้สึกปวดไปทั้งตัว ภาพดูเบลอไปหมด พอได้สติจึงมองสำรวจดู ดูเหมือนคุณน้องจะอยู่ในโรงพยาบาล คุณแม่ที่อยู่ข้างๆจึงถามขึ้นว่า ‘มันเกิดอะไรกันขึ้น’ คุณน้องพยายามเล่าเรื่องที่พบเจอมาเมื่อคืน แต่คำพูดของคุณแม่กลับทำให้คุณน้องอยากหลับไปอีกสักรอบนึง

“พี่ฝนน่ะ…เค้าตายไปตั้ง 2 เดือนกว่าแล้วนะ!!”

“ทั้งพ่อ แม่ แล้วก็แฟนเค้า…ตายกันไปหมดแล้ว”

หลังจากได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจึงสรุปได้ว่า…สิ่งที่คุณน้องเห็นนั้น เป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อ 2 เดือนก่อน นั่นเป็นสาเหตุให้บ้านฝั่งตรงข้ามตน ‘ดับยกครัว’ เรื่องราวนี้ไม่เคยไปถึงหูคุณน้องเนื่องจากไม่ค่อยได้กลับบ้าน ทางคุณแม่คุณน้องก็ไม่ได้คิดจะเล่าเหตุการณ์น่าสะพรึงและสะเทือนขวัญให้ฟังมาก่อน

“แล้วบ้านหลังนั้นที่ว่าน่ะ มันก็ถูกทุบทิ้งเป็นหินเป็นปูนไปหมดแล้วนะ”

แทบไม่เชื่อหูตัวเอง คุณน้องจำได้ว่าคืนนั้นบ้านหลังตรงข้ามก็ยังอยู่ในสภาพดี ทุกอย่างดูเป็นปกติ มีก็เพียงเพื่อนบ้านที่ราวกับไม่รู้เห็นเหตุกาณณ์วันนั้น วันที่ทำให้คุณน้องต้องเข้ามาอยู่ในโรงพยาบาลแบบนี้ ซึ่งก่อนที่ตนเองจะหมดสติไปในคืนนั้น ไม่รู้ว่าด้วยความตกใจกับภาพที่เห็นหรืออำนาจลี้ลับอะไร จึงทำให้คุณน้องที่นั่งตัวสั่นเทิ้มอยู่ริมหน้าต่าง พลัดร่วงตกลงมาจากชั้นสอง โชคยังดีที่เพียงบาดเจ็บเท่านั้น แต่ไม่ถึงชีวิต

ในภายหลังคุณน้องและครอบครัวต้องทำบุญบ้านใหญ่ มาคิดย้อนดู…สิ่งที่คุณน้องทำ การที่พาพี่ฝนเข้ามาหลบในบ้านก็เหมือนกับการ ‘เชิญผีเข้ามาในบ้าน’ และยังเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ ‘บ่วงกรรม’ ของเขา พวกเขาจำเป็นต้องชดใช้กรรมจากการฆาตกรรมที่ตรงนั้นซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งผลจากการกระทำของคุณน้องเป็นเหตุให้วิถีของวิญญาณเหล่านั้นเปลี่ยนไป ปัจจุบันบ้านหลังนั้นก็ยังคงเป็นซากปรักหักพังมาจนทุกวันนี้ และก็ยังมีคนเล่าลือว่าได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์แฟนพี่ฝน เสียงพ่อพี่ฝน กันอยู่เนืองๆ

ขอบคุณที่มาเรื่องเล่าผี : คืนแรกที่กลับบ้าน โดยคุณน้อง

อ่านเรื่องเล่า เรื่องผีเดอะช็อค เรื่องอื่นๆ >> คลิก

กลับสู่หน้าแรก สยองสแควร์

Admin

02/04/2020

ศาลผีอาถรรพ์แรง ที่มียอดชมกว่า 9 แสนวิว

เรื่องเริ่มต้นจากพี่A ซึ่งครั้งนึงคุณโบนัสเคยร่วมงานด้วย พี่A มีประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับการทำผับ ตกแต่งและออกแบบผับ ตอนนั้นพี่A มอบหมายงานหนึ่งให้คุณโบนัส ตัวผับตกแต่งภายในเรียบร้อยแล้ว คุณโบนัสมีหน้าที่ต้องไปทำการตลาดให้ โดยที่คุณโบนัสไม่รู้เลยว่าเป็นผับแบบไหน วันนั้นคุณโบนัสต้องนั่งรถตู้ไปกับทีมช่างที่เอาอุปกรณ์เครื่องเสียงและอุปกรณ์ไฟไปลง จู่ๆหัวหน้าช่างก็เอ่ยปากทักขึ้นว่า

“ศาสตามสั่ง” เรื่องเล่าผี โดยคุณโบนัส

“เออนี่ เราต้องไปอยู่3 เดือนใช่มั้ย? ไปถึงก็พยายามไหว้ๆศาลหน่อยนะ”

“ได้ๆพี่ ปกติไปไหนผมก็ไหว้ประจำอยู่แล้ว”

ระหว่างทาง หัวหน้าช่างคนนี้ก็ได้เล่าพื้นเพของผับแห่งนี้ ว่าได้รับความร่วมมือโดยหุ้นส่วน 4  คน(โดย ณ ที่นี้จะขออนุญาติใช้เป็นนามสมติ เนื่องจากมีคนเสียในเหตุการณ์นี้เยอะ) ประกอบไปด้วยพี่B อายุ35 ปี พี่C อายุราว27-28 ปี คนถัดมาคือพี่K และสุดท้ายคือเจ้าของที่ดิน

พี่B เป็นคนที่ไม่เชื่อหรือนับถืออะไรเลย แต่พี่B จะไม่ได้เข้ามาจัดการภายในร้าน เนื่องจากทางพี่B นั้นมีธุรกิจโรงแรมในจังหวัดเดียวกันนั้นอยู่แล้ว ส่วนพี่K ก็มีธุรกิจโรงงานทางบ้านที่ต้องดูแล พี่C จึงเป็นคนที่มีหน้าที่ดูแลจัดการภายในร้านนี้ ร้านนี้ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองราว 5  ก.ม. ร้านมีลักษณะเป็นกระจกโดยรอบไม่ใช่ผับแบบปิดทึบ โดยตัวอาคารร้านจะอยู่ตรงกลาง ทางด้านขวาจะขนาบไปด้วยโต๊ะทานอาหารและต้นไม้ ส่วนด้านซ้ายจะเป็นลานจอดรถ ถัดไปทางด้านหลังจะมีกำแพงสูงๆราวตึกสองชั้น คล้ายทำเพื่อกั้นออกจากสวนยางที่อยู่ถัดจากร้านไป

