The Exorcist (1973) คือหนังสยองขวัญสัญชาติอเมริกันจากสตูดิโอ Warner Bros. กำกับโดย William Friedkin เล่าเรื่องแม่ที่พาลูกสาววัยรุ่นไปหาหมอจนหมดทาง ก่อนจะต้องพึ่งบาทหลวงให้ขับไล่สิ่งที่เข้าสิงเธอ ถือเป็นหนังผีเข้าที่คนยังพูดถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่ง และเป็นจุดเริ่มของภาคต่อทั้งหมด
สารบัญ
- The Exorcist ภาค 1 คือหนังอะไร ใครเล่นบ้าง?
- The Exorcist เล่าเรื่องอะไร (เล่าแบบไม่สปอยล์ตอนจบ)?
- The Exorcist เรื่องจริงหรือเปล่า?
- The Exorcist น่ากลัวไหม?
- ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงเป็นตำนานและถูกวิจารณ์หนัก?
- The Exorcist ได้รางวัลอะไรบ้าง?
- The Exorcist ภาคต่อ เรียงลำดับยังไง?
- The Exorcist 2023 Believer เทียบต้นฉบับแล้วเป็นยังไง?
- The Exorcist ดูที่ไหนได้บ้าง?
- ใครควรดู ใครควรเว้น?
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ The Exorcist
- สรุป ควรดูไหม?
ถ้าคุณกำลังไล่ดูหนังผีฝรั่งแล้วเจอชื่อนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกในลิสต์ของคนอื่น บทความนี้รวบรวมทุกอย่างที่คนมักค้นไว้ในหน้าเดียว ตั้งแต่ใครเล่น เรื่องจริงแค่ไหน ไปจนถึงภาคต่อทั้งหมดที่ควรดูตามลำดับไหน หากอยากเทียบกับหนังผีฝรั่งเรื่องอื่นด้วย ลองเปิดอ่าน หนังผีฝรั่งน่ากลัวที่สุด คู่กันได้
The Exorcist ภาค 1 คือหนังอะไร ใครเล่นบ้าง?
The Exorcist ภาคแรกเข้าฉายในสหรัฐฯ วันที่ 26 ธันวาคม 1973 ผลิตและจัดจำหน่ายโดย Warner Bros. ความยาวประมาณ 122 นาที กำกับโดย William Friedkin ผู้เคยกำกับ The French Connection มาก่อนหน้านั้น ส่วนบทภาพยนตร์เขียนโดย William Peter Blatty เจ้าของนิยายต้นฉบับปี 1971 ซึ่งทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างด้วย นั่นแปลว่าเจ้าของเรื่องอยู่ในกระบวนการสร้างหนังตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ได้ขายลิขสิทธิ์แล้วปล่อยให้คนอื่นตีความเอง
นักแสดงนำที่ทำให้หนังมีน้ำหนักมีดังนี้
- Ellen Burstyn รับบท Chris MacNeil แม่ที่เป็นนักแสดงหญิง ผู้ต้องเผชิญกับอาการประหลาดของลูกสาว
- Linda Blair รับบท Regan MacNeil เด็กหญิงที่กลายเป็นศูนย์กลางของเรื่อง
- Max von Sydow รับบท Father Lankester Merrin บาทหลวงผู้มีประสบการณ์เรื่องการขับไล่ผี
- Jason Miller รับบท Father Damien Karras บาทหลวงที่ทำหน้าที่จิตแพทย์ด้วย และกำลังสั่นคลอนเรื่องศรัทธา
นอกจากนี้ยังมี Lee J. Cobb, Kitty Winn และ Jack MacGowran อยู่ในทีมนักแสดงสมทบ และเสียงของปีศาจในเรื่องคือ Mercedes McCambridge ซึ่งมีรายงานว่าตอนแรกสตูดิโอไม่ได้ใส่ชื่อเธอในเครดิต จนมีข้อพิพาทผ่านสมาคมนักแสดงจึงได้รับการระบุชื่อ เรื่องนี้เล่ากันมานานในวงการ และเป็นตัวอย่างที่ดีว่าบางครั้งความน่ากลัวที่สุดของหนังไม่ได้มาจากภาพ แต่มาจากเสียง
ตัวเลขที่มักถูกยกขึ้นมาคือรายได้ ตามข้อมูลที่ Wikipedia รวบรวมไว้ หนังใช้ทุนสร้างราว 12 ล้านดอลลาร์ (ตั้งต้นที่ราว 4.2 ล้านดอลลาร์ก่อนบานปลาย) และทำรายได้รวมราว 441 ล้านดอลลาร์เมื่อนับรวมการนำกลับมาฉายซ้ำ โดยรอบฉายแรกอยู่ที่ราว 193 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้เป็นการรวมจากหลายรอบฉาย ถ้าต้องอ้างอิงจริงจังควรเช็กจากแหล่งข้อมูลบ็อกซ์ออฟฟิศอีกครั้ง
ในแง่ตำแหน่งแห่งที่ ตัวหนังถูกบรรจุเข้าทะเบียนภาพยนตร์แห่งชาติของสหรัฐฯ (National Film Registry) โดยหอสมุดรัฐสภาในปี 2010 ซึ่งเป็นสัญญาณว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้ถูกมองเป็นแค่หนังขายความตกใจ แต่เป็นงานที่มีผลต่อประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ด้วย
The Exorcist เล่าเรื่องอะไร (เล่าแบบไม่สปอยล์ตอนจบ)?