แต่สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาคือ ‘ศาลตา-ยาย’ ซึ่งทำจากไม้สักทั้งหลัง ส่วนตัวคุณโบนัสทำงานมาหลายที่ ก็พึ่งจะเคยเห็นศาลภายในร้านที่มีขนาดใหญ่โตเท่านี้ โดยตอนสร้าง..เจ้าของที่ดินซึ่งเป็นหุ้นส่วนคนสุดท้ายของทางร้าน ถึงกับกลับมาจากต่างประเทศเพื่อกำกับตอนสร้างศาล ศาลที่จะสร้างต้องได้ตามแบบนี้ ความพิถีพิถันเป็นพิเศษมีเหตุผลมาจาก เพราะศาลตายายแห่งนี้คือศาลของบรรพบุรุษเจ้าของที่ดิน จำนวนหุ่นในศาลจึงถูกกำหนดให้มีจำนวนตรงตามผู้เสียชีวิตของบ้านเขา หุ่นแต่ละตัวจะมีถาดโลหะวางอาหารถวายครบตามจำนวนเช่นกัน โดยที่หุ่นแต่ละตัวจะมีรายละเอียดกำกับด้วยว่า..ตัวไหนชอบทานอาหารอะไร ก็ขอให้จัดการตามนั้น ลักษณะของศาลจะมีบันไดฐานปูนขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ใต้ศาลไม้สักเรือนไทย เรียกว่าใครไปใครมาเห็นเป็นต้องสะดุดตา คุณโบนัสเล่าว่าด้วยความที่ศาลนี้ได้รับความใส่ใจและพิถีพิถันในรายละเอียดเป็นพิเศษจนเกินไป ทำให้ฟังแล้วรู้สึกขนลุกชอบกล

หลังจากมาถึงคุณโบนัสก็ไหว้ศาลตามที่บอกทันที โดยที่ร้านได้พบกับพี่C เป็นครั้งแรก หลังการแนะนำตัวพี่C ก็ไหว้วานให้คุณโบนัสช่วยงานด้านการตลาด หากมีข้อเสนอแนะวิธีในการประชาสัมพันธ์และเรียกลูกค้าอย่างไร ก็ให้บอกได้เลยทุกอย่าง เนื่องจากพี่C ก็ไม่เคยทำผับมาก่อน ผ่านไป1 เดือนให้หลัง ร้านเสร็จพร้อมเปิดให้บริการ เปิดร้านมากิจการดีมาก รายได้ต่อคืนกว่าแสนกว่าบาท สำหรับผับในต่างจังหวัดเช่นนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จ

หากแต่ความสำเร็จกลับอยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อเข้าเดือนที่3 มาได้3-4 วัน พี่B หุ้นส่วนคนที่มีกิจการโรงแรมได้เข้ามาเที่ยวที่ร้าน วันนั้นพี่B เข้ามาแตะไหล่คุณโบนัสพร้อมทักว่า

“เราเอาอะไรมั้ย เดี๋ยวพี่จะไปฮ่องกง อีก2 วันจะซื้อของมาฝาก”

“อ๋อ ไม่เป็นครับพี่ อะไรก็ได้”

คุณโบนัสตอบกลับไปด้วยความเกรงใจ กอปรกับว่าตนจะอยู่อีกแค่เดือนเดียว บทสนทนาที่เรียบง่ายในวันนั้น ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นการพบกันครั้งสุดท้าย ในขณะที่พี่B ยังมีชีวิตอยู่…

ถัดจากวันนั้นราว4 ทุ่มพี่C เข้ามาคุณโบนัสแล้วบอกว่า

“โบนัสมาเป็นเพื่อนพี่หน่อย พี่B ขับรถประสานงากับสิบล้อ”

จากคำบอกเล่าระหว่างทางไปโรงพยาบาล พี่C บอกว่าพี่B จะไปขึ้นเครื่องที่กทม. เพื่อบินไปฮ่องกง โดยขับรถไปกับครอบครัว4 คน โดยที่พี่C ก็ยังเปรยด้วยความเป็นห่วงว่า ‘ทำไมไม่ขึ้นเครื่องไปต่อเครื่องเอา’ เนื่องจากพี่B เป็นคนขับรถเร็วและเส้นทางนั้นเป็นเส้นทางที่รถสิบล้อวิ่งกันขวักไขว่ บริเวณแถวค่ายทหารก่อนหัวหินขาเข้ากทม. จะมีจุดแยกวกลับรถขณะที่รถพ่วงบรรทุกกำลังเลี้ยวกลับรถ จุดที่ว่านั่นเองรถของพี่B ก็พุ่งเข้าไปเสียบคาอยู่ใต้ท้องรถพ่วงเนื่องจากคุณโบนัสไม่ได้รู้จักคุณB มากนัก หลังได้ฟังจึงพูดปลอบขึ้นว่า ‘พี่เขาคงถึงฆาตจริงๆ แกคงขับรถด้วยความประมาท’

หลังจากที่ไปถึงโรงพยาบาล นอกจากพี่B ที่ขับรถแล้ว ยังมีภรรยาลูกสาวอายุ 12 ขวบและลูกชาย 5 ขวบรวม 4 คน โดยมีเพียงลูกสาวเท่านั้นที่รอดชีวิตมาได้ในสภาพขาหักทั้ง 2 ข้าง ที่น่าแปลกอีกก็คือทุกคนในรถก็มีสภาพขาหักทั้ง 2 ข้างเช่นเดียวกัน ส่วนคอของพี่B เองก็ถูกกระจกรถบาดอยู่ในสภาพหวิดขาด (ซึ่งสภาพศพจะมีความสำคัญต่อเรื่องนี้ในภายหลัง)

ภาพตรงหน้าสร้างความวิตกให้แก่พี่C อย่างมาก…เรื่องแบบนี้ไม่น่าเกิดขึ้นเลย จากปากคำให้การภายหลังพบว่า คนขับรถพ่วงไม่ได้หนีและก็ตกใจเช่นกัน คนที่อยู่ในเหตุการณ์คอยโบกแท่งไฟสัญญาณจุดกลับรถให้การว่า

“รถแวนคันนั้นพุ่งมาอย่างเร็วมาก ไม่มีการชะลอ ราวกับไม่เห็นรถพ่วงและสัญญาณไฟที่โบกเลย”

หลังจากที่เดินเรื่องเสร็จก็ขอนำร่างไปบำเพ็ญกุศลที่วัด ส่วน‘น้องเฟิร์น’ ลูกกสาวที่รอดมาได้นั้น ยังคงพักรักษาตัวอยู่ ยังไม่สามารถให้การอะไรได้ ว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้น คุณโบนัสเล่าว่าขออนุญาตเอ่ยชื่อจริงและบางทีน้องอาจกำลังฟังเรื่องนี้ ส่วนคุณโบนัสก็กลับไปที่ร้านเนื่องด้วยไม่ได้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับทางพี่B เย็นวันที่ 2 หลังจากพิธีงานศพ คุณโบนัสขับรถเข้าร้านตอน 5 โมงเย็น เนื่องจากร้านนี้ขายอาหารด้วย ก็ได้ยินพนักงานในร้านพูดกันว่า

“เอ…ที่พี่B เสียเนี่ย จะเกี่ยวกับเรื่องเมื่อวันนั้นรึเปล่า”

“ทำไมเหรอพี่B แกไปมีเรื่องกับใครเหรอ” คุณโบนัสถาม

“ไม่มีหรอกพี่ แต่วันนั้นที่พี่B มาร้านแกไปทำอะไรไม่รู้ ตอนนั้น5 ทุ่มแล้ว ผมเอารถมารอรับอยู่ด้านนอกเลยไม่เห็น เช้าวันถัดมาเข้าไปดูถึงเห็นว่า…แกคงเข้าไปในศาล ในนั้นมีหุ่นตัวหนึ่งคอหัก อีก3 ตัวขาหักหมดเลย กองกันอยู่ตรงฐานปูน”

“จากนั้นผมเลยไปแจ้งแฟนพี่C ว่า “พี่เมย์หุ่นในศาลหักชำรุด ทำยังไงดี”