เรื่องเริ่มจากการขุดค้นโบราณวัตถุทางตอนเหนือของอิรัก ที่ Father Merrin พบรูปปั้นของ Pazuzu ปีศาจในตำนานเมโสโปเตเมีย ฉากเปิดนี้ดูห่างไกลจากเรื่องหลัก แต่ทำหน้าที่วางบรรยากาศว่ามีบางสิ่งที่ตื่นขึ้นมา จากนั้นหนังตัดไปที่ย่าน Georgetown ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่ Chris MacNeil เช่าบ้านอยู่ระหว่างถ่ายหนัง เธออยู่กับลูกสาววัยรุ่นที่ชื่อ Regan ชีวิตครอบครัวดูธรรมดามาก ธรรมดาจนเสียงผิดปกติบนห้องใต้หลังคาฟังดูเป็นเรื่องหนูหรืออะไรทำนองนั้น
จุดที่หนังทำได้ดีคือการค่อย ๆ เปลี่ยนอาการของ Regan ทีละขั้น ตั้งแต่นิสัยเปลี่ยน พูดจาหยาบคาย เตียงสั่น จนถึงอาการทางร่างกายที่แพทย์อธิบายไม่ได้ Chris พาลูกไปตรวจกับแพทย์หลายคน ทำการทดสอบทางการแพทย์มากมาย แต่ผลที่ได้ก็วนเวียนอยู่กับคำว่า “ปัญหาทางจิต” หรือ “ความผิดปกติของสมอง” ครึ่งแรกของหนังจึงเหมือนละครครอบครัวที่ตัดสลับกับหนังสืบสวนทางการแพทย์ มากกว่าหนังผีแบบที่คนรุ่นหลังคุ้นเคย
เมื่อวิทยาศาสตร์ช่วยไม่ได้ Chris จึงหันไปหา Father Karras บาทหลวงชาวเยซูอิตที่เป็นจิตแพทย์ด้วย เขากำลังเผชิญความรู้สึกผิดเรื่องแม่ที่เสียชีวิต และเริ่มสงสัยศรัทธาของตัวเอง Karras ไม่ได้เชื่อเรื่องปีศาจตั้งแต่แรก เขามองว่านี่น่าจะเป็นอาการทางจิตเวช แต่สิ่งที่เห็นทำให้ความมั่นใจนั้นสั่นคลอน ก่อนที่ Father Merrin จะถูกเรียกเข้ามาเพื่อทำพิธีขับไล่ร่วมกัน ส่วนจะจบอย่างไร ขอเว้นไว้ให้คนที่ยังไม่เคยดูได้ไปเจอเอง เพราะตอนจบของเรื่องนี้ทั้งเศร้าและทรงพลังกว่าที่หลายคนคาด
สิ่งที่ทำให้เรื่องย่อนี้ต่างจากหนังผีทั่วไปคือ หัวใจไม่ได้อยู่ที่ “ผีคืออะไร” แต่อยู่ที่ความช่วยอะไรไม่ได้ของพ่อแม่ ความสิ้นหวังของหมอ และความสงสัยของนักบวช ซึ่งทำให้หนังอ่านเป็นหลายชั้นได้ ทั้งในฐานะหนังสยองขวัญ หนังดราม่า และหนังเกี่ยวกับศรัทธา
The Exorcist เรื่องจริงหรือเปล่า?
คำตอบสั้น ๆ คือ ตัวหนังและนิยายเป็นเรื่องแต่ง แต่มีเค้าโครงบางส่วนมาจากเหตุการณ์ที่มีผู้เล่าว่าเกิดขึ้นจริง William Peter Blatty ได้ยินเรื่องคดีขับไล่ผีปี 1949 ตั้งแต่ตอนเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัย Georgetown เรื่องราวนั้นเกี่ยวกับเด็กชายวัยรุ่นคนหนึ่งที่เรียกกันในเอกสารด้วยนามแฝง Roland Doe (บางแหล่งใช้ชื่อ Robbie Mannheim) เหตุการณ์เริ่มต้นที่ Cottage City รัฐแมริแลนด์ ก่อนครอบครัวจะย้ายไปที่เซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี และมีบาทหลวงเยซูอิตหลายคนเข้าไปเกี่ยวข้อง หนึ่งในนั้นคือ William S. Bowdern ซึ่งเป็นผู้นำพิธี
จุดสำคัญคือ รายละเอียดของคดีนี้มาจากบันทึกของบาทหลวงที่เกี่ยวข้องและคำบอกเล่าต่อ ๆ กัน ไม่ใช่ผลสอบสวนที่ตรวจสอบได้อย่างเป็นอิสระ Blatty เองก็ระบุว่าเขาใช้เรื่องนั้นเป็นแรงบันดาลใจ แล้วแต่งเติมเรื่องราว ตัวละคร และฉากจำนวนมากขึ้นมาเอง ที่สำคัญคือ ในคดีจริงผู้ถูกกล่าวถึงเป็นเด็กผู้ชาย ขณะที่ในหนังเป็นเด็กผู้หญิง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้สร้างตั้งใจแยกงานของตัวเองออกจากข้อเท็จจริง
มีรายงานในปี 2021 จากนิตยสาร Skeptical Inquirer ที่ระบุตัวตนของ Roland Doe ว่าเป็นชายที่เสียชีวิตในปี 2020 แต่เรื่องนี้ยังเป็นการเปิดเผยจากการสืบค้นของนักเขียน ไม่ใช่ข้อสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับ ดังนั้นถ้าใครบอกว่า “เรื่องจริง 100 เปอร์เซ็นต์” ให้ฟังด้วยความระวัง และถ้าบอกว่า “ไม่มีอะไรจริงเลย” ก็ไม่ตรงนักเช่นกัน ความจริงอยู่ตรงกลาง คือมีเหตุการณ์ต้นทางที่ผู้คนเชื่อและเล่าต่อ แต่รายละเอียดแบบในหนังถูกเสริมโดยนักเขียน
ถ้าสนใจเรื่องอาการที่คนเชื่อว่าเป็นการถูกวิญญาณเข้าสิง และมุมมองที่แยกอาการทางร่างกายหรือจิตใจออกมาอธิบาย ลองอ่านเพิ่มเติมที่ อาการผีเข้า ซึ่งรวมวิธีสังเกตและมุมมองที่คนทั่วไปมักเข้าใจผิดไว้
The Exorcist น่ากลัวไหม?
น่ากลัว แต่ต้องบอกก่อนว่าความน่ากลัวของเรื่องนี้ไม่เหมือนหนังผีสมัยใหม่ที่ใช้เสียงดังกะทันหันและภาพผีแวบเข้าจอทุก 10 นาที The Exorcist ใช้เวลานานกว่าจะปล่อยเนื้อหาหนัก ๆ ออกมา และเมื่อปล่อยแล้วก็ไม่ใช่ความตกใจแบบแวบเดียวจบ แต่เป็นความไม่สบายใจที่ค้างอยู่ในหัวหลังหนังจบ
ผมแบ่งความน่ากลัวของหนังออกเป็นสามชั้นเพื่อให้ประเมินตัวเองได้ว่าเหมาะกับตัวเองไหม
- ความกดดันทางจิตใจ ครึ่งแรกไม่มีปีศาจให้เห็นชัด แต่เห็นแม่ที่ค่อย ๆ เสียศูนย์ จนคนดูรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติโดยไม่รู้ว่าอะไร
- ภาพที่รุนแรงทางร่างกาย มีฉากการตรวจทางการแพทย์และฉากที่ตัวละครถูกทำร้ายซึ่งดูแล้วขนลุกแม้ไม่มีผีปรากฏ ฉากที่ถูกพูดถึงบ่อยคือการตรวจหลอดเลือดด้วยเอกซเรย์ที่คนดูหลายคนรู้สึกไม่สบายตัว
- เสียงและคำพูด เสียงของปีศาจ คำหยาบ และการล้อเลียนเรื่องศาสนาเป็นสิ่งที่ทำให้หนังเป็นที่ถกเถียง คนที่ไวต่อเรื่องนี้อาจรู้สึกอึดอัดมากกว่าภาพ
ถ้าให้เทียบกับหนังผีที่อ่านเจอกันบ่อย ๆ ความกลัวของ The Exorcist อยู่ในระดับ “หนักแต่ไม่ถี่” คือหลังดูจบแล้วอาจนอนไม่ค่อยหลับ แต่ไม่ได้ผวาทุกสามนาทีระหว่างดู คนที่ชอบหนังแนวครอบครัวถูกรบกวนจากบางสิ่ง เช่น Hereditary จะมองเห็นเชื้อสายเดียวกันในเรื่องนี้ และคนที่ชอบความระทึกแบบหลอนยาว ๆ เช่น Sinister ก็อาจพบความคล้ายกันในเรื่องความรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างจ้องมองอยู่ แม้โทนจะต่างกัน
สำหรับคนดูยุคนี้ที่คุ้นเคยกับเทคนิคสมัยใหม่ ภาพและจังหวะของหนังปี 1973 อาจดูช้าและตรงไปตรงมากว่าที่คิด แต่หลายคนบอกว่าความ “ดิบ” ของภาพฟิล์มเก่ากลับทำให้รู้สึกจริงกว่า ดังนั้นถ้าคุณไม่ถนัดหนังช้า ควรเปิดใจให้ครึ่งชั่วโมงแรกก่อน เพราะนั่นคือช่วงที่หนังสร้างฐานให้ครึ่งหลังทำงาน
ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงเป็นตำนานและถูกวิจารณ์หนัก?