หุ่นไม่น่าตกลงมาเองได้… เพราะภายในศาลหลังใหญ่ คุณโบนัสจึงไปขอดูกล้องวงจรปิดภาพในวันนั้นจากพี่เมย์ เนื่องจากกล้องไม่ได้ถูกติดตั้งให้โฟกัสจับภาพบริเวณศาล ในคลิปจึงเห็นภาพศาลค่อนข้างไกลออกไป แต่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าช่วงกลางดึกคืนนั้น… พี่B เดินเข้ามาในเฟรม แล้วค่อยๆเดินเหยียบขึ้นไปบนศาล ไม่รู้ว่าด้วยสภาพที่เมาอยู่หรือไม่ จู่ๆเขาก็ล้วงมือเข้าไปในศาล อะไรบางอย่างกลิ้งตกหลุนๆลงมาที่ฐานในสภาพไร้ซุ้มเสียง เนื่องจากกล้องไม่ได้บันทึกเสียงไว้

วันต่อมาเรื่องนี้ได้รับการขยายความเพิ่มเติมจากน้องอีกคนที่เป็น ‘บาร์น้ำ’ หรือแผนกเครื่องดื่ม ซึ่งเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด หลังร้านวันนั้นพี่B เดินไปเหยียบเข้ากับถาดใส่อาหารสัมภเวสี ด้วยความโกรธจึงสบออกมาว่า ‘เกะกะชิบหายเลย’ จากตรงนั้นเดินไปที่ลานจอดรถจะต้องผ่านหน้าศาลก่อนแน่นอน จู่ๆพี่B ก็เดินขึ้นไปบนศาลแล้วพูดว่า

“กินดีอยู่ดีจังนะ เป็นแค่หุ่นแท้ๆ”

หลังจากนั้นบาร์น้ำเล่าว่า พี่B เอื้อมมือเข้าไปหยิบหุ่น ไม่รู้ว่าเพราะลื่นหลุดมือหรือตั้งใจปาลงพื้น ในที่สุดหุ่น 3-4 ตัวนั้นก็ลงมากองบนฐานปูนอย่างที่กล่าวไปแล้ว

ตรงนี้ขยายความกันในภายหลังว่า เนื่องจากพี่B เองไม่ค่อยเชื่อในเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว กอปรกับอาจจะมองว่า…นี่ไม่ใช่ศาลพระภูมิ อย่างที่ที่ทำการอื่นๆมีไว้ปกป้องดูแลสถานที่ แต่‘ศาลตา-ยาย’ ให้พูดอีกอย่างก็คือเป็นแค่ศาลผีนั่นเอง บางทีพี่B คงดูแคลนว่า ‘แล้วทำไมจะต้องไปกราบไหว้บูชา?’ อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการดูแลยังสูงมากถึงวันละเกือบพันบาท เนื่องจากหุ่นแต่ละตนก็กินไม่เหมือนกันอีก ในแต่ละถาดยังต้องมีอาหารมากถึง 4 กระทง

คุณโบนัสเล่าเรื่องนี้ให้พี่C ฟังรวมทั้งให้ดูกล้องวงจรปิด ตัวพี่C เองก็ค่อนข้างเชื่ออีกทั้งยังเล่าว่า “ตอนงานศพคืนที่4 พี่ฝันว่ะ ฝันว่าพี่B มายืนอยู่ตรงลานจอดรถแล้วชี้ไปที่ศาล แล้วบอกว่า…”

“ฝากหลานด้วยนะ ตัวเมิงเองก็ระวังด้วย…”

พี่C ยังไม่ทันจะได้ถามว่า ‘ให้ระวังอะไร’ ความฝันนั้นก็เลือนหายไปก่อน จนกระทั่งเรื่องดำเนินไปถึงวันเผาพี่C เดินมาบอกคุณโบนัสว่า

“เนี่ย ช่วงนี้พี่ฝันเห็นพี่B ทุกคืนเลย แล้วก็บอกให้พี่ ‘ระวัง’ อะไรไม่รู้ พี่ไม่กล้าออกไปไหนเลยช่วงนี้”

“งั้นพี่พักก่อนมั้ยล่ะช่วงนี้”

หลังจากนั้นพี่C จึงเรียกประชุมทุกแผนก เนื่อจากพี่C จะขอพักชั่วคราว โดยที่พี่K (หุ้นส่วนคนที่มีโรงงาน) จะเข้ามาดูแลแทน พี่K ก็บอกคุณโบนัสไว้ว่าหากมีธุระจะคุยงานเกี่ยวกับโปรโมทคอนเสิร์ตหรืออะไรให้ติดต่อกับทางพี่เมย์(แฟนพี่B) แล้วกัน พี่เขาจะเข้ามาช่วงเที่ยงๆ

โดยปกติแล้วพี่C จะรับหน้าที่ไหว้ศาล เนื่องจากทางเจ้าของที่กำชับมาว่า ‘ขอให้เจ้าของร้านไหว้เอง…แล้วร้านก็จะดีเอง’ แต่ครั้นพอพี่K มาดูแลแทน ด้วยความที่ยังอยู่ในเหตุการณ์ของความสูญเสียทำให้มองข้ามเรื่องนี้ไป และมอบหมายให้แม่ครัวเป็นผู้ดูแลการไหว้แทน เนื่องด้วยมองว่าแม่ครัวเป็นคนทำอาหารไหว้อยู่แล้ว จึงพอรู้ว่าต้องเตรียมอะไรไหว้ยังไงบ้าง

3-4 วันผ่านไป ผู้จัดการร้านถามหาพี่C กับคุณโบนัสว่า ‘เจอพี่C บ้างมั้ย’ ดูเหมือนว่าภายหลังจากวันนั้นพี่แกจะไม่ได้ติดต่อกลับมาทางร้านเลย คุณโบนัสจึงไปถามหากับพี่เมย์

“พี่เมย์ พี่C เค้าเป็นยังไงบ้างจะถามเรื่องงาน ติดต่อหาแกไม่ได้เลย”

“พี่ก็ไม่รู้นะ ติดต่อไม่ได้เหมือนกัน”

เนื่องด้วยถึงแม้ว่าทั้งคู่เป็นแฟนกัน แต่ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน วันนั้นพี่เมย์รับปากว่ายังไงก็ตามเดี๋ยวเย็นนี้จะไปดูให้แล้วกัน ว่าอยู่กินยังไงหลังจากนั้นผ่านไปร่วม 10 วัน นับจากวันที่พี่C หายหน้าไปทางร้านและคุณโบนัสก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ว่าพี่C อาการเป็นยังไง แกเครียดอะไรรึเปล่า คุณโบนัสก็ถามไถ่จากพี่เมย์อยู่ทุกวัน พี่เมย์ก็บอกเพียงว่า ‘เท่าที่ไปดูก็เห็นพี่C นั่งซึมๆตลอดนะ แกคงเครียดเรื่องที่เพื่อนเสีย แต่คงไม่มีอะไรน่าห่วง’

ผ่านไปอีก2 วัน น้องเฟิร์นผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์วันนั้น ก็ฟื้นตัวพอจะให้ปากคำกับตำรวจได้ ซึ่งตอนนี้น้องย้ายมารักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลในจังหวัดเดียวกันกับผับแล้ว น้องเล่าว่า…วันนั้นที่รอดมาได้เพราะคาดเข็มขัดไว้ และยังมีตุ๊กตากับหมอนที่กอดรองหน้ารองคออยู่ จึงไม่ได้รับบาดเจ็บถึงชีวิต น้องเล่าถึงบทสนทนาระว่างพ่อกับแม่ในวันนั้น แม้ตนจะไม่ได้เห็นเหตุการณ์เองเนื่องจากนั่งอยู่เบาะหลัง… ขณะเกือบจะเข้าหัวหินคุณแม่ก็ทักขึ้นมาว่า…