มีหลายเหตุผลที่ทำให้ The Exorcist ไม่ได้เป็นแค่หนังผีเรื่องหนึ่ง แต่เป็นหนังที่เปลี่ยนความคาดหวังของคนดู เหตุผลแรกคือมันเป็นหนังสยองขวัญที่ลงทุนและทำการตลาดอย่างหนังใหญ่ ไม่ใช่หนังเกรดบีในโรงเล็ก ผลคือคนทั่วไปหลายล้านคนเข้าโรงเพื่อดูมัน ไม่ใช่เฉพาะแฟนหนังสยองขวัญ
เหตุผลที่สองคือฉากที่ติดตาคนดูมาจนถึงทุกวันนี้ ฉากที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุดมีอยู่ไม่กี่ฉาก เช่น การที่ Regan พูดด้วยเสียงที่ไม่ใช่เสียงของเธอ ฉากบนเตียงที่ร่างกายเคลื่อนไหวผิดธรรมชาติ ฉากที่ศีรษะหันกลับ และฉากบันไดข้างบ้านที่ Georgetown ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นจุดที่แฟนหนังไปเยี่ยมชม การอ้างอิงฉากเหล่านี้ปรากฏในหนัง ซีรีส์ และมุกล้อเลียนมากมาย จนบางคนที่ไม่เคยดูต้นฉบับยังรู้จักฉากเหล่านี้อยู่แล้ว
เหตุผลที่สามคือความขัดแย้งตอนออกฉาย ตามข้อมูลที่รวบรวมไว้ หนังได้เรตติ้ง R แต่ถูกวิจารณ์ว่าเรตติ้งนี้ผ่อนปรนเกินไปเมื่อเทียบกับเนื้อหา และมีเมืองบางแห่งพยายามห้ามฉายหรือจำกัดผู้ชมที่เป็นเด็ก มีรายงานว่าผู้ชมบางคนเป็นลมหรือคลื่นไส้ในโรง ซึ่งกลายเป็นข่าวและยิ่งดึงคนเข้ามาดู ในแง่การตลาด เรื่องเล่านี้ช่วยหนังมาก แต่ก็ควรยอมรับว่าเรื่องเล่าแนวนี้ถูกขยายต่อกันไปหลายทอด ตัวเลขหรือจำนวนเหตุการณ์จริงจึงไม่ควรเชื่อแบบเต็มปาก
เหตุผลที่สี่คือ “คำสาป” ที่แฟนหนังชอบเล่า ในช่วงถ่ายทำใช้เวลานานกว่าแผนเดิมมาก มีรายงานว่าราว 200 วันเทียบกับแผนราว 85 วัน และมีเหตุไม่คาดฝันหลายอย่างในกองถ่าย ทำให้เกิดเรื่องเล่าว่าหนังถูกสาป แต่ทีมงานและนักแสดงส่วนใหญ่มองว่าเป็นปัญหาของการผลิตที่ซับซ้อน มากกว่าเรื่องเหนือธรรมชาติ ผมเลยวางเรื่องนี้ไว้ในหมวด “เรื่องเล่าประกอบ” ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้
สุดท้าย หนังเรื่องนี้มีฉบับฉายซ้ำปี 2000 ที่มีชื่อว่า The Version You’ve Never Seen ซึ่งเพิ่มฉากที่ถูกตัดออกจากฉบับแรก ภายหลังถูกเรียกว่า Extended Director’s Cut ถ้าคุณหาแผ่นหรือบริการที่มีหลายฉบับ ควรเช็กรายละเอียดก่อนว่าเป็นฉบับไหน เพราะความยาวและบางฉากไม่เหมือนกัน
ถ้าอยากไล่ดูหนังผีรุ่นเก่าที่มีอิทธิพลต่อวงการแบบเดียวกัน มีรายการแนะนำอยู่ที่ หนังผีเก่าคลาสสิก และถ้าสนใจภาพรวมที่กว้างกว่าฝั่งต่างประเทศ ดูได้จาก รวม 31 หนังผี
The Exorcist ได้รางวัลอะไรบ้าง?
ที่งานออสการ์ครั้งที่ 46 หนังได้เข้าชิง 10 สาขา และได้รางวัล 2 สาขา คือ บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม ซึ่งตกเป็นของ William Peter Blatty และ เสียงยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นผลงานของทีมเสียงที่มี Robert Knudson และ Chris Newman
สาขาที่ได้เข้าชิงโดยไม่ได้รางวัลมีทั้งภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (Ellen Burstyn) นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (Jason Miller) นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (Linda Blair) กำกับภาพ (Owen Roizman) กำกับศิลป์ และตัดต่อ แหล่งข้อมูลหลายแห่งระบุว่านี่คือหนังสยองขวัญเรื่องแรกที่ได้เข้าชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ในยุคนั้น เพราะหนังแนวนี้มักถูกมองว่าเป็นหนังเกรดรองในสายตาสถาบัน
ผมคิดว่ารางวัลเสียงสะท้อนจุดแข็งของหนังได้ตรงที่สุด หนังเรื่องนี้ไม่ได้น่ากลัวเพราะภาพอย่างเดียว เสียงรอบข้าง เสียงเครื่องจักรในโรงพยาบาล และเสียงผสมที่แยกไม่ออกว่ามาจากอะไร เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้คนดูรู้สึกว่าอยู่ในห้องเดียวกับตัวละคร ถ้าจะดูหนังเรื่องนี้ให้ได้อรรถรส ควรใช้หูฟังหรือลำโพงที่ดี ไม่ใช่เปิดผ่านลำโพงมือถือ
The Exorcist ภาคต่อ เรียงลำดับยังไง?
คำถามที่มักตามมาหลังดูภาคแรกจบคือ “แล้วต้องดูอะไรต่อ” คำตอบคือ ซีรีส์นี้มีทั้งภาคต่อ พรีเควล และหนังภาคใหม่ที่ถูกสร้างต่างช่วงเวลา และคุณภาพไม่เท่ากันเลย ตารางด้านล่างเป็นสรุปแบบอ่านเร็ว โดยคอลัมน์ระดับความน่ากลัวกับคำตัดสินเป็นความเห็นของผู้เขียน ไม่ใช่คะแนนทางการ
| ภาพยนตร์ | ปี | ผู้กำกับ | สตูดิโอ | จุดเด่น | ระดับความน่ากลัว | คำตัดสิน |
|---|---|---|---|---|---|---|
| The Exorcist | 1973 | William Friedkin | Warner Bros. | ต้นฉบับ บรรยากาศกดดัน เสียงและการแสดงโดดเด่น | สูง | ต้องดู |
| Exorcist II: The Heretic | 1977 | John Boorman | Warner Bros. | ภาคต่อทางตรงที่เปลี่ยนแนวไปมาก | ต่ำ | ข้ามได้ ยกเว้นอยากดูให้ครบ |
| The Exorcist III | 1990 | William Peter Blatty | Morgan Creek (จัดจำหน่ายโดย 20th Century Fox) | ผู้เขียนต้นฉบับกำกับเอง เน้นหลอนและสืบสวน | กลาง-สูง | แนะนำ |
| Exorcist: The Beginning | 2004 | Renny Harlin | Warner Bros. | พรีเควลเรื่องวัยหนุ่มของ Father Merrin | กลาง | ดูเพื่อเทียบเท่านั้น |
| Dominion: Prequel to the Exorcist | 2005 | Paul Schrader | ไม่ระบุชัด | ฉบับของ Schrader ที่ถูกทำใหม่เป็น The Beginning | กลาง | น่าสนใจสำหรับคอหนังนอกกระแส |
| The Exorcist: Believer | 2023 | David Gordon Green | Universal / Blumhouse | ดึง Ellen Burstyn กลับมา | กลาง | ดูได้ ถ้าไม่คาดหวังเท่าต้นฉบับ |
จากตาราง มีประเด็นที่ควรอธิบายเพิ่มสามข้อ ข้อแรก Exorcist II: The Heretic (1977) กำกับโดย John Boorman เป็นภาคต่อที่คนดูและนักวิจารณ์ส่วนใหญ่ไม่ชอบ และมักถูกยกเป็นตัวอย่างของภาคต่อที่เดินผิดทาง ข้อสอง The Exorcist III (1990) ถูกสร้างจากนิยายเรื่อง Legion ของ Blatty เอง และเขาเป็นผู้กำกับด้วย จึงมีแฟนหนังหลายคนมองว่าเป็นภาคต่อที่ดีที่สุดรองจากต้นฉบับ ข้อสาม สถานการณ์ของ Exorcist: The Beginning กับ Dominion นั้นแปลกมาก เพราะ Paul Schrader ถูกจ้างให้ทำพรีเควล แต่สตูดิโอไม่พอใจกับผลงาน จึงจ้าง Renny Harlin มาทำใหม่ เป็นเหตุให้มีหนังพรีเควลสองเรื่องที่เล่าเรื่องเดียวกันในเวอร์ชันต่างกัน ส่วนปีออกฉายของ Dominion บางแหล่งระบุเป็น 2005 บางแหล่งเป็น 2006 ผมจึงใช้ 2005 ตามข้อมูลที่พบในแหล่งส่วนใหญ่