“ดูสิคุณ ทำไมคนแก่มายืนอยู่ชิดถนนเลนขวาขนาดนั้น ไม่กลัวถูกรถชนเอาหรืออย่างไร”

“สงสัยอยากไปเฝ้ายมบาลน่ะสิ”

ผ่านไปอีกไม่ไกลนัก คุณแม่ก็ทักขึ้นอีก…

“ทำไมคนแก่แถวนี้เขาไม่เดินริมถนน แล้วนี่จะ5 ทุ่มแล้ว มาเดินอะไรกันตอนนี้”

“เออ เดินแบบนี้ไม่นานเดี๋ยวได้ดับ”

หลังจากนั้นไม่ถึง5 นาที น้องเล่าว่าไม่ได้สติรับรู้อะไรอีก… รถน่าจะชนเข้าไปแล้ว เรียกว่าตรงกับคำพูดของพนักงานโบกไฟฉุกเฉินที่เล่าว่า รถวิ่งมาด้วยความเร็วโดยไม่ได้เบรกและซัดเข้าไปเต็มแรง

พี่C หายไปร่วม2 อาทิตย์แล้ว ตอนนั้นคุณโบนัสก็ไม่ติดตามเรื่องนี้อีก และใกล้จะกลับบ้านแล้ว เนื่องจากจะครบกำหนดสัญญา3 เดือน เช้าวันหนึ่งคุณโบนัสได้นัดทางบริษัทเครื่องดื่มยี่ห้อหนึ่งมาติดป้ายไฟและทำโปรโมชั่นให้ ขณะเดินเข้ามาในร้านและคุยกันเรื่องตำแหน่งภายในร้าน ว่าจะให้ติดตั้งตรงไหน คุณโบนัสก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง… ตรงบูทดีเจที่อยู่กลางร้าน มีพี่C นั่งเอาหัวพิงกับบูทอยู่ ใบหน้าดูเศร้าหมองและซีดเซียว

“เอ้าพี่ มาตอนไหนทำไมไม่เห็น”

“มาได้สักพักละ แต่กรุเห็นคุยงานกันอยู่ก็เลยไม่ได้ทัก”

หากยืนอยู่ตรงกลางร้านย่อมจะมองเห็นทางเดิน รวมทั้งลานจอดรถ เนื่องจากร้านสร้างด้วยกระจกใสโดยรอบ ในร้านตอนนั้นควรจะมีแค่แม่บ้านคนเดียว และคุณโบนัสไม่คิดว่าเห็นใคร แม้กระทั่งพี่C เดินเข้ามาเลย แต่แล้วจู่ๆแกก็มาโผล่อยู่ที่บูทดีเจ ตอนนั้นคุณโบนัสอดคิดถึงเรื่องน่าขนลุกไม่ได้และภาวนาขอให้ไม่ใช่อย่างที่ตนคิด!

“พี่ดีขึ้นแล้วเหรอ”

“ไม่เลย แย่กว่าเดิมอีก พี่ไม่อยากอยู่เลย”

“เครียดเรื่องอะไรพี่ นี่หลานก็ฟื้นแล้ว ถ้าไม่มีพี่สักคนแล้วหลานจะอยู่กับใคร อย่าไปเครียดเลย..พี่B แกคงหมดเคราะห์แล้ว”

“กรุยังทำใจไม่ได้ว่ะ”

“ถึงยังไงก็ต้องทำใจให้ได้แหละพี่ คนเราถ้าประมาทก็ถึงฆาตได้ทั้งนั้นแหละพี่ เออ..ใช่ ก็ยังดีที่พี่กลับมา ผมก็ถามหาจากพี่เมย์ให้ไปดูพี่ตลอด เพราะติดต่อพี่ไม่ได้เลย”

“ก็ที่กรุเงียบหายไป…ก็เพราะไปงานศพเมย์มานี่แหละ!! เมิงบ้ารึเปล่า…เมิงจะคุยกับเมย์ได้ยังไง”

“พี่!! ให้ใครเป็นพยานก็ได้ คนในร้านก็เห็นกันหมด..ว่าแกมาทำงาน”

ความจริงอันน่าตกตะลึงพาลให้พี่C ยิ่งร้องไห้เศร้าโศกหนักกว่าเดิมอีก นานทีเดียวกว่าแกจะตั้งสติได้และเล่าให้ฟังว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

“เมื่อ 4-5 วันที่แล้ว พี่เมย์จะเข้าไปในเมืองเพื่อทำธุระ แต่ถูกรถกระบะพุ่งเข้ามาชนมอเตอร์ไซค์พี่เมย์กลางสี่แยก”…

Admin

01/04/2020

โรงแรมที่เก็บซ่อนโลงศพเย็นไว้บนชั้น 4

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ13-14 ปีที่ผ่านมา เรื่องมีอยู่ว่าคุณโบนัสซึ่งมีอาชีพเป็นดีเจเปิดเพลงร่วมกับวงดนตรีได้รับงานจากจังหวัดในภาคใต้(ซึ่งเป็นจังหวัดเดียวกันกับในเรื่องโรงแรมนิรนามด้วย) โดยได้ตกลงงานกับทางนายจ้างว่าให้จัดวงลงมาด้วยหากออดิชั่นผ่านก็จะได้ร่วมงานกันที่ผับด้วยโดยที่ค่าใช้จ่ายในการเดินทางทางนายจ้างจะเป็นผู้ออกให้

เรื่องเล่าผี: วงออดิชั่น โดย: คุณโบนัส

แต่ในระหว่างทางทางวงดนตรีที่มาด้วยขอแวะออดิชั่นอีกที่หนึ่งในจังหวัดทางผ่านโดยมีนัดออดิชั่นกันตอนเที่ยงคืนคุณโบนัสจึงรับหน้าที่หาและจองโรงแรมเพื่อค้างคืนกันก่อนที่จะเข้าถึงตัวเมืองจังหวัดนี้นั้นก็ได้เจอโรงแรมแห่งหนึ่งและตั้งใจค้างกันที่นี่โรงแรมแห่งนี้มีลักษณะเป็นอาคาร2 ชั้นคล้ายกับตึกเรียนคุณโบนัสเข้าไปจอดรถที่หน้าตึกขณะนั้นเป็นเวลา5 ทุ่ม

ทันทีที่เข้าไปก็พบคนต้อนรับที่ล็อบบี้เป็นคุณป้าท่านึงคุณโบนัสจึงแจ้งว่าต้องการห้องพักคุณป้าก็ทักถามว่ามากันกี่คน

“มากัน9 คนฮะ”

“งั้นก็4 ห้องใช่มั้ยหรือจะเอา3”

“เอา3 ละกันฮะจะได้เซฟค่าใช้จ่าด้วย”

ในขณะที่ทุกคนจัดแจงหอบสัมภาระขึ้นห้องแต่ก็ต้องสะดุดตากับบันไดทางขึ้นบันไดดังกล่าวจะมีทางแยกออกเป็นสองทางแต่ที่ผนังเหนือขึ้นไปกลับมีภาพกรอบใหญ่ติดอยู่เป็นภาพของเจ้าของโรงแรมชายสูงอายุในชุดไทยกับไม่เท้าขนาดเท่าตัวจริงชวนให้นึกถึงท่านขุนหรืออะไรทำนองนั้น

หลังจากเข้าห้องพักกันเรียบร้อยเวลาล่วงเลยไปจนวงดนตรีไปออดิชั่นเสร็จกลับมาจึงเข้านอนกันกระทั่ง9 โมงเช้ามีคนมาเคาะประตูห้องทั้ง3 ห้องดังปังปังปังเป็นผู้จัดการโรงแรมที่มาเคาะ

“พวกคุณขึ้นมานอนตึกนี้ได้ยังไง”

“หืมอ้าวก็พวกเราก็เช็คอินเข้ามาน่ะ”

“คือตึกนี้เรากำลังอินโนเวทอยู่ไม่ได้เปิดให้เข้าพักเราให้พักอีกตึกด้านหลัง”

หลังจากได้ฟังทั้งคณะได้แต่มองหน้ากันด้วยไม่เชื่อมันไม่น่าเป็นไปได้จึงลงมาดูที่ชั้นล่างกัน

“ทำไมจะไม่มีก็เมื่อคืนผมมาเปิดห้องที่เคาเตอร์ด้านล่างเมื่อคืนผมยังเจอคุณป้าอยู่เลย”

แต่แทนที่เรื่องจะจบลงด้วยแค่เป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดคำพูดต่อมาของพนักงานโรงแรมกลับสร้างความขนลุกให้ทุกคน

“คุณ…ฟังนะตึกนี้ผมล็อกเอาไว้นะแล้วพวกคุณจะเข้ามานอนได้ยังไง”

เมื่อคืนตอนที่พวกคุณโบนัสมาถึงขณะเข้ามาในบริเวณโรงแรมด้านหน้าจะมีประตูรั้วเหล็กเลื่อนมันเปิดอยู่แต่เช้านี้มันกลับถูกปิดล็อคอยู่อย่างแน่นหนาด้วยแม่กุญแจไว้เรื่องนี้สร้างความสับสนที่ไม่อาจอธิบายได้…แล้วเราเข้าไปได้ยังไง? มานึกย้อนดูทีหลังตอนแรกที่พนักงานโรงแรมมาเคาะห้องเพราะเข้าใจว่าพวกคุณโบนัสงัดแงะเข้ามานอนกันแต่พอได้ยินเรื่องของ“คุณป้า” ปฏิกิริยาเปลี่ยนไปดูเหมือนตกใจและอาจจะรู้ว่าป้าเป็นใครแม้ไม่ได้บอกอะไรก็ตาม

ในภายหลังคุณโบนัสออกไปดูด้านหลังก็พบอีกตึกที่ว่าจริงๆเป็นอาคารหลังใหม่อยู่ในซอยเข้าไปหากแต่เมื่อคืนไม่รุ้ทำไมกลับไม่เห็นและเลือกผ่านรั้วเหล็กเข้ามาจอดหน้าอาคารเก่าหลังนี้หลังจากที่รถเคลื่อนขบวนออกมาแล้วเพื่อนๆก็อดคุยติดตลกกันว่า“สงสัยป้าแกอยากได้เงินมั้งเลยแอบมาเปิดโดยที่ไม่มีใครรู้” ในขณะนั้นไม่มีใครคิดถึงทำนองเรื่องผีสางเลย

ในที่สุดก็มาถึงจุดหมายปลายทางเป็นโรงแรมแห่งหนึ่งโดยที่แห่งนี้จะมีผับอยู่ใต้โรงแรมในเรื่องงานของคุณโบนัสก็ได้ถูกว่าจ้างให้ทำงานเป็นดีเจทางวงก็สามารถเคลียร์และตกลงกันได้เป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยได้จองห้องพักให้ค้างคืนกันในตึกเจ้าของผับเปิดให้นอน4 ห้องที่ชั้น3 หลังจากได้กุญแจห้องกันครบก็พากันขึ้นลิฟท์เพื่อไปห้องดังกล่าวที่ชั้น3 แต่ไม่รู้ว่าทำไม…ลิฟต์กลับไปหยุดและเปิดออกที่ชั้น4

คนในลิฟท์ก็ได้แต่มองหน้ากันใครกด? ป่าว..ไม่นี่บางทีอาจจะมีคนที่ชั้นนี้กดเรียกเพื่อจะไปชั้นอื่น? ตอนนั้นเบื้องหน้าประตูลิฟต์ที่เปิดออกไม่มีใครยืนอยู่ที่นี่ถูกปิดไฟมืดแต่ยังเผยให้เห็นทางแยกรูปตัวY มุ่งออกไปทางซ้ายและขวาโดยที่ลิฟต์จะตั้งอยู่ที่สุดทางตรงของตัวY ดังนั้นที่แห่งนี้จึงดูน่าขนลุกนักเพราะคล้ายกับทาง“สามแพร่ง” ในขณะนั้นเป็นช่วงกลางวันและถึงแม้จะเจอเรื่องไม่ชอบมาพากลแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรและกดลิฟต์ลงมาชั้น3

คืนแรกผ่านไปได้ด้วยดีโดยในส่วนของวงดนตรีมีสัญญาจ้างงาน1 สัปดาห์ดังนั้นตลอดทั้งอาทิตย์ทุกคนจึงพักกันที่โรงแรมนี้เช่นเดียวกับคุณโบนัสซึ่งหลังจากนั้นทางนายจ้างจะไปเช่าบ้านให้อยู่ต่างหาก

ทีน่าแปลกคือตลอดเวลาที่อยู่โรงแรมแห่งนี้เวลาขึ้นลิฟต์เป็นต้องขึ้นไปชั้น4 ตลอดและมันยังคงมืดมิดทั้งชั้นจนมีอยู่คืนนึงที่ขึ้นมาแล้วไม่สามารถกดกลับลงมาชั้น3 ได้เพราะประตูไม่ปิดให้คุณโบนัสจึงต้องออกมาที่ชั้น4 แล้วเดินลงบันไดหนีไฟเพื่อกลับไปชั้น3 แม้เหตุการณ์จะไม่ปกติเอาซะเลยแต่ด้วยความที่มากันหลายคนจึงไม่ได้ติดใจอะไรแล้วกลับไปนอนกัน

มีอยู่วันนึงช่วงนั้นโรงแรมแห่งนี้มีแขกเข้าพักเยอะแทบทุกห้องจึงถูกจองขณะที่คุณโบนัสกำลังจะเดินเข้าตึกก็เหลือบขึ้นไปมองหน้าต่างทุกชั้นสว่างสไวด้วยแสงไฟยกเว้นเพียงชั้น4 ที่เรียกได้ว่ายังคงมืดทั้งชั้นโดดออกมาจากแนวหน้าต่างแถวอื่นๆด้วยความอยากรู้คุณโบนัสจึงถามรปภ.