นอกจากภาพยนตร์แล้ว ยังมีซีรีส์ทีวี The Exorcist ของเครือข่าย Fox ที่ออกอากาศช่วงปี 2016 ถึง 2017 มีสองซีซัน และถูกยกเลิกในปี 2018 เป็นการเล่าต่อจากโลกของหนังปี 1973 แต่เป็นคนละกลุ่มตัวละคร ผมไม่ได้รวมซีรีส์นี้ไว้ในตารางเพราะบทความนี้โฟกัสที่ตัวหนัง
ส่วนลำดับการดูที่ผมแนะนำสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มคือ
- The Exorcist (1973) ดูเรื่องนี้ก่อนเสมอ เพราะทุกเรื่องที่เหลืออ้างอิงเรื่องนี้
- The Exorcist III (1990) ถ้าชอบบรรยากาศหลอนและต้องการภาคต่อที่คุณภาพสูงสุด
- Exorcist II: The Heretic (1977) ดูถ้าอยากรู้ว่าทำไมคนถึงพูดถึงมันในทางลบ หรือต้องการดูให้ครบ
- Exorcist: The Beginning (2004) และ Dominion (2005) ดูต่อกันถ้าอยากเทียบสองเวอร์ชันของพรีเควล
- The Exorcist: Believer (2023) ดูเป็นลำดับสุดท้ายในกลุ่มภาคหลัก เพราะมีการอ้างอิงต้นฉบับ
ถ้าถามว่าควรเรียงตามเวลาในเรื่องหรือเรียงตามปีที่ออกฉาย ผมแนะนำเรียงตามปีที่ออกฉาย เพราะพรีเควลถูกเขียนขึ้นโดยคิดว่าคนดูเคยดูต้นฉบับมาแล้ว การเริ่มจากพรีเควลจะทำให้ผลลัพธ์ของเรื่องแรกที่ควรเป็นเซอร์ไพรส์กลายเป็นของที่รู้ล่วงหน้า
และถ้าคุณกำลังมองหาหนังผีอีกแบบที่เล่าเรื่องบ้านที่มีอะไรบางอย่างอยู่ ลองดู บ้านผีสิง เป็นตัวเลือกต่อจาก The Exorcist ที่โทนต่างกันแต่ยังอยู่ในโลกผีฝรั่งเหมือนกัน
The Exorcist 2023 Believer เทียบต้นฉบับแล้วเป็นยังไง?
The Exorcist: Believer ออกฉายในปี 2023 กำกับโดย David Gordon Green ผลิตโดย Blumhouse ร่วมกับ Morgan Creek และจัดจำหน่ายโดย Universal Pictures จุดขายหลักคือการดึง Ellen Burstyn กลับมารับบท Chris MacNeil อีกครั้งหลังจากเรื่องแรกกว่าห้าสิบปี เนื้อเรื่องเปลี่ยนมาเป็นเด็กหญิงสองคนที่หายตัวไปและกลับมาด้วยอาการผิดปกติ โดยมีพ่อของหนึ่งในนั้นเป็นตัวละครหลัก
เมื่อเทียบกับต้นฉบับ มีสามจุดที่ต่างกันชัดเจน
- จังหวะ ต้นฉบับใช้เวลานานในการสร้างความไม่สบายใจ ส่วน Believer เร่งเข้าสู่ฉากพิธีเร็วกว่า ซึ่งดูง่ายกว่าแต่ลึกน้อยกว่า
- ตัวละครกลับมา การกลับมาของ Chris MacNeil เป็นช่วงที่แฟนหนังเก่าหลายคนรอ แต่นักวิจารณ์หลายคนมองว่าบทบาทของเธอถูกเขียนให้เล็กเกินไป
- ความรู้สึกหลังดู ต้นฉบับทิ้งความรู้สึกหนักและเศร้า ส่วน Believer ถูกวิจารณ์ว่าใช้สูตรหนังผีเข้าที่ผู้ชมคุ้นเคยอยู่แล้ว
ด้านผลลัพธ์ มีรายงานว่าหนังได้รับคำวิจารณ์ไม่ดีนัก (ตามข้อมูลที่รวบรวมไว้ Rotten Tomatoes อยู่ราวหนึ่งในสี่ถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์ ตัวเลขแตกต่างกันไปตามช่วงเวลาที่เช็ก) และทำรายได้ทั่วโลกกว่า 130 ล้านดอลลาร์จากทุนราว 30 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สตูดิโอไม่ได้ผิดหวังมากนัก แต่หลังจากนั้นมีรายงานว่า David Gordon Green ถอนตัวจากภาคต่อที่วางแผนไว้ ทำให้แผนไตรภาคของ Believer เปลี่ยนไป
ข้อสรุปของผมคือ Believer ไม่ใช่หนังที่แย่เสียจนดูไม่ได้ แต่ไม่ควรคาดหวังประสบการณ์ระดับต้นฉบับ ถ้าต้องการหนังผีเข้าที่ดูสนุกในโรงหรือที่บ้านและไม่ซีเรียส ก็พอไหว แต่ถ้าต้องการสัมผัสสิ่งที่ทำให้ The Exorcist เป็นตำนาน ให้กลับไปดูปี 1973
สำหรับคนที่รอหนังใหม่ ตามรายงานจากสื่อบันเทิง Mike Flanagan เขียนบทและกำกับหนัง The Exorcist: Martyrs โดยมี Scarlett Johansson นำแสดง กำหนดฉายในสหรัฐฯ วันที่ 12 มีนาคม 2027 และมีรายงานว่าไม่เกี่ยวกับ Believer วันฉายอาจเปลี่ยนได้ จึงควรเช็กประกาศล่าสุดอีกครั้งก่อนวางแผนไปดู
The Exorcist ดูที่ไหนได้บ้าง?