“ชั้น4 ไม่เปิดให้พักเหรอครับ”

“อ้อชั้นนั้นแอร์มันเสีย”

ออกจะเป็นคำตอบที่ฟังดูขอไปทีแต่ก็ไม่ได้คิดจะเล้าหรืออะไรจนผ่านไปคืนที่4 หลังเลิกงานกลับจากผับกลางดึกคุณโบนัสได้ยินเหมือนมีเสียงเด็กๆวิ่งเล่นอยู่บนชั้น4 เป็นเสียงกระพรวนดังกริ๊งๆกริ๊งๆเป็นระยะเข้าใจเอาเองว่าแขกคงเข้าพักเยอะจนในที่สุดชั้นนี้ก็เปิดใช้งาน

ในคืนวันที่5 หลังเลิกงานประมาณตี2 นักร้องนำวงดนตรีอยู่นั่งกินกันต่อกับลูกค้าคุณโบนัสและคนที่เหลือจึงกลับห้องพักก่อนแต่ในเช้าวันถัดมานักร้องคนนั้นไม่ได้กลับมาที่ห้องเขาหายตัวไปจนกระทั่ง3 ทุ่มวันนั้นก็ยังไม่พบสรุปว่าวันนั้นหน้าที่ร้องนำจึงต้องให้คนอื่นมาร้องแทนตอนนั้นเข้ากันไปว่าตัวนักร้องอาจไปกับสาวในคืนก่อนนั้นแต่ถึงอย่างไรก็ไม่น่าทิ้งงานไปแบบนี้จนเข้าวันที่6 เช้านั้นมีคนมาเคาะประตูเป็นแม่บ้าน

“คุณๆมานี่หน่อย…เพื่อนหายไปรึเปล่า”

“??! ใช่ๆครับ”

จากนั้นคุณโบนัสจึงตามแม่บ้านไปแม่บ้านเดินนำขึ้นไปหยุดณห้องๆหนึ่งที่ชั้น4 ห้องนั้นดูเหมือนจะมีขนาดใหญ่ถึง3 ห้องตีรวมกันคล้ายเป็นห้องสูทภายในมีม่านรูดกั้นห้องไว้คุณโบนัสพบนักร้องนำที่หายตัวไปนอนอยู่ในห้องแอร์เย็นเฉียบทันทีที่นักร้องได้สติก็เอ่ยคำถามฟังดูแปลกประหลาดด้วยอาการสะลึมสะลือ

“อ้าวเอ้อตกลงน้องเขาไปรึยัง”

“น้อง? น้องไหน”

“ก็น้องที่เป็นเด็กผู้หญิง2 คนในนี้น่ะว่าแต่พ่อแม่เขารับกลับไปรึยัง”

“ก็เมื่อคืนนี้ตอนกลับเจอน้องเขายืนอยู่หน้าทางขึ้นบอกว่าช่วยขึ้นมารอพ่อเป็นเพื่อนหนูที่ด้านบนได้มั้ย”

ทันทีที่สิ้นเสียงป้าแม่บ้านก็ตกใจแล้วถามว่า“ใช่เด็ก2 คนนี้มั้ย” พร้อมกับรูดม่านผืนนึงออก…

หลังม่านนั้นมีโลงศพเย็นซ่อนอยู่ด้านบนคลุมไว้ด้วยผ้าลายการ์ตูนขณะนั้นสิ่งที่เย็นกว่าแอร์ในห้องก็คงจะเป็นมือของคุณโบนัสในสภาพที่ช็อคกับสิ่งที่เห็นนั่นเอง…

ป้าแม่บ้านเก่าแก่ของที่นี่เล่าให้ฟังทั้งน้ำตาว่าว่ามีอยู่วันหนึ่งที่ไฟฟ้าดับทั้งจังหวัดเลย พ่อแม่ของน้องทั้งสอง ซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรมไม่อยู่เนื่องจากไปทำธุระที่กรุงเทพเด็กน้อยสองคนกดลิฟต์เล่นกันจนเกิดเหตุการณ์น่าเศร้าเมื่อไฟดับจึงถูกของไว้ในลิฟต์ที่ชั้น4 จนขาดอากาศหายใจโดยที่ไม่มีใครรู้บังเอิญว่าตอนนั้นเป็นช่วง9 โมงถึงเที่ยงเวลาที่แขกในโรงแรมจะเช็กเอาต์ออกไปกันหมดพนักงานก็ออกไปเที่ยวส่วนป้าแม่บ้านเข้าใจว่าน้องอยู่กับพี่เลี้ยงจึงไม่ได้นึกเอะใจที่ไม่พบเห็นทั้งคู่จนกระทั่งไฟมาจึงไปพบน้องทั้งสองเป็นศพไปแล้ว

ในภายหลังนักร้องที่หายตัวไปเล่าให้ฟังว่าเจอน้องนั่งจับมือกันอยู่หน้าเคาท์เตอร์ด้านล่างบอกว่า“หนูรอพ่อกับแม่มารับ” จึงเสนอไปว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวพี่รอเป็นเพื่อนเนื่องจากนึกสงสารน้องคนโตห้าขวบ ส่วนน้องคนเล็กก็เพียงแค่สามขวบครึ่ง เมื่อย้อนคิดดูเมื่อราว15 ปีที่แล้วระบบความปลอดภัยอาจไม่ได้พัฒนาจนดีเหมือนในสมัยนี้จึงไม่มีกล้องวงจรปิดหรืออาจจะเป็นได้อีกว่าเพราะไฟดับจนมืดกล้องวงจรปิดเลยไม่สามารถแสดงภาพภายในได้

หลังเหตุโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นป้าแม่บ้านก็ยังคงนำอาหารและน้ำมาผลัดเปลี่ยนให้ที่ห้องเก็บโลงนั้นทุกวันมาตลอดด้วยความที่ยังห่วงหาอาลัยของเจ้าของโรงแรมจึงได้เก็บร่างไร้วิญญาณของทั้งคู่ไว้ที่ชั้น4 นั่นเอง

คุณโบนัสยังทิ้งท้ายไว้อีกว่าเคยมีดาราดังรุ่นใหญ่มาพักแล้วเจอเช่นกันอีกทั้งยังได้ไปอยู่ในห้องนั้นด้วยป้าแม่บ้านเล่าให้ฟังได้ความว่าครั้งนั้นดาราท่านนี้มาถ่ายละครก่อนหน้านี้ไม่ถึงปีก็เกิดเหตุการณ์คล้ายๆกับในวันนี้สร้างความตกใจให้ดาราท่านั้นโดยที่ทางเจ้าของโรงแรมขอความร่วมมือให้ช่วยเก็บเรื่องนี้ไว้เนื่องด้วยตนยังคงเสียใจอยู่

ผ่านไป5 ปีคุณโบนัสมีโอกาสได้กลับไปเยือนโรงแรมแห่งนี้อีกปรากฎว่าลิฟต์ที่เดิมเป็นลิฟต์คู่ได้ถูกเปลี่ยนใหม่แล้วตัวหนึ่งโดยที่ยังคงเก็บลิฟต์อีกตัวที่เกิดเหตุการณ์ไว้ในสภาพเดิมส่วนชั้น4 ก็ยังคงมืดมิดปิดตายเช่นกันโดยที่ไม่ทราบได้ว่าห้องนั้นยังคงเก็บน้องทั่งคู่ไว้รึเปล่า

คุณโบนัสสังเกตเห็นว่ารปภ.เป็นคนใหม่จึงแอบแกล้งถามว่า “ทำไมชั้นสี่ถึงมืดทั้งชั้นล่ะ” ทางยามตอบกลบเกลื่อนกลับมาแบบคงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรู้อยู่แล้วว่า “อ๋อ พี่เอกชัยเหมาทั้งชั้นไว้แล้ว”