เรื่องนี้ตอบแบบตายตัวไม่ได้ เพราะลิขสิทธิ์หนังในแต่ละแพลตฟอร์มเปลี่ยนตลอด และต่างกันไปตามประเทศ รวมถึงอาจมีเฉพาะบางฉบับ (ฉบับโรง ฉบับขยาย) ผมจึงไม่ขอระบุชื่อบริการที่แน่นอน ให้ ตรวจสอบในแอพก่อน ว่าบริการสตรีมมิงที่คุณสมัครอยู่มีหนังเรื่องนี้ไหม และถ้าไม่มี ให้ลองหาในบริการเช่าหรือซื้อดิจิทัลที่ถูกลิขสิทธิ์
มีเรื่องที่ควรระวังคือ เมื่อหนังดังแบบนี้ มักมีหน้าเว็บที่อ้างว่ามีให้ชมโดยไม่ผ่านช่องทางที่ถูกต้อง ซึ่งนอกจากละเมิดลิขสิทธิ์แล้ว ยังเสี่ยงต่อมัลแวร์และโฆษณาหลอกลวง การตรวจสอบจากแอพที่เชื่อถือได้ปลอดภัยกว่าเสมอ
ส่วนเรื่องพากย์ไทย ผมไม่พบข้อมูลที่ยืนยันได้ว่าฉบับใดมีเสียงไทยในบริการปัจจุบัน ถ้าคุณชอบดูหนังผีฝรั่งแบบพากย์ไทย ลองดูรายการที่รวบรวมไว้ใน หนังผีฝรั่งพากย์ไทย แล้วเช็กในแอพอีกครั้งว่าเรื่องไหนมีเสียงไทยให้เลือก ส่วนถ้าดูซับไทยหรือฟังเสียงต้นฉบับ แนะนำสำหรับเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะน้ำเสียงของนักแสดงและเสียงปีศาจเป็นส่วนสำคัญของความน่ากลัว
ใครควรดู ใครควรเว้น?
เพื่อให้ตัดสินใจง่ายขึ้น ผมสรุปแบบตรง ๆ ว่าหนังเรื่องนี้เหมาะกับคนแบบไหน
- ควรดู ถ้าคุณชอบหนังผีที่เน้นบรรยากาศและเนื้อเรื่อง มากกว่าหนังที่เน้นผีโผล่ ถ้าคุณอยากเข้าใจว่าทำไมหนังผีเข้ายุคหลังถึงเลียนแบบกันไม่หยุด หรือถ้าคุณสนใจประวัติศาสตร์ภาพยนตร์
- ลองดูแบบมีคนอยู่ด้วย ถ้าคุณเคยดูหนังผีมาพอสมควรแต่ยังกังวลเรื่องฉากรุนแรง การดูเป็นกลุ่มช่วยให้ความรู้สึกหนักลดลง
- ควรเว้น ถ้าคุณไม่ชอบฉากที่เกี่ยวกับการทำร้ายร่างกายเด็กหรือภาพเลือดและของเหลวที่น่าขยะแขยง หรือถ้าเนื้อหาล้อเลียนศาสนาทำให้คุณไม่สบายใจ
และถ้าคุณมีอายุยังน้อย หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังสำหรับเด็ก ทั้งเนื้อหาและภาษาในเรื่อง ควรให้ผู้ใหญ่เป็นผู้ตัดสินว่าเหมาะหรือไม่ ไม่ใช่ดูตามกระแสโซเชียล
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ The Exorcist
The Exorcist ภาค 1 ออกฉายปีไหน ใครกำกับ?
The Exorcist ภาคแรกฉายในสหรัฐฯ วันที่ 26 ธันวาคม 1973 โดยสตูดิโอ Warner Bros. กำกับโดย William Friedkin ดัดแปลงจากนิยายปี 1971 ของ William Peter Blatty ซึ่งเขียนบทและเป็นผู้อำนวยการสร้างเองด้วย ตัวหนังมีความยาวประมาณ 122 นาที นำแสดงโดย Ellen Burstyn, Linda Blair, Max von Sydow และ Jason Miller
The Exorcist เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า?
ตัวหนังเป็นเรื่องแต่ง แต่นิยายต้นฉบับได้แรงบันดาลใจจากคดีขับไล่ผีปี 1949 ของเด็กชายที่ถูกเรียกว่า Roland Doe ซึ่งเป็นนามแฝง รายละเอียดของคดีนั้นมาจากบันทึกของบาทหลวงและคำบอกเล่าต่อ ๆ กันมา จึงไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นตามที่เล่า
The Exorcist น่ากลัวไหม เหมาะกับคนขวัญอ่อนหรือเปล่า?
น่ากลัวแบบกดดันทางจิตใจและมีภาพรุนแรงบางฉาก ไม่ใช่หนังที่เน้นผีโผล่หลอกถี่ ๆ คนขวัญอ่อนหรือไม่ชอบฉากร่างกายถูกทำร้ายควรเตรียมใจ และไม่ควรดูคนเดียวตอนดึกถ้ากลัวง่าย ความรู้สึกหนักมักค้างอยู่หลังหนังจบมากกว่าตอนดู
The Exorcist ภาคต่อมีกี่ภาค ควรดูเรียงลำดับยังไง?
ภาคหลักที่ฉายในโรงมีเรื่องแรกปี 1973, Exorcist II: The Heretic ปี 1977, The Exorcist III ปี 1990 และ The Exorcist: Believer ปี 2023 ส่วนฝั่งหนังพรีเควลมี Exorcist: The Beginning ปี 2004 กับ Dominion ปี 2005 ถ้าเพิ่งเริ่ม ให้ดูเรื่องแรกก่อน แล้วข้ามไปภาค III ก่อนค่อยกลับมาดูภาคอื่นตามความสนใจ
The Exorcist ดูที่ไหนได้บ้าง?
แพลตฟอร์มที่มีหนังเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาและตามประเทศ จึงไม่ควรเชื่อรายชื่อเก่า ๆ ให้ตรวจสอบในแอพสตรีมมิงที่คุณใช้อยู่ก่อน หากไม่มีก็ค้นชื่อหนังในบริการเช่าหรือซื้อดิจิทัลที่ถูกลิขสิทธิ์ในประเทศของคุณ และควรหลีกเลี่ยงเว็บที่ไม่ผ่านช่องทางที่ถูกต้อง
The Exorcist: Believer (2023) ต้องดูต้นฉบับก่อนไหม?
ไม่จำเป็นต้องดูก็ตามเรื่องได้ แต่ควรดูต้นฉบับปี 1973 ก่อน เพราะ Believer ดึงตัวละคร Chris MacNeil กลับมาและเล่นกับความทรงจำจากเรื่องแรกหลายจุด ถ้าดูต้นฉบับมาก่อนจะเข้าใจว่าหนังกำลังอ้างอิงอะไร ส่วนคนที่ไม่เคยดูเลยก็ยังตามเรื่องหลักได้
Mike Flanagan จะทำ The Exorcist ภาคใหม่จริงไหม?
ตามรายงานจากสื่อบันเทิง Mike Flanagan เขียนบทและกำกับหนังเรื่องใหม่ชื่อ The Exorcist: Martyrs มี Scarlett Johansson นำแสดง กำหนดฉายในสหรัฐฯ วันที่ 12 มีนาคม 2027 และมีรายงานว่าไม่เกี่ยวข้องกับ Believer วันฉายอาจเปลี่ยนได้ ควรเช็กประกาศล่าสุดอีกครั้ง
สรุป ควรดู The Exorcist ไหม?
ถ้าตอบสั้นที่สุดคือ ควรดู ถ้าคุณชอบหนังผีหรือสนใจว่าหนังผีเข้าสมัยใหม่เริ่มจากไหน The Exorcist (1973) ของ William Friedkin ยังเป็นหนังที่ควรดูอย่างน้อยหนึ่งครั้ง มันไม่ได้โดดเด่นเพราะฉากช็อกเพียงอย่างเดียว แต่เพราะการแสดง เสียง และบรรยากาศที่ทำให้เรื่องเหนือธรรมชาติรู้สึกเหมือนเกิดขึ้นกับครอบครัวจริง ๆ
คำแนะนำของผมคือ เริ่มจากเรื่องแรก ตามด้วย The Exorcist III ถ้าอยากได้ภาคต่อที่ดี ส่วนภาคอื่นดูตามความสนใจ และอย่าคาดหวังให้ Believer เป็นประสบการณ์เดียวกับต้นฉบับ ก่อนเปิดดู ให้ตรวจสอบในแอพว่าบริการที่คุณใช้มีหนังเรื่องนี้ไหม เลือกดูในที่ที่เงียบพอจะได้ยินเสียงชัด และเลือกเวลาที่คุณพร้อมกับหนังหนัก ๆ แล้วค่อยกลับมาแชร์ว่ารู้สึกอย่างไรหลังดูจบ