ขอบคุณที่มาเรื่องเล่าผี : วงออดิชั่น โดยคุณโบนัส

อ่านเรื่องเล่า เรื่องผีเดอะช็อค เรื่องอื่นๆ >> คลิก

กลับสู่หน้าแรก สยองสแควร์

Admin

30/03/2020

“รถทัวร์เที่ยวกลางคืน” ลงไปเข้าห้องน้ำที่ปั้ม..กลับมามีแต่ผีเต็มคันรถ

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ6 ปีที่ผ่านมา เป็นเรื่องสมัยที่คุณตี๋ยังเป็นนักศึกษาอยู่ ตอนนั้นคุณตี๋หารายได้เสริมขณะเรียน ด้วยการรับถ่ายรูปรับปริญญาตามสมัยนิยม ที่วัยรุ่นหันมาเล่นมาใช้กล้องโปรกัน และด้วยความที่เป็นมือสมัครเล่น บางครั้งงานที่รับมาก็มักจะเป็นลูกค้าที่งบน้อยหรืออาจจะอยู่ไกล จนตากล้องมือโปรเลือกที่จะส่งต่อมาให้ทำเพราะไม่อยากไปเอง

เรื่องเล่าสยองขวัญ: รถทัวร์เที่ยวกลางคืน…ลงไปเข้าห้องน้ำแป๊บเดียวกลับมาผีมานั่งข้างๆ

ครั้งนั้นคุณตี๋และเพื่อนอีก2 คนได้รับงานถ่ายรูปรับปริญญาของมหาวิทยาลัยหนึ่งในวันงานซ้อมรับก็ผ่านไปได้ด้วยดี เนื่องจากมหาวิทยาลัยนั้นอยู่ในจังหวัดเดียวกันกับที่คุณตี๋อยู่ หากแต่ในวันรับจริงนั้นต้องเดินทางไกล เพราะงานวันรับจริงนั้นจะถูกจัดในมหาวิทยาลัยชื่อเดียวกันแต่เป็นอีกวิทยาเขตหนึ่งในต่างจังหวัด สำหรับตากล้องมืออาชีพคงเลี่ยงจะรับงานแบบนี้ ด้วยเกรงว่าจะไม่คุ้มค่าเหนื่อย แต่สำหรับคุณตี๋และเพื่อนๆแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องน่าสนุกและตื่นเต้น แน่นอนว่าคุณตี๋ไม่เคยไปมาก่อนจึงให้ความรู้สึกเหมือนการผจญภัย… หากแต่พอกลับมาย้อนคิดดูแล้วเหตุการณ์ในครั้งนั้น ดูจะเป็นความตื่นเต้นจากเหตุสยองขวัญมากกว่านึกสนุก

คุณตี๋และพรรคพวก ได้รับการติดต่อจากพี่ที่เป็นลูกค้าว่า ให้ไปขึ้นรถที่มหาวิทยาลัยของพี่ตอน2 ทุ่มครึ่ง เพราะทางมหาวิทยาลัยได้จัดเตรียมรถทัวร์สำหรับรับบัณฑิตและญาติๆ ที่จะไปร่วมงานวันรับจริง ในส่วนของพี่ลูกค้านั้น จะเดินทางไปเองส่วนตัวกับครอบครัว คุณตี๋ไปทันซื้อตั๋วพอดี และได้ที่นั่งในรถคันหนึ่งจากกว่า10 คัน ซึ่งเป็นคันเดียวกันกับเพื่อนที่มาด้วยกัน

รถต้องเดินไปไกลกว่า 6-7 ชั่วโมง ในรถทัวร์ถูกดับไฟจนมืดเพื่อไม่เป็นการรบกวนผู้โดยสาร เนื่องจากเป็นการเดินทางในตอนกลางคืน ทุกคนบนรถภายใต้ความมืด ถ้าไม่หลับโดยซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบางที่รถทัวร์แจกให้ ก็มักจะเล่นโทรศัพท์คร่าเวลา คุณตี๋กับเพื่อนที่มาด้วยกันก็คุยเล่นด้วยความตื่นเต้นในการเดินทางครั้งนี้ เพราะไม่เคยมาเส้นทางนี้มาก่อนไม่รู้ว่าจะได้เจออะไรบ้าง พร้อมสังเกตนอกหน้าต่างกันเป็นระยะ จนกระทั่งในที่สุดก็ผลอยหลับกันไปเอง

ไม่รู้ว่ารถเดินทางมาไกลเท่าไหร่ คุณตี๋รู้สึกตัวว่ารถไม่ได้เคลื่อนตัวแม้ยังติดเครื่องอยู่ คุณตี๋มองดูนาฬิกาจากในความมืด ขณะนั้นเป็นเวลาตี3 จึงเริ่มสังเกตนอกรถจากหน้าต่างภายนอก คล้ายรถกำลังอยู่ในจุดพักรถหรืออู่รถทัวร์เพื่อรอเติมน้ำมัน ในอู่มีลักษณะเป็นลานกว้างมีเกาะกลางคล้ายสถานี โดยรอบมีรถทัวร์จอดแวะพักอยู่หลายคัน สักพักทั้งคันรถก็สว่างสไวขึ้นจากหลอดไฟด้านบน ขณะนั้นคุณตี๋เริ่มสังเกตเห็นว่าคนในรถเริ่มตื่นมากดโทรศัพท์บ้าง คุยจ้อกแจ้กบ้าง แต่ครู่หนึ่งก็สะดุ้งขึ้น เพราะว่าฟาร์ม..เพื่อนที่นั่งติดกันนั้นจะลุกไปเข้าห้องน้ำ คุณตี๋ลุกขึ้นให้ฟาร์มเดินออกไปที่ทางเดินได้สะดวก เขาเห็นฟาร์มเดินไปด้านหลังเพื่อเข้าห้องน้ำ… นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่คุณตี๋ยังเห็นฟาร์มมีสติคุยรู้เรื่อง

หลังจากนี้จะเล่าในมุมมองของฟาร์ม ซึ่งคุณตี๋เล่าว่าได้ทราบเรื่องทั้งหมดในภายหลังจากฟาร์ม

ฟาร์มเดินแบบงัวเงียไปท้ายรถเพื่อจะเข้าห้องน้ำ แต่พบว่าถูกใช้งานอยู่ และดูเหมือนจะมีคนรอต่อคิวอีกอย่างน้อย3-4 คน คุณฟาร์มจึงเลือกที่จะลงไปขอเข้าห้องน้ำในสถานี เนื่องจากปวดหนักรอไม่ไหว หลังจากกระซิบกระซาบกับคนขับที่เดินตรวจความเรียบร้อยอยู่ คนขับก็เหมือนแกล้งพูดว่า ‘ปวดขี้เหรอ รีบไปรีบมาแล้วกัน แถวนี้อยู่นานไม่ดี’ จนเพื่อนคุณฟาร์มอดขำและแซวไม่ได้

คุณฟาร์มลงไปใช้ห้องน้ำในสถานี ห้องน้ำจัดว่าสะอาดดีไม่ต่างจากห้องน้ำในปั๊มใหญ่ๆ หลังปลดทุกข์เรียบร้อยแล้วก็กลับออกมา แต่คราวนี้ด้านนอกกลับเต็มไปด้วยรถทัวร์หน้าตาคล้ายกันเต็มไปหมด บางทีรถคันอื่นๆคงตามมาทันกันพอดี คุณฟาร์มมองหายังไงก็ไม่เจอรถของตัวเอง เนื่องจากตอนขึ้นก็ไม่ได้จดจำลักษณะเด่นหรือป้ายทะเบียนรถ คุณฟาร์มเดินหาอยู่สักพั กก็ไปเจอรถคันหนึ่งจอดอยู่ห่างออกไป คุณฟาร์มคิดว่าน่าจะใช่ และพอดีที่มองขึ้นไปบนหน้าต่างและเห็นเพื่อนที่มาด้วยกันนั่งอยู่บนนั้น ขณะนั้นคุณฟาร์มเล่าให้ฟังภายหลังว่า…น่าแปลกอยู่เหมือนกัน ที่รถไม่ได้จอดอยู่ที่เดิม และในรถก็มืดสนิท แต่ตอนนั้นคิดว่ารถกำลังจะออกและรอเขาอยู่คนเดียว จึงรีบไปขึ้นโดยไม่ได้คิดอะไร

ทันทีที่คุณฟาร์มนั่งลงข้างคุณตี๋ รถก็เคลื่อนตัวออกแทบจะในทันที คุณฟาร์มนั่งอยู่ในความมืดสักครู่ใหญ่ ก็เหมือนนึกเอะใจในความเงียบสะงัด มันเงียบมากจนเหมือนไม่มีใครขยับสักคนบนรถ จู่ๆโทรศัพท์ก็แจ้งเตือนดังขึ้นเป็นเมสเซนเจอร์ จากเพื่อนอีกคนที่นั่งอยู่เบาะหน้านั่นเอง คุณฟาร์มชะโงกหน้าไปมองด้วยความสงสัย ว่าทำไมไม่พูดกับเขาโดยตรงเหมือนตลอดทางที่ผ่านมา ตอนนั้นเองที่คุณฟาร์มเริ่มสังเกตได้ถึงความผิดปกติ บรรยากาศในรถดูขุ่นมัวพิกล ไม่เว้นแม้เพื่อนเขาที่นั่งอยู่ด้านหน้า ก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตา คุณฟาร์มอดคิดไม่ได้ว่า…ตอนเขาลงไปคงมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า หรือเป็นเพราะเข้าไปเข้าห้องน้ำนานไป

คุณฟาร์มเปิดดูข้อความ แล้วก็ต้องทำหน้างง

“ทำอะไรอยู่”

“ทำอะไร? ทำไมเหรอ..เมื่อกี้ตอนกรุไม่อยู่ เกิดเรื่องอะไรขึ้นรึเปล่า?”

“เกิดอะไร..ไม่มีนี่ เมิงรีบๆมาได้แล้ว”

คำพูดของเพื่อนสร้างความสับสนให้คุณฟาร์ม ทั้งยังไม่ได้ตอบคำถามของเขา จนราวกับคุยอยู่กันคนละเรื่อง แต่ทันใดนั้นสายเรียกเข้าก็ดังขึ้น เป็นสายคุณตี๋..คนที่นั่งอยู่ข้างเขานั่นเอง คุณฟาร์มหันไปมองคนที่อยู่ข้างๆ แต่คุณตี๋นั่งนิ่งไม่ได้หยิบโทรศัพท์ยกขึ้นมาด้วยซ้ำ แม้จะรู้สึกแปลกๆแต่ก็กดรับสายในที่สุด…

“ฟาร์ม นี่กรุตี๋นะ…”

“เมิงเสร็จรึยัง รีบๆมาเร็วๆ ทั้งคันเขารอมึงอยู่คันเดียวเนี่ย”

พูดเรื่องอะไร? พวกเพื่อนกำลังรวมหัวกันแกล้งเขาหรือเปล่า? คนที่นั่งข้างๆ ยังคงนั่งนิ่งไม่แม้แต้มีท่าทางว่าจะขยับปาก หรือกำลังพูดคุยโทรศัพท์ แต่เสียงนั้นเป็นคุณตี๋ไม่ผิดแน่ แล้วจู่ๆเหมือนรู้ตัวว่ากำลังถูกจ้องมอง…คนที่นั่งข้างคุณฟาร์มก็ค่อยๆหันหน้ามาช้าๆ แทบจะ90 องศา โดยที่ส่วนลำตัวไม่ขยับ คุณตี๋มองมาทางคุณฟาร์มด้วยหน้าบึ้งตึง

ก่อนที่คุณฟาร์มจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ เขาก็รู้สึกตัวว่าไม่ได้มีแค่คนที่นั่งข้างเขาเท่านั้นที่หันหน้ามาจ้องดู เหมือนทุกสายตาบนรถจะหันหน้ามาทางเขา ในสภาพที่ลำตัวส่วนที่เป็นคอลงมาแทบไม่ขยับ โดยเฉพาะเพื่อคนที่นั่งเบาะหน้า หันคอกลับหลังมามองเขาในลักษณะ180 องศา คอเห็นรอยบิดปูดโปนจนน่าเจ็บปวดอย่างชัดเจน แน่นอนว่าคนปกติไม่มีใครทำได้!  นั่นเป็นภาพสุดสยองสุดท้าย ที่คุณฟาร์มเห็นก่อนที่จะกรี๊ดร้องสุดเสียงและสลบไป

คุณตี๋เล่าว่าหลังปะติดปะต่อกับคำบอกเล่าของฟาร์ม จังหวะที่ทุกคนกำลังรอฟาร์มอยู่บนรถด้วยความร้อนใจเพราะหายไปนาน เพื่อนอีกคนจึงเมสเซจไปหาและคุณตี๋ก็โทรไปถามจริง หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังสนั่น มาจากอีกฟากหนึ่งของลานในอู่รถ สร้างความสนใจและตกใจให้คนที่ได้ยิน ทั้งรถก็มองนอกหน้าต่างในทางเดียวกัน ตรงนั้นเป็นคล้ายสุสานรถ ที่มีซากรถทัวร์ผุพังไปจอดกองรวมอยู่หลายคัน ซึ่งไม่น่าจะมีใครไปอยู่ในนั้น จนมีเจ้าหน้าที่คนงานในสถานีพากันวิ่งไป และพบฟาร์มนั่งในสภาพไร้สติอยู่บนซากรถคันหนึ่ง

ในภายหลังได้ทราบว่า รถคันนั้นเป็นซากรถทัวร์ที่ประสบอุบัติเหตุตกไหล่ทางพลิกคว่ำ เสียชีวิตยกคัน เมื่อช่วง 3-4 ทุ่มก่อนนี่เอง ถูกลากมาไว้ที่นี่หลังตำรวจท้องที่ดำเนินการเสร็จ คนงานเล่าว่าที่นี่ก็มีแบบนี้อยู่บ่อยๆ ไม่มีใครอยากเดินไปทางนั้นกลางคืนกัน และจนแล้วจนรอด…เราก็ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ฟาร์มเห็นคืออะไรหรือมันเกิดขึ้นได้ยังไง หลังจากเสร็จงานของเราในช่วงเช้าวันนั้น ก่อนกลับเราได้แวะทำบุญกันที่วัดแถวนั้น จากที่ได้เล่าเรื่องราวให้หลวงพ่อฟังดูเหมือนจะเป็นคราวเคราะห์ของฟาร์ม หรือจิตใจอยู่ในช่วงที่สื่อสารถึงได้พอ ดีจึงได้เห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น

อ่านเรื่องผีน่ากลัว เรื่องอื่นๆ >> กดที่นี่

กลับสู่หน้าแรก สยองสแควร์

Admin

29/03/2020
1 73 74 75 80